“ศิษย์น้องจี้”เมื่อได้ยินชายที่สวมเสื้อคลุมพูดขึ้น ท่าทางของฉินเอ้าเซวียนก็เปลี่ยนไปเขารีบตะโกนขัด
“ศิษย์พี่ฉินพวกนางก่อความวุ่นวายในนครชื่อเหยียนของเรา นี่มันเหตุผลอะไรกัน?” ชายในชุดคลุมมองไปยังฉินเอ้าเซวียน
“ศิษย์น้องหญิงทั้งสองข้าชื่อฉินเอ้าเซวียน ส่วนนี่คือจี้เฮ่าหราน เขาเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสสองเขาไม่รู้จักพวกเจ้า หากเขาพูดอะไรผิดไปก็อย่าได้ถือโทษ”ฉินเอ้าเซวียนกล่าวกับชิงจีและหยางเหล่ย โดยไม่สนใจคำพูดของจี้เฮ่าหราน
“ศิษย์พี่ฉินกล่าวเกินไปแล้วแต่จี้เฮ่าหรานควรจะจำได้ ข้าหยางเหล่ยจากยอดเขาไท่เสวียน อย่ามาอวดดีกับข้าหากทำข้าไม่พอใจ ข้าจะทำลายคฤหาสน์ของรองเจ้านครของเจ้าเสีย!ข้าจำได้ว่าข้าเคยหักขาข้างหนึ่งของลูกศิษย์ของผู้อาวุโสจี้มาก่อนใครจะทำอะไรข้าได้เล่า?” เมื่อมองไปที่จี้ฮ่าวหรานหยางเหล่ยก็พูดขึ้นด้วยความรังเกียจ
หึ!
หลังจี้เฮ่าหรานแค่นเสียงเบาๆเขาก็เดินออกไปทันที เมื่อเขาได้ยินหยางเหล่ยกล่าวว่ายอดเขาไท่เสวียน ก็รู้ได้ว่าไม่สามารถจัดการได้ศิษย์พี่รองของเขาที่กลายเป็นคนพิการอยู่ ก็เป็นเพราะศิษย์ของยอดเขาไท่เสวียน เนื่องจากศิษย์พี่ของเขาพูดบางสิ่งที่ไม่ควรพูดไปตอนที่กวนเหยี่ยซึ่งเป็นศิษย์ยอดเขาไท่เสวียนเสียชีวิต
“ทุกคนนั่งลงเถิดเยี่ยซาง ถังเทียน พวกเจ้าก็อยู่ที่นี่ด้วยดูเหมือนว่าเจ้าจะเข้าสู่ยอดเขาไท่เสวียนแล้วข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นศิษย์ของศิษย์พี่คนใด” เมื่อเห็นเยี่ยซางและถังเทียนฉินเอ้าเซวียนก็ถามพลางยิ้ม
“ศิษย์ถังเทียนท่านอาจารย์กงเสวียน” ถังเทียนก้าวไปข้างหน้าและคำนับฉินเอ้าเซวียน
“ดีศิษย์พี่กงเก่งที่สุดในบรรดาศิษย์รุ่นที่สองของหุบเขาโอสถเป็นความโชคดีของเจ้าที่ได้เป็นศิษย์ของศิษย์พี่กงพยายามให้มากขึ้นและนำพาความรุ่งโรจน์มาสู่นครชื่อเหยียนของเรา”ฉินเอ้าเซวียนกล่าวกับถังเทียน
“ศิษย์พี่ฉินเขาผู้นี้คือศิษย์น้องของเรา สิบสาม มาทักทายศิษย์พี่ฉิน”หยางเหล่ยแนะนำเยี่ยซางให้รู้จักกับฉินเอ้าเซวียน
“เยี่ยซางคารวะรองเจ้านครฉินขอบคุณรองเจ้านครฉินที่ช่วยเหลือ” เยี่ยซางกล่าวกับฉินเอ้าเซวียน
ฉินเอ้าเซวียนตกตะลึงเขาคิดว่าตนเองได้ยินผิดไปหรือไม่? แต่มือของหยางเหล่ยที่วางไว้บนไหล่ของเยี่ยซางแสดงให้เห็นว่าเขาได้ยินถูกต้อง เพราะหยางเหล่ยมักจะไม่ใกล้ชิดกับศิษย์รุ่นน้องมากนัก
“เรียกข้าว่าศิษย์พี่เถิดศิษย์พี่ต้องขอบคุณเจ้า เจินเอ๋อร์หายดีได้ก็เพราะเจ้านอกจากนี้ศิษย์พี่ก็ต้องขอโทษด้วย ที่หลานชายสองคนช่างไม่รู้ความ”ฉินเอ้าเซวียนกล่าวอย่างอับอายเล็กน้อยเขารู้เรื่องของฉินไห่และฉินจั้นที่ต้องการจัดการกับเยี่ยซางจากชิวเจินแล้ว
“รองเจ้านครสุภาพเกินไปแล้วกล่าวได้ว่าเป็นคนละเรื่องกัน พวกเขาคือพวกเขา” เยี่ยซางส่ายหัว
“ไปกันเถิดไปดื่มที่คฤหาสน์ของข้า” ฉินเอ้าเซวียนเอ่ยเชิญทุกคนที่ยืนอยู่ในคฤหาสน์ของเจ้านคร
ระหว่างทางไปคฤหาสน์ฉินฉินเอ้าเซวียนได้พูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์ของนครชื่อเหยียนจี้เฮ่าหรานเป็นผู้สืบทอดของจี้หมิง ผู้อาวุโสคนที่สองของยอดเขาตานติ่งเนื่องจากเขามีพรสวรรค์ที่ดีเขาจึงได้รับการยอมรับจากจี้หมิงโดยไม่คำนึงถึงอายุของเขา และการมาเป็นเจ้านครชื่อเหยียนของเขาก็เพื่อการเคลื่อนไหวและเพิ่มผลงานให้กับตนเอง
นอกจากนี้เยี่ยซางและคนอื่นๆยังได้รู้อีกว่าเจ้านครของนครชื่อเหยียนมีการสับเปลี่ยนหลายครั้งหลายคราในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแต่ฉินเอ้าเซวียนเป็นรองเจ้านครมาโดยตลอด
หลังจากมาถึงคฤหาสน์ฉินฉินเอ้าเซวียนและภรรยาของเขาได้ต้อนรับทุกคนอย่างดี ฉินเอ้าเซวียนยังเรียกหยางเซินตู้ชง จางจงเสวียนและหลินเฉี่ยวมาด้วย
เมื่อเห็นพวกเขาทั้งสี่เยี่ยซางก็ขอบคุณพวกเขาอีกครั้งที่ช่วยพาเขามาที่นครชื่อเหยียน
“พี่น้องเจ้าสุภาพเกินไป เจ้าไม่ได้ช่วยพวกเราด้วยหรือ ยินดีด้วยที่เข้าสู่หุบเขาโอสถได้”หยางเซินไม่รู้ตัวตนของเยี่ยซางแต่เขารู้ว่าเยี่ยซางได้เป็นศิษย์ของหุบเขาโอสถแล้ว ดังนั้นจึงมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง
“ขอบคุณพวกเจ้าทั้งสี่คนที่ช่วยดูแลศิษย์น้องของข้าข้าให้เกียรติพวกเจ้าด้วยการดื่มถ้วยนี้นอกจากนี้ข้ายังอยากจะถามเจ้าว่าตอนที่เจ้าพบศิษย์น้องของข้ามีเมืองใหญ่อยู่ใกล้ๆหรือไม่?” หยางเหล่ยดื่มให้หยางเซินและคนอื่นๆพร้อมเอ่ยถาม
“ข้าคิดดูแล้วเมืองที่เราพบเยี่ยซางคือเมืองกู่หนานเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้กับเมืองกู่หนานมากที่สุดคือนครเทียนหนานโดยเป็นที่ห่างไกลจากหนานมู่ทองคำ1 ซึ่งเป็นที่มาของชื่อนคร”หยางเซินกล่าว
หยางเหล่ยหยุดพูดแล้วถอนหายใจนางคำนับให้หยางเซินและนั่งลง
“ศิษย์พี่หญิงเก้าเป็นอะไรไป?” เยี่ยซางรู้สึกว่าหยางเหล่ยดูเศร้าลงเล็กน้อย
“นครเทียนหนานเป็นบ้านเกิดของสิบสองเจ้ากับสิบสองอยู่ที่เดียวกัน” หยางเหล่ยกล่าว
เมื่อได้ยินคำพูดของหยางเหล่ยฉินเอ้าเซวียนก็ประหลาดใจเช่นกัน เขารู้จักยอดเขาไท่เสวียน และเคยอยู่ในหุบเข้าโอสถช่วงเดียวกับโม่เฉินและกวนเหยี่ยแน่นอนว่าเขารู้เกี่ยวกับอุบัติเหตุของกวนเหยี่ยด้วยเช่นกัน
จากนั้นหยางเหล่ยก็ยิ้มและเปลี่ยนเรื่องโดยมอบหมายให้ฉินเอ้าเซวียนดูแลบ้านของถังเทียน
“ศิษย์น้องหยางเจ้าอาจจะยังไม่เข้าใจนัก ปู่ของถังเทียนเป็นผู้อาวุโสของนครชื่อเหยียนเขาเป็นผู้อาวุโสคุมกฎและผู้พิทักษ์ประตูด้านนอกของหุบเขาโอสถตระกูลถังนั้นมั่นคงมากในนครชื่อเหยียน” ฉินเอ้าเซวียนยิ้มแล้วกล่าวขึ้น
“ภูมิหลังของถังเทียนน้อยไม่ได้แย่แต่เขากลับไม่ได้ใส่ชุดผ้าไหมดีๆ ช่างไม่ง่ายเลย” ชิงจีลูบที่ศีรษะของถังเทียนแล้วพูด
“ฮ่าฮ่าถังเทียนเป็นเด็กดีในนครชื่อเหยียน” ฉินเอ้าเซวียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
หลังจากงานเลี้ยงสิ้นสุดลงฉินเอ้าเซวียนจัดสถานที่ให้คนทั้งกลุ่มได้พัก เขาต้องพูดคุยกับจี้เฮ่าหราน หากจี้เฮ่าหรานรายงานเรื่องนี้ขึ้นไปแล้วแม้ว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเขา แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องดี
ณ คฤหาสน์ของจี้เฮ่าหรานฉินเอ้าเซวียนได้อธิบายถึงความสัมพันธ์อันทรงพลังของศิษย์ในยอดเขาไท่เสวียน
“ข้าเข้าใจข้าจะอดทน ไว้ค่อยจัดการพวกเขาในภายหลังแล้วกัน” จี้เฮ่าหรานกล่าวด้วยสีหน้ามืดมน
ฉินเอ้าเซวียนไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับคำพูดของจี้เฮ่าหรานเขาเข้าใจว่าถึงจี้เฮ่าหรานจะมีคนหนุนหลังแต่ถ้าเขาหาเรื่องยอดเขาไท่เสวียนก็เท่ากับกำลังทำร้ายตัวเอง
เมื่ออยู่ที่คฤหาสน์ของจี้เฮ่าหรานสักพักหนึ่งฉินเอ้าเซวียนก็จากไป
หลังจากพักผ่อนในคฤหาสน์ฉินหนึ่งคืนก็มีสองสามคนที่วางแผนจะออกเดินทางในวันถัดไป
“ถังเทียนเจ้ากลับไปหาครอบครัวของตนเอง เราจะไปรับเจ้าเมื่อถึงเวลา”ชิงจีพูดกับถังเทียนหลังจากที่นางเก็บของเรียบร้อยแล้ว
“ต้องรบกวนอาจารย์น้าทั้งสองแล้วถังเทียนจะรออยู่ที่บ้านขอรับ” ถังเทียนพยักหน้าให้ชิงจี
“เดี๋ยวก่อน!เจ้ายังมีอาจารย์อาอยู่ด้วยนะ!” หยางเหล่ยยื่นมือออกไปตบถังเทียน
“ลำบากอาสิบสามแล้ว”ถังเทียนกล่าวด้วยใบหน้าบูดบึ้ง เขารู้สึกคับข้องใจเล็กน้อยเห็นได้ชัดว่าเยี่ยซางต้องการกลับบ้าน เช่นเดียวกับเขา! แต่เพราะลำดับอาวุโสเขาจึงไม่สามารถต่อต้านได้
“ลำดับสูงต่ำใหญ่เล็กยังต้องแบ่งแยกให้ชัดเจนเอาละ ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็กลับบ้านเถิด! เราก็จะไปเหมือนกัน เจ่อจ้วงหลังจากที่เจ้าติดตามรองเจ้านครฉินจัดการเรื่องต่างๆ เสร็จแล้วให้มาที่บ้านของถังเทียนและรอพวกเราเสีย” เมื่อมองไปยังท่าทางของถังเทียนชิงจีก็ยิ้มให้ขณะเดียวกันก็อธิบายให้เจ่อจ้วงฟังด้วย
เมืองเจี้ยนหนานที่เป็นบ้านเกิดของเจ่อจ้วงอยู่ภายใต้เขตอำนาจของนครชื่อเหยียนดังนั้นหยางเหล่ยและชิงจีจึงมอบเรื่องของเจ่อจ้วงให้กับฉินเอ้าเซวียน แน่นอนว่าเป็นความรับผิดชอบของฉินเอ้าเซวียนอยู่แล้วด้วย
หลังออกจากนครชื่อเหยียนแล้วเยี่ยซางและศิษย์พี่ทั้งสองก็ขึ้นหลังอสูรบินไปยังนครเทียนหนาน
เยี่ยซางและชิงจียืนอยู่บนชิงเตียวส่วนเทียนอวี่บินอย่างอิสระตามมา เนื่องจากตามความคิดเห็นของชิงจีแล้วเทียนอวี่ยังอายุน้อยอยู่ จึงไม่ใช่เรื่องดีที่ต้องรับภาระหนักในช่วงนี้
“สิบสามนี่เป็นครั้งที่สองของข้าที่ได้ไปนครเทียนหนานก่อนหน้านี้ก็มาเพื่อจัดการเรื่องของกวนเหยี่ย ศิษย์พี่สิบสองของเจ้าตั้งแต่ตอนนั้นก็ผ่านมาหลายปีแล้ว” ชิงจีกล่าวด้วยอารมณ์ซับซ้อน
“ศิษย์พี่หกความแค้นของศิษย์พี่กวนเหยี่ยได้รับการสะสางอย่างสมบูรณ์แล้วเขาสามารถพักผ่อนอย่างสงบได้” เยี่ยซางเห็นว่าชิงจียังคงเศร้าเล็กน้อย
--------------------------------------------------------------------
1 หนานมู่ทองคำ (金丝楠) เป็นไม้หนานมู่ชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเนื้อไม้เหมือนผ้าไหมสีทองมีความมันวาวเหมือนผ้าซาติน ถือเป็นไม้ล้ำค่าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของจีนไม้มีกลิ่นหอม เนื้อตรง โครงสร้างดี ไม่เสียรูปง่าย หรือแตกหักง่ายพื้นผิวของไม้เป็นมันเงาเมื่อโดนแสงแดดจะมีลายสีทองปรากฏขึ้นนิยมใช้ในสถาปัตยกรรมและเครื่องเรือนระดับสูงอย่างพระราชวังหรือสถานที่สำคัญ