ผมเดินออกจากห้องพักฟื้นส่ายหัวเบาๆ
คนเราบางครั้งก็นำภัยมาสู่ตัวเองโดยไม่รู้ตัว
ไปตั้งแคมป์ในสุสานร้างตอนกลางคืน จะให้ผมพูดอะไรได้อีก
อาจารย์ยืนรออยู่ด้านนอก เมื่อเห็นผมเดินออกมา เขาถามขึ้น "จะกลับไปที่มหาวิทยาลัยหรือไปที่ร้านของฉัน"
"ไปที่ร้านอาจารย์ดีกว่า!" ผมตอบทันที
อาจารย์พยักหน้ารับ ก่อนเดินนำออกไป
ผมไม่ได้กลับไปที่มหาวิทยาลัย เพราะช่วงนี้ไม่มีเรียนเนื่องจากอีกสองสัปดาห์จะถึงช่วงสอบปลายภาค
ถ้าผมสอบผ่าน ภาคการศึกษาหน้าก็ต้องไปฝึกงานเลย
ดังนั้นช่วงเวลานี้ผมจึงมีโอกาสได้อยู่ที่ร้านของอาจารย์และเรียนรู้เพิ่มเติม
โดยเฉพาะวิชาสายฟ้า ไม่ใช่แค่ดูเท่ แต่มันยังทรงพลังมาก
อาจารย์พาผมออกจากโรงพยาบาล แต่แทนที่จะกลับร้านทันทีเราแวะไปที่ธนาคารใกล้โรงพยาบาลก่อน
ค่าตอบแทนจากงานครั้งนี้ได้รับมาเรียบร้อยแล้ว
ตามที่อาจารย์บอกไว้ จำนวนเงินทั้งหมดคือหนึ่งล้านเต็มๆ
เขาโชว์เช็คให้ผมดู
แค่ผมได้เห็นก็ตื่นเต้นจนใจสั่น นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมเห็นเช็คมูลค่าสูงขนาดนี้
ด้วยจำนวนเงินที่มากขนาดนี้ เมื่อไปถึงธนาคารเราจึงได้รับการบริการในระดับลูกค้าวีไอพี
หลังจากอาจารย์แลกเช็คเป็นเงินสดเสร็จ เขาก็หันมาถามผม "เอาบัญชีธนาคารมาสิ นายช่วยงานเยอะ ฉันจะแบ่งให้หน่อย"
ผมไม่ปฏิเสธ ผมยังเจ็บอยู่จนถึงตอนนี้ ก็เลยยื่นเลขบัญชีให้ไป
ไม่กี่นาทีต่อมา ยอดเงินในบัญชีของผมก็เพิ่มขึ้นมาหนึ่งแสนหยวน
รวมกับเงินที่อาจารย์ให้มาก่อนหน้านี้ตอนนี้ผมมีเงินเก็บกว่าหนึ่งแสนหยวนแล้ว
แม้อาจารย์จะให้เพียงหนึ่งในสิบของค่าจ้าง แต่ผมก็พอใจมาก
เพราะผมรู้ดีว่าหากไม่มีอาจารย์ ผมคงไม่มีอะไรเลย
แม้แต่ชีวิตก็คงไม่รอด ดังนั้นอาจารย์ให้เท่าไรผมก็รับได้หมด
ถึงไม่ให้ ผมก็ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไร
เป้าหมายสูงสุดของผมคือฝึกฝนให้เชี่ยวชาญ และหาทางเข้าไปใน 'ตึกเก้าศพ' เพื่อพาตัวเสี่ยวอวี่ออกมา
แต่ตอนนี้ผมรู้สึกตื่นเต้นกับเงินก้อนนี้มากจนแผลแทบปริ
ความพยายามเมื่อคืนมันคุ้มค่าจริงๆการทำงานกับอาจารย์สามารถทำเงินได้ขนาดนี้
แต่ผมก็ไม่ลืมว่าผมติดหนี้ลุงอวี๋จากครั้งก่อน
ลุงอวี๋ไม่ได้เห็นแก่เงินเหมือนอาจารย์ สิ่งที่เขาต้องการคือ 'บุญกุศล'
นี่เป็นเหตุผลที่ตอนนั้นลุงอวี๋เรียกค่าตอบแทนแต่ไม่ต้องการให้ผมเขียนใบยืนยันหนี้
หากผมไม่คืนเงินจำนวนนี้ วันหนึ่งผมจะต้องใช้บุญกุศลชดเชย
หลังจากฟังคำอธิบายของอาจารย์เมื่อคืนผมเข้าใจแล้วว่าบุญกุศลสำคัญต่อพวกเราแค่ไหน
ดังนั้น ผมต้องหาโอกาสคืนเงินสองหมื่นหยวนให้ลุงอวี๋
หลังจากนั้น พวกเรากินข้าวกันเล็กน้อย แล้วกลับไปที่ร้าน
ทันทีที่ถึงร้าน ผมตรงไปนอนทันที เพราะผมเหนื่อยเกินไปและอ่อนล้ามาก
ผลคือผมนอนยาวไปจนถึงเช้าวันถัดไป
เมื่อตื่นขึ้นมา แม้ร่างกายยังรู้สึกปวดระบม แต่ก็ดีขึ้นเยอะแล้ว
ผมจุดธูปไหว้บรรพจารย์ก่อน แล้วลงไปข้างล่าง
อาจารย์ยังคงทำเหมือนเช่นทุกวัน จัดอุปกรณ์ตกปลา
เมื่อเห็นผมตื่นแล้ว เขาถามขึ้น "รู้สึกอย่างไรบ้าง"
ผมตอบ "ดีขึ้นครับ แค่ยังรู้สึกเพลียๆ อยากนอนต่อ"
อาจารย์พยักหน้า "นายถูกดูดปราณต้นกำเนิดไปเยอะร่างกายย่อมรู้สึกอ่อนล้าเป็นธรรมดา ในถุงมิติยังมีวิญญาณอีกหลายดวงคืนนี้นายไปส่งพวกมันซะ อาจจะดูดซับปราณต้นกำเนิดกลับมาได้บ้าง ร่างกายนายก็คงจะฟื้นตัวเร็วขึ้น"
ผมพยักหน้า "เข้าใจแล้วครับ อาจารย์"
อาจารย์เตรียมอาหารให้ผมไว้ ผมกินจนเต็มอิ่ม แล้วนั่งพักผ่อนอยู่ข้างๆ
จากนั้น อาจารย์หันมาถามผมอีกครั้ง"ยังจำมุทราวิชาสายฟ้าได้ไหม"
เมื่อได้ยินอาจารย์ถามถึงมุทราสายฟ้า ผมก็เริ่มขยับมือ "น่าจะเป็นแบบนี้ใช่ไหม"
ขณะพูด ผมพยายามผสานเจ็ดมุทราออกมาให้สมบูรณ์แบบที่สุดเกือบทุกขั้นตอน
แต่ครั้งนี้ผมกลับไม่รู้สึกถึงปราณต้นกำเนิดที่ไหลเวียนขณะผสานมุทราเลย
ไม่มีแม้แต่สภาวะจิตว่างเปล่าเหมือนตอนที่ผมเผชิญหน้ากับวิญญาณอาฆาต
แม้ผมจะเปล่งเสียงว่า "วิชาสายฟ้าฝ่ามืออัสนี!" ออกมา ผลลัพธ์ก็ยังคงไร้ซึ่งพลังใดๆ
ผมขมวดคิ้ว
"แปลกจริง ครั้งนี้ไม่รู้สึกอะไรเลยต่างจากคืนวันนั้นโดยสิ้นเชิง"
อาจารย์หัวเราะ "พอใจเถอะ!แค่สามารถสัมผัสได้ถึงพลังสายฟ้าในห้วงเป็นตายสักครั้งก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว ตอนที่ฉันฝึกวิชาสายฟ้า ต้องใช้เวลาถึงสามเดือนกว่าจะร่ายได้สำเร็จสักครั้ง"
อาจารย์พาผมขึ้นไปชั้นสองของร้าน พลางอธิบาย "วิชาสายฟ้าเป็นศาสตร์การแปรปราณต้นกำเนิดเป็นสายฟ้าโดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงของมือขณะร่ายมุทราควบคุมการไหลเวียนของปราณต้นกำเนิดแล้วปลดปล่อยเป็นพลังสายฟ้าอันทรงพลัง แต่กระบวนการนี้ยากมาก"
เนื่องจากผมเคยใช้มันได้ครั้งหนึ่งแล้วอาจารย์จึงไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก เขาให้ผมลองนึกถึงสภาวะและความรู้สึกในคืนนั้น
ก่อนร่ายวิชา ให้วาดสัญลักษณ์สายฟ้าลงบนฝ่ามือซ้ายและขวาก่อน เพื่อช่วยให้การปลดปล่อยพลังและแปรปราณต้นกำเนิดง่ายขึ้น
สัญลักษณ์สายฟ้าเป็นลวดลายที่ซับซ้อนและอาจารย์วาดให้ผมดูเพียงครั้งเดียว
จากนั้น อาจารย์ให้ผมฝึกตาม พร้อมกำชับให้จดจำสามหลักสำคัญ: ใจสงบใจศรัทธา ใจเชื่อมโยง
อาจารย์ยังสอนคาถาสนับสนุนให้ผม
"อัสนีสวรรค์กัมปนาท ปราณต้นกำเนิดไม่ขาดสาย ข้าขอยืมอำนาจแห่งสายฟ้าพิฆาตปีศาจร้าย"
ต้องร่ายคาถานี้พร้อมกับผสานมุทราเพื่อเพิ่มพลังในการใช้วิชาสายฟ้า
นี่คือเงื่อนไขพื้นฐานของวิชาสายฟ้า
แต่หากระดับการบำเพ็ญสูงพอและสามารถเข้าสู่สภาวะแปลกประหลาดนั่นได้ทุกครั้งการร่ายคาถาและการวาดตราสายฟ้าก็ไม่จำเป็น
ณ ตอนนี้ ผมยังทำไม่ได้
มีเพียงระดับอย่างอาจารย์เท่านั้นที่สามารถร่ายได้ตามใจนึก
เมื่อผมส่งวิญญาณที่เหลือไปสู่สุคติเรียบร้อยแล้วเวลาที่เหลือในหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ผมใช้เวลาฝึกฝนวิชาสายฟ้าที่ร้านของอาจารย์
ผมแจ้งลาอาจารย์ที่ปรึกษาว่ากำลังทำงานพิเศษ และจะไม่กลับไปที่หอพัก
ผมใช้เวลาทั้งหมดอยู่ที่ร้านของอาจารย์เพื่อฝึกฝน ยกเว้นวันที่ต้องไปรายงานตัวมหาวิทยาลัย
นอกจากวิชาสายฟ้า อาจารย์ยังสอนผมเกี่ยวกับความรู้ในสายงานของเรา เช่น วิญญาณแต่ละประเภทเกิดจากอะไร สภาพแวดล้อมทางฮวงจุ้ยแบบไหนให้กำเนิดซากศพแบบใด
อาจารย์ยังหาหนังสือเก่าๆ มาให้ผมอ่านเพื่อให้เข้าใจวงการนี้มากขึ้น
หนังสือพวกนั้นส่วนใหญ่เกี่ยวกับหลักเบญจธาตุและยันต์แปดทิศอ่านยากและต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ
แต่มีอยู่เล่มหนึ่งที่ผมชอบมาก นั่นคือ 'บันทึกเหตุประหลาด'
จริงๆ แล้ว มันไม่ใช่หนังสือ แต่เป็นบันทึกที่เขียนด้วยลายมือ
ภายในบันทึกนั้นมีรายชื่อของวิญญาณและสิ่งอาถรรพ์มากมายพร้อมทั้งวิธีจัดการ รวมถึงประสบการณ์และข้อคิดต่างๆ
อาจารย์บอกผมว่า 'บันทึกเหตุประหลาด'เล่มนี้เป็นมรดกที่อาจารย์ของอาจารย์ทิ้งไว้
ภายในบันทึกเต็มไปด้วยเรื่องราวแปลกประหลาดจากทั่วทุกมุมโลก
ไม่ว่าจะเป็น 'ห้าเซียน[1]แห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ' 'พระปีศาจแห่งทิเบต[2]' 'พิษกู่[3]แห่งหนานเจียง' 'ภูตแห่งเจียงเป่ย' หรือแม้แต่ 'กุมารทองของแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้'
น่าสนใจมาก ผมรู้สึกชื่นชมชีวิตของอาจารย์ปู่สุดๆ
เพียงแค่สามขวบก็ต้องลงเขา ติดตามอาจารย์ออกเดินทางทั่วแผ่นดินเห็นโลกกว้างตั้งแต่เด็ก
ผมเชื่อว่าบันทึกเล่มนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิตที่เขาได้พบเจอ
แต่สำหรับผม มันคือประตูที่เปิดโลกทัศน์ใหม่โดยสิ้นเชิง
ผมเพิ่งตระหนักว่า เบื้องหลังเมืองที่เราอาศัยอยู่ยังมีสิ่งลี้ลับที่แทบไม่มีใครรู้จักกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
และมันทำให้ผมมั่นใจในเส้นทางที่เลือกเดินมากขึ้น
แทนที่จะเรียกเราว่าคนเก็บศพ นักพรต หรือผู้ฝึกตน
ผมคิดว่าชื่อที่เหมาะสมที่สุดคือ 'มือปราบมารแห่งมหานคร'
[1] ห้าเซียน เป็นความเชื่อของจีนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเชื่อในเรื่อง ‘ห้าเซียน’ ได้แก่ เซียนจิ้งจอก เซียนงู เซียนเม่นเซียนหนู และเซียนไก่ ซึ่งเป็นตัวแทนของพลังในด้านต่างๆ เช่น วิญญาณ การรักษาโชคลาภ ฯลฯ
[2] พระปีศาจแห่งทิเบต เป็นความเชื่อในแถบทิเบตเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาสายตันตรยานซึ่งเชื่อในเรื่องพลังเหนือธรรมชาติเล่ากันว่าในอดีต มีพระลามะองค์หนึ่งที่ฝึกตนจนมีพลังแก่กล้า แต่แทนที่เขาจะใช้พลังนั้นเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์เขากลับหมกมุ่นอยู่กับมนตร์ดำและไสยศาสตร์สุดท้าย พระลามะองค์นั้นทำพิธีเพื่อให้ตัวเองเป็นอมตะ แต่แทนที่จะได้ชีวิตนิรันดร์เขากลับกลายเป็นอสูรแห่งมนตร์ดำแทน
[3] พิษกู่ หมายถึง สัตว์พิษที่ผ่านพิธีกรรมของชาวเหมียวแห่งหนานเจียงวิธีการคือจับสัตว์มีพิษหลากหลายชนิดมารวมในภาชนะเดียวกันซึ่งตัวที่เหลือรอดเป็นตัวสุดท้ายก็คือกู่