ด้านองครักษ์สาว
“คุณหนูข้ามกำแพงเมืองไปแล้วเช่นนั้นรึ” หว่าหวาถามเงาหนึ่งคนที่รั้งรอนางอยู่ ระหว่างที่นางกลับไปเอากระบี่
“เป็เช่นนั้น”
“กำแพงสูงเช่นนั้นนางข้ามไปได้อย่างไร”
“มีบุรุษรูปงามผู้หนึ่งดึงคุณหนูขึ้นไปด้วย คาดว่ากำลังภายในขั้นห้า”
“บุรุษรึ” หว่าหวาทำได้เพียงครุ่นคิดขนาดนางอยู่ขั้นสี่ตอนกลางยังมิสามารถข้าผ่านกำแพงสูงชันนี้ได้ “เ้าดึงข้าขึ้นไปได้หรือไม่” เงาส่วนใหญ่จะอยู่ในขั้นห้าแทบจะทุกคนไม่เว้นคนที่รอนางอยู่ที่นี่
“ย่อมได้” ฟุ่บ!!! ะโสามสี่ครั้งก็ยังไม่ขึ้น
๑-------------------๑
ปลายยามไฮ่ (23.00)
ขบวนพ่อค้าที่มีตราจิ้งจอกแดงจอดลงตรงพื้นที่กว้างห่างไกลผู้คน และห่างจากประตูเมืองเข้ามาห้าร้อยลี้ บรรยากาศรอบข้างเงียบสงบเพราะผู้คนมิได้สรรจรในยามค่ำคืนเสียงจิ้งหรีดเรไรดังกระทบโสตประสาทพาให้สตรีตัวน้อยบนต้นไม้ดวงตาเริ่มม่อยลงๆ แต่ก็พยายามเพ่งมองหาหนทางเข้าไปตรวจสอบรถม้า
“เหตุใดเ้าจึงตามรถม้ากลุ่มนี้เล่า ้าจะซื้อหาสิ่งใดไม่รอให้ถึงเมืองหลวงทำเช่นนี้มิรู้รึว่ามันอันตรายยิ่งเ้าเป็สตรีจากต่างแคว้นด้วย แล้วกลุ่มของเ้าอยู่ที่ใด” เสียงบุรุษบนกิ่งไม้ข้างๆ เรียกสติที่ใกล้จะหลับของนางให้ตื่นขึ้น
“ขบวนพ่อค้ากลุ่มนี้ผ่านขบวนของข้ายามที่รถม้าของข้าเสียหลักล้มลง จนเมื่อสองชั่วยามที่ผ่านมาข้าจึงรู้ว่าต้นกุหลาบของข้าได้หายไป”
“เป็เพียงต้นกุหลาบธรรมดาเ้าไปหาซื้อใหม่มิดีกว่ารึ”
“เพราะมันไม่ธรรมดาอย่างไรเล่าข้าจึงต้องออกตามหา” เฮ้ออ!! นางถอนหายใจออกมา “เห็นแก่ที่ท่านช่วยชีวิตข้านะพี่หานหรงผู้หล่อเหลา..ข้าจะบอความจริงที่ว่าข้ามาจากแคว้นเ้า มาเพื่อร่วมวันพระราชสมภพในอีกสองเดือนข้างหน้าและกุหลาบที่หายไปคือกุหลาบพันปีของขวัญสุดแสนพิเศษที่ข้าต้องดูแล..เมื่อมันหายไปข้าย่อมต้องติดตาม”
“กุหลาบพันปีรึ?” เพ่ยหานหรงตาโต..มิใช่ผู้ใดจะมีไว้ได้ ดอกไม้แสนวิเศษเช่นนี้แน่นอนแม้แต่เขาก็ยังมิเคยเห็น “เ้าคือองครักษ์?”
“หาใช่เช่นนั้น..ข้าคือองค์หญิงเ้าเฟิ่งเซียน” ตากลมมองคนเฝ้าตรงรถม้าแล้วะโลงพื้นหายไปในรถคันที่หมายตา ฟุ่บ!!
ปล่อยทิ้งเพ่ยหานหรงมองนางผ่านความมืดไปโดยไร้คำห้ามปราม คำพูดของนางเชื่อได้จริงรึ เหตุใดผู้เป็องค์หญิงถึงมีกิริยาท่าทางเช่นนี้เล่า ‘ช่างห่างไกลคำนั้นยิ่งนัก’ ฟุ่บ!!! ะโตามนางลงไปอย่างมิเข้าใจตนเอง
๑-------------------๑
บนต้นไม้ต้นเดิมในยามโฉว่ (01.20)
“พี่หานหรงงงง” พูดเสียงยานคาง “ข้าขอนอนก่อนได้หรือไม่หากพี่ยังไม่หลับก็เฝ้าข้าด้วยข้ากลัวงูจะกัดข้า” แขนบอบบางกอดต้นไม้แล้วหลับไปทั้งอย่างนั้น บุรุษหน้าคมหัวเราะกับท่าทางน่ารักแต่ใบหน้าไม่น่ารักของนางในใจคิดว่า ‘เหตุใดข้าถึงได้มานั่งเฝ้าสตรีอัปลักษณ์ผู้นี้ทั้งๆ ที่มิใช่หน้าที่เพียงนิด’ สตรีอัปลักษณ์ตรงหน้านางทำสิ่งที่เขาไม่คาดคิดมาตลอดหนึ่งชั่วยาม ทุกการกระทำของนางดึงสายตาของเขาไว้ได้หมดเหตุใดจึงเป็เช่นนั้นกัน ยกยิ้มน้อยๆ ก่อนจะหลับตาลง..คืนนั้นเป็คืนแรกที่ฮ่องเต้เช่นเขาบรรทมอยู่บนต้นไม้..เงามากมายต่างคอยเฝ้าดูหนึ่งฮ่องเต้หนึ่งองค์หญิงใบหน้าเป็ตุ่ม
๑-------------------๑
ต้นยามเฉิน (07.00)วันต่อมา
สิ่งแรกที่สตรีใบหน้าเป็ปุ่มทำก็คือถามหาแหล่งน้ำก่อนจะขอเวลาส่วนตัวรวมสองเค่อ เพ่ยหานหรงพยักหน้ารับรู้ก่อนจะพริ้วกายไปอีกทางพร้อมกับสั่งข้าวหน้าปลามาไว้ทานสองห่อสำหรับเขาและสตรีหน้าปุ่ม ต้าสึองครักษ์ข้างกายทำเพียงแค่แปลกใจแต่หาได้มีสิทธิ์ถาม
บนต้นไม้จุดเดิมเ้าเฟิ่งเซียนรับข้าวหน้าปลามาทานอย่างไม่อิดออก นางปลดผ้าคลุมออกมาเปิดเปลือยใบหน้าเป็ตุ่มอยู่เต็มไปหมดทั้งแดงทั้งนูน..
เพ่ยหานหรงมองสตรีที่ไม่ทุกร้อนสิ่งใดก็นึกนับถือนางไม่น้อยเพราะตามปกติสตรีอัปลักษณ์มักจะอายใบหน้าตนเองเสมอและจะมิยอมเปิดเปลือยให้ผู้ใดเห็นง่ายๆ แตกต่างจากนาง “เ้ามิอายข้ารึ”
ปากเคี้ยวปลามองไปทางผู้ถาม “เหตุใดต้องอาย” ทำหน้างง “หากข้ามัวแต่อายพี่ ข้าก็มิต้องทานสิ่งใดแล้ว บุญคุณจากข้าวมื้อนี้ข้าซึ้งใจยิ่งนักแต่ข้าคงมิมีโอกาสตอบแทนพี่ คงจะมิถือใช่หรือไม่?” เคี้ยวไปมองด้านล่างไป
‘ดูนางกล่าวสิ..ฮ่องเต้เช่นเขาอยากจะหัวเราะ’ “อืม” กินข้าวอย่างสำรวมกิริยา
“เอาล่ะพี่หาน..ความจริงจากใจข้านะเ้าคะ” นางรอให้เขาเงยหน้ามองนาง “พี่หานหรงรูปงามยิ่งนักแต่ข้าคงจะมิมีเวลาชื่นชมพี่เพราะข้าติดภาระกิจตามหาดอกไม้เ้าปัญหา”
เพ่ยหานหรงเลิกคิ้วมองนางพูดพร่ำ ‘รูปงามแต่มิมีเวลามอง หึ’
“จากที่เราตรวจดูรถม้าเกือบทั้งหมดด้วยกันเมื่อคืนนี้ ข้ามาคิดๆ ดูแล้วว่าคันที่น่าสงสัยน่าจะเป็คันใหญ่ตรงกลาง” นางชี้ไปที่คันที่ปิดมิดชิด “หากพี่มิมีธุระอันใดเราจะแยกกันตรงนี้และข้าจะไปเองพี่จะได้มิต้องเจอกับอันตรายร่วมกับข้า บุรุษรูปงามเช่นพี่ยังจะมีอนุได้อีกเยอะ” นางกัดข้าวคำสุดท้ายอย่างไม่รักษากิริยา
นี่คือคำกล่าวลาของนางรึ? เพ่ยหานหรงชักสีหน้าอย่างมิค่อยพอใจนักตัวเขาเองมิใช่บุรุษที่ผู้ใดจะมาสั่งได้ “ข้าพาเ้าข้ามกำแพงมาแล้วเ้าจะขับไล่ข้าไปรึ?”
“หะ”
“ถึงแม้เ้าจะอัปลักษณ์ แต่..เอาเถิดอย่างไรข้าก็จะร่วมทางไปกับเ้าจนถึงเมืองหลวงมิต้องกล่าวคำใดให้ระคายหูข้าอีกเข้าใจหรือไม่?” เลิกสนใจสตรีที่อ้าปากค้างะโลงมาสู่พื้นลอบมองกลุ่มนักฆ่าที่ตัวเองมิได้สั่งให้ทหารจู่โจมแต่แรก
ฟุ่บ!! เ้าเฟิ่งเซียนะโตามติดกระซิบชิดแก้คำ “แม้ข้าจะอัปลักษณ์แต่ข้าก็มีบุรุษมาชอบพอมากมาย..แน่นอนว่าข้าหักอกมานักต่อนักแล้ว”
“สตรีหน้าปุ่มเช่นเ้าจะมีบุรุษมารักชอบได้อย่างไร?” เพ่ยหานหรงที่แอบซ่อนตัวร่วมกันกับเ้าเฟิ่งเซียนเอ่ยตอบเสียงเบา กลิ่นหอมจากสตรีตัวน้อยตรงหน้ายังคงให้กลิ่นที่สดชื่นไม่เคยจางในทุกๆ ครั้งที่เขาเข้าใกล้นาง
“ตอนข้าใบหน้าไม่ปุ่ม ข้างามมากนะพี่หานหรงแต่ช่างเถอะถ้าพี่มิได้เป็ฮ่องเต้ก็อย่าได้หวังว่าข้าจะสนใจ” เ้าเฟิ่งเซียนในสภาพใบหน้าเป็ตุ่มปิดผ้าครึ่งท่อนล่างกล่าวอย่างมิใส่ใจนัก นางมาต่างแคว้นเช่นนี้และยิ่งใกล้จะถึงวันเกิดของฮ่องเต้แล้วกลับทำกุหลาบพันปีเ้าปัญหาที่ทำให้นางใบหน้าเป็ตุ่มหล่นหายไปเสียได้กว่าจะรู้ตัวมันก็ได้ตกไปอยู่ในมือของหัวหน้าพรรคจิ้งจอกแดง..กลุ่มนักฆ่ารับจ้างที่เดินทางผ่านมาเสียแล้ว
“_” ใจเพ่ยหานหรงกระตุกวูบ มองนางด้วยสายตาสงสารแกมเอ็นดู ‘นางคงจะอยากงดงาม’
“นั่นๆ” หมับ!! เฟิ่งเซียนจับมือของบุรุษหนุ่มทางด้านหลังพร้อมกับจะวิ่งขึ้นรถม้าที่น่าจะเก็บดอกกุหลาบพันปีหลากสีนั้นไว้ “ไปเร็วพี่หาน!!”
ตุ่บตั่บๆๆ ฟุ่บ!! สองคนะโขึ้นไปด้านในรถคันใหญ่หลังคาสูงแปลกตาที่นางหมายมาดไว้ทันทีเมื่อคนเฝ้าไปยืนปลดเบาทางอื่น เมื่อเข้ามาด้านในมันช่างดูมืดทึบราวกับเป็เวลายามไฮ่ (22.00) สองคนสองขนาดยืนอยู่ด้านในได้อย่างไม่ยากเย็นนัก (หลังคาสูงเหมือนเคอรี่ส่งของ)
เพ่ยหานหรงยังคงจับมือกับสตรีหน้าปุ่มไว้อย่างไม่เข้าใจ มือของนางหยาบกร้านไม่มากแน่นอนว่าคงเป็เพราะนางจับกระบี่มานานเช่นเดียวกับตัวเขาที่ฝึกวรยุทธ์มาั้แ่จำความได้ ร่างกายบุรุษสูงใหญ่มากกว่าครึ่งของสตรีที่จับจูงเขาด้านหน้ายังคงตามติดนางมิห่าง
กลิ่นหอมของดอกกุหลาบทำให้เ้าเฟิ่งเซียนรู้ได้ว่าสิ่งที่ตามหาอยู่ตรงไหน รถม้าคันนี้ขนสินค้ามามากมายเต็มไปหมดจริงๆ
“พี่หานค่อยๆ เดินเล่า”