จางหลิวหยาง และหงเป่า มาถึงสำนักศึกษาในยามเหมา ยามเฝ้าประตูด้านหน้าสองนายดักพวกเขาไว้ก่อน จากนั้นจึงตรวจสอบดูรถม้าที่บรรทุกของสดของแห้งมาทั้งสองคัน เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีสิ่งผิดปกติยามเฝ้าประตูก็ปล่อยให้พวกเขาผ่านเข้าไปด้านใน หงเป่าและบ่าวอีกคนที่มาด้วยบังคับรถม้าให้อ้อมไปด้านหลังตึกใหญ่ จางหลิวหยางมองเข้าไปยังลานกว้างที่อยู่ตรงกลางระหว่างตึกทั้งสี่ทิศ เห็นนักศึกษาร่วม 20 ชีวิต แต่งกายด้วยชุดจีนยาวสีน้ำเงินเหมือนกันหมด บางกลุ่มกำลังตั้งแถวฝึกดาบและกระบอง บางกลุ่มฝึกซ้อมยิงธนู
เพียงครู่เดียวรถลากสองคันจากจวนท่านบัณฑิตจางที่บรรทุกเสบียงมาเต็มคันรถก็จอดที่หน้าโรงครัวของสถานศึกษา ด้านในมีพ่อครัวและผู้ช่วยอีกหนึ่งคน กำลังยุ่งกับการจัดเตรียมวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหาร
“มาแล้วหรืออาเป่า” ชายสูงวัยที่กำลังหั่นผักอยู่ในครัววางมือจากงานแล้วเดินออกมาหาพวกนางด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“เ้ามาช่วยขนของที เร็วๆ” ชายสูงวัยหันไปกล่าวกับผู้ช่วยอีกคน แล้วจึงกล่าวขอบอกขอบใจหงเป่าอย่างยินดี “ขอบใจมากนะอาเป่า อาเหมากลับบ้านเกิดหลายวัน ถ้าไม่ได้เ้าช่วยพวกเราคงลำบากน่าดู ต้องรบกวนเ้าแล้ว”
“ท่านลุงสี่ ไม่ต้องเกรงใจ เป็คำสั่งของนายท่านอยู่แล้ว”
ผู้ช่วยพ่อครัว และบ่าวจากบ้านจางหลิวหยาง รวมทั้งหงเป่าช่วยกันยกเสบียงอาหารลงจากรถลากและนำไปจัดเรียงในโรงครัว ส่วนจางหลิวหยางยืนเดินไปมาอยู่ตรงนั้นพลางออกมองตามบริเวณโดยรอบอย่างสนใจ พ่อครัวสูงวัยเมื่อเห็นเ้าหนุ่มคนนี้ไม่มาช่วยคนอื่นยกของก็ขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เดินเข้าชี้บอกจุดที่วางของแต่ละประเภท ไม่ได้สนใจเขาอีก
“อาเป่า เดี๋ยวข้ามานะ” จางหลิวหยางเดินเข้าไปหาหงเป่าและกระซิบบอก
“คุณหนู จะไปไหนขอรับ”
“ข้าจะไปดูด้านหน้าเดี๋ยวเดียว พวกเ้าเสร็จธุระแล้วก็รอข้าอยู่ที่นี่ เดี๋ยวข้ากลับมา”
“จะดีหรือคุณหนู ตรงนั้นใกล้ห้องทำงานของนายท่าน” ด้วยไม่สามารถใช้เสียงได้เต็มที่ แต่สถานการณ์กลับบีบคั้นหงเป่ายิ่งนัก เขาจึงแทบโก่งคอกระซิบเพื่อหวังทัดทานคุณหนูให้จงได้
“ไม่ต้องห่วง ข้าจะระวัง” ไม่รอให้หงเป่าได้ทักท้วงใดๆอีก จางหลิวหยางวิ่งปรื๋อออกจากตรงนั้นไปอย่างไว
“เอ้า แล้วเ้าหนุ่มนั่นจะไปที่ใด” พ่อครัวเอ่ยถาม
“นาง เอ๊ย อีปวดห้องน้ำหน่ะ เดี๋ยวอีก็กลับมา” หงเป่าตอบเลี่ยงๆ พลางมองตามนางไปด้วยความกังวล
จางหลิวหยางเดินเลาะไปตามกำแพงตึกและมองภาพหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างตื่นตาตื่นใจ ปะติมากรรมจีนสมัยโบราณช่างเหมือนกับในซีรีย์จีนที่นางเคยดูไม่มีผิดเพี้ยน ทุกอย่างถูกสร้างด้วยไม้ลวดลายสวยงาม และประดับด้วยโคมสีแดงเป็หลัก
“มาเลยพี่ใหญ่ ท่านห้ามอ่อนข้อให้ข้าอีก”
จางหลิวหยางได้ยินเสียงเอะอะดังมาจากลานกว้างที่นางเห็นนักศึกษากลุ่มใหญ่ฝึกซ้อมวิชาป้องกันตัวกันอยู่ตอนที่นั่งรถลากผ่านเข้าประตูมา นางจึงหยุดมองอย่างสนใจ ชายหนุ่มรูปร่างสูงสองคนยืนประจันหน้าอยู่ตรงกลางวงล้อมรอบไปด้วยชายหนุ่มกว่าสิบชีวิตกำลังส่งเสียงอื้ออึงไปทั่วบริเวณ จากนั้นทั้งสองคนในวงล้อมก็ะโเข้าหากัน ทั้งเตะ ทั้งต่อย ผลัดกันรุก ผลัดกันถอย นางเพ่งมองชายหนุ่มสองคนที่กำลังต่อสู้กันอย่างไม่มีใครยอมใครด้วยรู้สึกดูคุ้นตาอย่างยิ่ง เพ่งมองและกำลังนึกว่าเคยพบพวกเขาจากที่ใดจนเผลอลืมตัวเดินออกจากเสาที่กำบังกายอยู่ ส่วนที่ลานกว้างคู่ต่อสู้และผู้ชมกำลังให้ความสนใจกิจกรรมตรงหน้าอย่างสนุกสนาน จึงไม่มีใครได้ทันสังเกตเห็นร่างบางในชุดผู้ชายที่ยืนมองอยู่ไม่ไกลนัก
โจวหานจิ้นใช้แขนซ้ายขวาป้องกันคู่ต่อสู้ซึ่งเป็น้องชายตนเอง เพื่อไม่ให้โจวหานลู่มีโอกาสเข้าถึงตัวได้ และส่วนใหญ่เขาจะเป็ฝ่ายรับและปัดป้องเสียมากกว่าเพราะเกรงว่าจะพลั้งมือทำให้โจวหานลู่ต้องาเ็ ส่วนโจวหานลู่นั้นการประลองทุกครั้งที่ผ่านมาทักษะการต่อสู้ของเขาไม่ด้อยกว่าใครในสถานศึกษาแห่งนี้ เป็รองแต่เพียงโจวหานจิ้นพี่ชายตนเองเท่านั้น เพราะหวังอยากจะเอาชนะพี่ชายให้ได้สักครั้งโจวหานลู่จึงออกอาวุธอย่างเมามันส์ ทั้งหมัด ทั้งลูกเตะ แต่ก็ยังไม่สามารถทำอะไรโจวหานจิ้นได้ เพราะเขาใช้การหลบหลีกและการโต้กลับที่ว่องไวเป็เลิศ
จังหว่ะที่โจวหานลู่โถมทั้งมือทั้งเท้าเข้าใส่ แต่โจวหานจิ้นยังปัดป้องได้อย่างว่องไว ่ที่หมุนตัวสลับตำแหน่งการยืนนั้น หางตาโจวหานจิ้นเหลือบเห็นคนแปลกหน้าที่ยืนมองมายังพวกเขาอยู่ โจวหานจิ้นจึงได้เหวี่ยงโจวหานลู่ออกไปด้านข้างอย่างรวดเร็วแล้วะโตัวลอยทีเดียวเพื่อไปยังร่างที่ยืนอยู่ จางหลิวหยางเห็นร่างสูงะโตัวลอยเข้ามาหา นางเบิกตากว้างอย่างตกตะลึงและรีบหมุนกลับเพื่อจะวิ่งหนีออกไปจากตรงนั้น แต่ช้าไปแล้วเมื่อฝ่ามือใหญ่จับหมับเข้าที่ไหล่บอบบางและกระชากทีเดียวก็ลอยหวือไปปะทะกับร่างสูงอย่างแรง โจวหานจิ้นใช้อ้อมแขนล้อคไหล่ของจางหลิวหยางไว้จากทางด้านหลัง จางหลิวหยางซึ่งมีเรือนร่างที่บอบบางกว่ามากเมื่อถูกล้อคไว้ด้วยท่อนแขนแข็งแรงเพียงข้างเดียวก็ไม่อาจดิ้นรนได้อีก
“เ้าเป็ใคร เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่” น้ำเสียงทุ้มลึกกล่าวถามอย่างดุดัน และใบหน้าของคนผู้นั้นยังอยู่ใกล้มากจนััได้ถึงลมหายใจ
“พี่ใหญ่ เกิดอะไรขึ้น” โจวหานลู่และกลุ่มนักศึกษาที่ยืนชมการต่อสู้เกือบทั้งหมดพากันวิ่งตามโจวหานจิ้นมาดูเหตุการณ์
“มีคนแปลกหน้าลอบเข้ามา” โจวหานจิ้นตอบและยังคงล้อคไหล่หลิวหยางไว้แบบนั้น
“เ้าไม่รู้หรือว่าที่นี่ห้ามคนนอกเข้า” โจวหานลู่กดเสียงต่ำพร้อมกับยื่นหน้าเข้าไปใกล้เพื่อจะมองหน้าผู้บุกรุกให้เต็มตา ส่วนจางหลิวหยางพยายามเบี่ยงหน้าหนีไปอีกทาง แต่โจวหานลู่ไม่ปล่อยให้เป็เช่นนั้นเขาจึงใช้มือจับปลายคางของนางอย่างแรงแล้วดึงให้หันกลับมา
เมื่อเห็นใบหน้าของจางหลิวหยางถนัดตาโจวหานจิ้นก็เบิกตากว้างอย่างตกตะลึง “ข้าเคยเห็นเ้ามาก่อนนี่” โจวหานลู่มองใบหน้าขาวใสผิดกับอาภรณ์ที่สวมใส่อย่างพิจารณา
“เ้าเคยเห็นเขาหรืออาลู่” โจวหานจิ้นเอ่ยถามพลางก้มมองใบหน้าของคนที่ตกอยู่ในวงแขนตนเอง แต่นางก็พยายามสะบัดหน้าออกจากมือโจวหานลู่เบี่ยงหน้าหนีไปอีกทางจึงทำให้เขาเห็นไม่ถนัดนัก
โจวหานลู่ “เหตุใดเ้าจึงแต่งกายเช่นนี้”
“ข้า..ข้าแค่เอาเสบียงมาส่ง แล้วข้าปวดห้องน้ำ แต่ข้าหลงทาง ไม่เชื่อไปถามที่โรงครัวได้ เพื่อนข้าอยู่ที่นั่น” จางหลิวหยางละล่ำละลักตอบและพยายามแกะแขนโจวหานจิ้นออกจากไหล่ไปด้วย ส่วนโจวหานจิ้นเมื่อได้ยินเสียงนางเขาจึงคลายวงแขนออกแต่เปลี่ยนเป็จับข้อมือไว้ แล้วหมุนกลับมายืนอยู่ตรงหน้านางแทน
“นี่เ้า..” ดวงตาสีนิลเบิกกว้างอย่างแปลกใจ โจวหานจิ้นตะลึงนิ่งไปไม่อยากเชื่อสิ่งที่ตนเองเห็น
นาง ที่ไม่คิดว่าจะได้พบเจออีก
“เ้านั่นเอง ข้าจำเ้าได้” โจวหานลู่กล่าวอย่างตื่นเต้น เขารู้สึกดีใจอย่างประหลาดเมื่อได้พบนางอีก
“พวกท่านพูดอะไร ปล่อยข้านะ ข้าจะกลับไปหาเพื่อนข้า” จางหลิวหยางฉวยโอกาสสะบัดมือโจวหานจิ้นออก ต้องรีบหนีไปจากตรงนี้โดยเร็วที่สุดก่อนที่เสียงเอะอะนี้จะทำให้จางหลิวเหว่ยออกมาพบเข้า
“เดี๋ยวสิแม่นาง ข้าจำเ้าได้ไม่ผิดแน่ เ้าพักอยู่ที่ใด โปรดบอกข้า” โจวหานลู่ไม่ยอมรามือง่ายๆรีบมาดักหน้าจางหลิวหยางไว้แล้วไต่ถาม
“ข้าไม่เคยพบท่านนะ ท่านจำคนผิดแล้ว ข้าขอตัว” จางหลิวหยางเบี่ยงกายเดินหนี ก้าวเดินได้เพียงสองก้าวก็ต้องชะงักฝีเท้านิ่งไปเมื่อมีร่างหนึ่งยืนเด่นเป็สง่าห่างออกไปเพียงไม่กี่จั้ง จางหลิวหยางเหลือบตาขึ้นไปมองให้แน่ใจ ก็เห็นทั้งสีหน้าและสายตาที่มองมามีแววตำหนิชัดเจน
“ท่านพ่อ” จางหลิวหยางพึมพำไม่มีเสียง
จางหลิวเหว่ยเดินเข้ามาหาบุตรสาวช้าๆ แค่เห็นแวบเดียวเขาก็จำได้แล้วว่านี่คือบุตรสาวคนเดียวของเขา จางหลิวเหว่ยจ้องหน้าบุตรสาวอย่างตำหนิ ก่อนจะกวาดสายมองกลุ่มนักศึกษาหนุ่มที่ยืนเป็กลุ่มก้อนอยู่ด้านหลัง เอ่ยถามเสียงก้องกังวาล
“นี่เวลาซ้อมวิชาต่อสู้มิใช่หรือ แล้วพวกเ้ามาทำอะไรกันอยู่ตรงนี้ สถานที่ซ้อมของพวกเ้าอยู่ที่ใด” หลิวหยางก้มหน้าสะดุ้งเล็กน้อยพราะไม่เคยเห็นจางหลิวเหว่ยมีท่าทีเข้มงวดเช่นนี้มาก่อน
“อาจิ้นเห็นคนแปลกหน้าเข้ามาขอรับท่านอาจารย์ พวกเราเลยมาจับไว้” นักศึกษาคนหนึ่งรีบตอบเนื่องด้วยกลัวจะถูกลงโทษ จางหลิวเหว่ยนั้นเป็ที่ทราบกันดีว่าเป็คนมีระเบียบ และเข้มงวดเพียงใด
“ลู่เสียน พาพวกเขากลับไปฝึกต่อด้วย ส่วนเื่อื่นข้าจะจัดการเอง” จางหลิวเหว่ยหันไปสั่งกับผู้ช่วยคนสนิท และปรายตามองหลิวหยางที่ยืนก้มหน้างุดอย่างรู้ชะตากรรม
“ขอรับท่านจาง”
หวังลู่เสียนพานักศึกษาทั้งกลุ่มเดินกลับไปยังสนามฝึกซ้อม เหลือเพียงโจวหานจิ้น และโจวหานลู่ที่ยังคงยืนลังเลอยู่ที่เดิม โจวหานลู่นั้นยังอยากไต่ถามนางให้รู้ความ ส่วนโจวหานจิ้นเขาเป็กังวลว่านางจะถูกจางหลิวเหว่ยเล่นงานแบบไหน
“พวกเ้ายังยืนทำอะไรกัน ยังไม่รีบกลับไปฝึกซ้อมอีก” เมื่อท่านอาจารย์กล่าวย้ำด้วยเสียงที่ตึงเครียด โจวหานจิ้น และโจวหานลู่จึงจำต้องถอยกลับไปที่สนามฝึกแต่โดยดี