บทที่ 4ความสับสน
เมื่อสติสัมปชัญญะเริ่มกลับคืนมาผมก็ััได้ทันทีว่าาแบนหน้าอกนั้นร้ายแรงพอสมควร ความเ็ปที่เคยถูกสะกดไว้เริ่มแล่นแปลบเข้าจู่โจมประสาทััแล้วหากไม่รีบห้ามเืเอาไว้ ผมคงมีสิทธิ์ได้สลบเหมือดไปตรงนี้แน่
ชายในเสื้อแจ็กเก็ตยังคงกวาดสายตาสำรวจชายป่าอย่างระแวดระวังในมือเขายังกระชับปืนพกเอาไว้แน่น
เมื่อเห็นว่าเงาของเ้าสัตว์ร้ายเลเวล 2หายลับไปในความมืด และไม่มีทีท่าจะหวนกลับมาเขาจึงเริ่มฉุดดึงตัวผมให้เดินกลับไปยังตู้รถไฟ
"ที่นายทำเมื่อกี้มันบ้าบิ่นเกินไปแล้วนะ"
เขาบ่นอุบขณะพยุงร่างผม
"หมาป่าตัวนั้นาเ็หนักขนาดนั้นยังไงมันก็คงไม่กล้ากลับมาอีกไม่เห็นต้องเสี่ยงชีวิตเข้าไปไล่ฆ่ามันเลย"
ผมทำได้เพียงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างจำนนต่อหลักฐานลึกๆ ผมรู้ดีว่าที่ทำลงไปเป็เพราะแรงขับเคลื่อนประหลาดที่จู่ๆก็พุ่งพล่านขึ้นมาจนควบคุมไม่ได้
แต่เมื่อมาคิดดูอีกทีหมาป่าขึ้นชื่อว่าเป็สัตว์สังคม การปล่อยให้มันรอดไปอาจเป็การตัดสินใจที่ผิดพลาด
หากมันกลับไปแจ้งฝูงของมันแล้วพวกเราต้องรับมือกับหมาป่าตัวเท่ารถยนต์นับสิบตัวสถานการณ์คงเลวร้ายกว่านี้หลายเท่า
ทว่านั่นเป็เพียงความคิดที่วนเวียนอยู่ในหัวตอนนี้ผมเหนื่อยล้าเกินกว่าจะขยับปากอธิบายอะไรออกไป
ทันทีที่เข้าใกล้ตู้รถไฟผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่เริ่มรับรู้ถึงความปลอดภัย และทยอยเดินลงมาเ้าหน้าที่รถไฟพุ่งตรงเข้ามาหาผมเป็คนแรกด้วยท่าทางกระวนกระวาย
"เดี๋ยวผมช่วยห้ามเืให้!"
เขาเสนอตัวอย่างรวดเร็วก่อนจะเริ่มใช้เศษผ้ากดลงบนปากแผลที่กลางอก และใช้ผ้าอีกผืนพันทับไว้เพื่อหยุดการสูญเสียเื
ไม่นานนักผู้โดยสารที่เหลือก็กรูเข้ามาล้อมรอบตัวผมไว้ราวกับเป็คนดังพร้อมกับสาดคำถามใส่ไม่ยั้งจนหูชา
"นี่นายไม่กลัวตายเลยเหรอ?"
"นายรวบรวมความกล้ามาจากไหนถึงทำเื่เสี่ยงตายแบบนั้นได้?"
ผมทำได้เพียงพยักหน้าตอบรับไปส่งๆ เพียงไม่ถึงห้านาทีที่ถูกรุมซักไซ้ผมกลับรู้สึกว่าพลังงานชีวิตถูกสูบหายไปยิ่งกว่าตอนที่กำลังฟาดฟันกับเ้าหมาป่าเสียอีก
เมื่อคนเข้าสังคมไม่เก่งอย่างผมเริ่มเข้าสู่สภาวะอับจนหนทางผมจึงต้องงัดไม้ตายสุดท้ายออกมาใช้
ผมตัดสินใจโพล่งเื่ หน้าต่างสถานะให้ทุกคนฟังทันที และนั่นเป็การตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด เพราะทันทีที่ได้ยินทุกคนต่างละความสนใจจากผม และเริ่มหันไปพยายามจดจ่ออยู่กับภาพมายาเบื้องหน้าของตนเองอย่างบ้าคลั่ง
ผมไม่รอช้า อาศัยจังหวะชุลมุนนั้นพาร่างกายที่สะบักสะบอมของตนเองหลบหนีออกจากวงล้อมออกมาเงียบๆทันที
ผ่านไปครู่หนึ่งพอไม่มีคนมารุมล้อมผมก็รู้สึกดีขึ้นมาก
ผมค่อยๆ เลิกเสื้อขึ้นเืที่แห้งกรังทำให้เสื้อติดกับแผลที่ถูกพันไว้เล็กน้อยโชคดีที่เืหยุดไหลแล้ว และแผลก็ดูไม่ได้ฉกรรจ์อย่างที่คิดในตอนแรก
ผมถอนหายใจและเริ่มคิด
นั่นมันอะไรกัน?
มันเกิดเื่บ้าอะไรขึ้นกันแน่?
ผมไม่ได้พูดถึงเื่หมาป่าั์ดวงอาทิตย์สองดวง หรือไอ้หน้าต่างโฮโลแกรมกับตัวอักษรบนหัวหมาป่านั่นหรอกนะเื่พวกนั้นผมมั่นใจว่าตัวเองปรับตัวและเอาตัวรอดได้... เหมือนทุกครั้งนั่นแหละ
แต่การตัดสินใจของผมในวันนี้มันบ้าบิ่นเกินไป สิ่งที่ทำลงไปหากผมพลาดเพียงแค่เล็กน้อยผมอาจจะตายได้เลยแล้วทำไมผมต้องทำแบบนั้น
ผมหลับตาลง ทบทวนการกระทำของตัวเอง
ใช่ผมอาจจะรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตบนโลก ขาดความตื่นเต้นหรือความเปลี่ยนแปลงขาดเป้าหมายที่ต้องไขว่คว้า แต่นั่นก็ฟังดูไม่ใช่เหตุผลที่หนักแน่นพอจะทำให้ผมพุ่งเข้าใส่หมาป่าั์ขนาดนั้น
นั่นไม่ใช่ผมเลย ผมไม่ทำอะไรแบบนั้นแน่ผมรู้จักตัวเองดีพอที่จะยืนยันเื่นี้ได้อย่างมั่นใจ
“สถานะ”
ผมพึมพำออกมาเบาๆ ขณะเพ่งสมาธิหน้าต่างสถานะโปร่งแสงพลันปรากฏขึ้น
ข้อมูลส่วนใหญ่ยังดูคล้ายเดิม ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดคือเวลาที่กำลังนับถอยหลังและในส่วนของทักษะที่จากเดิม สมาธิ ควรจะเป็เลเวล 1 ตอนนี้มันกลับพุ่งทะยานขึ้นไปถึงเลเวล 3 แล้ว
ผมจ้องมองตัวอักษรเ่าั้พลางทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาผมพนันได้เลยว่าความรู้สึกจดจ่อและการควบคุมร่างกายในระดับเหนืุ์ก่อนหน้านี้มีต้นตอมาจากมัน
เพราะทุกครั้งที่เสียงแจ้งเตือนการเพิ่มเลเวลดังขึ้นในหัวประสาทััของผมก็พัฒนาขึ้นอย่างก้าวะโจนน่าขนลุก
แต่แล้วความคิดหนึ่งก็ฉุดให้ผมต้องหยุดพิจารณา
หากผมมีทักษะเหนืุ์ได้แล้วคนอื่นจะมีบ้างไม่ได้เชียวหรือ? และถ้าทักษะของใครบางคนเกี่ยวกับการควบคุมจิตใจ ล่ะ?
ผมกวาดสายตามองไปยังกลุ่มผู้โดยสารที่ดูวุ่นวายพลางทบทวนการต่อสู้ที่ผ่านมาั้แ่ตอนที่หมาป่าบุกเข้ามาในรถ ความคิดของผมมันดูแปลกประหลาดไปหมด
ราวกับมีใครบางคนคอยกระตุ้นให้ผมต้องออกไปปกป้องผู้คนและสังหารสัตว์ร้ายตัวนั้นแน่นอนว่าลึกๆ ผมอาจจะอยากช่วย แต่ในสถานการณ์ที่มองเห็นความตายอยู่ตรงหน้าผมย่อมรู้ดีว่านั่นคือการรนหาที่ตาย
ทว่าผมกลับทำมันลงไปเหมือนมีใครบางคนจงใจขยายความรู้สึกเล็กๆนั้นให้ยิ่งใหญ่ขึ้นจนบดขยับสัญชาตญาณการเอาตัวรอดไปจนหมดสิ้น
ผมเริ่มมั่นใจแล้วว่ามีใครบางคนกำลังยุ่งกับความคิดของผมเป็ไปได้ว่าหนึ่งในผู้โดยสารที่กำลังขวัญเสียเหล่านี้อาจจะเผลอใช้ทักษะออกมาโดยไม่รู้ตัว
หรือบางทีอาจจะจงใจส่งผมออกไปเป็โล่มนุษย์เพื่อเอาตัวรอด หากนั่นคือความตั้งใจของเขาจริงๆ และผมยังควบคุมตนเองไม่ได้แบบนี้สุดท้ายผมคงไม่พ้นต้องตายเป็ศพต่อไปแน่
ผมถอนหายใจยาวพลางแหงนหน้ามองท้องฟ้าประหลาดที่มีดวงอาทิตย์สองดวงสิ่งเดียวที่ผมทำได้ในตอนนี้คือต้องเฝ้าระวังความรู้สึกของตนเองอย่างใกล้ชิด
ผมต้องใจเย็นและคิดวิเคราะห์ทุกอย่างให้ละเอียดรอบคอบเพื่อไม่ให้ตกอยู่ใต้การบงการของใครอีก
และที่สำคัญผมต้องกระชากหน้ากากเ้าคนคนนั้นออกมาให้ได้ หากมันมีประโยชน์ ผมก็จะเก็บไว้ใช้งานแต่ถ้าไม่ ผมก็แค่กำจัดทิ้งไปเสีย
ใช่จิตใจของผมต้องเป็ของผมคนเดียวเท่านั้น
ความโกรธเริ่มพลุ่งพล่านขึ้นมาจากส่วนลึกของจิตใจความโกรธที่ผมเคยกดทับมันไว้มาโดยตลอด
ถึงแม้ความโกรธนี้อาจจะเป็ผลจากการถูกใครบางคนปั่นหัวแต่ผมก็ไม่สนใจอีกต่อไป ในเมื่อมันกล้ามาเล่นตลกกับสมองของผมผมก็จะตอบสนองให้มันเหมือนกับพวกโง่ที่ผมเคยซัดจนน่วมในอดีต