หลินอู๋เฉินวางรูปปั้นมารฝังจิตอันน่าพรั่นพรึงไว้บนโต๊ะตัวสีดำ ก่อนจะหันไปเปิดกล่องใบเล็กน่ารักๆ ทว่าสิ่งที่อยู่ข้างในกับชวนให้ขนลุกซู่ ไม่รู้สึกว่ามันเล็กแบบกล่องเลยสักนิด แม้ภายนอกจะเป็นแค่ดอกทานตะวันสีเหลืองก็ตาม
'ดอกทานตะวันมากโทสะ'ตั้งอยู่บนกระถางดอกไม้ราวแจกันสวยหรู ยามที่มันตั้งอยู่ราวกับความงามอันเลิศล้ำ แต่หากมองด้วย'เนตอัตตา'จะเห็นใบหน้าของอสูรและฟันของมันที่ซ่อนตัวอยู่หลังกลีบดอกอันสวยงาม
หลินอู๋เฉินที่มีทักษะ'เขตอาคมเต๋าสวรรค์'รู้ว่าควรตั้งดอกทานตะวันและรูปปั้นไว้ที่ไหน มันถึงจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด
อย่างแรกเลยคือรูปปั้น ตั้งไว้ในบ้านตรงหน้าประตูก่อนเดินเข้าไป อย่างที่สองคือดอกทานตะวัน ตั้งไว้ตรงโถงทางเดินเล็กๆ มองเพียงผิวเผินคิดว่ามันก็ไม่ต่างจากดอกทานตะวันที่ไว้ประดับในแจกัน แต่ในความเป็นจริงกับเป็นอสูรกายร้ายที่ซ่อนอยู่ใต้ความงาม
หลังจากจัดวางเรียบร้อย หลินอู๋เฉินเดินขึ้นไปบนชั้นสอง เปิด'เว็บเทพบรรพกาล'หาซื้อหยกคุณภาพสูงมาสร้างเขตอาคม ไว้ป้องกันบ้านและรวบรวมพลังวิญญาณในโลกมาอยู่ ณ จุดๆ เดียว
ทักษะเขตอาคมแม้จะเป็นระดับต่ำ แต่กลับมีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นยังทำให้เขามีความรอบรู้เกี่ยวกับเขตอาคม ซึ่งถือว่าเป็นจุดสำคัญของการบ่มเพาะที่ขาดไม่ได้
หลินอู๋เฉินล้มตัวลงบนที่นอน หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาปัดไปเรื่อยๆ หาเกี่ยวกับหยก
.........
ป่านหลงวิลล่า
เอี้ยเฟยในชุดสีขาวใส่หมวกใบใหญ่มาถึงที่นี่ยามค่ำ แสงจันทร์อาบเร้าร่างกายของเขา ประดุจขุนเขาสูงชันสลับคดเคี้ยว ทั่วร่างแผ่พุ่งพลังปราณดังน้ำหลาก
เอี้ยเฟยไม่ได้มาที่นี่คนเดียว แต่มาพร้อมกับชายอีกคน ร่างสูงใหญ่ เทียบกับเอี้ยเฟยแล้วชายคนนี้ตัวใหญ่และบึกบึนกว่ามาก คล้ายกับยักษ์ก็ว่าได้ นอกจากนั้นยังแผ่แรงกดดันจนน่าใจหาย แค่มองหน้าเขาเป็นต้องอึดอัด
“นี่เหรอ คือบ้านของคนที่จัดการกับนาย แถมยังซ่อนคนมีฝีมือไว้ด้านใน?” ชายร่างสูงถาม น้ำเสียงเข้ม เจือความดูแคลนเล็กน้อย
“ไม่ผิด นี่คือบ้านของหลินอู๋เฉิน ลูกหลานคนรวยรุ่นที่สองที่มันทำให้ฉันต้องอับอายขายหน้า!” เอี้ยเฟยขบกรามแน่น “โจวอี้เปย ระวังตัวไว้ แม้เขาจะเป็นแค่คนรวยรุ่นที่สอง แต่ข้างกายกลับซ่อนสิ่งอันตรายไว้ แม้ว่าวันนั้นฉันจะฆ่าไปหนึ่งคน แต่ใครจะรู้ไม่แน่ รอบตัวเขายังซ่อนอีกคนอยู่ก็ได้”
โจวอี้เปยเผยรอยยิ้มขัน ก่อนจะดีดหน้าผากเอี้ยเฟย
“นายดีดหน้าผากฉันทำไม?” เอี้ยเฟยถาม น้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย
“สมกับเป็นนาย แม้จะจัดการกับคนรวยก็ต้องรวบรวมข้อมูลก่อนเริ่มลงมือ มิน่าละนายถึงได้รับความเอ็นดูจากเทพมังกรขาว” โจวอี้เปยเหน็บแนม
เอี้ยเฟยเกาจมูกเก้อเขิน ความจริงแล้วต้องบอกว่าเขาทำงานของตัวเองผิดพลาดต่างหาก จะฆ่าหลินอู๋เฉินแต่กลับต้องมาขายหน้า ซ้ำร้ายหลังจากได้สติเอี้ยเฟยจึงรู้ว่าตนทำอะไรลงไป
ที่แท้ก็ถูกหลินอู๋เฉินเล่นไม่ซื่อ อีกฝ่ายใช้ยาปลุกอารมณ์ทำให้เขาอยู่ในสภาวะคลุ้มคลั่ง ต้องการปลดปล่อยแรงปรารถนาอันต่ำตม นอกจากนั้นผู้ที่รับเคราะห์กรรมเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังเป็นนายผู้เฒ่ามู่ อายุ 70 ปี เสร็จกิจถึงสวรรค์ก่อนจะลาลับโลกไปด้วยความรู้สึกอันท่วมท้น
ในฐานะลูกน้องของเทพมังกรขาว หัวหน้าหน่วยข่าวกรองอย่างเอี้ยเฟยรู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองร้อนเหมือนกับกาต้มน้ำ หากเรื่องนี้หลุดออกไป เขาคงไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ดังนั้นถ้าหากถึงคราวจำเป็น ต้องฆ่าทุกคนในตระกูลมู่เพื่อปกปิดเรื่องราวก็ต้องทำ!
แต่ก่อนหน้านั้นควรจะจัดการกับต้นตอของปัญหา
ฆ่าหลินอู๋เฉิน!
“โจวอี้เปย นายเดินทางมาถึงชุนเหลียนแล้ว แสดงว่าหัวหน้าหน่วยคนอื่นๆ ก็กำลังเดินทางมาสินะ” เอี้ยเฟยถาม เขาพอรู้บ้างว่าเทพมังกรขาว ฉีไป๋หลงจะทำอะไรกับเมืองชุนเหลียนเล็กๆ แห่งนี้
ตัวตนของเทพมังกรขาวไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปสามารถสัมผัสได้ นี่คือการดำรงอยู่ของทวยเทพ ต่อหน้าฉีไป๋หลงทุกคนไม่ต่างจากมด!
โจวอี้เปยพยักหน้า ตามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “เทพมังกรขาวกำลังจะเดินทางมา ในฐานะหน่วยบุกทะลวงฉันเลยได้รับมอบหมายให้มาประจำการที่นี่ก่อน แต่ว่าเราไม่สามารถย้ายคนทั้งหมดมาได้ หัวหน้าบางส่วนต้องประจำการที่นั่น เพื่อปกป้องเขตชายแดนระหว่างสองประเทศ”
เอี้ยเฟยพยักหน้าเข้าใจ
เรื่องนี้ถือว่ามีความสำคัญยิ่งยวด ประเทศข้างเคียงอยากจะเข้ามาแย่งชิงทรัพยากร โชคดีที่ได้เทพมังกรขาวที่แข็งแกร่งเข้ามาประจำการที่นั่น มีอำนาจเหนือฟ้า ทหารใต้บังคับบัญชานับพันพร้อมตายเพื่อเขา!
“เอาล่ะ ที่นายรบกวนการดื่มของฉันก็เพราะอยากให้ฆ่าหลินอู๋เฉิน คนรวยรุ่นที่สองนั่นไม่ใช่เหรอ แล้วเราจะมัวรออะไรอยู่ รีบๆ เข้าไปในวิลล่าเถอะ ตอนนี้ฉันอยากฆ่าเขาแล้วกลับไปสนุกกับอีหนูที่บาร์ใจจะขาดแล้วละ”
เอี้ยเฟยถอนหายใจ โจวอี้เปยเป็นหน่วยบุกทะลวงที่มีความสามารถสูง หากแต่หื่นเป็นอย่างยิ่ง เขามักจะไม่สนสิ่งใดเมื่อมีผู้หญิงมาอยู่ตรงหน้า และทุกครั้งที่ปฏิบัติภารกิจก็มักจะเกือบพลาดท่า เพราะผู้หญิงสวย
“งั้นเข้าไปกัน นายเดินนำ ส่วนฉันระวังหลัง...” เอี้ยเฟยไม่กล้าประมาท มือจับมีดสั้นแน่น ท่าทางทะมัดทะแมง บรรยากาศเปลี่ยนเป็นคนละคน
“อื้ม...” โจวอี้เปยหยิบสนับมือขึ้นมาใส่ มันมีลักษณะสีดำวาว คล้ายกับเหล็กนิลกาฬที่หาได้ยากยิ่ง เป็นหนึ่งในเหล็กดำจากอุกกาบาตที่มีความทนสูง สามารถรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี
ทั้งสองลอบเข้าไปในวิลล่าของหลินอู๋เฉินตอนห้าทุ่มกว่า
สำหรับสองสาวที่อยู่ข้างบ้านไม่รู้เรื่องราว ต่างก็ทำงานมาเหนื่อยครู่เดียวจึงผล็อยหลับไป
โดดข้ามมาในรั้วบ้าน ที่นี่เงียบสงบ ไร้วี่แววของยามรักษาการ แต่เอี้ยเฟยไม่ประมาทอย่างวันนั้น มีท่าทางจริงจัง ดวงตามุ่งมั่นแรงกล้า ประหนึ่งคบเพลิงที่พร้อมจะแผดเผา
ทั้งสองเดินผ่านสนามหญ้าเล็กๆ แล้วไปถึงประตู ในฐานะทหารที่มากประสบการณ์ แค่สะเดาะกุญแจบ้านเป็นแค่เรื่องง่ายๆ
“รูปปั้นนี่มัน...” เอี้ยเฟยสังเกตเห็นรูปปั้นหน้าประตูทางเข้าบ้าน รู้สึกขนลุกซู่โดยไม่ทราบสาเหตุ หนังศีรษะชาทึบ มันมีหน้าตาอัปลักษณ์กำลังจ้องมาทางนี้ รสนิยมของหลินอู๋เฉินก็แปลก ทำไมต้องเอาของอัปมงคลมาไว้ที่นี่
เจตนาฆ่าของเขาที่มีต่อหลินอู๋เฉินเพิ่มขึ้น เมื่อได้ยินเสียงของโจวอี้เปยบอกว่าใกล้จะได้แล้ว ทันใดนั้นความรู้สึกด้านในของเอี้ยเฟยราวกับถูกมีดหลายเล่มกรีดแทง ใบหน้าดำคล้ำ รับรู้ได้ถึงอันตรายจากที่นี่
“ไม่ดีแน่...ต้องรีบหนีออกไป!” เอี้ยเฟยกล่าวกับตัวเอง ไม่ลังเลที่จะใช้เลือดและปราณทั้งหมดในร่างเป็นแรงขับ พาตัวเองออกไปที่นี่
แต่ขาของเอี้ยเฟยกับไม่ขยับตามคำสั่ง วินาทีสุดท้ายก่อนตายมองเห็นดวงตาของรูปปั้นตรงประตู'มารฝังจิต'กำลังเปล่งแสงสีแดง
จิตวิญญาณของเอี้ยเฟยราวกับถูกพันธนาการด้วยแสงสีเลือดดังกล่าว ดวงตาของเขาเบิกโพลง ร่างกายดิ้นรนอย่างสุดความสามารถเพื่อต่อต้าน แต่อนิจจา เขามีลมปราณเพียง 30 ปี จะต่อต้านรูปปั้นมารฝังจิตที่ฆ่าแม้กระทั่งตัวตนอย่างลูกแก้ววิญญาณได้ยังไง
สุดท้ายวิญญาณของเอี้ยเฟยหายไปพร้อมกับแสงจากตารูปปั้น ไม่สิมันถูกดูดไปต่างหาก ก่อนที่ร่างกายของเขาจะล้มตึงลงไปที่พื้น ตายโดยที่ยังไม่ทันแสดงฝีมือ
“นี่มัน...ถูกลอบโจมตี!” ปฏิกิริยาของโจวอี้เปยรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง เหตุการณ์เมื่อครู่ยังไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ แต่เอี้ยเฟยกับเสียชีวิต แม้แต่บาดแผลก็ไม่มีให้เห็น นั่นหมายความว่าต้องถูกอาวุธลับของคนที่ซุ่มอยู่ไม่ไกล!
โจวอี้เปยทิ้งระยะห่างจากประตู และทิ้งศพของเอี้ยเฟยไว้ที่นั่น
ในฐานะทหารรับจ้าง การสู้กับศัตรูที่ซ่อนตัวอยู่ไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย แถมฝ่ายนั้นยังเชี่ยวชาญเรื่องการฆ่าแบบไร้เสียง วิธีที่ดีที่สุดคือหนีออกมาตั้งหลัก จากนั้นค่อยหาทางต่อสู้ภายหลัง
แต่โจวอี้เปยวิ่งออกไปได้ไม่ทันไร ร่างกายของเขาก็ไม่ฟังคำสั่ง จิตวิญญาณเริ่มถูกพันธนาการ เหมือนกับมีใครบางคนเข้ามาผ่าท้องควักลำไส้ของเขาออกไปดูตามอำเภอใจ เป็นความรู้สึกน่าพรั่นพรึง ขนหัวลุกจนน่าใจหาย
โจวอี้เปยแม้จะมีร่างกายแข็งแกร่งดังเหล็กกล้า กระสุนปืนแทบไม่อาจคร่าชีวิต แต่เมื่อต้องพบกับการโจมตีทางจิตวิญญาณ กายเนื้อที่เหมือนกับเหล็กก็ไม่ต่างจากสิ่งไร้ประโยชน์
โจวอี้เปยล้มลงกับพื้น ตายโดยที่ร่างกายไร้ซึ่งบาดแผล สิ่งที่เกิดขึ้นใช้เวลาเพียงไม่ถึง 2 วินาที ถ้าหากคนนอกมารู้ว่าผู้ฝึกยุทธลมปราณ 60 ปีตายอยู่ที่นี่ในลักษณที่ไม่อาจขัดขืน จะมีความรู้สึกอย่างไร
........
หลินอู๋เฉินยังไม่ได้นอน พอเลือกซื้อหยกได้ก็กดสั่ง จากนั้นเดินลงมาข้างล่างเพื่อรอรับพัสดุ เป็นเหตุให้เขาพบกับร่างไร้วิญญาณของคนสองคนที่นอนนิ่งอยู่บนพื้น
ก้มลงไปดูใบหน้า คิ้วของหลินอู๋เฉินคลายออก
“เอี้ยเฟยนะเอี้ยเฟย คนอย่างนายนี่มันไม่เข็ดหลาบจริงๆ ตอนนั้นลอบเข้ามาต้องการฆ่าฉันให้ตาย แต่สุดท้ายดันถูกพิษเข้า ร่างกายจึงต้องปลดปล่อย..สภาพน่าสังเวชของนายวันนี้ฉันได้เห็นแล้ว”
ถัดมาตรวจสอบอีกร่าง พบว่าเป็นผู้ฝึกยุทธเช่นเดียวกัน