อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 50 ตกตะลึงทั่วลานประลอง


            “เปิดลมปราณเส้นที่เจ็ด!”

             

            เสียงสดใสแผดร้อง พลังหยวนจากฟ้าดินรอบบริเวณก็ค่อยๆ เข้าสู่ร่างกายของซูโย่วเวยทันที ในเวลาเดียวกันพลังรุนแรงก็ระเบิดออกจากร่างของนาง

             

            ซูโย่วเวยเส้นผมพลิ้วไหว กระแสพลังหยวนเคลื่อนไปมาในร่างกายจนมารวมตัวที่สองนิ้ว ปลายนิ้วที่ใสเหมือนผลึกแต่เปล่งประกายเหี้ยมโหดส่งผลให้อากาศโดยรอบสั่นสะเทือน

             

            “ดัชนีพิฆาต!” ซูโย่วเวยจ้องมองคมดาบวายุสีเขียวที่พุ่งเข้ามา แสงสีเขียวสายนั้นแหลมคมพอจะแยกผืนดินทว่าใบหน้าของนางกลับไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย ในทางกลับกันนางพลันเคลื่อนกายไปข้างหน้า สองนิ้วพุ่งปะทะไปที่คมดาบวายุ

             

            เคร้ง!

             

            ในชั่ววินาทีที่ทั้งสองคนเข้าปะทะกันอย่างหนักหน่วงเสียงของแข็งกระทบกันก็พลันดังขึ้น แต่ทุกคนล้วนเห็นว่าในชั่ววินาทีนั้นคมดาบวายุสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงดัง ‘ปัง’ สุดท้ายแตกสลายกลางอากาศกลายเป็นจุดแสงสีเขียวพร่างพราย

             

            แม้หลิ่วซีจะใช้ศาสตร์หยวนดำทมิฬระดับล่าง แต่การใช้ศาสตร์หยวนนี้ก็ยังคงฝืนกำลังนางอยู่บ้าง ดังนั้นพอซูโย่วเวยเปิดลมปราณที่เจ็ดและอาศัยพลังหนาแน่นของตัวเองจึงเอาชนะความแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็ว

             

            “เป็นไปไม่ได้!” หลิ่วซีเห็นเช่นนี้ ใบหน้าบิดเบี้ยวทันที กรีดร้องเสียงแหลมอย่างไม่อยากจะเชื่อ

             

            จะให้นางเชื่อได้อย่างไรว่าศาสตร์หยวนดำทมิฬที่นางใช้กลับโดนซูโย่วเวยทำลายด้วยศาสตร์หยวนระดับกลาง

             

            ฟิ้ว!

             

            แต่ซูโย่วเวยไม่ให้เวลานางตะลึง ขยับร่างพุ่งออกทันที หลิ่วซีเห็นเช่นนี้ก็รีบใช้ ‘วิญญาณลมย่างเท้า’ หลบอย่างว่องไว

             

            ก่อนหน้านี้นางใช้ ‘วิญญาณลมย่างเท้า’ ได้เร็วกว่าซูโย่วเวย ทว่าเวลานี้นางเปิดลมปราณเส้นที่เจ็ดได้แล้ว พละกำลังยกระดับสูงอีกหนึ่งขั้น ดังนั้นเพียงชั่วอึดใจต่อมาซูโย่วเวยก็ประชิดใกล้หลิ่วซี

             

            “ยัยคนชั้นต่ำ กล้าทำร้ายข้าหรือ!” หลิ่วซีเห็นซูโย่วเวยใบหน้าเยือกเย็นพุ่งเข้ามาก็พูดเสียงกร้าวด้วยความตกใจ

             

            แทนคำตอบของนาง ซูโย่วเวยจิ้มนิ้วออกอย่างว่องไวจนอากาศแยกออกแล้วตกลงบนไหล่ของหลิ่วซี ทันใดนั้นเลือดสดๆ ก็พุ่งออกมา หลิ่วซีร้องโอดครวญร่างกระเด็นออกไปพร้อมกับมีรอยลากยาวไปตามพื้น

             

            ซูโย่วเวยเยื้องย่างไปข้างหน้ามาถึงข้างกายหลิ่วซีที่อับจน ใบหน้าเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง สายตามองต่ำลง แววตาแผ่กระจายรังสีอำมหิตจนหลิ่วซีสั่นกลัว

             

            “ข้าไม่มีภูมิหลังครอบครัวเหมือนอย่างเจ้า แต่ความพยายามและพรสวรรค์ที่มีคอยเติมเต็มสิ่งเหล่านี้ ดังนั้น เจ้าไม่ได้เก่งกาจอะไรเลยในสายตาข้า” ซูโย่วเวยจ้องมองหลิ่วซีแล้วกล่าวอย่างเย็นชา

             

            หลิ่วซีกัดฟันกรอด

             

            “อีกอย่าง หลิ่วซี มีถ้อยคำหนึ่งที่ข้าอยากจะบอกเจ้ามาตั้งนานแล้ว”

             

            ซูโย่วเวยมุมปากวาดรอยยิ้มหยัน พูดเสียงเบาๆ ว่า “เจ้าเคยบอกว่าองค์ชายเป็นหมาวัด แต่ขอบอกเลยนะ เทียบกับองค์ชายแล้ว เจ้านั่นแหละหมาวัดที่ริอ่านเป็นดอกฟ้า”

             

            “เพราะเจ้ามัวแต่คิดว่าตนเองดี แต่กระทั่งเด็กคนหนึ่งที่องค์ชายเก็บมาก็ยังสู้ไม่ได้”

             

            หลิ่วซีกำลังจะสติแตก นางคิดไม่ถึงว่าวันหนึ่งจะโดนเรียกว่าหมาวัด แต่นางตอบโต้ไม่ได้ ด้วยเพราะนางพ่ายแพ้ในเงื้อมมือของซูโย่วเวย ยิ่งกว่านั้นยังแพ้อย่างน่าอนาถ ดังนั้น ภายใต้สติพร่ามัว นางจึงโกรธจนสลบลงไป

             

            เมื่อผู้ตัดสินเดินมาเห็นเหตุการณ์ก็ฝืนยิ้ม จากนั้นเสียงทรงพลังก็ดังขึ้น “ซูโย่วเวยจากสำนักเจี่ยเป็นฝ่ายชนะ!”

             

            ตึง!

             

            ทั่วทั้งลานส่งเสียงดังเอิกเกริก เสียงโห่ร้องประหลาดใจดังกึกก้อง สายตาตกตะลึงมองไปร่างที่ยืนอยู่บนลานหิน แต่หญิงสาวที่สง่างามกลับยิ่งอาจหาญ

             

            ใครเลยจะคิดว่านางจะพลิกสถานการณ์ เอาชนะหลิ่วซีที่มีศาสตร์หยวนดำทมิฬได้

             

            ศิษย์ทั้งสำนักเจี่ยยืนขึ้นปรบมือแล้วส่งเสียงโห่ร้อง มองซูโย่วเวยด้วยสายตาชื่นชม หญิงสาวนางนี้ แม้ไม่มีภูมิหลังครอบครัวที่เลิศเลอแต่แข็งแกร่งประดุจดอกชบาที่พลิ้วไสวท่ามกลางพายุ บานสะพรั่งอย่างไม่เกรงกลัวเมื่อเผชิญหน้ากับพายุโหมกระหน่ำ

             

            “แม่นางคนนี้ นับว่าไม่เลว” บนเวทีสูง โจวฉิงก็อดกล่าวชื่นชมไม่ได้ เขาย่อมดูออกว่าก่อนหน้านี้ซูโย่วเวยบังคับฝืนทะลวงลมปราณ และการกระทำเช่นนี้ในระหว่างการต่อสู้ย่อมเสี่ยงอันตรายมากอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ทว่าความเด็ดเดี่ยวและความกล้าหาญที่ซูโย่วเวยแสดงออกมาล้วนทำให้คนเหลียวมอง

             

            เขาถอนหายใจ ด้วยอุปนิสัยและพรสวรรค์ของซูโย่วเวย หากเกิดในครอบครัวที่ดี เกรงว่าคงกลายเป็นเทพธิดาไปนานแล้ว อัจฉริยะนับไม่ถ้วนก็ต้องก้มหัวคำนับ

             

            เสียงโห่ร้องดังเอิกเกริกทั่วทั้งลานยังคงดังไม่หยุด

             

            ซูโย่วเวยไม่สนใจเสียงโห่ร้องเหล่านั้น เพียงกวาดตามองไปยังทางที่โจวหยวนอยู่ เขาในขณะนั้นชูนิ้วโป้งให้กับนาง มุมปากก็โค้งขึ้นเล็กน้อย จากนั้นแววตาเด็ดเดี่ยวก็ฉายวาบขึ้น

             

            ท่ามกลางสายตาจับจ้องของผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วน นางหันหน้าไปที่ร่างของฉีเยวี่ยบนเวทีผู้นำสำนัก เสียงสดใสดังขึ้น “ซูโย่วเวยจากสำนักเจี่ย ท้าประลองฉีเยวี่ยจากสำนักอี่”

             

            เงียบ!

             

            เสียงโห่ร้องกึกก้องพลันเงียบสงัด ทุกคนต่างอ้าปากค้าง แววตาเต็มไปด้วยความตกใจ นึกไม่ถึงว่าซูโย่วเวยจะท้าประลองฉีเยวี่ยต่ออีก!

             

            โจวหยวนก็ตกตะลึงกับการกระทำของซูโย่วเวย แล้วพูดเสียงเคร่งว่า “ยัยเด็กคนนี้ งี่เง่าเกินไปแล้ว!”

             

            ซ่งชิวสุ่ยและหยางไจ้ที่อยู่ด้านข้างก็มองตากันเลิ่กลั่ก ไม่รู้จะพูดอะไรดี

             

            บนเวทีผู้นำสำนัก ฉีเยวี่ยจ้องมองซูโย่วเวยด้วยใบหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย เขาลุกขึ้นแล้วพูดอย่างเย็นชาว่า “เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า ยอมแพ้เสียเถอะ”

             

            “เรื่องนั้นต้องประลองก่อนถึงจะรู้ได้” ซูโย่วเวยไม่คิดถอย จ้องมองฉีเยวี่ย แววตาเยือกเย็นผุดขึ้นในดวงตา ในเมื่อพวกเจ้าก่อนหน้านี้คิดอยากตัดกำลังโจวหยวน ข้าก็จะใช้วิธีการเดียวกัน ถึงข้าสู้ไม่ได้ก็ยังอยากบั่นทอนกำลังของเจ้า

             

            นางทราบว่าการสอบครานี้สำคัญกับโจวหยวนมาก ดังนั้นนางจึงพยายามถึงที่สุด ให้โจวหยวนมีโอกาสชนะมากขึ้นอีกหนึ่งส่วนก็ยังดี

             

            ฉีเยวี่ยสีหน้าเคร่งเครียด เขาย่อมรู้ทันแผนการของซูโย่วเวย ในใจก็อดด่าทอไม่ได้ เดิมทีใช้วิธีการนี้เล่นงานโจวหยวน สุดท้ายกลับถูกซูโย่วเวยใช้กับเขา

             

            “ดื้อดันทุรัง รนหายที่ตาย!” ฉีเยวี่ยแผดร้อง กดปลายเท้าทันที ร่างตรงไปบนลานหิน

             

            “ต่อไปนี้เจ้าจงดูให้เต็มตา พลังลมปราณที่เจ็ดที่แท้จริง!”

             

            ฉีเยวี่ยกระทืบฝ่าเท้า ทันใดนั้นพลังหยวนจากฟ้าดินก็เข้าสู่ร่าง กระแสกลุ่มหนึ่งพันรอบตัว พื้นหินใต้เท้าแตกละเอียด พลังน่าตกใจแผ่กระจายออกมา แน่นอนว่าแข็งแกร่งกว่าของซูโย่วเวยก่อนหน้านี้

             

            ฉีเยวี่ยเปิดลมปราณเส้นที่เจ็ดได้นานแล้ว แต่ซูโย่วเวยเพิ่งก้าวข้าม ความแตกต่างระหว่างสองคนนี้ย่อมแตกต่าง

             

            “รับหมัดของข้าได้ จะถือว่าเจ้าชนะ!” ฉีเยวี่ยแสยะยิ้มทันที เพียงชั่วครู่เท้าเขาก็ก้าวออก นิ้วทั้งห้ากำแน่น พลังหยวนในร่างกระเพื่อมไหวราวกับกระแสน้ำ ไหลตามทางเดินลมปราณเข้าสู่บนกำปั้น ทันใดนั้นหมัดก็มีแสงเปล่งประกายแฝงด้วยพลังรุนแรง

             

            “ศาสตร์หยวนดำทมิฬระดับล่าง หมัดสายฟ้าฟาด!”

             

            ฉีเยวี่ยแผดร้อง ชั่วประเดี๋ยวก็มีเสียงสายฟ้าร้อง แลเห็นรอยหมัดคำรามออกพุ่งโจมตีใส่ซูโย่วเวยอย่างเหี้ยมโหด

             

            ฉีเยวี่ยลงมือด้วยศาสตร์หยวนดำทมิฬ เห็นได้ชัดว่าตั้งใจจะใช้สายฟ้าเพื่อหาโอกาสที่สำนักอี่ของพวกเขาทำหลุดมือไปกลับมา

             

            ใบหน้าของซูโย่วเวยเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันที พลังหยวนในร่างก็เคลื่อนไหวไปมา แววตาจ้องมองตามเงาหมัดที่พุ่งเข้ามาหา ชั่วประเดี๋ยวก็หลบหลีก

             

            นางรู้ว่าประมาทอานุภาพของหมัดนี้ไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จึงรีบเปลี่ยนกลยุทธ์ คิดใช้เพลงกายประวิงเวลาให้ได้นานที่สุด

             

            “คิดว่าจะหลบพ้นหรือ” ฉีเยวี่ยเห็นก็ยิ้มเยาะ แววตาเป็นประกาย แลเห็นรอยหมัดแสงหยวนพุ่งมาอย่างรวดเร็วคล้ายสายฟ้าฟาด ชั่วพริบตาก็กระแทกลงมายังด้านหน้าของซูโย่วเวยอย่างรุนแรง

             

            ปัง!

             

            อากาศราวกับระเบิดออกในขณะนั้น พื้นหินบนลานแตกละเอียด

             

            ซูโย่วเวยรู้เพียงว่าพลังรุนแรงที่หยุดยั้งไม่ได้นี้พุ่งเข้ามาด้านหน้า ชั่วครู่ร่างของนางก็สั่นเทิ้ม สบถร้องฮึ่มออกมาคำหนึ่ง เลือดสดไหลออกจากมุมปาก ร่างกระเด็นลอยออกไป

             

            ในลานก็มีเสียงถอนหายใจเสียดายจำนวนมาก ฉีเยวี่ยสมเป็นจอมอันธพาลของจวนต้าโจว ต่อให้ซูโย่วเวยก้าวข้ามสู่การเปิดลมปราณเส้นที่เจ็ดแล้วก็ยังไม่อาจเทียบเคียงได้

             

            ร่างของซูโย่วเวยลอยออกจากลานหิน เวลาเดียวกันนั้นก็มีร่างหนึ่งพรวดออกมายื่นแขนโอบเอวของหญิงสาวกลางอากาศ แล้วตกลงอย่างช้าๆ

             

            ซูโย่วเวยจ้องมองใบหน้าคุ้นเคยที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ยิ้มเล็กน้อย พูดอย่างเคอะเขินว่า “ยังสู้ไม่ไหว ดูท่าข้าจะอวดดีเกินไป”

             

            อ้อมแขนที่รับซูโย่วเวยไว้ก็คือโจวหยวน เขาเห็นสีแดงคล้ำเปรอะเปื้อนมุมปากของซูโย่วเวย รังสีอำมหิตก็ผุดขึ้นในแววตา พูดปลอบนางอย่างอบอุ่นว่า “เจ้าทำได้ยอดเยี่ยมแล้ว ส่วนที่เหลือข้าจัดการเอง อย่าได้กังวล พวกเราจะไม่แพ้”

             

            ซูโย่วเวยทั่วร่างไร้เรี่ยวแรง ดังนั้นจึงนอนในอ้อมกอดของโจวหยวน หรี่ตาลงช้าๆ คล้ายแมวจอมเกียจคร้าน ไม่มีท่าทีกล้าหาญเหมือนเช่นก่อนหน้านี้หลงเหลืออยู่อีก

             

            ร่างของโจวหยวนทรุดลง ส่งซูโย่วเวยที่ไร้เรี่ยวแรงให้ซ่งชิวสุ่ย จากนั้นเขาก็หันหน้ากลับไป สายตาแหลมคมน่าเกรงขามจ้องมองฉีเยวี่ยที่ยืนอยู่บนลานหิน

             

            เขากระทืบเท้าคราหนึ่ง ร่างพุ่งออกไปบนลานหินท่ามกลางสายตาจับจ้องของผู้คน 

             

            ในเวลาเดียวกันนั้นโจวหยวนก็แผดเสียงร้องเยือกเย็นออกมา

             

            “โจวหยวนจากสำนักเจี่ย ท้าประลองฉีเยวี่ยจากสำนักอี่!”

             


    คล้ายกับเรื่องอภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน