จอมอาคมกู้บัลลังก์

    บทที่ 88: อุโมงค์แห่งความลี้ลับ

    แสงจากคบเพลิงในมือของลุงมีสั่นไหวไปมา ขับไล่เงามืดที่ทอดตัวยาวอยู่เบื้องหน้าเผยให้เห็นทางเดินของอุโมงค์โบราณที่ทอดยาวลึกลงไปในถ้ำ


    คำอินทร์ก้าวเท้าแรกเข้าไปในอุโมงค์นั้น สัมผัสแรกที่เขารู้สึกได้คือความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ อากาศภายในอุโมงค์นั้นบริสุทธิ์และเย็นสบายอย่างน่าประหลาด ปราศจากกลิ่นอับชื้นหรือกลิ่นดินที่ควรจะมี


    มันคือความบริสุทธิ์ที่ให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ ราวกับว่ากาลเวลาได้หยุดนิ่งลงในสถานที่แห่งนี้


    ผนังถ้ำที่ควรจะขรุขระกลับเรียบเกลี้ยงราวกับถูกขัดมันมาอย่างดี มันสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงเป็นเงาที่นุ่มนวล เผยให้เห็นฝีมือการสร้างที่เหนือกว่าฝีมือของมนุษย์ธรรมดา...


    "นี่คือทางเดินที่ถูกสร้างขึ้นด้วยมนตราอาคมอย่างไม่ต้องสงสัย" ลุงมีกระซิบเสียงเบา แววตาของแกเต็มไปด้วยความทึ่งและความยำเกรง 


    "เป็นฝีมือของจอมอาคมในยุคโบราณ ผู้ที่มีพลังอำนาจในการควบคุมปฐพีธาตุได้อย่างสมบูรณ์"


    คำอินทร์พยักหน้ารับ เขารู้สึกได้ถึงกระแสพลังงานอันศักดิ์สิทธิ์ที่แผ่ออกมาจากผนังหินทุกก้อน มันสั่นพ้องตอบรับกับแก่นอาคมแผ่นดินในกายของเขาอย่างแผ่วเบา สร้างความรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด 


    ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่เคยหลงเหลืออยู่ ดูเหมือนจะบรรเทาลงทุกย่างก้าวที่เขาเดินลึกเข้าไป


    พวกเขาเดินทางไปตามอุโมงค์ที่ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุดนั้น ในความเงียบงันที่สมบูรณ์แบบ มีเพียงเสียงฝีเท้าของพวกเขาสองคนที่ดังก้องสะท้อนไปมา 


    จนกระทั่งพวกเขาได้เริ่มสังเกตเห็นว่าบนผนังถ้ำที่เรียบเกลี้ยงนั้นไม่ได้ว่างเปล่า


    แต่มันเต็มไปด้วย "ภาพสลัก" อันวิจิตรบรรจง 


    บผนังคล้ายเป็นภาพสลักฝาผนังขนาดใหญ่ที่บอกเล่าเรื่องราวแห่งประวัติศาสตร์ 


    ภาพแรกคือภาพของบุรุษผู้หนึ่งซึ่งมีลักษณะเป็นกษัตริย์นักรบ กำลังทรงประกอบพิธีอะไรสักอย่าง บุรุษผู้นั้นถือจอกสีทองและเหมือนกำลังเทน้ำลงบนพื้น


    แววตาของบุรุษผู้นั้นเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและความกล้าหาญ สังเกตดูภาพรวมเหมือนบุรุษผู้นั้นกำลังจะออกรบ


    ภาพที่สองคือภาพของ สงครามอันยาวนานและนองเลือด มีกองทัพที่นำโดยบุรุษที่เป็นกษัตริย์ผู้นั้นกำลังกรำศึกหนักกับอีกกองทัพหนึ่งที่ยิ่งใหญ่และมีกำลังพลมากกว่าหลายเท่าตัว


    มันคือภาพของความยากลำบาก...ความเสียสละ...และจิตใจที่ไม่ยอมแพ้ของกองทัพของบุรุษคนนั้น


    และภาพที่สามคือภาพที่เป็นดั่งหัวใจของเรื่องราวทั้งหมด


    มันคือภาพเหตุการณ์ ณ ริมฝั่งแม่น้ำที่ไหนสักแห่งในโลกใบนี้ คำอินทร์รู้สึกไม่คุ้นตาแต่สำหรับลุงมีที่เห็นภาพนั้น หัวใจกระตุกวูบ มีความรู้สึกตื่นเต้นตกใจ


    แม่น้ำที่อยู่ในภาพนั้นกว้างใหญ่จนมองแทบไม่เห็นฝั่งตรงข้าม กองทัพที่กำลังถอยทัพได้ข้ามแม่น้ำมาแล้ว แต่กองทัพอีกกองหนึ่งที่นำโดยแม่ทัพก็ได้ไล่ตามมาจนถึงอีกฟากหนึ่ง


    แม่ทัพผู้ซึ่งอยู่บนหลังช้างศึกและมีเครื่องยศสูงศักดิ์...กำลังยืนท้าทายและเย้ยหยันกองทัพที่มีพลกำลังน้อยกว่าอย่างโอหัง


    และที่ฝั่งตรงข้าม บุรุษผู้นั้นที่ลักษณะเป็นกษัตริย์ได้ ยืนขึ้นอย่างองอาจ แล้วยก "ปืนคาบศิลา" กระบอกหนึ่งขึ้น เป็นปืนที่มีลำกล้องยาวเป็นพิเศษและดูเหมือนจะส่องประกายสีทองออกมาจางๆ


    บุรุษผู้นั้นเล็งปืนนั้นแล้วยิงข้ามผ่านความกว้างใหญ่ของแม่น้ำ ไปยังร่างของแม่ทัพผู้นั้นที่อยู่ไกลลิบ...


    ภาพสลักนั้นได้จับจ้องช่วงเวลาแห่งปาฏิหาริย์เอาไว้…


    ช่วงเวลาที่กระสุนเพียงนัดเดียวได้เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ไปตลอดกาล 


    "สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตงสังหารแม่ทัพพม่า!" ลุงมีอุทานออกมาด้วยเสียงที่สั่นเทา 


    แกจ้องมองภาพนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา "นี่คือนี่คือตำนานที่เล่าขานกันมาจริงๆรึ! ข้าเคยได้ยินแต่ในพงศาวดาร ว่ากันว่า กระสุนนัดนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่จะยิงด้วยฝีมือของมนุษย์ธรรมดา ต้องเป็นเพราะเทพยดาฟ้าดินดลบันดาลให้เป็นไป!"


    ภาพสลักสุดท้ายคือภาพแห่งชัยชนะ กองทัพพม่าเมื่อสิ้นแม่ทัพก็เกิดความระส่ำระสายและแตกพ่ายไป

    ส่วนกองทัพสยามก็โห่ร้องด้วยความยินดีโดยมีองค์สมเด็จพระนเรศวรทรงชูพระแสงปืนต้นกระบอกนั้นขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งพระบารมีและชัยชนะอันยิ่งใหญ่


    คำอินทร์ยืนมองภาพทั้งหมดนิ่ง เขาไม่เข้าใจประวัติศาสตร์เพราะเขาไม่ได้ออกสู่โลกภายนอกหลายปี เขาอยู่ในหมู่บ้านลับแลและฝึกอาคมกับหลวงปู่


    “มันคืออะไรขอรับ ท่านลุง ข้าไม่เห็นเข้าใจ” ชายหนุ่มถามขายชราที่กำลังตื่นเต้นตกใจ


    “พ่อหนุ่มเจ้าไปอยู่ไหนมา บ้านนอกจริง ทำไมไม่เคยได้ยินเหตุการณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตงสังหารแม่ทัพพม่าในตำนาน”


    “ข้าไม่ได้เรียนหนังสือและประวัติศาสตร์ หลวงปู่แก้วไม่ได้สอนข้า”


    ลุงมีตบหน้าผากตัวเองเบาๆ “ เออ ข้าลืมไป” ลุงมีเริ่มเล่าประวัติศาสตร์แบบคร่าวๆให้ชายหนุ่มฟัง


    “สมัยตอนนั้นกรุงศรีอยุธยาเสียกรุงครั้งล่าสุด เมืองสยามเพิ่งประกาศเอกราชจากพม่าได้ไม่นาน สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเพิ่งขึ้นครองเมืองพิษณุโลกและทรงหลั่งทักษิโณทกเพื่อประกาศอิสรภาพใน ณ เมืองแครง ในปี พ.ศ. 2127” ชายชราค่อยๆเล่าอย่างใจเย็น


    “สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเห็นว่าพม่ายังไม่ละความคิดจะมาตีเอาไทยคืนแน่ จึงทรงตระเตรียมบ้านเมืองและกองทัพให้พร้อมรับศึก และก็เป็นจริงดังคาด เมื่อพม่าให้แม่ทัพชื่อ “สุรกรรม” ยกกองทัพมาทางเมืองแคราย หวังจะยึดไทยคืน พระองค์จึงเร่งเคลื่อนทัพไปตั้งรับที่ริมแม่น้ำสะโตง”


    “ในวันหนึ่ง ขณะที่กองทัพไทยยังข้ามแม่น้ำไม่หมด ทรงเห็นว่าแม่ทัพพม่าอยู่ฝั่งตรงข้าม ยืนอยู่บนช้าง ไม่รู้ตัวว่าอยู่ในระยะยิงได้ สมเด็จพระนเรศวรซึ่งทรงเชี่ยวชาญการยิงปืน ก็ทรงหยิบพระแสงปืนต้นที่ทรงติดพระองค์ไว้เสมอ มาทรงเล็งจากฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ ท่ามกลางความเงียบและสายตานายทัพนายกอง ทรงเหนี่ยวไกเพียงนัดเดียว กระสุนก็พุ่งทะลุอกสุรกรรม แม่ทัพพม่าล้มตายต่อหน้าทหารทั้งกองทัพ”


    “เหตุการณ์นี้ทำให้กองทัพพม่าขวัญเสียอย่างหนัก เพราะแม่ทัพใหญ่ตายต่อหน้าต่อตา พวกพม่าจึงถอนทัพหนีกลับ พระนเรศวรจึงทรงนำทัพไทยไล่ตีและได้รับชัยชนะอย่างงดงาม เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและปรีชาสามารถของพระองค์ ทั้งในด้านการสงครามและจิตวิทยา เพราะการสังหารแม่ทัพศัตรูเช่นนี้ ทำให้ศึกครั้งนั้นจบลงเร็ว และทำให้พม่ารู้ว่า ไทยไม่ใช่แผ่นดินที่ยึดได้ง่ายอีกต่อไป เรื่องยิงข้ามแม่น้ำสะโตงนี้จึงกลายเป็นตำนานที่คนไทยเล่าขานกันมาจนทุกวันนี้ ว่าเป็นหนึ่งในชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพระมหากษัตริย์นักรบไทยผู้ทรงพระปรีชาเหนือใคร” 


    หัวใจของคำอินทร์สั่นสะท้านไปกับเรื่องราวแห่งวีรกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่


    เขารู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงราวกับว่าพลังที่ใช้ในการยิงกระสุนนัดนั้นเป็นพลังสายเดียวกับที่ไหลเวียนอยู่ในกายของเขา


    หลังจากที่เดินผ่านอุโมงค์แห่งกาลเวลามาแล้ว พวกเขาก็ได้เห็นแสงสว่างสีทองอร่ามที่รออยู่ปลายทาง 


    อุโมงค์ได้เปิดออกสู่โถงถ้ำทรงกลมขนาดใหญ่ ที่ซึ่งผนังทั้งหมดทำจากหินผลึกสีขาวบริสุทธิ์และกำลังส่องแสงเรืองรองออกมาจากภายในตัวเอง


    อากาศภายในนั้นบริสุทธิ์และเปี่ยมไปด้วยพลังงานศักดิ์สิทธิ์ที่เข้มข้นจนแทบจะจับต้องได้


    มันคือสถานที่ที่เป็นดั่งหัวใจของที่แห่งนี้


    ที่ใจกลางของโถงถ้ำมีแท่นศิลาขนาดใหญ่ที่ถูกแกะสลักขึ้นอย่างงดงามและบนแท่นศิลานั้นได้มีศาสตราวุธในตำนานนอนสงบนิ่งอยู่


    มันคือ "พระแสงปืนต้น" กระบอกเดียวกับที่อยู่ในภาพสลัก!


    คำอินทร์และลุงมีตกตะลึงอยู่สักรู่ พวกเขาทั้งสองจ้องมองกันแล้วค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ด้วยความยำเกรง 


    พระแสงปืนกระบอกนั้นยาวกว่าปืนคาบศิลาทั่วไปเกือบเท่าตัว พานท้ายปืนทำจากไม้เนื้อแข็งสีดำสนิทที่ดูเก่าแก่แต่กลับไม่มีร่องรอยผุพังเลยแม้แต่น้อย ลำกล้องปืนทำจากโลหะสีนิลที่ดูแข็งแกร่งและเย็นเยียบ 


    ทั่วทั้งลำกล้องและตัวปืนสลักไว้ด้วยอักขระขอมโบราณสีทองที่กำลังส่องแสงเรืองรองอยู่ตลอดเวลา มันคือศาสตราวุธที่หลอมรวมขึ้นจากสุดยอดแห่งศาสตร์การสร้างและสุดยอดแห่งมนตราอาคม


    บนที่แท่นศิลานั้นได้มีการจารึกข้อความไว้ด้วยอักษรที่คมชัด 


    "พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง ศาสตราวุธคู่พระบารมีแห่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ถูกสร้างและประจุพลังศักดิ์สิทธิ์ขึ้น โดยองค์มหาราชและเหล่ามหาฤาษีแห่งแผ่นดินเพื่อใช้เป็นอำนาจในการปกป้องและกอบกู้เอกราชแห่งกรุงศรีอยุธยา"


    "เมื่อสิ้นศึกศาสตราวุธแห่งราชันย์นี้จะหลับใหลอยู่ ณ สถานที่อันเป็นมงคลแห่งนี้เพื่อรอคอยการมาถึงของ 'ทายาท' ผู้มีสายเลือดแห่งกษัตราและมี 'แก่นอาคมแผ่นดิน' สถิตอยู่ในกาย ผู้ที่จะตื่นขึ้นมาในยามที่แผ่นดินกำลังแตกสลายและต้องการผู้พิทักษ์ เพื่อที่จะยิง 'กระสุนนัดเดียว' ที่จะพลิกชะตากรรมแห่งมหาสงครามอีกครั้งหนึ่ง"


    เมื่ออ่านจบ ลุงมีถึงกับทรุดตัวลงคุกเข่า! แกมองพระแสงปืนแล้วหันกลับมามองหน้าคำอินทร์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตะลึงอย่างถึงขีดสุด!


    "ทายาทผู้มีสายเลือดแห่งกษัตราและมีแก่นอาคมแผ่นดินสถิตในกาย" แกพึมพำกับตัวเอง "มัน...มันคือเจ้า...พ่อหนุ่ม! คำจารึกนี้ มันกำลังพูดถึงเจ้า!"


    คำอินทร์ไม่ได้ยินเสียงของลุงมีอีกต่อไป สติทั้งหมดของเขาจับจ้องไปยังพระแสงปืนต้นกระบอกนั้น 


    แก่นอาคมแผ่นดินในกายของเขากำลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง 


    แหวนทองคำขาวบนนิ้วของเขากำลังร้อนขึ้น ทุกสรรพสิ่งในร่างกายและวิญญาณของเขากำลังร่ำร้องเรียกหาศาสตราวุธที่อยู่เบื้องหน้า มันคือการเรียกหาของสิ่งที่พลัดพรากจากกันมานานนับร้อยปี!


    เขาไม่สามารถควบคุมตนเองได้อีกต่อไป 


    เขาค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้แท่นศิลา 


    แล้วยื่นมือที่สั่นเทาของตนเอง...ออกไป...


    คล้ายกับเรื่องจอมอาคมกู้บัลลังก์ ที่คุณอ่าน