ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 103 รอคอยอย่างมีความหวัง

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 103 รอคอยอย่างมีความหวัง





            กลุ่มอัจฉริยะจากกองกำลังต่างๆ พากันทยอยออกมาจากมิติลึกลับ บางส่วนก็ออกมาตั้งแต่หนึ่งวันล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัย มีหลายกลุ่มที่พากันออกมาในช่วงเวลาประตูมิติใกล้ปิด



            ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ เพราะประตูมิติจะเปิดทุกๆ สิบปี หมายความว่าทุกคนมีโอกาสแค่เพียงครั้งเดียวในชีวิต หากมิติลึกลับเปิดขึ้นอีกในครั้งหน้า พวกเขาคงอายุเกินกันหมดแล้ว หากได้มาที่นี่อีกครั้งจริงๆ คงมาในฐานะผู้ดูแล คอยมองคลื่นลูกใหม่ที่จะเข้ามาหาประสบการณ์ที่นี่เสียมากกว่า



            คนส่วนใหญ่ล้วนออกมาในสภาพปกติ ครบสามสิบสอง จะมีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ได้รับบาดเจ็บ และส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับบาดเจ็บหนัก ซึ่งถูกหามร่างออกมาโดยพรรคพวกของตัวเอง



            สำหรับคนที่ตาย...ไม่มีใครรู้จำนวนที่แน่นอน แต่จนถึงช่วงท้ายของระยะเวลาทั้งหมด ก็ยังมีคนมากกว่าหนึ่งในสี่ที่ไม่ได้กลับออกมา



            ขบวนอารักขาจากเมืองขนาดกลาง B-24 ที่มาส่งซีเลีย เดินทางมารอคาลอสตามคำสั่งของคุณหนูตั้งแต่เช้าตรู่ กลุ่มของพวกเขาปักหลักรอห่างจากประตูมิติพอสมควร เพราะพื้นที่ใกล้เคียงมิติลึกลับส่วนใหญ่ถูกจับจองไว้ด้วยกองกำลังระดับสูงหมดแล้ว สิ่งที่พอทำได้คือเขยิบจุดพักของตนเองให้ห่างออกมาหน่อย



            ชายหญิงสามคนที่เป็นผู้ติดตามใกล้ชิดของคุณหนูซีเลียต่างก็ผลัดกันไปเฝ้าบริเวณหน้าประตูมิติ ซึ่งคนจากกองกำลังอื่นๆ นั้นมารออยู่ก่อนแล้ว มีอัจฉริยะรุ่นเยาว์มากมายออกกันมาทีละคน บ้างออกมาทีละกลุ่ม บางคนมาในสภาพที่ดี บางคนก็บาดเจ็บปางตาย



            ผู้ติดตามทั้งสามรอคอยชายหนุ่มที่คุณหนูหมายตาเอาไว้อยู่เนิ่นนาน จับจ้องผู้ที่เดินออกมาทีละคน แต่ไม่มีคนไหนเลยที่เป็นบุคคลเป้าหมาย ยิ่งเวลาผ่านไปมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งกังวล



            คุณหนูกำชับไว้อย่างดีว่าต้องรับเขากลับไปส่งที่เมือง B-24 ให้ได้ แต่หากอีกฝ่ายไม่แม้แต่จะออกมาจากมิติลึกลับ พวกตนจะกลับไปรายงานคุณหนูซีเลียว่าอย่างไร?



            ตะวันขึ้นจากแผ่นฟ้าทิศตะวันออก จนบัดนี้มันกำลังคล้อยต่ำเตรียมลาลับไปยังขอบฟ้าฝั่งตะวันตก ท้องฟ้ากลายเป็นสีส้มทึมๆ เหมือนจิตใจของคนทั้งสามที่เฝ้ารอคอย มันเริ่มมืดมนลงไปทุกขณะ เต็มไปด้วยความกังวล กลัว และสิ้นหวัง



            ทั้งสามจับกลุ่มกันรออยู่แถวหน้าประตูมิติอย่างใจจดใจจ่อ ยิ่งใกล้เวลาปิดประตูมิติเท่าไหร่ กลุ่มคนยิ่งออกมาจากประตูมิติสีเขียวนั่นมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่เห็นแม้สักเงาที่คล้ายชายหนุ่มชุดแดงลายเมฆ



            พวกเขาได้แต่หวังว่าสิ่งที่พวกตนคิดจะไม่กลายเป็นความจริง......บางทีชายหนุ่มอาจจะไม่สามารถรอดชีวิตกลับมาได้



            กองกำลังบางกลุ่มเริ่มทยอยเดินทางกลับกันไปบ้างแล้ว คงเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งหรือไม่ก็โชคดีอย่างมากที่ไม่มีสมาชิกตายหรือติดอยู่ภายในมิติลึกลับแห่งนี้



            แต่ก็ยังมีหลายกลุ่มที่กำลังรอคอยให้เยาวชนของตนกลับออกมาอย่างมีความหวัง เช่น สำนักจันทรานิรันดร์และสมาคมข่าวกรองออสแตรง เป็นต้น



            ศิษย์อาจารย์หรือผู้ดูแลต่างขมวดคิ้วเป็นปมแทบยืนไม่ติดที่



            กลุ่มคนที่มารับอัจฉริยะรุ่นเยาว์จากสมาคมออสแตรงต่างหน้าซีดเซียว เหล่าคนหนุ่มสาวที่เข้าไปทั้งหมด จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครออกมาแม้แต่คนเดียว จะไม่ให้พวกเขากลุ้มได้อย่างไร



            ดีขึ้นมาหน่อยก็เห็นจะเป็นสำนักจันทรานิรันดร์ สมาชิกเกือบทุกคนกลับออกมากันหมดแล้ว เหลือเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยังไม่เห็นแม้เงา เป็นคนเดียวที่สำคัญกับสำนักอย่างมาก



            เสียคนอื่นไป แม้จะปวดใจ แต่ทุกอย่างก็ยังดำเนินต่อไปได้ ทว่าการเสียหานฮวาไป......เจ้าสำนักจะต้องพิโรธ จะต้องมีคนมากมายได้รับผลกระทบ และอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายในสำนักเลยก็เป็นได้



            อาจารย์หญิงในชุดสีฟ้าตัวสั่นทันทียามเมื่อนึกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากกลับไปยังสำนัก ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว จิตใจของเธอฟุ้งซ่านสับสนไปหมดว่าควรทำเช่นไรดี? ภารกิจมันยากเย็นเกินไปสำหรับหานฮวาอย่างนั้นหรือ ทั้งๆ ที่ก็เตรียมพร้อมมาอย่างดี......หรือเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น



            ในจังหวะนั้นกลุ่มเยาวชนจากกองกำลังรอสบ้าก็เดินออกมาจากประตูมิติที่ใกล้จะปิด เป็นกลุ่มท้ายๆ ที่ออกมาจากมิติลึกลับแห่งนี้ สภาพของพวกมันดูแย่พอสมควร



            ชายหนุ่มหน้าบากในชุดหนังชะงักไปเล็กน้อยยามเมื่อเห็นเหล่าศิษย์อาจารย์จากสำนักจันทรานิรันดร์ ก่อนจะหลบสายตาแล้วเดินกลับไปรวมตัวกับคนที่มารับพวกมัน



            อาจารย์หญิงในชุดสีฟ้าสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ในทันที แต่ไม่แน่ใจว่าปฏิกิริยาดังกล่าวหมายความว่าอย่างไร จะให้เดินเข้าไปหาเรื่องอีกฝ่ายก็เห็นทีจะไม่เหมาะสม ที่นี่ยังคงมีอีโวลจากรัฐบาลกลางคอยควบคุมดูแลอยู่ และนางเองก็ยังไม่อยากให้เกิดข้อขัดแย้งระหว่างกองกำลัง



            อาจารย์หญิงจากสำนักจันทรานิรันดร์จึงได้แต่หรี่ตามองตามคนกลุ่มนั้นกระซิบกระซาบบางอย่างกัน ผู้ดูแลกองกำลังรอสบ้าหันมองทางกลุ่มของนางเล็กน้อย จากนั้นพวกมันก็เดินจากไป



            หญิงวัยกลางคนรู้สึกสงสัยคนกลุ่มนี้มาก แต่ในเมื่อยังไม่ได้มีเรื่องผิดใจอะไรกัน เธอจึงทำได้เพียงเขม่นตามองตามจนพวกมันลับสายตาไป



            ทั้งกลุ่มอารักขาจากเมือง B-24 สำนักจันทรานิรันดร์ สมาคมข่าวกรองออสแตรง และกลุ่มกองกำลังอื่นๆ ที่เยาวชนของตนยังกลับมาไม่ครบ ล้วนตกอยู่ในสภาวะเดียวกัน พวกเขารอคอยด้วยความกังวล ได้แต่หวังว่าคนต่อไปที่ออกมาจะเป็นคนของพวกเขา



            เวลาผ่านพ้นไปจนครบกำหนดเวลาเจ็ดวัน......สุดท้ายคนที่พวกเขารอคอยก็ยังไม่ออกมา ประตูมิติสีเขียวเข้มค่อยๆ หดแคบลง และปิดตัวไปในที่สุด



            เมื่อเห็นดังนั้นผู้ดูแลจากกองกำลังต่างๆ ล้วนมีสีหน้าที่มืดมน มีดวงตาที่เศร้าสร้อย บางคนพยักหน้ายอมรับ แล้วพากลุ่มคนที่เหลือเดินทางจากไปในทันที



            หลายคนตกอยู่ในอาการเหม่อลอย จ้องมองไปทางประตูมิติอย่างไร้อารมณ์ ไม่ใช่เพราะว่าไม่รู้สึกอะไร แต่ความรู้สึกผิดหวังมันมากเกินกว่าจะแสดงออกมาให้เห็น



            หลายกองกำลังจากไป บางกองกำลังยังคงรั้งรออยู่ หลายคนเชื่อว่าจะมีปาฏิหาริย์หรือข้อยกเว้นบางอย่าง ถึงแม้จะเป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ แต่ก็ดีกว่าไร้ซึ่งความหวัง



            อาจารย์หญิงจากสำนักจันทรานิรันดร์ยืนนิ่งจ้องมองประตูมิติที่ปิดตัวลงไปด้วยดวงตาที่สั่นไหว ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นไม่ขยับไปไหน ศิษย์คนอื่นๆ ก็ทำได้เพียงรอ ไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมา การเสียหานฮวาไปก็เหมือนสูญเสียบุคคลสำคัญของสำนัก พวกเธอก็เศร้าโศกเช่นเดียวกัน



            ผู้ดูแลจากสมาคมข่าวกรองออสแตรงกำหมัดแน่น ก่อนจะถอนหายใจออกมา เขารู้ดีว่าประตูมิติมันจะไม่เปิดขึ้นอีกเป็นเวลาสิบปี นั่นเท่ากับว่าสมาชิกวัยเยาว์ของสมาคมได้หายสาบสูญและจะไม่กลับมาอีก พวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากยอมรับความเป็นจริง



            ผู้ติดตามทั้งสามคนของซีเลียยืนนิ่งงัน มองหน้ากันสลับไปมา พวกเขาไม่ได้มีความผูกพันอะไรกับคาลอสมากนัก หากอีกฝ่ายตายไปจริงๆ ก็ไม่ได้เสียใจนัก แต่แน่นอน สิ่งที่ตามมาคือความโศกเศร้าเสียใจของผู้เป็นนาย



            ทั้งสามคนทำอะไรไม่ถูกทำได้แค่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น จะจากไปก็ไม่กล้า คิดแค่ว่าอยู่รออีกสักหน่อยก็แล้วกัน



            -------------------------------------------------



            ภายในมิติลึกลับ



            เมื่อกลุ่มวัยรุ่นได้ยินเสียงที่จินทิ้งเอาไว้ ทั้งสามก็หันมองหน้ากัน คาลอสส่งสายตาให้ชายร่างอ้วนเป็นผู้นำเพราะตนไม่รู้ทาง ส่วนชายร่างอ้วนก็มองไปที่หญิงสาวหนึ่งเดียวครู่หนึ่ง ก่อนที่ทั้งคู่จะทะยานร่างออกไปจากโถงแห่งนี้



            คาลอสวิ่งตามทั้งสองคนไปติดๆ ฮิคาริสต้องใช้ความเร็วสุดตัว แต่หญิงสาวใช้เพียงความเร็วปานกลางเพื่อให้ทุกคนตามทัน ถึงอย่างไรก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ก็ต้องออกไปพร้อมกันให้ได้ทั้งสามคน นั่นเป็นสาเหตุให้หญิงสาวจงใจชะลอความเร็วรอชายร่างอ้วน



            คาลอสมีเสื้อคลุมเคลื่อนคล้อยดาราอยู่ แม้มันจะไม่ได้มีความสามารถในการป้องกันมากนัก แต่กลับช่วยเสริมความเร็วให้ชายหนุ่มเป็นอย่างมาก ความเร็วเต็มที่ของเขาแทบไม่ต่างไปจากหญิงสาวที่เป็นอเวกระดับแปด ทั้งคู่จึงวิ่งตีคู่กันไปด้วยท่าทีสบายๆ ในขณะที่เจ้าอ้วนฮิคาริสเริ่มมีหยดเหงื่อไหลลงมาตามหน้าผาก



            “ร่างแสงสีทองเมื่อครู่นั่น?” หญิงสาวที่วิ่งด้วยท่าทีสบายๆ เปิดปากถามชายหนุ่มชุดแดง



            คาลอสไม่ได้ตอบในทันที เขาเหล่มองหญิงสาวครู่หนึ่ง เรียบเรียงคำพูดก่อนตอบออกไป



            “ร่างพลังงานบริสุทธิ์......เป็นวิญญาณบรรพบุรุษของข้าเอง” คาลอสตอบ



            หญิงสาวขมวดคิ้วขึ้นมาทันที “วิญญาณบรรพบุรุษ? ของเจ้า?”



            เธอเกิดและเติบโตมาในระบบสำนัก แม้จะมีครอบครัวอยู่ภายในสำนักด้วย แต่ธรรมเนียมหลายๆ อย่างก็ไม่เหมือนกับตระกูล เธอเคารพผู้อาวุโสก็จริง แต่ไม่ได้มีการเคารพบรรพบุรุษ เนื่องจากสำนักไม่ได้มีความเก่าแก่มากนัก แม้แต่ผู้ก่อตั้งสำนักก็ยังมีชีวิตอยู่



            ซึ่งจริงๆ แล้วเธอเองก็พอเข้าใจเรื่องบรรพบุรุษอยู่บ้าง แต่หากพูดถึงเรื่องวิญญาณบรรพบุรุษ สิ่งนี้ค่อนข้างแปลกหูเล็กน้อย แล้ววิญญาณของบรรพบุรุษถึงกับออกมาช่วยเหลือลูกหลานยามที่ตกอยู่ในอันตรายเช่นนี้ได้ด้วยหรือ?



            แม้หญิงสาวจะสงสัย แต่การตอบรับของชายหนุ่มก็มีแค่เสียง “อือ” ในลำคอเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เขาไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมอีก



            ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้อธิบายอะไร หญิงสาวก็ไม่มีอะไรจะถามอีก ทั้งสามคนมุ่งหน้าต่อไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็พบทางออก



            “ประตูมิติเปิดออกอีกครั้งจริงๆ!” ชายร่างอ้วนตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงยินดี เขาใช้แรงใจล้วนๆ วิ่งตรงมาจนถึงที่นี่ ได้แต่หวังว่าประตูมิติจะเปิดออกตามที่ร่างแสงสีทองบอกเอาไว้ และมันก็เปิดอยู่จริงๆ



            คนทั้งสามผ่อนคลายขึ้นมากหลังจากเห็นประตูทางออก ไม่มีใครรีรอ ต่างก็โถมร่างเข้าไปในประตูมิติสีเขียว ราวกับกลัวว่ามันจะหายไปอีกครั้ง



            วืด



            ร่างทั้งสามแหวกทะลุม่านมิติออกมายังโลกภายนอกได้เป็นผลสำเร็จ



            หันมองรอบข้างก็ยังมีกลุ่มคนรั้งรออยู่บ้างประปราย แต่ถ้าเทียบกับก่อนเข้าไป...เรียกได้ว่าคนละเรื่อง ผู้คนบางตาลงไปมาก



            “นั่น!” ผู้คนด้านนอกกำลังประหลาดใจ ก็มีเสียงตะโกนขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น



            “ศิษย์น้อง!” ศิษย์หญิงจากสำนักจันทรานิรันดร์ต่างตื่นเต้นทันทีที่เห็นว่าหนึ่งในคนที่ออกมาเป็นศิษย์ร่วมสำนักคนสำคัญ



            กลุ่มหญิงสาวรีบพุ่งตัวเข้าไปหาหานฮวาที่เพิ่งออกมาทันที



            สมาคมข่าวกรองออสแตรงที่เตรียมตัวจะกลับแล้วพลันหันกลับมาเพราะได้ยินเสียงตะโกน ก็พบว่าหนึ่งในคนที่ออกมานั้นเป็นคนของตัวเอง แววตาแห่งความยินดีลุกโชน รีบปรี่เข้าไปทางประตูมิติทันที



            มีเพียงคาลอสเท่านั้นที่ไม่ได้มีใครเข้ามาหา ผู้ติดตามของซิเลียทั้งสามคนหวั่นเกรงในอำนาจของสองกองกำลังที่พุ่งเข้าไปทางประตูมิติ จึงรั้งรอดูสถานการณ์อยู่รอบนอกก่อน



            “ดีใจที่ได้พบอาจารย์หญิงและศิษย์พี่!” หานฮวาประสานมือทักทายก่อนจะโผเข้ากอดแต่ละคนที่พุ่งเข้ามาหา



            “พวกท่านรอสักครู่ได้หรือไม่ ข้าขอคุยกับสหายทั้งสองของข้าก่อน หากไม่ได้พวกเขา ข้าคงตายอยู่ภายในนั้นแล้ว” หานฮวาขออนุญาตอาจารย์ของเธอ ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้มีเหตุผลที่จะต้องปฏิเสธ กลุ่มจากสำนักจันทรานิรันดร์ค่อยๆ ทยอยกันกลับไปที่ขบวนรถ



            ส่วนชายร่างอ้วนเองก็พูดคุยกับผู้ดูแลเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาหาคาลอสและหญิงสาว



    คล้ายกับเรื่องระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ ที่คุณอ่าน