ตระกูลจูทำการค้ามาหลายรุ่นจนร่ำรวยเป็อันดับต้นๆ ของเต๋อโจว ฐานะมั่งคั่งจนน่าตกตะลึง ตระกูลนี้ควบคุมกิจการเกี่ยวกับการค้าข้าวเ้าข้าวสาลี ใบชา สมุนไพรและกิจการเกี่ยวกับสินค้าพื้นฐานที่ชาวบ้านจำเป็ต้องใช้ในชีวิตประจำวันอีกจำนวนหนึ่งทั้งยังมีโรงเตี๊ยมและร้านอาหารในเมืองหลวงอยู่อีกหลายแห่ง
ว่ากันว่าในบรรดาร้านค้าที่เปิดกิจการอยู่บนถนนแต่ละสายของเต๋อโจวเป็ร้านค้าของตระกูลจูไปกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว
แม้ตระกูลจูจะมีกิจการใหญ่โต แต่กลับมีทายาทสืบสกุลน้อยนัก นายท่านผู้เฒ่าจูมีภรรยาและอนุมากมายทว่ามีบุตรชายเพียงสองคนบุตรชายคนโตนามจูเฟิง บุตรชายคนรองนามจูจวิ้น ส่วนที่เหลืออีกสิบสองคนล้วนเป็บุตรสาวทั้งสิ้นบุตรสาวทั้งสิบสองคนนี้มีโดดเด่นที่สุดอยู่คนหนึ่งคือจูหยวนหลาน ผู้เป็บุตรสาวคนโตนางแต่งไปเป็ภรรยาเอก ให้บุตรชายอนุภรรยาของจิ้งกั๋วกง
นายท่านผู้เฒ่าจูอายุเกินห้าสิบปีแล้วบัดนี้ผู้ที่ขึ้นมาควบคุมดูแลตระกูลคือจูเฟิงบุตรชายคนโตส่วนสะใภ้รองตระกูลจูที่มาเป็แขกตระกูลเสิ่นก่อนหน้านี้ ก็คือไฉซื่อภรรยาเอกของจูจวิ้นนายท่านรองแห่งตระกูลจู
เดิมทีตระกูลเสิ่นกับตระกูลจูไม่ได้ไปมาหาสู่กันมากนัก ั้แ่เสิ่นจื้ออวิ๋นดำรงตำแหน่งเ้าเมืองไหลโจวทั้งสองตระกูลก็เริ่มไปมาหาสู่กันมากขึ้นเรื่อยๆ
เสิ่นเย่ว์เฉินถึงวัยออกเรือนแล้วจึงออกไปข้างนอกน้อยมาก นางทราบเพียงว่าตระกูลจูเป็ตระกูลใหญ่ส่วนจะใหญ่ถึงระดับใดนางรู้เพียงน้อยนิด โชคดีที่มีอู๋มามาคอยบอกอยู่ข้างกาย
ตอนอู๋มามายังสาว นางมีความสัมพันธ์อันดีกับสหายที่มาจากหมู่บ้านเดียวกันคนหนึ่งปัจจุบันคนคนนั้นทำงาน อยู่ในครัวตระกูลจู แม้ตำแหน่งไม่ได้สูงศักดิ์แต่ก็ยังทราบเื่ของเ้านายเบื้องบน
ตระกูลจูมีกฎระเบียบเคร่งครัด อู๋มามาสิ้นเปลืองคำพูดไปไม่น้อย กว่าจะขุดเื่ของตระกูลจูออกมาจากปากสหายหมู่บ้านเดียวกันผู้นั้นได้
ฉินซื่อภรรยาเอกของจูจิ่นถังซึ่งเป็บุตรชายคนโตของจูเฟิง และเป็ว่าที่ผู้นำตระกูลจูคนต่อไปในที่สุดเมื่อครึ่งปีก่อน ฉินซื่อผู้นี้ก็ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังหลังจากแต่งเข้ามาได้สี่ปีนางก็ให้กำเนิดหลานคนโตแก่ตระกูลจู แต่นึกไม่ถึงว่าจะตกเืเดิมทีสภาพร่างกายของฉินซื่ออ่อนแออยู่แล้ว หลังจากพยายามคลอดบุตรชายออกมาร่างกายก็เสียหายอย่างหนัก แม้จะมีชีวิตอยู่แต่ก็ทำได้เพียงนอนติดเตียงทั้งวันอาศัยกินยาประทังชีวิตไปเท่านั้น
ระยะนี้สุขภาพของฉินซื่อเลวร้ายลงเรื่อยๆคาดว่าวันเวลาที่เหลืออยู่คงไม่มากแล้ว…
อู๋มามาจดจำเื่ที่ได้สอบถามเหล่านี้ไว้ในใจ พอกลับถึงเรือนก็ถ่ายทอดให้เสิ่นเย่ว์เฉินฟังโดยไม่มีตกหล่น
เสิ่นเย่ว์เฉินได้ฟังเื่ทั้งหมด ใบหน้าพลันฉายแววสับสนงุนงง นางค่อยๆวางพู่กันในมือ ในใจเริ่มใคร่ครวญเื่ราวที่เกิดขึ้นตลอดสองวันมานี้
เดิมทีนางเป็คนชอบคิดวางแผนั้แ่ในอดีต ตอนที่ยังเป็สตรีอยู่ในมิติเวลาอื่นแล้วพอมายุคนี้ด้วยสภาพแวดล้อมและสังคมก็ทำให้นางยิ่งต้องระมัดระวังในทุกเื่ ทั้งต้องเตรียมการล่วงหน้าและต้องคิดวางแผนอย่างรวดเร็ว
สองวันต่อมาหออวิ๋นซิ่วนำพัสตราภรณ์ที่ตัดเย็บเสร็จเรียบร้อยแล้วมาส่งก่อนเวลาพัสตราภรณ์ที่ได้คือเสื้อผ้าไหมเป้ยจื่อ[1]สีดอกติงเซียงปักดิ้นทองหนึ่งตัวเสื้อแพรลายเมฆสีชมพูและกระโปรงแปดจีบสีฟ้าอย่างละหนึ่งตัว รวมถึงชุดกระโปรงสีชมพูปักดิ้นทองอีกตัวหนึ่ง
เสิ่นเย่ว์เฉินมองดูไหมเงินไหมทองที่ปักอยู่ตรงระบายชุดเ่าั้ ก็รู้สึกขัดตาเล็กน้อย
“ชุ่ยซิน”
“เ้าค่ะ”
“มาช่วยข้าแต่งหน้าแต่งตัวหน่อย”
ชุ่ยซินได้ยินดังนั้นก็ยินดียิ่งนัก “คุณหนูจะลองสวมชุดใหม่หรือเ้าคะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินหัวเราะแ่เบา นางนั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งพลางเอ่ย“ย่อมต้องลองสวมสักหน่อย”
ชุ่ยซินรีบเปิดหีบบรรจุสินเ้าสาว[2]นำหวีกระดูกวัวออกมาหวีผมให้นางอย่างตั้งใจ
ฟ้ามืดแล้ว เมื่อแต่ละเรือนกินอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยก็พากันไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าที่เรือนหลัก
ั้แ่เสิ่นเย่ว์เฉินกลับมาอยู่ที่ตระกูลเสิ่น ฮูหยินผู้เฒ่าก็งดเว้นการคารวะทุกเช้าอนุญาตให้นางมาเพียงวันที่หนึ่งและวันที่สิบห้าของทุกเดือน วันอื่นนอกเหนือจากนี้นางไม่จำเป็ต้องมา
แต่วันนี้นับเป็ข้อยกเว้น
หญิงรับใช้ภายในเรือนหลักมองเสิ่นเย่ว์เฉินอย่างพร้อมเพียงคุณหนูใหญ่ที่ยามปกติบริสุทธิ์เรียบง่ายถึงที่สุดวันนี้กลับพลิกผันแปรเปลี่ยนไปจากปกตินางใส่เสื้อผ้าไหมสีชมพูปักลายใหม่เอี่ยมคู่กับกระโปรงแปดจีบสีฟ้า ผมยาวที่เคยทิ้งตัวอยู่ด้านหลังยามนี้มวยม้วนเก็บเป็ทรงกรวยกลม ้าปักปิ่นมุกบุปผาที่ทำออกมาอย่างประณีตงดงามเล่มหนึ่ง
เสิ่นเย่ว์เฉินไม่ค่อยแต่งตัวสวยงามเช่นนี้เท่าไรไม่แปลกใจที่เหล่าหญิงรับใช้จะยืนนิ่งตะลึงงันผ่านไปพักหนึ่งจึงค่อยยอบกายคารวะแล้วเลิกผ้าม่านขึ้นพลางกล่าว“คุณหนูใหญ่มาถึงแล้ว”
เสิ่นเย่ว์เฉินก้มหน้าเล็กน้อย ยกชายกระโปรงก้าวข้ามธรณีประตูไป ทันใดนั้นก็มีเสียงชืดชาดั่งแววมาจากด้านในว่า“นางมาทำอะไร” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
เสิ่นเย่ว์เฉินทำเป็ไม่ได้ยิน เดินเนิบนาบเข้ามาในห้องเมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นเซียวซื่อกับบุตรสาวทั้งสองนั่งอยู่บนเก้าอี้เบาะไหมข้างตั่งหลัวฮั่นกำลังโอภาปราศรัยเป็เพื่อนฮูหยินผู้เฒ่า ส่วนอนุภรรยาทั้งสองของบ้านรองยืนแยกเป็สองฝั่งในมือถือพัดคอยวีให้ฮูหยินผู้เฒ่าแทนเหล่าสาวใช้
เมื่อเสิ่นเย่ว์เฉินเข้ามาเสียงพูดคุยหัวเราะในห้องพลันหยุดชะงักแม้สายตาของทุกคนจะจับจ้องมา นางก็ยังเผชิญหน้าอย่างสงบนิ่ง ย่อเข่าคารวะฮูหยินผู้เฒ่าครั้งหนึ่งแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า“เย่ว์เฉินคารวะท่านย่าเ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเห็นนางแต่งกายงดงามน่าชมเช่นนี้ก็รู้สึกแปลกใจ พิศมองนางอย่างละเอียดพบว่าใบหน้านาง แต่งแต้มเครื่องประทิมโฉมบางๆ ขับเน้นให้ผิวดูขาวผุดผ่องดังหยกดวงตาใสกระจ่างดุจดวงดารา ไม่ว่าจะมีสีหน้าแย้มยิ้มหรือหม่นหมองก็ดูมีชีวิตชีวาเป็พิเศษ
ฮูหยินผู้เฒ่าชะงักไปครู่หนึ่งค่อยโบกมือให้นางลุกขึ้น“เ้าใช้ผ้าสีนี้แล้วดูเหมาะสมจริงๆ”
“ขอบคุณท่านย่าเ้าค่ะ” เสิ่นเย่ว์เฉินเงยหน้าอย่างเนิบช้า แล้วมองสีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่ามุมปากยกเป็วงโค้ง “พัสตราภรณ์ชุดนี้เพิ่งมาส่ง รูปแบบสวยงามยิ่งนักข้าจึงอยากรีบสวมมาให้ท่านย่าดู…”
เสิ่นเย่ว์เฉินยิ้มหวานให้ฮูหยินผู้เฒ่า ดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มคู่นั้นประดุจดวงดาราส่องแสงพราวระยับทำให้ผู้ที่ได้เห็นเกิดความสบายอย่างแท้จริง
ฮูหยินผู้เฒ่าคล้ายถูกรอยยิ้มกระทบใจ อดมองนางเพิ่มอีกหน่อยไม่ได้ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยชาว่า“เด็กผู้หญิงต้องแต่งตัวสักหน่อยจึงจะดูดี ตอนนี้เ้าอายุสิบห้าปีแล้ว ถือเป็ผู้ใหญ่เต็มตัวต่อไปอย่าได้แต่งกายด้วยสีจืดชืดอีก”
ตามประเพณีโบราณ เมื่อสตรีอายุครบสิบห้าปีก็จะมวยผมปักปิ่นจัดพิธีบรรลุนิติภาวะกลายเป็ผู้ใหญ่เต็มตัว
เมื่อเซียวซื่อเห็นเสิ่นเย่ว์เฉินที่ดูแตกต่างจากปกติอย่างสิ้นเชิง แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่ายังกล่าวเช่นนั้นนางพลันหน้าเปลี่ยนสี แต่ไม่นานก็กลับเป็ปกติเพียงแต่รอยยิ้มบนใบหน้าลดน้อยลงไปมาก “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่งจริงๆคุณหนูใหญ่แต่งกายเช่นนี้ ทำเอาพวกเราเกือบจำไม่ได้เชียว”
เสิ่นเย่ว์เฉินได้ยินดังนั้นก็ระบายยิ้มบางคารวะนางและเสิ่นจื้อเจียนทันใดนั้นก็มีเสียงใสๆ ดังแว่วมา “ไม่พบกันเพียงไม่กี่วัน สีหน้าของคุณหนูใหญ่ดูดีขึ้นไม่น้อย”
ผู้พูดคืออนุว่าน อนุภรรยาของเสิ่นจื้อเจียน ปีนี้อายุยี่สิบเก้าปีใบหน้างามพิลาส รูปร่างเพรียวบาง ใส่ชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงปักลายฝูหรง[3]ประดับด้วยเครื่องเงินเครื่องทอง ดูหรูหราน่าดึงดูด
อนุว่านมาจากตระกูลเล็กๆ ในหนานเจียง นางแต่งเข้ามาในตระกูลเสิ่นหลายปีแล้วความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเสิ่นจื้อเจียนดีมาโดยตลอด ทั้งยังคลอดเสิ่นิหย่วนบุตรชายคนโตกับเสิ่นิฟางบุตรชายคนรองให้เขาด้วย
แม้เซียวซื่อจะเป็ภรรยาเอกที่จัดพิธีแต่งงานอย่างถูกต้องเปิดเผย ทว่ากลับไร้ซึ่งบุตรชายหลายปีแล้วยังทำได้เพียงมอบบุตรสาวสองคนให้เสิ่นจื้อเจียน ในใจของเซียวซื่อจึงจงเกลียดจงชังอนุว่านยิ่งนักถึงอย่างนั้นก็ยังยืนหยัดเลี้ยงดูเด็กชายทั้งสองที่เกิดจากอนุภรรยาไว้ข้างกายตน
ทุกครั้งที่เสิ่นเย่ว์เฉินพบอนุว่าน อีกฝ่ายมักยิ้มให้นางอยู่เสมอท่าทางสนิทสนมเป็มิตรถึงที่สุด ผู้อื่นไม่อาจคาดเดาความคิดที่แท้จริงของนางได้เลย
เซียวซื่อได้ยินเช่นนั้นก็กล่าววาจาราบเรียบประโยคหนึ่ง “วันๆ ได้กินดีอยู่ดีถูกเลี้ยงดูอย่างพิถีพิถัน สีหน้าจะย่ำแย่ได้อย่างไร” จากนั้นก็มองเสิ่นเย่ว์เฉินแล้วชักสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อยพลางกล่าวต่อไป “หลายวันมานี้เ้าดูแลตัวเองดีจริงๆสีหน้าดูดีกว่าเมื่อก่อนมาก นับว่าไม่ทำให้ความพยายามของฮูหยินผู้เฒ่าเสียเปล่าเลย”
คำถากถางสามัญเช่นนี้เสิ่นเย่ว์เฉินไม่คิดใส่ใจแม้แต่น้อย นางทำเพียงระบายยิ้มอันอบอุ่นกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ท่านย่ารักใคร่เย่ว์เฉินเพียงนี้ หลานย่อมต้องเติบโตให้ดีเพื่อท่านย่าหลานกลับมานานแล้วแต่กลับไม่มีโอกาสได้แสดงความกตัญญูเลย ดังนั้นต่อไปนี้หลานจะมาคารวะท่านย่าทุกวันเพื่อแสดงความกตัญญูต่อท่านย่าเ้าค่ะ”
[1] เสื้อเป้ยจื่อ คือ ชุดผ่าหน้าสวมด้านนอกสำหรับสตรี
[2] สินเ้าสาว คือ ทรัพย์สินสิ่งของที่สตรีจะนำติดตัวไปด้วยยามแต่งงาน
[3] ลายฝูหรง คือ ลายดอกชบา