[จบ] บรรพบุรุษสายมูตัวน้อย ดูดนมขวดทำนายดวงชะตา

    บทที่ 35 นายมันบ้าไปแล้วรึไง!

    บทที่ 35 นายมันบ้าไปแล้วรึไง!

     

    น่าเสียดาย พวกเขาไม่ต้องการ 

     

    เสิ่นจืออินรู้สึกเสียดายเล็กน้อย และกำลังจะเก็บของ แต่เสิ่นมู่เหยี่ยก็เข้ามาใกล้ด้วยความกระตือรือร้น

     

    “คุณย่า ยาที่อยู่ในนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายของพ่อกับพี่ใหญ่ของผมไหมครับ?”

     

    “แน่นอนสิ” 

     

    ยาที่เธอใช้เพื่อเสริมสร้างพลังวิญญาณและเสริมสร้างร่างกายของเธอ ย่อมมีประโยชน์อย่างมากต่อคนทั่วไปอย่างแน่นอน

     

    ทันใดนั้น เสิ่นมู่เหยี่ยก็หยิบขวดนมของเธอไปให้พ่อและพี่ชายของเขาโดยไม่พูดอะไรสักคำ

     

    “พ่อ พี่ใหญ่ ดื่มหน่อยสิครับ สิ่งนี้ดีต่อร่างกาย”

     

    เสิ่นควาน “...” 


    ถ้าตอนนี้ร่างกายของเขาขยับได้ เขาจะต้องเตะเจ้าเด็กโง่นี่สักสองที

     

    ในที่สุด เสิ่นมู่เหยี่ยก็ถูกพ่อของเขามองกลับมาด้วยสายตาดุจนต้องยอมแพ้ 

     

    “งั้นให้คุณย่าตัวน้อยดีกว่า พ่อกับพี่ชายไม่ค่อยรู้เรื่อง พวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะไม่รับนะครับ” 

     

    เสิ่นจืออินแสดงออกอย่างใจกว้างว่าเธอไม่ถือสา

     

    “เอ่อ ยาแบบนั้นยังมีอีกไหม?”

     

    แน่นอนว่าต้องมี ครั้งนี้เสิ่นจืออินก็ยังคงให้ยาฟื้นฟูพลังแก่พวกเขาเหมือนเดิม

     

    เพราะสรรพคุณของยานี้ไม่รุนแรง เหมาะสำหรับใช้ฟื้นฟูร่างกายมากที่สุด

     

    “นี่คือยาแบบที่เคยให้พวกเรากินหรือเปล่า?”

     

    เสิ่นควานมองเม็ดยาในมือ แต่ก็ไม่ได้สงสัยอะไรและกลืนลงไป

     

    เสิ่นซิวหรานก็เช่นกัน ชีวิตของพวกเขาได้รับการช่วยเหลือจากคุณย่าตัวน้อยคนนี้ด้วยยาเม็ดนี้ ไม่มีอะไรต้องสงสัยอีกแล้ว

     

    แท้จริงแล้ว เสิ่นมู่เหยี่ยยังอยากถามพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องอุบัติเหตุทางรถยนต์ แต่เห็นว่าตอนนี้พวกเขาดูเหนื่อย เขาจึงตัดสินใจเก็บคำถามนี้ไว้ก่อน

     

    เสิ่นจืออินก็หาวหวอด ๆ เหมือนกัน เธออยากนอนแล้ว

     

    ในห้องพักผู้ป่วยยังมีเตียงว่างอยู่อีก เสิ่นจืออินจึงเดินไปทิ้งตัวลงนอนทันที

     

    วันนี้เธอเหนื่อยมาก เพราะใช้พลังวิญญาณไปเยอะ ทำให้นอนหลับสนิทยิ่งกว่าทุกครั้ง

     

    เสิ่นควานและเสิ่นซิวหราน ทั้งสองคนฟื้นขึ้นมาแล้ว ตอนนี้พ่อบ้านกำลังดูแลพวกเขาอยู่

     

    เสิ่นมู่เหยี่ยรู้สึกเป็นห่วง โดยเฉพาะหลังจากที่ได้ฟังพ่อบ้านเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน

     

    รถบรรทุกคันนั้นเกิดพลิกคว่ำไปเอง ตำรวจตรวจสอบอยู่นาน แม้แต่กล้องวงจรปิดก็ดูแล้วหลายรอบ แต่กลับไม่พบความผิดปกติใด ๆ 

     

    มันช่างลึกลับ

     

    คนอื่นอาจไม่รู้ แต่เสิ่นมู่เหยี่ยน่ะรู้ดี เรื่องนี้ต้องเป็นฝีมือคุณย่าตัวน้อยของเขาแน่ ๆ!

     

    ดังนั้นเสิ่นมู่เหยี่ยจึงรู้สึกขอบคุณเสิ่นจืออินมาก และในขณะเดียวกันก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าเธอจะได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า

     

    ในเมื่อรถบรรทุกคันใหญ่ขนาดนั้น 

     

    หลังจากที่เสิ่นควานและเสิ่นซิวหรานได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ตลอดทั้งคืน วันนี้อาการของทั้งคู่ก็ดีขึ้นกว่าเมื่อวานมาก ถึงขั้นสามารถลุกขึ้นนั่งและกินอาหารเองได้ 

     

    ความเร็วในการฟื้นตัวของร่างกายนี้ หากพูดออกไป ทั่วโลกต้องตกตะลึงอย่างแน่นอน 

     

    แม้แต่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยังต้องมาดูด้วยตัวเอง ในตอนนี้มีหมอหลายคนยืนล้อมรอบทั้งสองคนอยู่ หลังจากที่ตรวจร่างกายเสร็จ พวกเขาก็พากันแปลกใจ 

     

    “นี่มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ทางการแพทย์ชัด ๆ คุณเสิ่น คุณพอจะทราบสาเหตุไหมครับ?”

     

    คำถามนี้ค่อนข้างเสียมารยาท แต่พวกเขาก็อยากรู้จริง ๆ ว่าเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร 

     

    เสิ่นควานยิ้มแล้วพูดว่า “ขออภัยครับ ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน”

     

    เขาไม่ได้ปริปากพูดถึงยาของเสิ่นจืออิน เพราะยานั่นเป็นยาของอาจารย์ของเธอ เธอต้องได้รับความยินยอมจากอาจารย์ของเธอก่อน ถึงจะบอกเรื่องนี้กับหมอได้

     

    ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะที่เป็นคนป่วย เสิ่นควานและเสิ่นซิวหรานยิ่งรู้ซึ้งถึงความมหัศจรรย์ของยานั้น เขาไม่อยากให้เสิ่นจืออินที่ยังเด็กต้องถูกใครบางคนจ้องมอง

     

    นอกจากที่ขาทั้งสองข้างของเสิ่นซิวหรานยังไม่รู้สึกอะไร ส่วนอื่น ๆ ของร่างกายเขาก็ปกติดี 

     

    ในวันนี้ ใจของเขาไม่ได้รู้สึกสิ้นหวังและเจ็บปวดเหมือนเมื่อวานแล้ว 

     

    ไม่ใช่ว่าจู่ ๆ เขาก็รู้แจ้งเห็นจริงหรอก

     

    แต่เป็นเพราะหลังจากที่เขารับรู้ถึงสรรพคุณของยานี่อย่างชัดเจนแล้ว เขาก็นึกถึงความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่งขึ้นมา นั่นก็คือ จะมียาที่รักษาขาของเขาได้หรือไม่

     

    “คุณ...เธอยังไม่ตื่นอีกเหรอ?”

     

    เสิ่นซิวหรานอ้าปาก แต่สุดท้ายเขาก็เรียกคำว่า ‘คุณย่า’ ไม่ออกอยู่ดี

     

    อายุขนาดนี้มันเด็กเกินไปจริง ๆ 

     

    เสิ่นมู่เหยียนส่ายหัว แถมยังค่อย ๆ ยื่นมือไปอังที่จมูกของเสิ่นจืออินอย่างระมัดระวัง

     

    จากนั้นเขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก โชคดียังหายใจอยู่

     

    ส่วนเสิ่นควานกับเสิ่นซิวหรานที่เห็นการกระทำนั้นของเขาก็ถึงกับพูดไม่ออก 

     

    “นายมันบ้าไปแล้วรึไง!” 

     

    เสิ่นมู่เหยี่ยพูดว่า “พ่อกับพี่ใหญ่ไม่รู้หรอกว่าคุณย่าตัวน้อยของผมเจออะไรมาบ้างเมื่อวาน!”

     

    เสิ่นจืออินตื่นขึ้นมาเพราะความหิว เธอพลิกตัวลงจากเตียง นั่งหาวหวอด ๆ ด้วยความงัวเงีย แล้วเอื้อมมือควานหาขวดนมของเธอ 

     

    ขวดนมของเธออยู่ไหน?

     

    เสิ่นมู่เหยี่ยเห็นว่าเธอตื่นแล้ว จึงรีบวิ่งเข้ามาพร้อมกับขวดนมที่เต็มไปด้วยนมสด 

     

    “คุณย่าตัวน้อยหิวแล้วใช่ไหม ดื่มนมรองท้องก่อนนะ อาหารเช้าที่ผมสั่งไว้ใกล้จะมาแล้วครับ”

     

    เสิ่นจืออินรับขวดนมมาดื่มจนหมดเกลี้ยง 

     

    จากนั้นเธอก็ปล่อยให้หลานชายอุ้มลงจากเตียง ก่อนจะเดินเตาะแตะไปมาด้วยเท้าเปล่า 

     

    เสิ่นควานรู้สึกเหมือนลูกชายคนเล็กของเขากำลังเลี้ยงลูกสาว 

     

    เขาต้องตาฝาดไปแน่ ๆ 

     

    “หลานชาย เป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นหรือยัง?” 

     

    “แล้วหลานล่ะ เป็นไงบ้าง อย่าเสียใจไปเลยนะ ถ้าพรุ่งนี้หมอคนนั้นรักษาขาให้หายไม่ได้ ฉันมีวิธี” เสิ่นจืออินที่นอนหลับเต็มอิ่มแล้ว รู้สึกสดชื่นแจ่มใส ในฐานะที่เธอเป็นผู้ใหญ่กว่า จึงต้องเป็นฝ่ายเอ่ยถามไถ่หลานทั้งสองคนนี้ก่อน 

     

    ดวงตาของเสิ่นซิวหรานเป็นประกาย “ขอบคุณครับ…คุณย่า” 


    ถึงแม้จะไม่ค่อยคุ้นเคยและรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง แต่เสิ่นซิวหรานก็ยังยอมเรียกเธอว่าคุณย่า 

     

    แน่นอนว่า สิ่งที่เขาคิดในตอนนี้คือ คุณย่าต้องไปตามอาจารย์ของเธอให้มาช่วยรักษาขาของเขาแน่ ๆ 

     

    เสิ่นซิวหรานไม่รู้เลยว่า วิธีที่เสิ่นจืออินพูดถึง คือการที่เธอจะลงมือปรุงยาเอง 

     

    เพราะมีความหวัง พ่อลูกคู่นี้จึงไม่รู้สึกหนักใจอีกต่อไป  

     

    พวกเขาทั้งสองคนยังต้องจัดการเรื่องของบริษัท แม้ว่าตอนนี้จะยังนอนอยู่บนเตียงก็ตาม เพราะตอนนี้บนอินเทอร์เน็ตต่างพากันปล่อยข่าวลือว่าพวกเขากำลังจะตาย หากไม่รีบจัดการ เหล่าผู้ถือหุ้นของบริษัทคงจะแตกตื่น และราคาหุ้นของบริษัทเสิ่นกรุ๊ปก็คงจะร่วงหนัก 

     

    ทั้งคู่เป็นคนที่ทำงานหนัก เป็นบุคคลสำคัญในแวดวงธุรกิจ พวกเขาร่วมมือกันสร้างบริษัทเสิ่นกรุ๊ปจนขึ้นเป็นบริษัทอันดับหนึ่งของหลานโจว พวกเขาไม่อยากให้ความพยายามทั้งหมดสูญเปล่า

     

    ตอนที่กำลังจะติดต่อผู้ช่วย เสิ่นมู่เหยี่ยก็รีบห้ามพ่อเอาไว้

     

    “เดี๋ยวก่อนครับพ่อ อุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”

     

    เมื่อได้ยินคำพูดของลูกชาย เสิ่นควานก็เบิกตากว้าง มือที่ถือโทรศัพท์อยู่บีบแน่น

     

    เสิ่นซิวหรานก็ทำสีหน้าเย็นชาขึ้นมาเช่นกัน

     

    เขาสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้สืบทอดบริษัทเสิ่นกรุ๊ปได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ถึงแม้ตอนนี้ขาจะหัก ใส่ชุดคนป่วยอยู่ ก็ไม่อาจปิดบังรัศมีของผู้มีอำนาจของเขาได้

     

    “เกิดอะไรขึ้น?” 

     

    ตอนนี้ไม่ว่าจะสืบยังไง อุบัติเหตุในครั้งนี้ก็ดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุทางรถยนต์ธรรมดา

     

    เกิดจากคนเมาแล้วขับมาชนท้ายทำให้เกิดอุบัติเหตุรถยนต์หลายคันซ้อน พวกเขาแค่โชคร้ายเท่านั้น

     

    นี่เป็นผลสรุปจากสายตรวจจราจร

     

    พ่อบ้านก็ไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดกับสายตรวจมาแล้ว ไม่พบร่องรอยของการกระทำโดยเจตนา

     

    เสิ่นมู่เหยี่ยเกาหัว ไม่รู้จะอธิบายยังไง เลยตัดสินใจอุ้มเสิ่นจืออินขึ้นมาด้วยการหนีบเธอไว้ใต้รักแร้

     

    ทันใดนั้น เสิ่นควานและเสิ่นจืออินก็สบตากัน ต่างคนต่างเบิกตากว้าง

     

    “คุณย่าตัวน้อย ช่วยผมอธิบายหน่อย!” เสิ่นมู่เหยี่ยร้องขอ

     

    “ปล่อยฉันลงนะเจ้าหลานชายอกตัญญู!” เสิ่นจืออินดิ้นไปดิ้นมาด้วยความอับอาย เสิ่นมู่เหยี่ยจึงเปลี่ยนมาอุ้มเธอแทน

     

    เสิ่นควานรู้สึกว่าลูกชายคนเล็กของเขาต้องมีปัญหาอะไรในหัวแน่ ๆ

     

    “พวกเธอสองคนมีร่องรอยของการถูกสาป แถมตัวกลางที่ใช้ปล่อยคำสาปยังเป็นสิ่งของที่สัมผัสกับร่างกายด้วย” เสิ่นจืออินพูดด้วยน้ำเสียงสดใสไร้เดียงสา บอกเล่าเรื่องราวที่พวกเขาฟังรู้เรื่องแต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก

     


    คล้ายกับเรื่อง[จบ] บรรพบุรุษสายมูตัวน้อย ดูดนมขวดทำนายดวงชะตา ที่คุณอ่าน