เมื่อได้ทำการสังหารเสือโคร่งเนตรอัคคีลงแล้ว โม่เฟิงเดินเข้าไปในป่าเพื่อเก็บซากของกระต่ายหาง พร้อมกับเอ่ยเรียกบันทึกอสูรให้ออกมา
“บันทึกอสูร!”
สิ้นเสียงเรียก พลันด้านหน้าของโม่เฟิงเกิดแสงสีม่วงสลับดำทอประกายขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิด ด้านในปรากฏบันทึกเล่มหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากความว่างเปล่า ดูดกลืนแสงที่กำลังทอประกายกลับเข้าไปด้านใน
ในคราแรกที่โม่เฟิงเรียกบันทึกอสูรออกมานั้น เขารับรู้ได้ทันทีว่าตนเองสามารถบันทึกอสูรได้สูงสุดคือสามตัว
โม่เฟิงไม่รอช้า เริ่มทำการทดลองใช้บันทึกอสูร โดยการตั้งสมาธิ ยื่นฝ่ามือข้างหนึ่งไปทางศพของกระตายหางดาบพร้อมกับเอ่ยคำกล่าว
“บันทึก!”
สิ้นเสียงคำว่าบันทึก บันทึกอสูรได้ทอประกายแสงสีม่วงสลับดำออกมาอีกครั้ง ดวงิญญาของกระต่ายหางดาบที่ถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยแสงสีม่วง ลอยออกมาจากซากร่างที่ไร้ลมหายใจ
ดวงิญญาที่ลอยออกมาจากศพพยายามที่จะขัดขืน ดิ้นรนเพื่อสะบัดตัวมันเองให้หลุดจากพันธนาการ ซึ่งการขัดขืนของมันนั้น ได้ส่งผลกระทบสภาพต่อจิตใจของโม่เฟิงเล็กน้อย แต่เขาก็สามารถทนได้
ดวงิญญาของกระตายหางดาบถูกดูดเข้าสู่บันทึกอสูร เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใช้เวลาพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจเท่านั้น ทำเอาโม่เฟิงถึงกับขยับปากกล่าวงึมงำออกมาด้วยความพึงพอใจ “ช่างรวดเร็วเสียจริง!”
เมื่อดูดกลืนดวงิญญาของกระต่ายหางดาบมาในบันทึกอสูรเป็ที่เรียบร้อยแล้ว โม่เฟิงจึงคว้าบันทึกอสูรขึ้นมาเปิดดู ก็พบว่าหน้ากระดาษแผ่นหนึ่งนั้น มีภาพของกระต่ายหางดาษปรากฏอยู่ด้านใน เขาจึงได้ทดลองเรียกมันออกมาดู
“กระต่ายหางดาบ”
สิ้นสุดเสียงของโม่เฟิง บันทึกอสูรได้แปล่งแสงออกมาอีกครั้ง เงาร่างของกระต่ายหางดาบพุ่งออกมาจากหน้าหนังสือ โผล่ขึ้นมายืนอยู่ตรงหน้าของโม่เฟิง
กระต่ายหางดาบที่ถูกเรียกออกมา รูปลักษณ์ของมันดูไม่แตกต่างไปจากตอนที่มันยังมีชีวิตอยู่ ระดับพลังลมปราณของมันยังคงเท่าเดิม มีเพียงหนึ่งสิ่งที่ทำให้โม่เฟิงต้องประหลาดใจ ซึ่งก็คือการที่เขาสามารถเรียกมันออกมาได้ โดยที่เขาไม่ต้องสูญเสียพลังลมปราณเลยแม้แต่น้อย
“หากข้าเรียกสัตว์อสูรออกมาได้ถึงสามตัว โดยที่ไม่ต้องสูญเสียพลังลมปราณเช่นนี้ เด็กที่อยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกัน ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าอย่างแน่นอน!”
หลังจากที่เรียกกระต่ายหางดาบออกมา โม่เฟิงจึงเริ่มทำการออกคำสั่ง ไม่ว่าจะเป็การออกคำสั่งด้วยเสียง หรือการออกคำสั่งผ่านทางความคิด ทำทุกอย่างเพื่อทดสอบขีดความสามารถในการสั่งการ ซึ่งคำสั่งแต่ละอย่างที่เขากล่าวออกมานั้น เ้ากระต่ายหางดาบตัวนี้ล้วนแต่ทำตาม โดยไม่มีข้อบกพร่องแต่อย่างใด
โม่เฟิงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ เป้าหมายต่อไปคือซากศพของเสือโคร่งเนตรอัคคีที่อยู่ใกล้ ๆ กัน “บันทึก!”
เมื่อออกคำสั่งแก่บันทึกอสูร กระบวนการเช่นเดิมปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนเล็กน้อย ระยะเวลาที่ใช้ในการดูดกลืนดวงิญญาของเสือโคร่งเนตรอัคคีนั้น นานกว่าการดูดกลืนดวงิญญาของกระต่ายหางดาบอยู่หลายเท่าตัวเลยทีเดียว
นอกจากนั้น..ระดับความรุนแรงในการขัดขืนของเสือโคร่งเนตรอัคคีนั้น อยู่คนละระดับกับกระต่ายหางดาบเลย การขัดขืนของมันถือว่ารุนแรงมาก ทำเอาจิตใจของโม่เฟิงสั่นไหวอย่างหนัก หากเขาไม่ประคองสติให้ดี อาจจะหมดสติไปได้ทุกเมื่อ
“อึกกก!”
โม่เฟิงพยายามฝืน เม็ดเหงื่อไหลอาบชโลมไปทั่วกาย เขาไม่อยากให้การบันทึกดวงิญญาครั้งนี้ล้มเหลว เนื่องจากการบันทึกดวงิญญาของสัตว์อสูรตนหนึ่งนั้น สามารถทำการบันทึกได้เพียงแค่สองครั้ง เพราะหากมากกว่านั้น ดวงจิตของสัตว์อสูรจะเกิดความเสียหาย ไม่สามารถบันทึกหรือนำไปใช้งานได้อีก
เขาใช้เวลาในการการบันทึกดวงิญญาของเสือโคร่งเนตรอัคคีอยู่นานกว่าหนึ่งชั่วยาม แม้จะอ่อนล้า แต่สมาธิและความตั้งใจของโม่เฟิงยังคงแน่วแน่ จนในที่สุด..เขาก็สามารถบันทึกดวงิญญาของเสือโคร่งเนตรอัคคีเข้าสู่บันทึกอสูรได้เป็ผลสำเร็จ
“ฟู่ววว ฟู่ว ๆ ๆ” โม่เฟิงหอบหายใจอย่างคนหมดสิ้นเรี่ยวแรง พลางใช้แขนเสื้อปาดเหงื่อที่ไหลอาบบนใบหน้า
หลังใช้บันทึกอสูรบันทึกดวงิญญาของสัตว์อสูรไปสองครั้ง โม่เฟิงจึงตระหนักว่า ยิ่งบันทึกดวงิญญาของสัตว์อสูรที่แข็งแกร่ง หรือมีระดับพลังที่สูงกว่าตนเองมากแค่ไหน โอกาสสำเร็จก็จะยิ่งลดลง แตกต่างจากการบันทึกดวงวิญาณของสัตว์อสูรที่อ่อนแอกว่า ซึ่งมีโอกาสสำเร็จเกือบเต็มร้อย
โม่เฟิงยืนขึ้นอีกครั้ง เรียกเสือโคร่งเนตรอัคคีออกมาจากบันทึกอสูร ระดับพลังของเสือโคร่งเนตรอัคคีอยู่ที่กำเนิดลมปราณระดับที่สิบไม่มีการเปลี่ยนแปลง เขาได้ออกคำสั่งให้มันเข้าโจมตีกระต่ายหางดาบ ซึ่งเสือโคร่งเนตรอัคคีก็ทำตาม มันกระโจนเข้าหากระต่ายหางดาบอย่างว่องไว ใช้อุ้งเท้าขวาอันทรงพลัง ตบไปที่กระต่ายหางดาบจนสลายตัวไป
เห็นกระต่ายหางดาบถูกโจมตีจนสูญสลาย โม่เฟิงจึงลองเรียกกระต่ายหางดาบออกมาอีกครั้ง แต่การเรียกครั้งนี้กลับทำให้เขานั้นต้องสูญเสียพลังลมปราณ ต่างจากตอนที่เรียกออกมาเป็ครั้งแรก ซึ่งพลังลมปราณที่เขาได้สูญเสียให้กับบันทึกอสูร คือหนึ่งในสิบจากระดับพลังของกระต่ายหางดาบที่ถูกเรียกออกมา
ดังนั้นตัวเขาเองซึ่งมีพลังลมปราณมากกว่าคนทั่วไปอยู่เท่าตัว สามารถเรียกกระต่ายหางดาบที่ตายไปแล้ว ได้ประมาณห้าถึงหกครั้ง
แต่ถ้าเปลี่ยนจากกระต่ายหางดาบเป็เสือโคร่งเนตรอัคคี ด้วยระดับพลังของโม่เฟิงตอนนี้ จะไม่สามารถเรียกมันออกมาได้อีก ทำได้เพียงรอให้บันทึกอสูร ฟื้นฟูดวงิญญาของมันขึ้นมาเอง ซึ่งระยะเวลาที่ใช้ในการฟื้นฟูดวงิญญาที่สูญสลายไป คือหนึ่งวันนับจาก่เวลาที่สัตว์อสูรตนนั้นได้ถูกทำลายลง
นอกจากความสามารถในการบันทึกดวงจิตของสัตว์อสูรและเรียกพวกมันออกมาใช้งานแล้ว บันทึกอสูรยังมอบความสามารถพิเศษอีกอย่างหนึ่งให้ด้วย ซึ่งก็คือเวลาที่เขาเรียกบันทึกอสูรออกมานั้น เขาจะสามารถรับรู้ตำแหน่งของสัตว์อสูรทุกตัวได้ และด้วยระดับพลังของโม่เฟิงตอนนี้ เขาสามารถรับรู้ตำแหน่งของสัตว์อสูรทุกตัวในระยะไม่เกินหกจั้ง (ประมาณไม่เกิน 20 เมตร)
หลังจากทำการบันทึกดวงิญญาของเสือโคร่งลายอัคคีเข้าไป โม่เฟิงไม่สามารถทำสิ่งใดได้อีก เขาต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูสภาพจิตใจ นั่งเอนหลังอยู่ใต้ตนไม้ใกล้ ๆ คอยเฝ้าไม่ให้สัตว์อสูรบุกเข้ามาขโมยของเหลวที่กลั่นออกมาจากโลหิตของหนูดินเขาหอก เพราะหากโลหิตของมันแห้งลงเมื่อใด มันจะกลายเป็โอสถระดับหนึ่งขั้นกลางที่มีชื่อ ‘โอสถทับทิมแดง’
เช้าวันถัดมา ปิงหยุนและคนอื่น ๆ ต่างทยอยกันมาหา พอมากันครบทุกคนแล้ว โม่เฟิงจึงมอบเคล็ดวิชาที่คัดลอกเอาไว้ให้กับทุกคน
“นี่คือเคล็ดวิชาที่จะทำให้พวกเ้าทุกคนนั้น สามารถเอาชนะเด็กในห้องเรียนที่หนึ่งได้ ตั้งใจฝึกฝนกันให้ดี!”
ลู่หานยังคงมีความสงสัยในเคล็ดวิชาที่โม่เฟิงมอบให้ เขาไม่คิดว่าเคล็ดวิชาเหล่านี้ จะทำให้พวกเขานั้น สามารถเอาชนะพวกเด็กในห้องเรียนที่หนึ่งได้
“มิใช้ว่าพวกเราต้องมีระดับพลังเท่ากับพวกนั้นก่อนหรอกหรือ ถึงจะพอมีความหวังในการเอาชนะ แล้วเคล็ดวิชาพวกนี้ จะทำให้พวกเราเก่งกว่าพวกนั้นได้อย่างไร?”
โม่เฟิงพยักหน้า พร้อมกับอธิบายให้ทุกคนฟังพร้อม ๆ กัน “นอกจากระดับพร์แล้ว เคล็ดวิชาถือเป็สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้พวกเ้ามีพัฒนาการที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ข้าคิดว่าพวกเ้าคงต้องเคยได้ยินมาบ้าง”
พวกเขาต่างเคยได้ยินมาเช่นกัน ว่าระดับเคล็ดวิชาที่ใช้ในการฝึกฝน มีผลต่อระดับความก้าวหน้าของผู้ฝึก แต่ว่าปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลไม่มากเท่าใดนัก เพราะระดับของเคล็ดวิชาที่ทุกคนในเมืองตะวันดับใช้ในการฝึกฝน มีความแตกต่างกันอยู่ไม่มากนัก เื่เหล่านี้จึงไม่ค่อยมีใครพูดถึง
โม่เฟิงเริ่มอธิบายต่อ “ระดับของเคล็ดวิชาถูกแบ่งออกเป็เก้าระดับ เหมือนกับโอสถ ศาสตราวุธ หรือวัตถุวิเศษ ยิ่งวิชาที่ใช้ฝึกฝนมีระดับสูง ความก้าวหน้าของคนผู้นั้นก็จะยิ่งทบทวีคูณ”
“หากนับนำเคล็ดวิชาระดับหนึ่งเป็ตัวตั้ง เคล็ดวิชาระดับสองจะทำให้ผู้ฝึกฝนมีความก้าวหน้ามากกว่าเคล็ดวิชาระดับหนึ่งเป็เท่าตัว ส่วนเคล็ดวิชาระดับสาม จะทำให้ผู้ฝึกฝนมีความกว่าหน้ามากกว่าผู้ที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับสองอีกเท่าตัว และจะเป็แบบนี้ไปจนถึงเคล็ดวิชาระดับเก้า ซึ่งเป็ระดับสูงสุดของเคล็ดวิชาที่ได้มีการบันทึกเอาไว้”
โม่เฟิงมองทุกคนด้วยรอยยิ้ม จากความรู้ที่ส่งต่อมาจากบันทึก์ ยังมีเคล็ดวิชาที่เหนือไปกว่านี้อยู่อีก ซึ่งระดับของเคล็ดวิชาที่โม่เฟิงได้มอบให้กับทุกคนไปนั้น ย่อมเป็เคล็ดวิชาที่อยู่ในเหนือกว่าเคล็ดวิชาระดับเก้า หากได้ฝึกฝน ความก้าวหน้าของพวกเขา ย่อมเหนือล้ำกว่าทุกคนในเมืองตะวันดับแห่งนี้นับร้อยนับพันเท่า
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
่นี้พี่โม่พาทุกคนฟาร์มอย่างเดียวเลย แต่ไม่เกิน 5 ตอน พี่โม่จะได้โชว์โหดบ้างแล้ว 55555+
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเื่นี้ รวมถึงกดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ