“สมแล้วที่เป็นนักตกปลาหน้าเหม็นครึ่งค่อนวันยังตกไม่ได้สักตัว”
เมื่อได้ยินเสียงเยาะเย้ยเฝิงเจิ้งฉูจึงหันกลับไปมอง ก็พบกับเจ้าหนุ่มซื่อบื้อวันนั้น ชายชราจึงทิ้งเบ็ดตกปลาลงก่อนจะลุกขึ้นยืนด้วยความโมโห
“เจ้าเด็กทึ่มเจ้าหัวเราะอะไร? เจ้าคิดว่าตัวเองจะตกได้รึไงกัน?”
“เจ้าจะหัวเราะไปถึงไหน? เชื่อหรือไม่ว่าข้ากล้าตีเจ้า?”
ตีเขาเช่นนั้นหรือ? ลั่วจิ่งซีไม่เชื่อแน่นอนตาเฒ่าเช่นนี้ เขาคนเดียวก็รับมือได้ จะปล่อยให้ตัวเองถูกตีได้อย่างไร
“หึ!” จิ่งซีส่งเสียงฮึดฮัดเบาๆแล้วหยิบอุปกรณ์จับปลาของตัวเอง ถอดรองเท้าและถุงเท้าออก ก้าวลงไปในน้ำทันทีจากนั้นวางอุปกรณ์ดักปลาไว้ในน้ำ ค่อยสวมรองเท้าและถุงเท้าคืนดังเดิม ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองชายชราอีก
เฟิงเจิ้งฉูมึนงงกับการกระทำของลั่วจิ่งซีบ่าวรับใช้ข้างกายก็เช่นกัน
ทั้งสองชะโงกหน้าพินิจพิจารณาว่าเมื่อครู่ลั่วจิ่งซีทำอะไรกันแน่
ลั่วจิ่งซีที่วางข้องดักปลาไว้ก่อนจะไปแอบอยู่หลังต้นไม้ มองดูท่าทางน่าตลกขบขันของคู่เจ้านายและบ่าวเขาตบต้นไม้เพื่อกลั้นเสียงหัวเราะ
วันนี้เขาตั้งใจมาแกล้งตาเฒ่าอยากทำลายความมั่นใจของอีกฝ่าย รอจนถึงบ่าย จะทำให้ตาเฒ่านี่ตกใจจนฟันร่วงให้หมดปากเลยคอยดู!
……
ชีเหนียงเตรียมสัมภาระให้ลูกชายทั้งสองเรียบร้อยแต่กลับหาลั่วจิ่งซีไม่พบ
ลั่วจิ่งซีเมื่อดูเรื่องตลกจนพอใจแล้วจึงเดินกลับบ้านทันที แต่คิดไม่ถึงว่าพอเปิดประตูเข้าไป ก็เห็นท่านแม่ถือไม้กวาดยืนอยู่กลางลานบ้านใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
“พี่ใหญ่ท่านแม่เป็นอะไรไป?” ลั่วจิ่งซีเดินเลี่ยงชีเหนียงอย่างระมัดระวังแล้วมองไปที่ลั่วจิ่งเฉิน ไฉนเขารู้สึกว่าสายตาที่ท่านแม่มองเขามีความโกรธเคืองแฝงอยู่อย่างไรไม่รู้
ลั่วจิ่งเฉินเห็นน้องชายยังไม่รู้ตัวจึงลูบจมูกและถอยห่างออกไป รอจนลั่วจิ่งเฉินอยู่นอกระยะแล้ว ชีเหนียงก็ฟาดไม้กวาดใส่ลั่วจิ่งซีทันที
“โอ๊ยท่านแม่! ท่านทำอะไร?” จริงๆ แล้วจิ่งซีไม่ได้รู้สึกเจ็บเพียงแต่จู่ๆ ก็โดนตีแบบไม่ทันตั้งตัว จึงสะดุ้งตกใจ
“ทำอะไร? เจ้ายังมีหน้ามาถามอีกหรือ?” เมื่อเห็นลูกชายยังไม่รู้ว่าตนเองผิดตรงไหนชีเหนียงก็โมโหจนฟาดไปอีกสองที แต่น่าเสียดายที่ลั่วจิ่งซีตัวใหญ่ วิ่งเร็วนางจึงตีพลาดไปทีนึง
มองดูลั่วจิ่งซีที่ยืนหัวเราะร่าอยู่ข้างๆนางก็ไม่สนใจความเหนื่อย ถือไม้กวาดวิ่งไล่ตีลั่วจิ่งซีไปทั่วลานบ้าน
“เจ้าเด็กแสบยังกล้าวิ่งหนีอีก จิ่งเฉิน เจ้าช่วยแม่จับไว้ที ข้าอยากรู้จริงๆว่าวันนี้เขาคิดจะทำอะไร?”
ชีเหนียงไม่ได้ตั้งใจจะตีเขาจริงๆเพียงแต่เด็กคนนี้ไม่รู้จักประมาณตน พอกลับมาก็ไม่ยอมรับผิด ยังกล้าทำท่าทางอวดดี เห็นทีไม่สั่งสอนคงไม่ได้แล้ว
แต่น่าเสียดายที่ลั่วจิ่งซีแข็งแรงเกินไปทำให้ชีเหนียงวิ่งตามไม่ทัน ส่วนลั่วจิ่งเฉินก็จนปัญญาที่จะจับเขา
“โอ๊ยโอ๊ย…” ทันใดนั้นชีเหนียงก็กุมหน้าอก ค่อยๆ นั่งลงกับพื้นส่งเสียงร้องโอดครวญไม่หยุด
ลั่วจิ่งซีรีบวิ่งเข้าไปหา“ท่านแม่ ท่านคงไม่ได้เป็นตะคริวหรอกนะ ลุกขึ้นเร็ว…โอ๊ย โอ๊ย ท่านแม่ เบาหน่อยเบาหน่อย…”
ลั่วจิ่งซีตอนนี้ขยับไปไหนไม่ได้เพราะถูกบิดหูอย่างแรงจใบหูถึงกับร้อนผ่าว
“ท่านแม่เจ้าเล่ห์นักหลอกข้า! โอ๊ย…” เขาส่งเสียงร้องอย่างน่าอนาถอีกครั้ง!
ชีเหนียงปล่อยหูข้างซ้ายเปลี่ยนมาบิดหูข้างขวาแทน ต้องโทษเจ้าเด็กนี่ที่ตัวสูงใหญ่เกินไป แค่นางยกแขนขึ้นไม่นานก็เริ่มปวดเมื่อยจนทนไม่ไหว
“นี่เรียกว่าเล่ห์เหลี่ยมกลยุทธ์เจ้าจะไปรู้อะไร?”
“ข้าถามเจ้าวันนี้ตอนเช้าเจ้าถือแหตกปลาไปทำอะไรมา?”
เมื่อได้ยินท่านแม่ถามเรื่องนี้เขายิ้มแห้งๆ แล้วดิ้นหลุดจากการควบคุมของชีเหนียง
“ข้าออกไปดูข้างนอกข้าไม่เคยมาเมืองหลวงมาก่อน จึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นธรรมดา” จะให้เขาบอกได้อย่างไรว่าออกไปแก้แค้นแทนนางมาตอนนี้ท่านแม่ระแวดระวังตัวอย่างมากในเมืองหลวง เขาจึงไม่กล้าบอกความจริงกับนางเป็นอันขาด
แม้เห็นจิ่งซีไม่พูดความจริงแต่ชีเหนียงก็ไม่ได้โกรธ การที่ลูกมีความคิดเป็นของตนเองนั้นเป็นเรื่องดีเพียงแต่ต้องรู้จักประมาณตนด้วย
“ดูจากท่าทางเจ้ายังคงนึกไม่ออกสินะว่าตัวเองผิดตรงไหน?”
ชีเหนียงนั่งมองเขาด้วยสายตาเย็นชารอยยิ้มบนใบหน้าของลั่วจิ่งซีค่อยๆ หายไป ก่อนจะหันไปมองลั่วจิ่งเฉินด้วยสายตาขอความช่วยเหลือเมื่อเห็นลั่วจิ่งเฉินชี้ไปที่ด้านนอก จึงนึกขึ้นได้ว่าตัวเองทำอะไรผิด!
“อ๊ะ!พี่ใหญ่ ขอโทษ ขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจลืม! ข้าจะรีบไปเก็บของเดี๋ยวนี้!”
เขาร้องออกมาเสียงดังก่อนจะวิ่งกุมศีรษะเข้าไปในห้องชีเหนียงยังไม่ทันร้องห้าม เจ้าตัวยุ่งก็หายไปแล้ว ไม่นานนักก็วิ่งกลับมาอย่างเหนื่อยหอบ
“แหะๆ!”ลั่วจิ่งซีเกาหัวอย่างเขินอาย “ขอบคุณท่านแม่ที่เก็บของให้ข้า!ข้ารับรองว่าพอไปถึงเมืองชิงหยาง จะไม่ทำแบบวันนี้อีก!”
“ไม่ต้องมาขอบคุณข้าของของเจ้าล้วนเป็นจิ่งเฉินที่เก็บให้ จะขอบคุณก็ไปขอบคุณพี่ใหญ่เจ้าเสีย”ชีเหนียงเห็นท่าทางของลูกรองก็ทั้งโมโหทั้งขำ “ก่อนหน้านี้เจ้าสุขุมขึ้นมากแท้ๆทำไมผ่านไปแค่สองวัน กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว?”
“ช่างเถอะเจ้าไม่อยากพูด แม่ก็จะไม่ถาม รีบออกเดินทางก่อนฟ้าจะมืดเถอะ !”
ชีเหนียงไม่อยากให้ลูกชายทั้งสองอยู่ที่นี่นานกว่านี้แม้แต่นาทีเดียวหากเลี่ยงได้ก็อยากเลี่ยง
“ท่านแม่หรือไม่ก็เดินทางพรุ่งนี้ดีไหม? วันนี้ก็เที่ยงแล้วนะ?”
“เจ้ายังจะลอยหน้าลอยตาพูดว่าเที่ยงแล้วเช่นนั้นหรือ? เพราะใครกันที่ทำให้เสียเวลา?”
คราวนี้ลั่วจิ่งซีไม่กล้าโต้แย้งได้แต่จูงม้าและเดินตามลั่วจิ่งเฉินออกไปอย่างไม่เต็มใจ
ตลอดทาง จิ่งซีมักจะทำสีหน้าเสียดายแล้วยังถอนหายใจเป็นพักๆ ลั่วจิ่งเฉินถูกรบกวนจนไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้
“เจ้าก่อเรื่องอะไรกันแน่ถึงได้เก็บมาใส่ใจเช่นนี้?”
เมื่อได้ยินคำถามของลั่วจิ่งเฉินลั่วจิ่งซีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หากท่านแม่รู้คงไม่ดี แต่พี่ใหญ่รู้ไม่น่าจะไม่เป็นอะไร
“วันนี้ข้าไปล้างแค้นให้ท่านแม่!”
ลั่วจิ่งเฉินมองเขาเป็นเชิงบอกให้พูดต่อก่อนที่ลั่วจิ่งซีจะสารภาพทุกอย่างให้พี่ใหญ่ฟังอย่างละเอียด
“เจ้าทำแบบนี้เขาคงโมโหจนแทบบ้าแน่!” เมื่อนึกถึงลุงเฝิงที่จ้องมองผิวน้ำและบ่นพึมพำลั่วจิ่งเฉินก็จินตนาการถึงสีหน้าของเขาที่ร้อนใจจนทำอะไรไม่ถูก
เห็นได้ชัดว่าลั่วจิ่งซีก็นึกถึงเรื่องนี้เช่นกันจึงหัวเราะเสียงดัง “ฮ่าๆๆ ใครใช้ให้เขาหลอกลวงคนไปทั่ว ข้าก็ต้องเอาคืนบ้างสิ!”
“เดิมทีข้าตั้งใจจะไปเก็บตะกร้าตอนบ่ายนี้ให้เขาได้เห็นฝีมือของข้า ถึงเวลานั้นดูสิว่าเขายังกล้าดูถูกข้าอีกหรือไม่!”ลั่วจิ่งซีคิดถึงตอนที่เฝิงเจิ้งฉูพูดจาดีๆ กับตนแล้วขอร้องให้เขาสอนวิธีจับปลาในใจก็รู้สึกสดชื่น
ลั่วจิ่งเฉินที่เห็นน้องชายกำลังฝันหวานเช่นนั้นก็ยิ้มอย่างจนใจ“เจ้านี่มัน ช่างเป็นลิงทโมนจริงๆ หากทำให้ลุงเฝิงโมโหจนไปฟ้องท่านแม่ว่าเจ้ารังแกคนแก่ดูสิว่าท่านแม่จะยังปกป้องเจ้าอยู่หรือไม่”
“ไม่สน!มีความสุขก่อน เรื่องอื่นไว้ทีหลัง”
ทางเฝิงเจิ้งฉูที่อยู่อีกฟากก็เป็นดั่งที่ลั่วจิ่งซีคิดไว้นับตั้งแต่ที่ดักปลาถูกวางลงในน้ำ เขาก็ไม่มีกะจิตกะใจตกปลาอีกเอาแต่จ้องมองบริเวณที่มีที่ดักปลาวางไว้ เฝ้ารอตั้งแต่เช้าจนถึงบ่ายใบหน้าแทบจะถูกแดดเผาจนลอก แต่เขาก็ยังไม่ยอมจากไป
“เจ้าเด็กทึ่มนั่นไฉนยังไม่กลับมาตั้งใจจะทำอะไรกันแน่?” เขาพึมพำอยู่หลายครั้ง ตั้งใจจะลงไปดูในน้ำหลายต่อหลายครั้งแต่ถูกบ่าวรับใช้ข้างกายห้ามไว้
“โอ๊ยเจ้าจะมารั้งข้าไว้ทำไม! น่ารำคาญ!”
บ่าวรับใช้ทำสลดแต่ก็ไม่สามารถปล่อยให้เจ้านายลงไปในน้ำได้ “นายท่าน นั่นเป็นของของคนอื่น เราไม่ควรไปแตะต้องนะขอรับหากท่านอยากเห็นจริงๆ ให้ข้าน้อยลงไปหยิบให้ดีหรือไม่?”
-----