ร่างสูงสง่าของซ่งจิ้งอันยืนหยัดอยู่เื้ับานหน้าต่างไม้ฉลุของห้องหนังสือ ั์ตาคมปลาบทอดมองไปยังท้องถนนเบื้องหน้าจวนอย่างเงียบงันและลุ่มลึก
สามวันมานี้ มี ‘พ่อค้าหาบเร่’ หน้าใหม่มาปักหลักตั้งแผงขายของอยู่ตรงมุมถนน แม้จะวางสิ่งของร้องขาย สายตากลับมิได้ใส่ใจลูกค้า หากแต่คอยลอบสังเกตความเคลื่อนไหวของจวนสกุลซ่งอยู่เป็ระยะ
ขณะเดียวกัน ภายในจวนก็มี ‘คนสวน’ คนใหม่ที่เพิ่งรับเข้ามาเมื่อสัปดาห์ก่อน ชายผู้นั้นมักจะหาเื่ชวนบ่าวไพร่คุยสัพเพเหระ คอยซักไซ้เื่ส่วนตัวของใต้เท้าซ่ง คุณชายใหญ่ หรือแม้กระทั่งความผิดปกติของคุณหนูน้อยอย่างมีเงื่อนงำ
ซ่งจิ้งอันยกยิ้มเ็าในใจ... ช่างเคลื่อนไหวได้รวดเร็วปานนี้เชียว
อันที่จริงเขาสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ั้แ่วันแรก พ่อค้าเร่ที่แท้จริงย่อมต้องกระตือรือร้นร้องเรียกหาลูกค้าเพื่อประทังชีวิต ทว่าชายผู้นี้กลับนั่งนิ่งเฉยชาประหนึ่งการค้าขายเป็เพียงฉากบังหน้า และการสอดส่องจวนแห่งนี้ต่างหากที่เป็งานหลักของเขา
ชายหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับบิดาที่นั่งสงบอยู่ "ท่านพ่อ คนของอ๋องรองเริ่มเคลื่อนไหวแล้วขอรับ พวกมันจับตาดูเราทั้งภายนอกและภายใน"
ซ่งจงอี้พยักหน้ารับ สีหน้ายังคงราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ "ข้ารู้แล้ว... คำถามคือ เราจะจัดการกับสายตาคู่นี้อย่างไร"
"หากจะไล่พวกมันออกไปย่อมง่ายดายนัก" ซ่งจิ้งอันใช้นิ้วลูบไล้ปลายคาง ดวงตาทอประกายเ้าเล่ห์แสนกล "แต่หากเรากำจัดสายลับเหล่านี้ทันที อ๋องรองย่อมระแวงว่าสกุลซ่งมีความลับอันใดซุกซ่อนอยู่เป็แน่ และเขาจะส่งคนที่ร้ายกาจกว่านี้มาแทน... มิสู้เรา 'เลี้ยง' สายลับพวกนี้ไว้ แล้วคอยป้อนข้อมูลที่เราปรารถนาอยากให้พวกมันเห็นมิดีกว่าหรือขอรับ"
ซ่งจงอี้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "ป้อนสิ่งใดเล่า"
"ป้อนคำตอบที่สมเหตุสมผลและน่าเชื่อถือที่สุด" ซ่งจิ้งอันแย้มยิ้มบางเบา "เซียวจิ่งหรงย่อมต้องกังขาว่าเหตุใดสกุลซ่งจึงสามารถ 'หยั่งรู้ล่วงหน้า' และรอดพ้นวิกฤตมาได้ทุกครา เช่นนั้นเราก็ต้องมอบคำตอบที่ทำให้เขาคลายใจ... คำตอบที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับน้องเล็กแม้แต่ครึ่งส่วน"
——————
นับแต่วันนั้นเป็ต้นมา ละครฉากใหญ่ของสกุลซ่งก็เริ่มต้นขึ้นอย่างแเี
ซ่งจิ้งอันจงใจปล่อยข่าวลือผ่านปากบ่าวไพร่ว่า ที่สกุลซ่งรอดพ้นภัยพิบัติมาได้หลายครา เป็เพราะ "คุณชายใหญ่มีหูตาและเครือข่ายข่าวกรองลับแผ่ซ่านทั่วเมืองหลวงเซิ่งจิง" ซึ่งคำกล่าวนี้มีมูลความจริงอยู่กึ่งหนึ่ง เพราะเขามีกองกำลังข่าวกรองส่วนตัวอยู่บ้าง เพียงแต่มิได้มีอิทธิฤทธิ์วิเศษถึงขั้นทำนายอนาคตได้เช่นนี้
นอกจากนี้ เขายังจัดฉากให้สายลับได้ ‘บังเอิญ’ พบเห็นว่า ทางจวนมักจะนิมนต์หลวงจีนชราผู้มีชื่อเสียงจากวัดเทียนหนิงมาสนทนาธรรมและปรึกษาเื่ดวงชะตาอยู่เป็นิจ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าความแม่นยำในการหลบเลี่ยงภัยของสกุลซ่ง ล้วนมาจากการชี้แนะของพระวิเศษผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน
ส่วนเื่ที่ท่านตารอดพ้นจากการลอบสังหาร เขาก็ปล่อยข่าวลือไปว่าเป็เพราะ "ท่านเจิ้นกั๋วกงเป็แม่ทัพผู้ผ่านศึกเหนือเสือใต้มาทั้งชีวิต ย่อมมีความระแวดระวังภัยสูงและเตรียมการรับมือไว้ล่วงหน้าอยู่เสมอ" ซึ่งเป็เหตุผลที่ฟังดูสมจริงสมจังอย่างยิ่งสำหรับขุนศึกผู้เจนสนามรบ
"ทว่าสิ่งสำคัญที่สุด…" น้ำเสียงของซ่งจิ้งอันแปรเปลี่ยนเป็จริงจังและเฉียบขาด "ต้องมิให้สายลับพวกนั้นเข้าใกล้ตัวน้องเล็กเด็ดขาด เด็กน้อยยังไร้เดียงสา หากหลุดปากเอ่ยสิ่งใดที่ไม่ควรต่อหน้าคนของอ๋องรอง อุบายลวงตาที่เราอุตส่าห์สร้างขึ้นมาทั้งหมดจะมลายหายไปในพริบตา"
ซ่งจิ้งอันจึงจัดระเบียบข้ารับใช้ใหม่ทั้งหมด คนสวนหน้าใหม่ที่ชอบสอดรู้สอดเห็นถูกโยกย้ายไปดูแลสวนหลังบ้านซึ่งอยู่ห่างไกลจากเรือนนอนของเหยาเหยา ส่วนบ่าวรับใช้ที่ได้สิทธิ์ปรนนิบัติใกล้ชิดคุณหนูเล็ก ล้วนแต่เป็บ่าวเก่าแก่ที่ซื่อสัตย์และผ่านการคัดเลือกมาอย่างเข้มงวด
สายหมอกแห่งการลวงตาถูกพ่นกระจายออกไปทีละชั้น เพื่อปกป้อง ‘ไข่มุกล้ำค่า’ ตัวน้อยที่กำลังนอนดูดนิ้วอย่างสุขสบายอยู่ในเรือนชั้นใน
ซ่งจิ้งอันมองแผนผังจวนที่กางอยู่บนโต๊ะด้วยสายตาเย็นเยียบและนิ่งสงบ เขารู้ดีว่าหมากกระดานนี้มิใช่การหักหาญด้วยกำลัง แต่เป็ศึกแห่งความอดทนและความรอบคอบ ทุกย่างก้าวต้องคำนวณล่วงหน้านับสิบก้าว เพราะคู่ต่อสู้คือเซียวจิ่งหรง... ผู้ที่ในหน้าประวัติศาสตร์สามารถกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือราชสำนักไว้ในอุ้งมือ
——————
ภายในเรือนชั้นในอันอบอุ่น เหยาเหยาน้อยกำลังนอนกอดตุ๊กตาผ้าผืนนุ่ม ดวงตากลมโตคู่นั้นฉายแววกังวลใจอย่างปิดไม่มิด
'แย่แล้ว! อ๋องรองส่งคนมาจับตาดูจวนเราแล้วหรือ!' เด็กหญิงคิดอย่างร้อนรนในอก 'ในนิยายต้นฉบับ่เวลานี้ไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเลย เพราะในเื่นั้นสกุลซ่งมิเคยขวางหูขวางตาหรือทำลายแผนการของเซียวจิ่งหรง ทว่าชาตินี้เรากลับขัดขวางแผนการของเขาไปหลายต่อหลายครั้ง เขาจึงเริ่มระแวงและจับตาดูเรา... นี่มันคือผลกระทบจากผีเสื้อขยับปีกที่ข้าเปลี่ยนเส้นทางชะตากรรมชัดๆ!'
'หากอ๋องรองสืบจนรู้ว่าข้าล่วงรู้อนาคตได้... ไม่สิ ข้าไม่ได้รู้จุดจบขนาดนั้น แค่จำเนื้อหาในนิยายได้ต่างหาก แต่ถ้าเขารู้ว่าข้าความลับที่ไม่ควรสืบรู้ จะต้องส่งคนมากำจัดข้าแน่!' เหยาเหยากระชับอ้อมกอดตุ๊กตาแน่นขึ้นด้วยความหวาดหวั่น 'จะทำอย่างไรดีนะ ข้าต้องเตือนคนในครอบครัว แต่จะเตือนอย่างไรมิให้ดูมีพิรุธล่ะ...'
'เฮ้อ... หากท่านพ่อและพี่ใหญ่ฉลาดเฉลียวพอ พวกเขาก็น่าจะรู้วิธีปกปิดความผิดปกติของบ้านเรา ด้วยการสร้างเื่อื่นมากลบเกลื่อน อย่างเช่นบอกว่าพี่ใหญ่มีหูตาข่าวกรองกว้างไกล ไม่ก็อ้างว่าพวกเราปรึกษาเื่ดวงชะตากับหลวงจีนผู้วิเศษอะไรทำนองนั้น...'
ขณะนั้นเอง ซ่งจิ้งอันที่กำลังเดินผ่านระเบียงทางเดินหน้าห้องของน้องสาว พลันได้ยินเสียงสะท้อนในใจของนางอย่างชัดเจน เท้าของเขาชะงักกึก มุมปากหยักขึ้นเป็รอยยิ้มบาง
ช่างน่าอัศจรรย์นัก... ความคิดของน้องเล็กช่างสอดคล้องกับแผนการของเขา ราวกับดวงจิตของพี่น้องผูกพันและเชื่อมถึงกันอย่างไรอย่างนั้น
'อืม... แต่ข้าก็ทำได้เพียงแค่คาดหวังละนะ ในเมื่อไม่สามารถเอ่ยปากบอกตรงๆ ได้' เหยาเหยาลอบถอนหายใจยาวในความคิด 'ขอให้พี่ใหญ่ฉลาดสมคำล่ำลือทีเถอะ พี่ใหญ่เป็ถึงจอหงวนอันดับสาม น่าจะคิดอ่านเื่เช่นนี้ได้ไม่ยากใช่ไหมนะ'
ซ่งจิ้งอันยืนนิ่งอยู่เื้ักำแพง พลางหลุดหัวเราะในลำคอแ่เบา
'น้องเล็กเอ๋ย เ้าช่างประเมินพี่ใหญ่ของเ้าต่ำเกินไปแล้ว สิ่งที่เ้ากำลังกังวล พี่ชายผู้นี้ลงมือจัดการไปเรียบร้อยั้แ่เมื่อวานแล้วต่างหาก'
——————
หลายวันผันผ่าน รายงานลับฉบับหนึ่งถูกส่งตรงถึงโต๊ะทรงอักษรในตำหนักอ๋องรองอย่างลับๆ
เซียวจิ่งหรงกวาดสายตาอ่านเนื้อความในรายงานอย่างละเอียดถี่ถ้วน — ตระกูลซ่งพึ่งพาเครือข่ายข่าวกรองส่วนตัวของคุณชายใหญ่ มีการเข้าหาหลวงจีนวิเศษเพื่อพยากรณ์โชคชะตา และการรอดชีวิตของเจิ้นกั๋วกงก็เกิดจากสัญชาตญาณระแวดระวังภัยของแม่ทัพเฒ่า... ทุกสิ่งทุกอย่างช่างร้อยเรียงกันได้อย่างสมเหตุสมผล ไร้ซึ่งร่องรอยความผิดแผกแตกต่างไปจากตระกูลขุนนางทั่วไป
เขาวางกระดาษรายงานลง ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งเป็จังหวะช้าๆ
"ข่าวกรอง... หลวงจีนวิเศษ... แม่ทัพเฒ่าระแวงภัย..." เขาพึมพำกับตนเอง ก่อนที่ดวงตาคู่คมจะหรี่เล็กลง "ช่างเป็เหตุผลที่ลงตัวเหลือเกิน... ลงตัวเสียจนน่ากังขา"
ขุนนางคนสนิทที่ยืนก้มศีรษะอยู่ด้านข้างเอ่ยถามเบาๆ "พระองค์ยังทรงเคลือบแคลงสงสัยอยู่อีกหรือพ่ะย่ะค่ะ"
"ข้าผ่านเล่ห์เหลี่ยมกลลวงในราชสำนักมามากเกินกว่าจะเชื่อสิ่งใดที่ 'ประจวบเหมาะ' ถึงเพียงนี้" เซียวจิ่งหรงยกยิ้มเ็า "ทว่าในเมื่อยังมิอาจจับพิรุธใดๆ ได้... ก็ช่างเถิด สกุลซ่งเป็เพียงตระกูลขุนนางเล็กๆ ต่อให้มีความลับซุกซ่อนอยู่จริง ก็คงมิอาจสั่นคลอนแผนการใหญ่ของข้าได้ ยามนี้ข้ายังมีราชการสำคัญอื่นที่ต้องจัดการมากกว่า"
เขาเงียบเสียงลงชั่วอึดใจ ก่อนจะสำทับด้วยน้ำเสียงเย็นะเื "แต่จงให้คนจับตาดูจวนสกุลซ่งต่อไป โดยเฉพาะเด็กคนนั้น... ข้ารู้สึกสะกิดใจทุกครั้งยามนึกถึงเด็กผู้หญิงที่ชี้หน้าคุณหนูฟ่านในงานชมบุปผา"
แม้แผนการหมอกควันของสกุลซ่งจะสามารถบดบังทัศนวิสัยของอ๋องรองได้เกือบทั้งหมด ทว่าในส่วนลึก... ก็ยังคงมีสายตาอันตรายคู่หนึ่งคอยเฝ้ามองไข่มุกน้อยในเปลอย่างเงียบเชียบและไม่ยอมละวาง
——————
ค่ำคืนนั้น ท่ามกลางความเงียบสงัดยามราตรีที่ผู้คนในจวนต่างเข้าสู่ห้วงนิทรา เหยาเหยายังคงนอนตาแป๋วอยู่ในเปล ความกังวลใจในคราแรกเริ่มมลายหายไปเมื่อรับรู้ว่าครอบครัวของนางสามารถรับมือและล่อหลอกสายลับเ่าั้ได้อย่างไร้ร่องรอย
'เฮ้อ... ค่อยโล่งอกไปที ครอบครัวข้านี่มันสุดยอดไปเลย จัดการสายลับเ่าั้ได้แเีเหลือเกิน' เด็กหญิงคิดอย่างภาคภูมิใจ 'เห็นไหมล่ะ ข้าบอกแล้วว่าคนสกุลซ่งไม่มีทางธรรมดาอย่างแน่นอน'
'แต่ว่า...' แววตาและสีหน้าของเหยาเหยาพลันแปรเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมและจริงจัง ดวงตากลมโตจ้องมองเพดานไม้สีชาดเขม็ง 'ข้าหลงลืมเื่สำคัญที่สุดไปได้อย่างไรกัน... อีกไม่นานข้าก็จะอายุครบสามขวบแล้ว'
'สามขวบ... ปีนั้นในนิยายต้นฉบับคือปีที่ ‘บุตรสาวคนเล็กของสกุลซ่งต้องจบชีวิตลงอย่างปริศนาโดยไร้สาเหตุ’'
เหยาเหยาลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ความหนาวเหน็บและหวาดกลัวแล่นปราดเข้าเกาะกุมจิตใจทันที
'จริงอยู่ว่าเื่สร้อยคอพิษตอนพิธีครบเดือน ครอบครัวจะช่วยข้าป้องกันไว้ได้ทัน... ทว่าในนิยายบันทึกไว้ว่าข้าตายตอนอายุสามขวบ นั่นหมายความว่า 'วิธีกำจัดข้า' ไม่ได้มีเพียงแค่สร้อยเส้นนั้นแน่! มันต้องมีแผนการที่สอง แผนการที่สาม คอยดักซุ่มอยู่อย่างแน่นอน!'
'ข้าต้องพยายามนึกให้ออกว่าในนิยายข้าตายอย่างไร... แต่ในนั้นกลับเขียนไว้เพียงประโยคสั้นๆ แค่ 'ตายอย่างปริศนาตอนอายุสามขวบ' ไม่มีรายละเอียดอื่นเลย!' มือป้อมๆ ทั้งสองข้างยกขึ้นกุมขมับน้อยๆ ของตนเอง '์กลั่นแกล้งแท้ๆ จุดที่ชี้ชะตาความเป็ความตายของข้าที่สุด กลับเป็จุดที่ข้ามีข้อมูลเบาะแสน้อยที่สุดเสียอย่างนั้น!'
'ไม่ได้การ... ปีนี้ข้าต้องระวังตัวให้ถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็อาหารการกิน สิ่งของเครื่องใช้ หรือผู้คนที่เข้ามาใกล้ชิด ล้วนต้องผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดยิบ อีกหนึ่งปีข้างหน้านี้... คือด่านชี้ชะตาชีวิตอันแท้จริงของข้าแล้ว!'
เสิ่นว่านอวี๋ซึ่งนอนอยู่บนเตียงใหญ่ข้างๆ พลันลืมตาขึ้นในความมืดมิด นางได้ยินเสียงกังวลใจและเสียงร่ำร้องแห่งความหวาดกลัวในจิตใจของบุตรสาวตัวน้อยอย่างครบถ้วนทุกถ้อยคำ จนมือกำผ้าห่มแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
ด่านชี้ชะตาชีวิต... ตอนอายุสามขวบอย่างนั้นหรือ
ร่างบางลุกขึ้นยืนอย่างแ่เบาและไร้เสียง ก้าวเดินตรงไปยังเปลเด็ก ก้มลงมองดวงหน้าน่ารักน่าเอ็นดูของเหยาเหยาที่เพิ่งผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการขบคิดปัญหาใหญ่
"เหยาเหยา แก้วตาดวงใจของแม่..." นางกระซิบแ่เบาราวสายลมพัดผ่าน ทว่าแววตากลับเปล่งประกายเด็ดเดี่ยวและแรงกล้าอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน "ปีหน้า... ไม่ว่าผู้ใดหน้าไหนคิดจะมาพรากเ้าไปจากอกแม่ แม่กับพ่อ พี่ชายทั้งสองของเ้า และท่านตา จะยอมสละทั้งชีวิตและตระกูลนี้เพื่อเป็เกราะกำบังปกป้องเ้าเอง"
"ด่านเคราะห์นี้... พวกเราจะจับมือข้ามผ่านไปด้วยกันให้ได้!"
นอกหน้าต่าง จันทร์เสี้ยวลอยเด่นอยู่บนผืนนภามืดมิดประหนึ่งกำลังนับถอยหลังเข้าสู่ปีที่สามอันเป็เส้นแบ่งความเป็ความตายของเด็กหญิงตัวน้อย... ทว่าปีนี้ สมาชิกสกุลซ่งทั้งตระกูลได้ตั้งปณิธานร่วมกันแล้วว่าจะฉีกกระชากหน้ากระดาษแห่งชะตากรรมอันโหดร้ายนี้ทิ้งเสียด้วยน้ำมือของพวกเขา!