อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 72 กายเหล็กกล้า

            จังหวะที่งูใหญ่กำลังจะฟาดลงมาแกเร็ทกลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวหรือหลบหนี แม้แต่ลูกน้องของเขาทั้งสองคนก็พลอยเป็นไปด้วย เขาต่างยังคงตั้งหน้าตั้งตาโจมตีใส่เอ็นวี่ต่อไปแม้ว่าจะไร้ผลก็ตาม แกเร็ทกำหมัดแน่นซึ่งตอนนี้หมัดของเขาได้กลายเป็นเหมือนสิ่งที่หลอมมากจากเหล็ก

            สายตาของแกเร็ทจ้องมองไปยังเอ็นวี่คล้ายจะรออะไรบางอย่าง เสี้ยววินาทีก่อนที่เอ็นวี่จะฟาดถูกตัวเขาแกเร็ทก็พุ่งเข้าใส่ ทว่ากลับเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเมื่อพื้นใต้ฝ่าเท้าของเอ็นวี่กลับมาวงแหวนเวทย์มนต์เรืองแสงขึ้นแล้วเอ็นวี่ก็หายไปจากตรงนั้นทำให้แกเร็ทได้แต่จั่วลม แกเร็ทหันไปมองผู้หญิงที่ใช้ถือไม้คทา อีกฝ่ายยิ้มให้เขาพร้อมพูดว่า

            “เจ้าแพ้แล้วแกเร็ทต่อไปตาข้า”

            แกเร็ทที่ได้ยินดังนั้นก็โมโหจนเส้นเลือดขึ้นใบหน้า

            “แก!!!”

            เขาร้องออกมาแต่เธอคนนั้นกลับเพียงยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน ส่วนคนในชุดเกราะพูดอย่างไม่พอใจว่า

            “เฮ่ข้ามาก่อนนะ”

            สตรีที่ถือไม้คทาตอบโดยไม่หันไปมองเขาว่า

            “เลดี้เฟิร์สน่ะ”

            พูดจบก็มีวงแหวนเวทย์สีขาวปรากฏขึ้นในจุดที่ไม่ห่างไกลเท่าไรนักแล้วเอ็นวี่ก็โผล่มาจากวงแหวนนั่น เขาดูงงๆ กับสถานการณ์ตรงหน้าไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น สตรีที่ถือไม้คทายิ้มเล็กน้อยก่อนจะปลักไม้คาทาลงกับพื้นแล้วก็เริ่มทำปากขมุบขมิบเพื่อร่ายคาถา ทันใดนั้นก็มีโซ่เรืองแสงโผล่ออกมาจากวงแหวนเวทย์ที่พื้นมาพันตัวเอ็นวี่ไว้ เอ็นวี่มองโซ่แสงเหล่านั้นด้วยความสับสนก่อนเขาจะรู้สึกถึงอะไรบางอย่างจึงแหวนหน้ามองพบว่ามีวงแหวนเวทย์มนต์อยู่เหนือศีรษะของเขา ม่านตาของเขาเบิกโพลงเหมือนพอจะรู้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

            หมัดเรืองแสงสีขาวขนาดใหญ่โผล่ออกมาจากวงแหวนชกลงมาที่ตัวเอ็นวี่จนเขาลงไปนอนคว่ำกับพื้น วงแหวนเวทย์สีเขาบนศีรษะเลือนหายไปแล้วปรากฏวงแหวนเวทย์อีกแห่งข้างตัวเขา เอ็นวี่ที่กำลังจะฝืนลุกขึ้นหันไปวงแหวนเวทย์นั้นแต่ก่อนที่เขาจะทำอะไรได้หมัดเรืองแสงสีขาวขนาดใหญ่ก็โผล่ออกมาจากวงแหวนเวทย์แล้วชกเข้าที่เอ็นวี่จนกระเด็นไปในทันที โซ่เรืองแสงที่พันตัวเขาไว้ขาดทันที

            เอ็นวี่ฝืนยันกายลุกขึ้นมาแต่กลับปรากฏวงแหวนเวทย์มนต์ตรงจุดที่เขาอยู่ก่อนจะเกิดการระเบิดขึ้น

            ตูม!!!

            เสียงระเบิดดังสะท้านไปทั่วบริเวณฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว สตรีที่ถือไม้คทาถามขึ้นว่า

            “เป็นยังไง?”

            หญิงสาวที่ถือแผ่นจานก็มองลูกบอลในจานกลิ้งไปมาก่อนจะตอบว่า

            “ยังมีชีวิตอยู่ค่ะ”

            สตรีที่ถือไม้คทาพูดออกมาว่า

            “ตายยากจังเลยนะสมกับเป็นผู้ใช้เวทย์จำแลงอสูร แต่ต่อให้ตายยากขนาดไหนถ้าผลาญมานาจนหมดเมื่อไรก็เป็นคาไอ้อ่อนปวกเปียกอยู่ดี”

            แกเร็ทที่ตอนนี้นั่งขัดสมาธิกับพื้นแล้วมองกลุ่มควันที่ฟุ้งจากการระเบิด ลูกน้องที่ใช้เวทย์น้ำแข็งพูดขึ้น

            “ลูกพี่เหมือนว่าคราวนี้พวกเราจะมาเสียเที่ยวแล้วล่ะครับ”

            แกเร็ทกัยพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า

            “ไอ้งูนั่นยังไม่ตาย”

            ลุกน้องที่ใช้เวทย์น้ำแข็งรีบหันไปมองควันเหล่านั้นเพราะเขาไม่เคยวงสัยในตัวของลูกพี่คนนี้ คนที่ใช้ธนูประคองคนที่ใช้เวทย์บาเรียขึ้นมานั่งก่อนจะพูดว่า

            “ไอ้งูนั่นกินขวานระเบิดของลูกพี่ไปหลายทีแต่กลับไม่สะทกสะท้านระเบิดแค่นี้ยังฆ่ามันไม่ได้หรอก”

            คนที่ใช้เวทย์น้ำแข็งจึงพูดว่า

            “แต่ดูจากระยะเวลาที่สู้โดยไม่พักมานาของมันคงใกล้หมดเต็มทีแล้ว”

            คำพูดของเขาทำให้ผู้ใช้ธนูกับผู้ใช้เวทย์บาเรียมีสีหน้าที่หนักอึ้ง เงินค่าหัว 25 เหรียญทองหากคนอื่นเป็นคนได้ไปก็หมายความว่าที่พวกเขาลงทุนลงแรงทั้งหมดคือการผลาญมานาไอ้งูนี่แล้วให้คนอื่นมาตักตวงผลประโยชน์ แต่แกเร็ทกลับพูดว่า

            “มันก็ไม่แน่เสมอไป”

            คำพูดของแกเร็ททำให้ลูกน้องหันมามองเขาด้วยความสงสัย ในขณะที่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีกแต่ในหัวของเขากลับสงสัยเรื่องหนึ่ง

            ‘แปลก เวทย์จำแลงอสูรของเจ้างูนั่นมันไม่ถูกต้อง’ แกเร็ทคิดในใจแต่ไม่ได้พูดออกมา

            ขณะที่ฝุ่นกำลังฟุ้งอยู่นั้นก็มีบางสิ่งพุ่งเข้าใส่สตรีที่ถือไม้คทาแต่กลับปะทะเข้ากับาเรียเสียก่อนจนเผยให้เห็นควันลอยออกมาจากจุดที่โดนบาเรียก่อนที่บาเรียจะกลับคืนสู่สภาพเดิม

            “พ่นของแบบนี้ใส่ผู้หญิงได้นี่ดูท่าคงยังไม่เคยมีแฟนสินะ” สตรีที่ถือไม้คทาพูดขึ้นก่อนเริ่มท่องคาถาอีกครั้งพริบตานั้นก็มีวงแหวนเวทย์มากมายปรากฏบนพื้นในบริเวณนั้น “ขอดูหน่อยสิว่ามานาของแกยังทำให้แกสู้ได้อีกเท่าไร”

            สักพักก็มีเสียงเหมือนอะไรบางอย่างพุ่งฝ่าฝุ่นไปหาเธอแล้วก็เสียงดังขึ้นก่อนจะพบร่างของเอ็นวี่ลอยขึ้นฟ้าตกลงมาใส่วงแหวนเวทย์อันหนึ่ง ทันทีที่แตกวงแหวนเวทย์อันนั้นสายฟ้าจำนวนมากมายก็พุ่งออกมาจากวงแหวนเวทย์เข้าใส่เอ็นวี่จนในที่สุดเขาก็ร้องออกมา

            “อ้าก!!!”

            เป็นครั้งแรกนับแต่เริ่มสู้มาที่เอ็นวี่ร้องอย่างเจ็บปวดสายฟ้าช็อตเอ็นวี่อยู่พักหนึ่งก่อนจะสลายไปพร้อมกับวงแหวนเวทย์ที่พื้นเอ็นวี่ตกลงมานอนหมดสติที่พื้น

            “อุ้ยตายจริงรับความเสียหายไปตั้งขนาดนี้มานายังไม่หมดอีกหรือนี้” สตรีที่ถือไม้คทาพูดหลังจากสังเกตพบว่าแขนทั้งสองเอ็นวี่ยังไม่คืนสภาพจากการกลายเป็นงู แม้ว่าจะเห็นว่าเอ็นวี่หมดสติไปแล้วแต่เธอกลับยังไม่ประมาท เธอยังคงยืนรออยู่ในบาเรียอย่างใจเย็นในขณะที่แกเร็ทกับลูกน้องของเขารวมทั้งคนที่สวมชุดเกราะก็เอาแต่จ้องมองไปยังร่างที่นอนแน่นิ่ง

            ผลของเวทย์ยังคงอยู่แปลว่าเอ็นวี่ยังมีชีวิตอยู่เพราะยังคงมีมานาหล่อเลี้ยงผลของเวทย์มนต์ไว้ สิ่งเหล่านี้ทำให้ทุกคนต่างรู้สึกหนักอึ้พวกเขาต่างคิดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘มันจะอึดเกินไปแล้ว’ ในขณะที่เร็ทกลับคิดต่างไปจากคนอื่น

            แกเร็ททราบดีว่าบางครั้งผลเวทย์มนต์อาจไม่ได้คงสภาพตามชีวิตของผู้ร่ายเสมอไป บางครั้งแค่ผู้ใช้หมดสติผลของเวทย์มนต์ก็สลายไปได้เหมือนกัน เพราะสิ่งที่ทำให้เวทย์แสดงผลได้คือมานากับคาถาแต่การจะให้คงผลไว้อย่างนั้นจำต้องมีมานาหล่อเลี้ยง ทำให้มีเวทย์มนต์จำนวนไม่น้อยที่ต่อให้ผู้ร่ายไม่ถึงกับเสียชีวิตแต่แค่หมดสติก็ทำให้ผลของเวทย์มนต์หายไปได้เหมือนกัน และเวทย์จำแลงอสูรส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้แต่การที่แขนของเอ็นวี่ยังคงสภาพของงูแม้จะหมดสติไปแล้วจึงทำให้แกเร็ทอุทานในใจอีกครั้งว่า

            ‘แปลก’

            สตรีที่ถือไม้คทามองร่างของเอ็นวี่ที่หมดสติแล้วชั่งใจว่าจะออกจากบาเรียไปจัดการอีกฝ่ายเลยดีหรือไม่ เธอคิดตรึกตรองไปมาใจหนึ่งก็ต้องการจัดการให้สิ้นเรื่องสิ้นราวอีกใจหนึ่งก็ยังคงระแวงเพราะแขนทั้งสองของอีกฝ่ายยังไม่คืนสภาพจากการเป็นงู เธอชั่งใจอยู่พักหนึ่งก่อนจะตัดสินใจร่ายคาถาออกมา

            วงแหวนเวทย์สีขาวปรากฏขึ้นบนพื้นใต้ร่างที่หมดสติของเอ็นวี่ก่อนจะมีโว่มากมายโผล่ออกมาจากวงแหวนมาพันร่างของเอ็นวี่ไว้จนแน่น สตรีที่ถือไม้คทาหันไปสั่งการหญิงสาวด้านหลังทางซ้ายว่า

            “หลบอยู่ก้าวหลังบาเรียและไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจงอย่าปลดบาเรียเด็ดขาด”

            หญิงสาวนางนั้นพยักรับทราบก่อนจะพูดว่า

            “นายหญิงระวังตัวด้วยนะคะ”

            หญิงสาวที่ถือไม้คทายิ้มเล็กน้อยก่อนจะเดินผ่านม่านบาเรียตรงไปยังร่างของเอ็นวี่ที่ตอนนี้ถูกพันด้วยโซ่ เธอเดินเข้าไปหาร่างนั้นช้าๆ บนพื้นตอนนี้ยังคงเต็มไปด้วยวงแหวนเวทย์มนต์ซึ่งเธอยังคงสภาพนั้นไว้เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เธอเดินเข้าไปใกล้ร่างนั้นทีละก้าวทีละก้าวจนเมื่อเห็นว่าเข้าใกล้มากพอก็ชักมีดเล่มหนึ่งออกมา เธอสังเกตตั้งแต่ตอนที่อีกฝ่ายสู้กับแกเร็ทแล้วพบว่าการโจมตีทั่วไปไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กายเนื้อของคนๆ นี้ได้ ดังนั้นเธอจึงไม่คิดใช้เวทย์มนต์จัดการเพราะเห็นว่ามันคงไร้ผลแต่เลือกจะใช้มีดเล่มนี้แทน มีดเล่มนี้อาจดูเหมือนมีดธรรมดาแต่แท้จริงแล้วมันคืออาร์ติแฟกต์ชิ้นหนึ่งที่มีคุณสมบัติคือการตัดได้ทุกสิ่งอย่าง เดิมมีดชนิดนี้เป็นของพวกนายพรานแต่ส่วนใหญ่จะเป็นอุปกรณ์เวทย์มนต์ไม่ใช่อาร์ติแฟกต์แบบที่เธอถืออยู่นี้

            เธอมือซ้ายถือไม้คทามือขวาถือมีดจ้องมองร่างเอ็นวี่บนพื้นขณะที่เธอกำลังก้มลงเพื่อหมายจะตัดหัวเอ็นวี่ ก็มีคนดึงเธอจากทางด้านหลังพร้อมกับงูพิษที่เป็นมีขวาของเอ็นวี่อยู่ๆ ก็พุ่งใส่หน้าเธอจากช่องว่างระหว่างโซ่แต่ละเส้น แต่จากการถูกดึงไปด้านหลังทำให้เธอรอดจากการโดนงูฉกไปอย่างฉิวเฉียด

            เมื่อหันหน้าไปดูพบว่าคนที่ช่วยให้เธอรอดพ้นจากวิกฤติกลับเป็นร่างที่สวมเกราะอยู่ทั้งตัว ก่อนจะมีเสียงหัวเราะของเอ็นวี่ดังออกมา

            “หึหึหึ รอดตัวไปนะยัยแก่แร้งทึ้ง” พูดจบเอ็นวี่ก็เริ่มบิดตัวแล้วขยับออกมาจากการถูกมัดช้าๆ สตรีที่ถือไม้คทาจ้องมองด้วยความตกตะลึง เอ็นวี่จ้องมองมาที่เธอพลางหัวเราะเยาะออกมา “จะตกใจไปทำไมยัยแก่ไม่รู้หรือไวว่ากระดูกของงูทันเป็นยังไง”

            ได้ยินเสียงของคนที่สวมเกราะพูดกับเธอว่า

            “เธอแพ้แล้วแต่ไปตาฉัน”

            พูดจบเขาก็ชักดาบออกมาเขาเอานิ้วไล่จากโคลนขึ้นไปยังปลายดาบช้าๆ ขณะที่เขาไล่นิ้วขึ้นไปนั้นส่วนไหนของตัวดาบที่นิ้วเขาไล่ผ่านจะกลายเป็นสีแดงฉาน เอ็นวี่ทะกำลังดิ้นรนออกมาจากการมัดของโซ่รีบเงยหน้ามองพบเห็นดาบของคนในชุดเกราะที่ตอนนี้กลายเป็นสีแดงฉานทั้งเล่ม เอ็นวี่หรี่ตาลงทันทีเขารู้ได้ถึงอันตรายจากดาบเล่มนั้น

            เอ็นวี่รีบริ่งที่จะดิ้นให้หลุดจากพินธนาการของโซ่ แต่ทว่าอยู่มันก็แน่นขึ้นมาเสียงอย่างนั้น เอ็นวี่รีบหันไปมองสตรีที่ถือไม้คทาพบว่าตอนนี้กลับไปอยู่หลังม่านบาเรียตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ซึ่งตอนนี้เธอกำลังปักไม้คทาลงบนพื้นพร้อมกับร่ายคาถาไปด้วย

            เอ็นวี่ที่เห็นท่าไม่ดีจึงใช้แขนขวาที่กลายเป็นงูพิษฉกเข้าใส่คนในชุดเกราะ ทว่าเขี้ยวของมันกลับเจาะชุดเกราะเข้าเพียงสองมิลเท่านั้น คนในชุดเกราะพูดขึ้นพลางฟันไปที่ตัวงู

            “เปล่าประโยชน์”

            การฟันของเขาสามารถทำให้งูที่รับการระเบิดจากขวานของแกเร็ทได้อย่างสบายเกิดรอยแผลขึ้นมาได้ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่แผลเล็กๆ ก็ตาม เอ็นวี่รู้สึกเจ็บแต่เขาก็ไม่ยอมแพ้เขายังคงกระเสือกกระสนเพื่อที่จะหลุดจาดพันธนาการของโซ่ที่มัดเขาอน่นขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับให้งูพิษฉกเข้าใส่อีกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง

            คนในชุดเกราะก็ไม่สนใจปล่อยให้งูฉกใส่ชุดเกราะของเขาแล้วฟันใส่ไปที่ตัวงู ทว่าครั้งนี้งูกลับหลบดาบของเขาแล้วเปลี่ยนเป็นพ่นพิษใส่เพราะของเขาแทน พิษที่เคยกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ใครมักจะหวาดกลัวแต่เมื่ออยู่บนชุดเกราะนี้มันเพียงส่งกลิ่นเหม็นมีควันโชยออกมา ก่อนที่อักขระเวทย์มนต์บนชุดเกราะจะเรืองแสงพร้อมกับลบพิษให้หายไป เอ็นวี่ตะลึงไปทันที

            “ค่าหัวของแกข้าจะเป็นคนรับเอาไว้เอง”

            พูดจบเขาก็เดินเข้ามาหาเอ็นวี่ที่ถูกมัดโดยไม่สนงูพิษนั่นอีก เอ็นวี่ที่เห็นว่าความตายกลายถึงศีรษะจึงรู้สึกกลัวขึ้นมาเขาพยายามดิ้นรนเพื่อให้หลุดจากพันธนาการ แต่ว่าไม่ทันการเสียแล้วเมื่อร่างในชุดเกราะมายืนตรงหน้าเขาพร้อมกับยกดาบที่ตอนนี้มีสีแดงอยู่ทั่วตัวดาบขึ้นเตรียมที่จะปักมันลงบนอย่างเขา เอ็นวี่เงยหน้ามองชายในชุดเกราะแม้เขาจะไม่เห็นหน้าของอีกฝ่ายแต่คล้ายจะรู้สึกได้ถึงสายตาอันแสนเย็นชาที่มองมาจากใต้เหมวกเกราะ

            “ไม่นะ ไม่...” เอ็นวี่เริ่มพูดออกมาแต่ว่านั่นไม่ใช่เพราะเขาหวาดกลัวต่อความตาย แต่กลับเป็นอะไรบางอย่างที่ฝังลึกอยู่ในใจเขา “อย่านะ อย่า..” เอ็นวี่ตัวสั่นเทาด้วยความโกรธแล้วพูดออกมาด้วยเสียงอันสั่นเทาว่า “อย่ามองฉันด้วยสายตาแบบนั้นนะ” จากนั้นก็เริ่มแสดงความคลุ้มคลั่งออกมาอย่างเห็นได้ชัด เขาเริ่มเปลี่ยนจากการบิดตัวเพื่อให้หลุดจากพันธนาการเป็นการใช้กำลังดื้อแต่ว่ายังคงไร้ผล “ไม่นะอย่ามองฉันแบบนั้น”

            ชายในชุดเกราะไม่สนใจปฏิกิริยาที่เปลี่ยนไปของเออร์วิน เพราะเป็นธรรมดาที่คนปกติจะเมินเฉยความรู้สึกของคนที่ตนกำลังลงมือฆ่า ดาบที่เคลือบไปด้วยสีแดงพุ่งลงมาที่กลางหลังของเอ็นวี่ แต่เสี้ยววินาทีที่ดาบเล่มนั้นกำลังปักลงที่กลางหลังกลับมีอะไรบางอย่างพุ่งเข้ามากระแทกคนในชุดเกราะจนกระเด็นไปหลายสิบเมตรก่อนจะกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งถึงหยุดได้ เขายันตัวเองให้ลุกขึ้นยืนช้าๆ รู้สึกระบมไปทั่วร่างก่อนจะหันไปมองเพื่อดูว่าใครเป็นคนทำลายงานของเขา กลับพบเห็นชายคนหนึ่งที่มีปีกอยู่ที่หลังซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นคนที่ซึ่งจากไปในตอนแรกนั่นเอง ชายในชุดเกราะรู้สึกยินดีที่คนนี้กลับมาเพราะนั่นหมายถึงเงินรางวัลถึง 25 เหรียญทองนั่นเอง

            “ริค!”

            เอ็นวี่ร้องออกมาอย่างดีใจแต่ริคกลับไม่ตอบเพียงแค่ทอดสายตามองทุกคนในบริเวณก่อนจะถามว่า

            “ดูท่าคนพวกนี้จะตึงมือเจ้าน่าดูสินะเอ็นวี่”

            เอ็นวี่ที่ได้แต่นิ่งเงียบไปพูดอะไรริคจึงกล่าวว่า

            “จะซึมไปทำไมเจ้าน่ะไม่ได้ไร้พลังเหมือนแต่ก่อนแล้วนะแม้จะมีสภาพเช่นนี้แต่ตัวเจ้าในตอนนี้ก็มีพลังพอที่จะรับมือคนพวกนี้ได้ด้วยตัวคนเดียวได้เจ้าควรจะภูมิใจนะ”

            ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของเอ็นวี่ก็กลับคืนสู่ความมีชีวิตชีวาอีกครั้ง

            ‘นั่นสินะเราไม่ได้ไร้พลังอีกแล้วตอนนี้เรามีพลังแล้วและจะไม่มีวันกลับไปเจอเรื่องแบบนั้นอีก’ เอ็นวี่บอกกับตัวเองในใจพร้อกับจะนึกถึงเรื่องในอดีตบางอย่างแล้วรีบดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพยายามบิดตัวเพื่อให้หลุดพ้นจากพันธนาการของโซ่อีกครั้ง ซึ่งคราวนี้มีริคคุมเชิงอยู่ใกล้ๆ

            แต่แล้วชายในชุดเกราะก็พุ่งกระโจนเข้าใส่ริคพร้อมเงื้อดาบขึ้นริคกลับไม่ขยับไปไหนแต่ปีกของเขาพองตัวขึ้นแล้วห่าฝนจากปากเขาก็พุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายทันที

            ม่านตาของชายในชุดเกราะหดเล็กลงแต่เพราะอยู่กลางอากศทำให้เขาไม่สามารถทำอะไรได้ ห่าฝนเหล่านั้นพุ่งเข้าใส่เขาจนกระเด็นกลับหลังไปที่ต้นไม้ต้นเดิม เกราะของเขาถูกปักตรึงจนมีสภาพไม่ต่างจากเม่น แต่ว่ายังนับเป็นเรื่องดีที่ด้วยชุดเกราะของเขาทำให้สิ่งเหล่านี้ปักเข้ามาไม่ถึงตัวเขา

            “ชุดเกราะที่ดี”

            ริคพูดขึ้นก่อนจะถูกใครบางคนซัดเข้าที่กลางหลังโดยไม่ทันตั้งตัว การโจมตีนั้นหนักหน่วงและรุนแรงแต่ริคกลับเซไปข้างหน้าเพียงแค่ไม่กี่ก้าวก็ตั้งหลักได้ แต่เมื่อเขาหันหลังกลับไปมองก็ต้องตาเบิกโพลงทันที เพราะสิ่งที่เขาเห็นนั้นเหมือนเป็นเหล็กกล้าที่ถูกหลอมจนมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ที่มีร่างกายกำยำ ไม่เพียงแค่ริคแม้แต่สตรีที่ถือไม้คทากับชายในชุดเกราะก็ไม่ต่างกัน คล้ายกับว่าพวกเขาได้เห็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อเป็นครั้งแรก มนุษย์เหล็กกล้าพูดด้วยน้ำเสียงของแกเร็ทว่า

            “อ้าว! แทบไม่กระเทือนเลยรึนี่ก็อุตส่าซัดไปเต็มแรงแล้วนะ” ก่อนที่จะยิ้มแล้วพูดว่า “แต่ก็ช่างเถอะเพราะถึงยังไงแกก็ไม่รอดไปอยู่ดีเพราะค่าหัวของแกข้าจะรับเอาไว้เอง”

            พูดจบเขาก็พุ่งเข้าใส่ริคทันที


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน