มหากาพย์ดาบอนันต์มนตรา ภาค : โลกมนตรากฤตยา (มี E-Book)

ตอนที่ 92 คนทรงกษาปณ์เมษอีกคน (1)

“พวกเราควรทำอย่างไรต่อดี? ฝ่าบาท” เจ้ากรมกลาโหมเดินเข้ามาหาพระราชาหลังเรือบินรบทุกลำลงจอด



เมื่อไร้ซึ่งผู้นำในการรบและสูญเสียกำลังพลไปเป็นจำนวนมาก เหล่าทหารในกองทัพศิขาที่เหลือต่างก็ยอมจำนน ตอนนี้ทหารธาราได้เข้าควบคุมกองกำลังที่เหลือทั้งหมดของศิขาที่มาเข้าทำศึกที่ชายแดนกับพวกเขา



เมื่อกุนซือมารยังหนีไป มิหนำซ้ำจอมพลก็ยังมาไม่ถึง เหล่าแม่ทัพหลักที่มากันสองคนก็ได้ตายไปแล้ว ที่จะเหลือก็คงมีแค่เพียงขุนพลคุมขังที่อาจยังพอเป็นผู้นำทัพได้ แต่ด้วยกำลังพลที่เหลืออันน้อยนิดเมื่อเทียบกับกองธาราที่ยังดูสมบูรณ์ แถมยังเป็นธาตุที่แพ้ทางอีก จึงไม่แปลกที่เขาจะทิ้งทัพและหนีไปตัวคนเดียว



อย่างไรก็ตามเขาก็ไปได้ไม่ไกลก่อนจะถูกกองทหารมาร์จาของธาราไล่ตามทัน เมื่อจนมุมเขาก็เลือกที่ปลิดชีพตัวเองเพื่อหนีความอัปยศที่พ่ายแพ้ไป



“มีใครติดต่อเรื่องลูกธารารินทร์เข้ามาบ้างแล้วหรือยัง?” พระราชาถามออกไปโดยไม่ได้ระบุว่าถามใคร เขาเพียงต้องการใครสักคนที่สามารถตอบคำถามเรื่องนี้เขาได้



“ยังไม่ได้ข่าวเลย ฝ่าบาท” ทันใดนั้นก็มีใครบางคนแสดงตัวออกมาเพื่อตอบคำถามขององค์ราชา



สีหน้าพระราชาหม่นหมอง ตามแผนแล้วลูกสาวของเขาควรจะมาถึงยังเมืองชายแดนเมืองใดเมืองหนึ่งแล้ว หรืออย่างน้อยหนึ่งดิเรกก็ควรจะติดต่ออะไรกลับมาบ้าง หากเป็นไปตามแผน เพราะตัวเขาเองก็พอทราบแผนมาคร่าว ๆ บ้างแล้วว่าดิเรกจะเป็นกลุ่มที่ช่วยพาปลายฝนกลับมา ส่วนดารินนั้นแยกเป็นอีกทีม แม้เขาไม่ได้สนใจนักแต่ก็ควรมีการติดต่อมาเพื่อบอกความคืบหน้าบ้าง



อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นอานนท์เคลื่อนไหวเช่นนี้ ใจของเขาก็เริ่มเป็นกังวลขึ้นมาตั้งแต่เห็นเขาแล้ว หากทุกอย่างราบรื่น อานนท์ก็คงจะไม่เคลื่อนไหวอย่างที่เขาได้ประกาศไปแล้ว แม้การเข้าร่วมของอานนท์จะเป็นสิ่งที่ดี จะเป็นสิ่งที่การันตีว่าลูกสาวของเขาจะปลอดภัย แต่พระราชาก็อยากไม่ให้มีอะไรผิดพลาดเช่นนี้เกิดขึ้นเลยมากกว่า



เมื่อไม่มีข่าวคราวก็ต้องไปหาข่าวถึงที่ ถึงรออยู่ที่นี่หรือกลับไปยังพระราชวังก็ไม่มีทางรู้ว่าลูกสาวของเขาเป็นตายไรดีเช่นไร ไม่มีใครจะช่วยชีวิตลูกสาวของเขาได้ดีไปกว่าเขาลงมือเอง



เมื่อคิดได้เช่นนั้น พระราชาก็ออกคำสั่ง “แบ่งกำลังเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกพาคนเจ็บและคุมตัวเชลยกลับยังเมืองก่อน”



ทุกคนกำลังฟังการแจกแจงงานจากพระราชาอย่างใจจดใจจ่อ โดยเฉพาะกลุ่มสุดท้าย แม้พอจะคาดเดาคำตอบได้ แต่ทุกคนก็ยังอยากได้ยินมันออกมาจากพระราชาของพวกเขา



“อีกกลุ่ม บุกอาณาจักรพร้อมกับฉัน พวกเราจะไปรับตัวเจ้าหญิงธารารินทร์กลับบ้านกัน” พร้อมกับเสียงพระราชาที่ประกาศออกมาอันดังก้อง เสียงไชโยโห่ร้องตีมือดังไปทั่วจนสะเทือนฟ้าและแผ่นดิน




“ปล่อยเจ้าหญิงนะ” ดิเรกตะโกนออกมาพร้อมกับเรียกดาบเวทมนตร์ประจำตัวออกมาตั้งท่าพร้อมสู้



“แกก็เป็นพวกของเจ้ากระจอกนั่นสินะ” จอมพละกำลังพูดถึงเทพไท แค่นึกถึงเขาก็รู้สึกสมเพชขึ้นมาชอบกล เขาไม่คาดคิดเลยว่าอาณาจักรธาราจะส่งคนที่กระจอกขนาดนั้นมาเพื่อช่วยเจ้าหญิงคนสำคัญออกไป



เมื่อได้ยินคำว่าเจ้ากระจอก ดิเรกและธัญญ่ารู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายหมายถึงใคร จะบอกว่าเทพไทกระจอกเสียทีเดียวก็ดูจะน่าสงสารเกินไป เพราะอย่างไรเสียเขาก็เป็นสายตรวจจับ มันยากอยู่แล้วที่เขาจะต่อสู้กับผู้อื่นที่เป็นสายโจมตีอย่างสายจู่โจมและสายมหาเวท ต้องบอกว่าเทพไทนั้นช่ำชองในสายของตัวเองดีกว่า แม้มันจะนำมาเพื่อใช้ในการต่อสู้ไม่ค่อยได้ก็เถอะ แต่สายตรวจจับก็สำคัญเสมอต่อทีม



ดิเรกไม่สนใจที่จะแก้ตัวแทนเทพไท สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการช่วยเจ้าหญิงของเขา



“ข้าคือองครักษ์ ข้ามาเพื่อขอรับตัวเจ้าหญิงธารารินทร์แห่งอาณาจักรธารากลับ” ดิเรกประกาศตัวตนออกมาโดยไม่สนใจใครจะคิดอย่างไรอีกแล้ว



“เป็นเพื่อนร่วมงานของธัญญ่าสินะ” จอมพลพยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วพูดต่อว่า “แต่ขอโทษด้วย ฉันยังต้องใช้เจ้าหญิงของนายอยู่ เพราะฉะนั้นฉันยังคืนให้นายกลับไปไม่ได้”



ทันใดนั้นขุนพลล้างผลาญก็กระโดดมากั้นขวางระหว่างดิเรกกับจอมพลของเธอพร้อมหันดาบใส่ดิเรกทันที



“แม่ ตาสว่างเสียทีเถอะ ฉันขอร้อง” ธัญญาตอบสนองทันทีกับท่าทีของแม่ของเธอ “เขามีอะไรที่คุณต้องกลัวเขานักหนา ฉันไม่เข้าใจคุณเลย”



“เพราะท่านจอมพลแข็งแกร่งกว่าฉัน...”

คล้ายกับเรื่องมหากาพย์ดาบอนันต์มนตรา ภาค : โลกมนตรากฤตยา (มี E-Book) ที่คุณอ่าน