ตอนที่ 105 สอนหนังสือ
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมื่อเห็นว่านักเรียนของตนเองมีสติปัญญาเพียงแค่นี้ เมอร์ลินจึงพยายามทำใจให้เย็นลง
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกและเอ่ย “เอาล่ะ ฉันจะสอนนายตั้งแต่ต้นก็ได้ ถ้านายไม่ตั้งใจเรียน นายโดนฉันแน่”
เมอร์ลินถลึงตาใส่เคลบี้
นั่นทำให้เคลบี้ได้แต่ยิ้มแหย่ๆ
“โอเคฉันจะเชื่อฟังนาย” เคลบี้เอ่ยอย่างจนใจ เขาไม่คิดว่าจะมีวันนี้ ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะมาก้มหัวให้กับเด็กน้อยที่อายุสิบขวบ
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังนับถือน้ำใจของเด็กน้อย แม้ช่วงวัยของพวกเขาจะต่างกันมาก แต่ความจริงใจที่เมอร์ลินมีให้กลับทำให้เคลบี้สัมผัสถึงมันได้อย่างชัดเจน
หลังจากที่ได้พูดคุยกับเมอร์ลิน ด้วยวุฒิภาวะของเด็กน้อยทำให้เขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายเป็นแค่เด็กเลยแม้แต่น้อย
“ดี ถ้าอย่างนั้นเวลาที่พวกเราว่างตรงกันนายก็มาติวกับฉัน ฉันจะมาติวให้นายที่นี่” เมอร์ลินกล่าวก่อนจะเริ่มสอนเคลบี้อย่างจริงจัง
ครั้งนี้เมอร์ลินได้อธิบายถึงอักขระรูนแต่ละตัว ด้วยหนังสือมากมายที่เขาอ่านย่อมรู้เรื่องราวพวกนี้เป็นอย่างดี
รูนแต่ละตัวนั้นมีประวัติความเป็นมาอย่างชัดเจน ชื่อแต่ละชื่อล้วนสื่อความหมายถึงคุณลักษณะของรูนนั้นๆ อีกทั้งชื่อของมันยังอ้างอิงมาจากภาษาเวทมนตร์โบราณ
อย่างที่รู้กันว่าเวทมนตร์โบราณกับเวทมนตร์ยุคใหม่นั้นต่างกัน สำหรับเวทมนตร์โบราณพวกเขาจะต้องทำการร่ายเวทถึงจะใช้เวทมนตร์ออกมาได้ ส่วนเวทมนตร์ยุคใหม่พวกเขาได้ทำการจารึกเวทลงไปในวงเวทโดยตรง ทำให้สามารถใช้เวทออกมาโดยไม่ต้องมีคำร่าย
นอกจากนี้นักเวทยุคใหม่สามารถใช้เวทมนตร์โบราณได้เช่นกัน แน่นอนว่าต้องทำโดยพิธีโบราณนั่นคือพึ่งพิงคำร่ายเวท ทว่าผู้ที่จะสามารถถ่ายทอดเวทโบราณเหล่านี้แทบไม่มีเหลืออยู่แล้ว คนที่จะคิดใช้เวทโบราณแบบส่งๆ ย่อมต้องรับกับผลสะท้อนกลับของการใช้เวทที่รุนแรง อีกทั้งโอกาสที่จะร่ายเวทได้สำเร็จยังมีน้อยมาก
ข้อเสียของการใช้เวทโบราณนั้นมีอยู่มากมาย อีกทั้งยังส่งผลต่อสุขภาพของผู้ใช้โดยตรง เพราะเหตุนี้เวทโบราณจึงถูกทิ้งและหาผู้ที่สืบทอดได้ยากมาก
เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่แผ่นดินเวทมนตร์แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นด้วยซ้ำ นั่นทำให้หลายหมื่นปีมานี้คนที่ใช้เวทโบราณแทบจะหายสาปสูญไปจากมหาทวีปแห่งนี้
แต่ถึงอย่างนั้นเวทโบราณก็ยังพอมีเก็บรักษาที่สภาเวทมนตร์อยู่ มันกลายเป็นอนุสรณ์สถานประวัติศาสตร์ของเวทมนตร์
เมอร์ลินเริ่มสอนเคลบี้ตั้งแต่ต้นอย่างใจเย็น เขาใช้คำพูดที่ทำให้เคลบี้เข้าใจได้ง่าย
อย่างอักขระรูนบาเอลที่เป็นอักขระรูนลำดับแรก เขาก็ยังเล่าถึงประวัติของมันและสร้างเรื่องราวให้จำได้ง่าย
บาเอลนั้นถูกเรียกตามชื่อพระเจ้าแห่งการเจริญเติบโตในเรื่องเล่าโบราณ ก่อนที่ศาสนจักรจะถูกเผยแพร่
คนโบราณเมื่อพบกับปรากฎการณ์ใดๆ พวกเขาจะอธิบายเรื่องราวเหล่านั้นเป็นการกระทำของพระเจ้า ดังนั้นยุคโบราณจึงมีพระเจ้าอยู่หลายพระองค์ ซึ่งบาเอลเป็นหนึ่งในนั้น ก่อนที่ศาสนจักรจะเผยแพร่เข้ามาซึ่งบังคับให้ผู้คนนับถือพระเจ้าพระองค์เดียว
พระเจ้าในยุคโบราณจึงกลายเป็นปีศาจร้าย แต่ถึงอย่างนั้นบาเอลก็ยังถูกเล่าว่าเป็นผู้ที่สรรสร้างการเจริญเติบโตสมกับเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นอักขระรูนตัวแรกให้หมู่อักขระรูนทั้ง 108 ตัว
นอกจากนี้เมอร์ลินยังยกตัวอย่างอธิบายการใช้อักขระรูนบาเอล
เคลบี้ที่นั่งฟังข้างๆ ดวงตาของเขาพลันเป็นประกายขึ้นมา
“ว้าว อักขระรูนตัวนี้เจ๋งมาก มันทำได้ถึงขนาดนี้เชียวหรอ?”
เมอร์ลินเหลือกตาขึ้นแล้วเอ่ย “นายช่วยนั่งฟังอย่างเงียบๆ ได้ไหม! หรือถ้านายอยากจะพูดอะไรฉันอยากได้ยินมันเป็นคำถามมากกว่า”
เคลบี้ยกมือทั้งสองข้างขึ้นอย่างยอมจำนน
“โอเค โอเค ฉันยอมแล้ว ต่อไปฉันจะถามแต่คำถามที่ไม่เข้าใจเท่านั้น”
“ดีมาก”
เมอร์ลินเริ่มอธิบายอักขระรูนตัวอื่นๆ ต่อ
ท่าทางของเคลบี้กลายเป็นกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก เขานั่งฟังเมอร์ลินพูดราวกับกำลังนั่งฟังนิยายที่ชื่นชอบตอนเด็กๆ
‘ทำไมอาจารย์ที่เคยสอนฉันถึงไม่ได้สอนสนุกแบบนี้ ถ้าสอนได้อย่างเจ้าหนูนี่ฉันคงจะตั้งใจเรียนทุกวันเลย’ เคลบี้อดที่จะคิดในใจไม่ได้
“จดด้วย! ถ้านายไม่จดนายก็จะลืม นายต้องรู้ไว้ว่าข้อมูลที่ฉันพูดฉันนำมาจากหนังสือหลายเล่ม ถ้านายต้องการอ่านให้ได้อย่างที่ฉันพูด นายต้องอ่านหนังสือประเภทเดียวกันมากกว่าสิบเล่ม” เมอร์ลินกล่าวเสียงเข้ม
“โอเค ฉันแค่ลืมตัวไปเท่านั้น ฉันจะจดมันแล้ว” เคลบี้รีบจดสิ่งที่เมอร์ลินพูดลงในสมุดทันที
‘เสียดายที่เจ้าหนูนี่ดุไปหน่อย ทั้งๆ ที่สอนหนังสือได้สนุกขนาดนี้แท้ๆ’ เคลบี้ลอบบ่นในใจ
ทว่าจู่ๆ เมอร์ลินก็กล่าวขึ้น
“อย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้ว่านายนินทาฉันในใจ”
เคลบี้หน้าแดงขึ้นมาทันทีแล้วรีบเอ่ย “ฉันเปล่านะ!”
“ถ้าอย่างนั้นนายก็มีสมาธิซะ อย่าคิดวอกแวก”
“ฉันรู้แล้วน่า” เคลบี้กล่าวอย่างหน้าบึ้ง
เมอร์ลินใช้เวลาสอนเคลบี้ไปจนถึงช่วงเย็น กว่าเคลบี้จะรู้ตัวเขาก็ลืมไปแล้วว่าบ่ายนี้เขายังมีเรียนอีกวิชาหนึ่ง แล้วเขาก็โดดเรียนวิชานั้นไปแล้ว
“ทำไมนายไม่เตือนฉัน” เมอร์ลินกล่าวด้วยสีหน้าขมวดคิ้วมุ่น
“ฉันเองก็ลืมไปเหมือนกัน แต่ช่างเถอะแค่โดดเรียนคาบเดียวเอง อีกอย่างฉันว่าวันนี้ฉันได้ความรู้มากกว่าที่เรียนมาสามปีซะอีก” เคลบี้ยิ้มและกอดอกอย่างภูมิใจ
“แต่นี่มันควรเป็นความรู้ตั้งแต่ที่นายเรียนโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นสูงนะ”
“เถอะน่า เมอร์ลินนายอย่าจู้จี้ขี้บ่นนักเลย เป็นเด็กเป็นเล็กแท้ๆ”
“เคลบี้! นี่นายไม่ขอบคุณฉันแล้วยังกล้ามาว่าฉันอีกหรอ?” เมอร์ลินตีหน้าขึงขังใส่
“โอเค โอเค ฉันขอบคุณนายมาก เอาเป็นว่าเย็นนี้ฉันจะเลี้ยงข้าวนายเอง ว่าแต่นายอยู่หอพักไหนล่ะ ฉันจะเดินไปส่งนายเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกไปกินข้างนอกกัน” เคลบี้เอ่ยชวน ยังคงคนตรงหน้านี้ก็ยังเป็นเด็ก เขาที่เป็นนักเวทสามวงเวทย่อมต้องทำการดูแลซึ่งเป็นเรื่องที่สมควร
“ฉันไม่ได้อยู่หอพัก แต่พักอยู่บ้านพักข้างนอก” เมอร์ลินกล่าว
“อ้าว งั้นหรอ ... ไม่เป็นไร งั้นเดี๋ยวฉันออกไปส่งนายเลยแล้วกันจะได้ไปเลี้ยงข้าวข้างนอกเลยทีเดียว”
“เดี๋ยวจะมีคนมารับฉันอยู่แล้ว”
“งั้นดีเลย ก็ไปด้วยกันทั้งหมดเลย ฉันยังไงก็ได้อยู่แล้ว”
“โอเค โอเค ตามใจนายแล้วกัน เดี๋ยวฉันติดต่อคนของฉันก่อน” เมอร์ลินกล่าวอย่างจนใจ
ความจริงเขาสามารถปฏิเสธชายคนนี้ไปก็ได้ แต่ในเมื่อเคลบี้อยากเป็นเพื่อนกับเขา
เพื่อนคนแรกในดินแดนเวทมนตร์แห่งนี้
เมอร์ลินจึงไม่อาจปฏิเสธความหวังดีของอีกฝ่ายได้