ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    บทที่ 58 วอลซ์


               หุ้นปั่น คือ หุ้นที่ราคาของหุ้นไม่ได้เป็นไปตามกลไกของตลาด หรือธุรกิจของหุ้น แต่ราคาขึ้นลงเป็นไปตาม ’กลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง’ ที่มีจำนวนหุ้นกับเงินมากพอจะกำหนดราคาหุ้นให้ขึ้นลง และคนกลุ่มนี้มีเป้าหมายเพื่อจะปั่นราคาหุ้นให้ขึ้นไปสูง ๆ เพื่อขายหุ้นที่ตัวเองมีออกไปเอากำไร


               หุ้นปั่นในตลาดหุ้นแต่ก่อนมักปั่นจากหุ้นที่มีกิจการไม่ค่อยดีกำไรน้อย หรือขาดทุน แต่ราคาหุ้นก็พุ่งขึ้นลงรุนแรงได้โดยไม่สนใจกิจการของบริษัทซักเท่าไหร่ ส่วนคนเข้ามาเล่นเก็งกำไรก็อาจจะไม่สนใจกิจการของหุ้น สนใจแต่จะซื้อหุ้นเพื่อรอให้คนมาซื้อต่อในราคาที่สูงขึ้น


                แต่ภายหลังการปั่นหุ้นก็มีการพัฒนาขึ้น การจะปั่นหุ้นแต่บริษัทห่วย ๆ ที่ขาดทุนเริ่มจะหลอกแมลงเม่ารุ่นใหม่ไม่ได้แล้ว จึงพัฒนามาสู่การปั่นหุ้นของบริษัทที่มีพื้นฐาน มีกิจการที่ดีรองรับ และมี’ สตอรี่’


               โดยการปั่นให้ราคาหุ้นบริษัทนั้นพุ่งขึ้นไปสูงกว่ามูลค่าของกิจการที่ควรจะเป็นไปมาก



    ---------------------------------


               ณรัชต์นั่งรถสองแถวมากับเต้และเพื่อนร่วมห้องอีกคนที่เป็นคู่ลีลาศของเต้

               ที่ต้องมาด้วยกันก็เพราะเขาไม่รู้จักทางไปบ้านของส้ม และต่อให้บอกทางไว้ก็คงไปไม่ถูกอยู่ดีเพราะเขาไม่ใช่คนในตัวจังหวัด หลายพื้นที่เขาก็เลยไม่ได้รู้จักไปไม่ถูก ซึ่งต่างกับเต้ที่บ้านอยู่ในตัวเมือง


               นั่งรถเกือบถึงเส้นรอบเมืองเต้ก็กดกริ่ง พาพวกเขาลงจากรถสองแถว เดินเลยป้ายไปเพียงนิดเดียวพวกเขาก็เห็นรั้วสีขาวยาวเหยียด ต้องเดินไปอีกกว่าจะเจอประตูของบ้าน


               “โห รั้วยาวชิบ บ้านใหญ่ด้วย ที่บ้านส้มเขาทำอะไรเต้” เพื่อนร่วมห้องคู่ลีลาศของเต้เอ่ยปากถาม


                “บ้านกำนันพลไง เห็นนามสกุลส้มแล้วไม่คุ้นเหรอ” เต้ตอบพร้อมกดกริ่งที่ประตูเล็กหน้าบ้าน


                ชื่อที่เต้กล่าวถึงคือนักการเมืองท้องถิ่นชื่อดังที่มีธุรกิจมากมายในจังหวัดและตอนนี้ก็มีตำแหน่งเป็น สจ. สมาชิกสภาจังหวัดอยู่ แต่ชาวบ้านทั่วไปยังเรียกชื่อด้วยตำแหน่งเดิม


                 กดกริ่งไปครู่เดียวก็มีแม่บ้านมาเปิดประตู แล้วพาพวกเขาไปที่ศาลาขนาดใหญ่ใต้ร่มไม้ข้างบ้านหลังใหญ่ ใหญ่มาก

                 เดินมาถึงศาลาใหญ่ที่คาดว่าน่าจะสร้างไว้เผื่อเป็นที่ประชุมพูดคุยของเหล่าหัวคะแนนของเจ้าของบ้าน ณรัชต์ก็มองเห็นเพื่อนร่วมห้องที่มากันแล้วสิบกว่าคน กำลังนั่งกินขนมและคุยกันโขมงโฉงเฉงอยู่


                 การนัดซ้อมลีลาศวันนี้ดูเหมือนผู้หญิงห้องเขาจะมากันเกือบหมดพร้อมคู่ลีลาศฝ่ายผู้ชายที่ถูกบังคับให้ต้องมาซ้อมด้วย วันนี้จึงน่าจะมีคนมากันเกือบครึ่งห้อง

                 เดินเข้ามาในศาลาเขากับเต้ก็ทักทายกับลูกสาวเจ้าของบ้านและเพื่อนร่วมห้องที่มาถึงก่อน


                กลุ่มผู้ชายดูเหมือนจะนั่งกันเซ็ง ๆ รอคนที่ยังมากันไม่ครบ

                ด้วยยังไม่ถึงเวลานัด ดังนั้นเต้จึงถือโอกาสชวนกลุ่มผู้ชายเล่นบาสฯ กันฆ่าเวลาระหว่างรอ เพราะเห็นที่ข้างศาลาหน้าลานจอดรถนั้นมีแป้นบาสเคลื่อนที่ตั้งอยู่


                “ส้ม มีลูกบาสฯ ป่ะ ยืมมาเล่นหน่อย” เต้เดินไปถามเจ้าบ้าน


                “น่าจะวาง ๆ อยู่ในโรงรถนั่นล่ะ” ส้มเงยหน้าจากวงเม้าท์มอยชี้มือไปทางโรงรถหน้าลานแป้นบาสฯ


                ณรัชต์กับเพื่อนเล่นบาสฯ กันอยู่ราวครึ่งชั่วโมง คนก็ทยอยมากันจนครบ


                พอคนมากันครบแล้ว ก็มีการเรียกกันมารวมตัว ใช้ลานข้างศาลาที่พวกเขาเล่นบาสฯ นั่นล่ะ เป็นลานซ้อมลีลาศกันเพราะเป็นพื้นที่กว้าง และมีเงาของบ้านหลังใหญ่บังไว้ทำให้ไม่โดนแดด

                 และในกิจกรรมนี้นอกจากเจ้าของบ้านแล้ว หัวหน้าห้องสาวแว่นก็เป็นผู้นำกลุ่มเพื่อนๆ อีกเช่นเคย


                 หลังจากเตรียมเครื่องเล่นเทป และเทปเพลงลีลาสจังหวะวอลว์ที่อัดมาจากเทปของอาจารย์ หัวหน้าห้องที่ยืนอยู่ด้านหน้าเพื่อนร่วมห้องก็กล่าวขึ้น


                 “คาบที่อาจารย์พาซ้อมวอลซ์ ฝั่งผู้ชายมีใครพอเป็นแล้วมั่ง เดี๋ยวมาสาธิตให้เพื่อนดูก่อน”


                 หัวหน้าห้องหันมาถามกลุ่มผู้ชาย เพราะจังหวะวอลซ์เป็นจังหวะที่การก้าวขาทำให้คนหัดใหม่ ก้าวขาเหยียบเท้ากันได้ง่ายมาก หัวหน้าห้องจึงอยากหาคนที่คล่องหน่อยมาเต้นคู่สาธิต

                 กลุ่มผู้ชายมองหน้ากันไปมา

                 ก็นะ...ผู้ชายใครมันจะไปสนใจจำเรื่องพวกนี้ล่ะ ต่างเอาสมองไปจำพวกสูตรเกมพวกรายชื่อนักฟุตบอลกันหมด


                 หัวหน้าห้องไม่เห็นใครกลุ่มผู้ชายตอบรับ จึงมองมาทางณรัชต์


                 “นะ เต้นได้ใช่ไหม” สาวแว่นถาม เขาพยักหน้ารับก่อนก้าวออกไปข้างหน้า


                “นะ โดดคาบเรียนวอลซ์นี่” ส้มเอ่ยปากพร้อมขมวดคิ้วสงสัย


                 เขายักไหล่ ไม่ตอบ


                หลังจากนั้นหัวหน้าห้องก็เกริ่นบอกหลักการคร่าว ๆ กับการนับจังหวะก้าวขาของวอลซ์ให้เพื่อนร่วมห้องฟัง ก่อนหันมาทางคู่สาธิต

     

               ณรัชต์โค้งให้ตามธรรมเนียม ก่อนยื่นมือซ้ายออกไปจับมือขวาของสาวแว่นที่ยื่นมาให้หลังจากถอนสายบัวตอบ


                เพื่อนอีกคนก็เริ่มเปิดเครื่องเล่นเทป เพลงประกอบจังหวะวอลซ์ที่อาจารย์จะใช้ประกอบการสอบลีลาศก็ดังออกมา


                ลีลาศจังหวะวอลซ์อันที่จริงก็ไม่อยากหรอก เพียงแค่จำจังหวะก้าวเท้าที่มีอยู่ได้ หลังจากนั้นก็ไปได้ลื่น ๆ ตามจังหวะเพลง แต่คงเพราะเพลงนี้คู่เต้นต้องชิดกันมากกว่าเพลงอื่น คนหัดใหม่ จึงมัวแต่ระวังจะเหยียบเท้าคู่เต้นมากไปหน่อยจนเสียสมาธิ

                และหนุ่มสาว ส่วนใหญ่ แรก ๆ ก็จะเกร็งกันด้วยล่ะนะ เพราะนอกจากต้องกุมมือกันแล้ว ฝ่ายหญิงยังต้องวางมืออีกข้างบนไหล่ของฝ่ายชาย ส่วนฝ่ายก็ต้องวางมือแตะเอวของฝ่ายหญิงกึ่งๆ โอบ

                กับวัยรุ่นที่แค่ได้จับมือสาวยังเหงื่อแตก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการได้กึ่ง ๆ โอบเพื่อนผู้หญิงจะทำให้เพื่อนผู้ชายของห้องเขาตื่นเต้นและพากันเกร็งขนาดไหน


                หลังจากณรัชต์กับหัวหน้าห้องสาธิตให้เพื่อนร่วมห้องดูกันเสร็จแล้วก็เป็นการจับคู่ซ้อมตามคู่ของตัวเอง โดยมีแม่บ้านมาเป็นคนมาช่วยเปิดปิดเครื่องเล่นเทปให้


                ณรัชต์โค้งให้ส้ม คู่ลีลาศของเขาก่อนจับมือและโอบเอวตามลำดับ


                ขณะเต้นเขาก็พยายามให้จังหวะพร้อมกำกับการก้าวขาของคู่เต้นอย่างละเอียดเพื่อสวัสดิภาพของปลายเท้าเขาเองไม่ให้โดยเหยียบ ระหว่างกำลังซ้อมลีลาศกันอยู่ก็มีรถเบนซ์สีดำคันใหญ่แล่นเข้ามาจอดที่โรงรถใกล้ ๆ ลานที่พวกเขากำลังซ้อม


                “หมุน”


                ณรัชต์ให้จังหวะแล้วยกมือขึ้นสูงเหนือหัวให้คู่เต้นหมุนตัว ส้มหมุนตัวแล้วเสียจังหวะเซมาพิง ทำให้เขาต้องปล่อยมือที่ยกสูงมาแตะเอวอีกข้างเพื่อรับตัวเพื่อนไว้ไม่ให้ล้ม


                ภาพที่เห็นสำหรับคนที่เพิ่งลงจากรถ จึงกลายเป็นเหมือนณรัชต์กำลังโอบเอวทั้งสองข้างของส้มที่กำลังยืนพิงอกเขาอยู่

                คนที่ลงจากรถหลังจากเห็นภาพนี้ก็เดินตรงเข้ามาลานที่กำลังซ้อมลีลาศ


                เมื่อเห็นผู้ใหญ่เดินเข้ามากลุ่มผู้หญิงห้องเขาก็หยุดซ้อมทยอยกันยกมือไหว้


                ณรัชต์มองไปที่คนมาใหม่ที่เดินเข้ามา ชายวัยกลางคนผิวเข้ม หน้าดุ เดินนำหน้าคนขับรถที่เปิดประตูให้และคนใส่ชุดซาฟารีที่มองด้วยสายตาก็รู้ว่าเป็นคนคุ้มกัน


                สายตาชายวัยกลางคนจ้องมาที่มือของเขาที่วางเกาะอยู่บนเอวของส้ม

                ณรัชต์รีบปล่อยมือออกจากเอว ก่อนยกมือไหว้ตามเพื่อนคนอื่น ๆ เพราะพอรู้ว่าผู้มาใหม่เป็นใคร

                กำนันพล ผู้กว้างขวางของจังหวัดเขา พ่อของส้ม


                คนมาใหม่มองไปที่เครื่องเล่นเทปที่กำลังเล่นเพลงลีลาศอยู่แล้วหันมาคุยกับลูกสาว


               “ซ้อมเต้นกันอยู่เหรอ”


               “ซ้อมลีลาศค่ะพ่อ” ส้มตอบ


               “อืม ตามสบายนะเด็ก ๆ ” พ่อของส้มพยักหน้าให้พวกเขาก่อนเดินกลับเข้าบ้านไปพร้อมลูกน้องทั้งสองคน


                เพื่อนผู้ชายห้องเขาพากันถอนหายใจอย่างโล่งอก กับการได้เจอกับผู้มีอิทธิพลของจังหวัดตัวเป็น ๆ ส่วนกลุ่มผู้หญิงไม่รู้สึกอะไร น่าจะเพราะเคยมาที่บ้านส้มหลายครั้ง

                หลังจากนั้นพวกเขาก็กลับมาซ้อมกันต่อ

                ณรัชต์มองไปที่เพื่อนรอบ ๆ ดูเหมือนหลังผ่านไปสองสามรอบของเพลงทุกคนก็เริ่มจะคล่องกันบ้างแล้ว


               “นะเรียนลีลาศมาเหรอ” คู่ลีลาศของเขาถามขึ้นหลังจากเห็นเขามองคู่อื่นๆ แต่ยังก้าวขาตามจังหวะได้อย่างสบายๆ


               “เฉพาะพวกจังหวะง่าย ๆ เท่านั้นล่ะ” เขาตอบขณะมองหัวหน้าห้องกำลังกำกับคู่ลีลาศอย่างเข้มงวด


               “พักก่อนจ๊ะเด็ก ๆ ไปทานข้าวกันก่อน” สาวสวยคนหนึ่งเดินมาบอกคณะพวกเขาที่กำลังซ้อมกันอยู่


                ณรัชต์มองเห็นกลุ่มเพื่อนสนิทของส้มยกมือไหว้พร้อมเรียกแม่ ทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายคือแม่ของส้ม ซึ่งดูจะหน้าอ่อนกว่าวัยมาก



                กลุ่มเพื่อนห้องเขาต่างพากันปฏิเสธด้วยความเกรงใจ แต่สุดท้ายก็ถูกต้อนให้ทยอยเข้าบ้านไปในที่สุด


               ห้องกินข้าวบ้านของส้มก็ใหญ่จนสามารถรองรับกลุ่มพวกเขาทั้งหมดยี่สิบกว่าคนได้สบาย ๆ เขาคิดว่าคงทำไว้รองรับคณะหัวคะแนนอีกเหมือนกัน

               การกินข้าวกลางวันมื้อนี้สำหรับผู้ชายห้องเขาคงไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ เพราะต่างไม่คุ้นเคยที่ต้องมานั่งกินบนโต๊ะอาหารที่ยาวเหยียดฝั่งละสิบกว่าคนแบบนี้

               และที่สำคัญเจ้าบ้านก็มานั่งกินด้วย ทำให้กลุ่มเพื่อนทโมนห้องเขาพากันนั่งอย่างสงบเสงี่ยมเรียบร้อย โดยฝั่งขวาของหัวโต๊ะเป็นผู้หญิงห้องเขาและเจ้าบ้านฝ่ายหญิง ส่วนฝั่งด้านซ้ายเป็นฝั่งผู้ชาย


               เพื่อนผู้ชายคนอื่น ๆ ไม่มีใครกล้านั่งใกล้หัวโต๊ะ สุดท้ายณรัชต์จึงถูกดันไปนั่งฝั่งซ้ายชิดหัวโต๊ะที่มีพ่อของส้มนั่งอยู่ โดยเต้นั่งถัดไปจากเขา


               “ตัก ๆ กันตามสบายเลยนะจ๊ะเด็ก ๆ” แม่ของส้มที่นั่งตรงข้ามกับเขาหันไปบอกเพื่อน ๆ ของลูกสาว


                กลุ่มผู้หญิงห้องเขาดูจะทานมื้อนี้กันตามสบายเพราะทานไปคุยกันเบา ๆ ไป น่าจะเพราะมาบ้านนี้บ่อยแล้ว แต่กลุ่มพวกผู้ชายต่างไม่เคยมาจึงพากันเกร็งไปหมด โดยเฉพาะณรัชต์รู้สึกเหมือนถูกเหลือบมองจากคนหัวโต๊ะ


                ระหว่างกำลังทานอาหาร เสียงโทรศัพท์มือถือจากคนหัวโต๊ะก็ดังขึ้นมา


               “อืม ว่าไงเรื่องหุ้น T อินดัสทรี น่ะ”


               พอมีเรื่องเกี่ยวกับหุ้นณรัชต์ก็อดหูผึ่งไม่ได้


               หลังจากเงี่ยหูฟังกำนันพลคุยโทรศัพท์ที่หัวโต๊ะ เขาก็สรุปได้เลา ๆ ว่าพ่อของเพื่อนสนใจจะซื้อหุ้นบริษัท T อินดัสทรี เพิ่มหลังจากหุ้นกำลังขึ้นมาอย่างร้อนแรง


               “เล่นหุ้นปั่นด้วยแฮะ” ณรัชต์พึมพำเบา ๆ ขณะกำลังตักแกงเขียวหวาน


               ตลาดหุ้นไม่ใช่ว่าจะมีแต่หุ้นของบริษัทดี ๆ มีหุ้นหลายตัวที่เป็นหุ้นของบริษัทที่ไม่ค่อยดีก็มาก บ้างขาดทุนเละเทะทุกปี แต่ผู้บริหารรวยเอา ๆ บ้างก็ธุรกิจไม่มีอะไรหวือหวา แต่ราคาหุ้นพุ่งกระฉูดไปหลายเท่าตัวจากการปั่นราคาก็มี


               ช่วงชีวิตที่แล้ว เพราะณรัชต์ลงทุนแบบเน้นคุณค่า ปกติแล้วเขาจึงไม่เฉียดไปใกล้พวกหุ้นเก็งกำไร หรือ หุ้นปั่นทั้งหลาย แม้จะรู้ว่าผลตอบแทนหุ้นพวกนั้นจะสูงแค่ไหนก็ตาม


               การซื้อสินทรัพย์ใด ๆ โดยหวังแต่ว่าจะมีคนมาซื้อต่อที่ราคาสูงกว่าเดิมโดยไม่สนพื้นฐานของกิจการ มีความเสี่ยงมากเกินไป ไม่ต่างกับการพนัน


                ส่วนบริษัท T อินดัสทรี เขารู้ว่าเป็นบริษัททำเหมืองแร่ เหมืองทอง ในช่วงชีวิตที่แล้วของเขา T อินดัสทรี ถือเป็นหนึ่งในหุ้นปั่นที่มีชื่อเสียงตัวหนึ่ง เพราะยังสามารถยืนยงอยู่ในตลาดหุ้นมาได้โดยไม่ถูกถอดออกจากตลาด


                 เขาได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ช่วงนี้ ดูเหมือนว่าเหมืองที่บริษัท T อินดัสทรี สัมปทานมาได้จะขุดได้ทองออกมา ทำให้ราคาหุ้นตอนนี้กำลังพุ่งอย่างร้อนแรง


                 พ่อของส้มดูเหมือนจะหูดีได้ยินณรัชต์พึมพำ จึงบอกให้ปลายสายถือสายรอ ก่อนจ้องมาที่ณรัชต์ พร้อมเอ่ยปากถามขึ้น


                “ทำไม T อินดัสทรีจะเป็นหุ้นปั่นล่ะ ตอนนี้บริษัทเขาก็มีข่าวออกมาชัดเจนว่าขุดได้ทองที่เหมืองจริง ๆ”


                “พบน่ะ พบจริงครับ แต่ราคาตอนนี้ล่ะ สูงเกินไปหรือเปล่า” เขาตั้งคำถามกลับ


                 “ปริมาณทองที่คาดว่าจะมีของเหมืองเท่าไหร่ สามารถขุดกันได้นานไหมกว่าจะหมด ถ้าปรากฏว่ามีทองน้อยล่ะครับ กำไรที่พุ่งขึ้นพรวดอยู่ปีเดียว หลังจากนั้นจะเป็นยังไง เพราะราคาก็ขึ้นจากบาทกว่า ๆ เป็นราคาสิบกว่าบาทแล้วในตอนนี้”


                  ณรัชต์รู้ว่าหุ้น T อินดัสทรี มักจะปั่นราคากันบ่อยๆ ประมาณว่าปั่นราคาไปรอบหนึ่ง เทขาย แล้วก็รอสักห้าหกปีจนคนลืม ก็กลับมาปั่นราคากันใหม่อีกรอบ วนไปเรื่อย ๆ

                  เพราะเป็นธุรกิจเหมืองแร่ จึงไม่ยากเลยที่จะหา'สตอรี่'มาปั่นราคาหุ้น


                 “และถ้าเกิดทองมีปริมาณขุดได้อยู่แค่ปีสองปีแล้วหมด ถ้าราคาหุ้นกลับไปบาทกว่าอีกเหมือนเดิม ถ้าซื้อตอนนี้นี่ขาดทุนเกิน 80 เปอเซ็นต์เลยนะครับ” เขาอธิบายเพิ่มเติม


                พ่อของส้มไม่ได้ถามเขาต่อแต่หันไปพูดกับโทรศัพท์ที่กำลังถือสายรอ


                “.... ยังไม่ต้องซื้อเพิ่ม คุณไปประเมินมาก่อนว่า ทองที่จะขุดได้ของเหมืองนี่จะมีปริมาณเท่าไหร่ หาตัวเลขกับวิเคราะห์มา แล้วมาบอกผมอีกที”


                “รู้เรื่องหุ้นด้วยเหรอ” หลังจากวางสายคนหัวโต๊ะก็หันมาถามณรัชต์พร้อมทานข้าวต่อไป


                “ศึกษาอยู่บ้างครับ แล้วก็มีพอร์ตหุ้นเล็ก ๆ อยู่” เขาตอบ


                “ห้าล้านเจ็ด นี่ไม่น่าจะเรียกว่าเล็กนะ” เต้พึมพำเสียงเบา แต่ก็ได้ยินกันทั้งโต๊ะเพราะความเงียบ


                ณรัชต์ยื่นขาไปเตะขาเต้ที่ใต้โต๊ะ ฐานปากมาก


                “อืม... คิดยังไงกับหุ้น T อินดัสทรี ตอนนี้” พ่อของส้มถามเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง


                “ตอนนี้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นมารับการตื่นทองกันสุด ๆ แล้ว ส่วนตัวมองว่าน่าจะเป็นจังหวะขายมากกว่าการซื้อเพิ่มครับ” ณรัชต์กล่าว


                 ยังไงก็ถือว่าเป็นพ่อของเพื่อนร่วมห้องเขา ณรัชต์ก็ไม่อยากให้ต้องมาขาดทุนไปกับหุ้นปั่นพวกนี้


                 พ่อของส้มพยักหน้า แล้วบอกให้กินข้าวกันต่อ


                ณรัชต์มองหน้าส้มที่นั่งอยู่เยื้องตรงข้ามกำลังยิ้มอย่างอารมณ์ดีด้วยความแปลกใจ


                หลังจากมื้อกลางวันพวกเขาก็ซ้อมกันต่ออีกสองรอบ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ

                ณรัชต์กับเต้และเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งก็ไปเล่นเกมกันต่อตามที่นัดกันไว้


                หุ้นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของเขาสัปดาห์นี้ดูเหมือนจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร



    -------------------------------

    Name : ณรัชต์

    Asset : เงินสดในบัญชีหุ้น 55,600 บาท

             : ตึกแถว 2 ห้อง ราคาปัจจุบัน 850,000 บาท

             : เงินสดในบัญชีธนาคาร 100,000 บาท

             - หุ้นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ จำนวน 76,000 หุ้น ราคาปัจจุบัน 170 บาท


    มูลค่าสินทรัพย์รวม : 55,600 + 850,000 + 100,000 + 12,920,000


                             = ปัจจุบัน 13,925,600 บาท



    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค ) ที่คุณอ่าน