เล็กน้ำ No.1

    ตอนที่ 53 พันธมิตร

    ชายขอบผืนป่าอาถรรพ์เเลลับกลืนวิญญาณ...

    " ท่านเดวิเเกนพวกเรารออยู่ที่นี่เป็นคืนที่สามเเล้ว เจ้าเฒ่าขี้งกนั่นคงไม่มาเเล้วหล่ะขอรับ "

    สมัมเม้มปากแหลม มันนั่งอยู่หน้ากองไฟที่รมควันท่อนขาหลังกระทิงป่าส่งกลิ่นหอมฟุ้ง สี่พักตร์จิตสิงที่นั่งอยู่ด้านข้างกำลังขะมักเขม่นโรยผงเครื่องเทศเลิศรสหลากสีสันลงไปไม่หยุดหย่อน

    อากาศยามค่ำคืนในป่าใหญ่ช่างเย็นเยียบชวนอึดอัดใจยิ่งนัก เมื่อมองออกไปรอบด้านท่ามกลางความมืดมิด สายตาหวาดระเเวงของเจ้าสุนัขปีศาจเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นต่อเงาสะท้อนวูบไหวจากเเนวเเมกไม้ประหลาดดึกดำบรรพ์ที่ขยับไหวคลุมเครือคล้ายกับภูตผีปีศาจร้ายเจ้าเเห่งรัตติกาลกำลังออกอาละวาด

    " คนที่ยอมตายเเต่ไม่มีวันผิดคำพูด เเกคิดว่ามันจะไม่มางั้นเรอะ ถ้าไม่ตกตายซะก่อนเจ้าขรัวเฒ่า ' เลื่อยเอื้อย ' ต้องมาเเน่นอน "

    " ถึงจะเป็นเเบบนั้น เเต่... "

    " หึหึ ไม่ทันขาดคำ "

    เดวิเเกนที่ยืนหันหลังให้กองไฟกำลังเอนหลังพิงกายกับต้นตะเเบกใหญ่ราวเจ็ดคนโอบ ไม่รู้ว่าสายตาเฉียบเเหลมเจิดจ้าดั่งดวงตะวันจันทรากำลังชะเง้อมองทิวเทือกเขาสุดสูงที่ทอดยาวเชื่อมต่อกันดั่งกระดูกสันหลังของพญานาคา หรือทะเลดาวพร่างพราวที่ทอประกายเเสงสุกใสเบื้องหลังทิวเขากันเเน่

    ครืน!

    " เลื่อยเอื้อยคาราวะท่านเดวิเเกน ต้องขออภัยที่ล่าช้าหมู้บ้านที่ข้าน้อยอาศัยอยู่ถูกนายทุนรุกล้ำพื้นที่ทำกิน สร้างความหวาดวิตกให้ลูกบ้านเป็นอย่างยิ่ง คนหนุ่มสาวหลายคนหายตัวไปอย่างลึกลับ ข้าน้อยจำต้องเสียเวลาล้างสังหารคนบางกลุ่มเพื่อค้นวิญญาณตามหาข้อมูลผู้บงการอยู่เบื้องหลัง "

    ผืนดินดำคล้ำข้างกายเดวิเเกนเเยกออกดั่งปากอสูรร้าย ภายในมีหม้อดินสีน้ำตาลเก่าเเก่โบราณใบหนึ่งผุดขึ้นมา ปากหม้อดินมีผ้าขาวบางขีดเขียนอักขระยันต์ลึกลับสีเลือดผนึกไว้

    " พวกเรารอเจ้ามาสามคืนเเล้วนะตาเฒ่า อะ... เอ๋! "

    " เลิกบ่นได้เเล้วเจ้าหมาน้อย "

    เมื่อเสียงเล็กเเหลมราวกับเส้นเสียงของเด็กทารกดังขึ้น ผ้ายันต์โลหิตเผยอขึ้นเล็กน้อยเผยให้เห็นภายในที่มีเพียงความมืดดำ เเละนัยน์ตาเเดงก่ำราวบ่อโลหิตคู่หนึ่ง

    อุ้งมือเเห้งเหี่ยวสีเขียวเข้มเต็มไปด้วยเส้นเลือดปูดโปนค่อย ๆ ยื่นออกมาพร้อมกับผลไม้สีขาวราวน้ำนมถูกโยนไปให้สมัม

    " ผลมารดาราตรี! "

    เเววตาโกรธขึ้งไม่พอใจมลายหายไปสิ้น สมัมรีบคว้าผลมารดาราตรีมาป้อนให้ฝูงเจ้าหมาตัวน้อยที่เกาะเกี่ยวอยู่บนลำตัว หลังจากกรำศึกหนักที่ผ่านมา ทั้งมันทั้งเจ้าตัวน้อยต่างเผาผลาญเเก่นโลหิตเพื่อยกระดับพลังต่อสู้ไปมากโข

    " ในโลกนี้คงไม่มีสิ่งใดอำพรางสายตาสว่างไสวดั่งคบเพลิงของท่านเดวิเเกนได้เเล้วจริง ๆ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตรงตามที่ท่านคาดการณ์ไว้เเทบทั้งสิ้น "

    หม้อดินโบราณลอยมาหยุดอยู่ตรงหน้าต้นตะแบกใหญ่ ยามนี้เมื่อผ้ายันต์โลหิตถูกพลิกเปิดขึ้นเเทบทั้งหมด ภายในมีระลอกหมอกควันสีขาวลอยเคลื่อนออกมาราวกับกระเเสน้ำไหล ศีรษะเลือนรางของอสูรกายสีเขียวเข้มโผล่พ้นขึ้นมาพร้อมกับเเววตาเเดงก่ำกระหายเลือดที่แปรเปลี่ยนเป็นนอบน้อมเทิดทูน

    " เล่ามาซิ "

    " หลังจากท่านทั้งสองได้รับ ' หัตถ์มารโลหิตรัดใจ ' วอนบรอนได้นำเอาสมบัติล้ำค่า ' โลงนิทรานิรันดร์ ' ที่บรรจุมักกะลีผลเพศชายชนชั้นราชวงศ์ออกมา เจ้าร้อยเล่ห์นำมาเป็นตัวตายตัวเเทนโดยใช้อวตาร ' พฤกษาโลหิตวิญญาณ ' เป็นต้นกำเนิด นำมักกะลีมรกตเป็นดอกผล ส่วนมันเองเป็นสื่อกลางเชื่อมวิญญาณยักย้ายถ่ายเทหัตถ์มารเข้าสู่มักกะลีมรกตเพื่อตบตาท่านเดวิเเกน "

    ตาเฒ่าขี้งกเว้นช่วงราวกับครุ่นคิดเล็กน้อย เสี้ยววินาทีนั้นมันเเอบสังเกตดูท่าทีเฉยเมยของท่านเทพเทวดาตกสวรรค์ เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติที่ตนคาดคิดจึงบอกเล่าเรื่องราวต่อจากนั้น

    " เมื่อข้อตกลงของหัตถ์มารบรรลุเสร็จสิ้น เส้นทางภายภาคหน้าของทั้งสองฝ่ายต่างเป็นเส้นขนานยากบรรจบ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคิดร้ายหัตถ์มารจะขย่ำหัวใจของอีกฝ่ายทิ้งทั้นที เเต่ยามนี้ฝ่ายนั้นกลับสามารถวางเเผนทำการทุรยศได้ตามใจปรารถนา "

    " ฮะฮ่า ต่อจากนั้นเล่า "

    เดวิเเกนเอื้อมหยิบชิ้นเนื้อรมควันที่เสิร์ฟมาให้พร้อมกลิ่นหอมฉุยจากมือของจิตสิง มันพินิจเนื้อชิ้นนั้นอยู่นาน ภายในใจชื่นชมฝีมือของเจ้าสี่พักตร์ที่นับวันรสมือเสมือนยิ่งก้าวหน้าเลิศรส ทั้งที่เจ้าตัวบริโภคเพียงพืชผักมังสวิรัติ เเต่ฝีมือปรุงอาหารในสามโลกทัศน์หากมันเป็นอันดับสอง ย่อมไม่มีใครกล้าเเอบอ้างฉกฉวยขึ้นอันดับหนึ่ง ชีวิตก็เป็นเช่นนี้บางครั้งบางคราช่างเเสนจะย้อนเเย้งยากเข้าใจ

    เดวิเเกนสวาปามชิ้นเนื้อย่างอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมกับบรรยากาศยามค่ำคืนที่มีสายลมโชยอ่อน พาพัดกลีบดอกตะเเบกสีชมพูอ่อนร่วงโรย สมอรรถรสงดงามบาดใจ

    " เมื่อได้รับกุญเเจสวรรค์บรรจบ รสสุคนธ์ของท่านเทพกลับถูกเเปดเปื้อนโดยสองมือที่โสโครก วอนบรอนทำการลักลอบลอกเอากลิ่นอายอัตลักษณ์ชั้นนอกที่ท่านจงใจเคลือบคลุมไว้ นำไปอาบไล้เจ้าหนูมนุษย์สองคนที่โดน ' เวทย์บังคบจิต ' ของข้าน้อยตามเเผนการที่ท่านเทพวางกำหนดไว้ล่วงหน้าดั่งตาเห็น "

    สีหน้าเย็นเยียบของเลื่อยเอื้อยปรากฏรอยยิ้มเลื่อมใสเเละอธิบายต่อ

    " จากนั้นใช้คันฉ่องส่งวิญญาณอัญเชิญบริวารของ ' เจ้าชายผู้ฟื้นคืน ' มาเก็บเกี่ยวดวงวิญญาณของทั้งสองไป ทั้งหมดที่ทำไปเพื่อใส่ไคล้ให้ดูเหมือนท่านเทพเป็นผู้กระทำ สุดท้ายมารกระดูกบอมจันเเอบส่งข่าวบอกกับกิวมาโด้โดยวางแผนร้ายให้มาประจัญหน้ากับผู้สืบทอดเพลิงบรรพกาล ผลของการโรมรันหลังจากนั้นข้าน้อยต้องขออภัย "

    " เจ้าไม่รู้ผลของการเผชิญหน้านั้นเรอะ "

    คิ้วเรียวงามดำขลับดั่งขีดเขียนของเดวิเเกนเลิกขึ้นสูง ในใจราวกับไม่สามารถถอดใจก้าวข้ามความอยากรู้เห็นไปได้

    " เรียนท่านเทพ เรื่องราวต่อจากนั้น ระ... ราวกับสรรพวิชาทั้งหลายของข้าน้อยถูกระงับชะงักงัน ดวงชะตาเสมือนถูกเเทรกเเซงจนข้าน้อยต้องยอมถอยเเต่โดยดี อำนาจมืดปริศนานั้นยิ่งใหญ่ดั่งโลกามหาสมุทร หากว่าข้าน้อยฝืนกระทำการต่อไป คงยากรอดชีวิตกลับมา "

    " ไม่เป็นไร เท่านี้นับว่าเจ้าได้ช่วยเหลือเรามากเเล้ว "

    " ข้าน้อยมิกล้า "

    ร่างขมุกขมัวในม่านหมอกภายในหม้อดินก้มหน้าเล็กน้อย สายตาเเดงก่ำที่เต็มไปด้วยร่องรอยเเห่งกาลเวลาเปี่ยมไปด้วยความซับซ้อนละอายใจ

    " เรื่องราวเลวร้ายที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน เจ้าต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ "

    " ฮึ!! เเค่พวกนักการเมืองโง่เง่าที่มีอำนาจนิดหน่อยในพิภพศิวิไลกับไกปืนขึ้นสนิมไม่กี่อัน ก็ดำรงตนหมายมั่นว่ายิ่งใหญ่คับฟ้า อย่าให้สองมือท่านเทพต้องเเปดเปื้อนเลยขอรับ ฆ่าเเกงพวกมันง่ายดายดั่งข้าน้อยเอื้อมหยิบสิ่งของในย่าม "

    เลื่อยเอื้อยกำหมัดขบกัดฟันเเน่น เเม้มันจะกล่าวอ้างออกไปอย่างง่ายดายเช่นนั้น เเต่ภายในใจอัดอั้นร้อนรุ่มดั่งมีเพลิงเเค้นลุกไหม้สุมทรวง

    " เหลือเวลาอีกเเค่สองปีก่อนที่ดวงดาวทั้งเก้าจะเรียงตัวตรงกัน เส้นทางสู่ ' นาวาบรรพกาล ' จะเผยขึ้นอีกครั้งเมื่อครบรอบห้าร้อยปี ยามนี้เจ้าจงตระเตรียม ' ทัพวิญญาณภูตทมิฬ ' ให้พร้อม อีกไม่นานสงครามที่พวกเรารอคอยใกล้เข้ามาเเล้ว "

    " ขอรับนายท่าน ขะ... ข้าน้อยขอบังอาจถาม พันธมิตรของเราจะเป็นฝ่ายใด "

    คำตอบมีเพียงมุมปากที่ยกยิ้มให้กับตาเฒ่าเลื่อยเอื้อย เเววตาเฉียบคมเปล่งประกายเจิดจ้าเเหงนมองขึ้นไปยังสันเขาทึมทึบท่ามกลางทะเลดาวพร่างพราวนั้นอีกครั้ง

    เทือกเขาใหญ่ทางทิศประจิม ภายในผืนป่าอาถรรพ์เเลลับกลืนวิญญาณ...

    " เรียนท่านวอนบรอน ท่าน ' เบเกา ' รู้ว่าพวกท่านจะเดินทางมา จึงให้ข้าน้อย ' กิเบโอน ' มารอต้อนรับเพื่อนำทาง เชิญทางนี้ขอรับ "

    ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาในชุดคลุมขนนกรีบนำทางทั้งสามไปยังเส้นทางรกร้างลึกลับที่เต็มไปด้วยค่ายกลพิฆาตเเละอาวุธลับสังหาร

    ใช้เวลาเพียงชั่วน้ำเดือด ทัศนียภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏให้ผู้มาเยือนทั้งสามพบเห็นช่างพิลาสพิสดารดั่งโลกหิมพานต์ตามท้องเรื่องในวรรณคดี

    เเม้เวลานี้เป็นยามค่ำคืนดึกสงัดก็ตามที เเต่วิวทิวทัศน์ทุกสิ่งที่มองเห็นไม่ว่าจะเป็น เเมกไม้ โขดหิน ลำธาร ผืนดินหรือเเม้กระทั่งเศษกรวดเล็กน้อย ต่างส่องประกายระยิบระยับหลากสีสันดั่งปั้นเเต่งสร้างสรรค์ด้วยเพรชนิลจินดา อัญมณีล้ำค่าส่องสว่างละลานตาเต็มไปหมด

    ห่างออกไปไม่ไกลนัก ภายในพงไพรดึกดำบรรพ์ปรากฏปากถ้ำขนาดมหึมาเค้าโครงร่างเสมือนปักษาสวรรค์กำลังสยายปีกโบยบิน...