การ์ดที่ผมสร้างเนี่ย ไม่มีปัญหาจริงจริ๊ง!

    047 การตอบแทนคุณ

     

      “สำหรับขั้นพิเศษคนอื่นๆ แม้แต่ละคนจะได้รับฉายานี้ในช่วงเวลาที่ต่างกันไป แต่การไต่เต้ามาถึงขั้นพิเศษได้ตั้งแต่ยังไม่ถึงระดับ 5 เนี่ย ถือว่าเป็นเคสที่หาได้ยากจริงๆ”

      

      เรเลนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมาด้วยความทึ่ง

      

      ดันเต้ถามขึ้นด้วยความสงสัย

      

      “ไม่ใช่ว่ายิ่งการ์ดเวทมนตร์ระดับสูงขึ้นเท่าไหร่ การจะสร้างให้ได้คุณภาพระดับมหากาพย์ ก็ยิ่งยากขึ้นตามไปด้วยเหรอครับ?”

      

      “มันก็ใช่ แต่ยิ่งระดับสูงขึ้นเท่าไหร่ การจะเพิ่มเลเวลให้ตัวเองก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น เธออาจจะติดอยู่ที่ระดับ 3 แค่ปีเดียวสั้นๆ แต่เธออาจจะต้องติดอยู่ที่ระดับ 7 นานเป็นสิบๆ ปีเลยก็ได้”

      

      ดันเต้พยักหน้าเข้าใจทันที

      

      ช่วงแรกๆ การเก็บเลเวลนั้นรวดเร็ว ฝีมือเลยอาจจะพัฒนาตามเลเวลตัวเองไม่ทัน แต่พอช่วงหลังที่เลเวลเริ่มตัน ก็ค่อยๆ ใช้เวลาที่มีมหาศาลสั่งสมความรู้และประสบการณ์จนตกผลึก แน่นอนว่านั่นคือในกรณีของนักสร้างการ์ดที่มีพรสวรรค์เท่านั้นนะ เพราะถ้าไม่มีพรสวรรค์ล่ะก็ อย่าว่าแต่มหากาพย์เลย ทั้งชีวิตนี้อาจจะสร้างการ์ดคุณภาพสีม่วงออกมาไม่ได้เลยสักใบด้วยซ้ำ

      

      หลังจากนั้นอีกร่วมชั่วโมง เรเลนก็ใช้เวลาไปกับการตอบข้อสงสัยต่างๆ ให้ดันเต้ ทำให้ดันเต้ได้เข้าใจโครงสร้างระดับสูงของสมาคมและสิทธิพิเศษของนักสร้างการ์ดขั้นพิเศษมากขึ้นเยอะ

      

      ทันทีที่ดันเต้ผ่านการตรวจสอบและกลายเป็นขั้นพิเศษอย่างเป็นทางการ สมาคมนักสร้างการ์ดจะไม่เก็บค่าธรรมเนียมการบริการหรือค่าดำเนินการใดๆ จากเขาเลย แถมยังมีโควตาส่งมอบวัตถุดิบพื้นฐานจำนวนมหาศาลให้ฟรีทุกปีอีกด้วย

      

      นอกจากนี้ เวลาจะไปซื้อวัตถุดิบหายากที่ไหน ดันเต้ก็จะได้รับการการันตีวงเงินสูงลิ่วจากทางสมาคมอีกด้วย พูดง่ายๆ ก็คือเขาสามารถแปะโป้งเชื่อไว้ก่อนได้นั่นเอง!

      

      ยิ่งไปกว่านั้น ดันเต้ยังมีสิทธิ์เข้าร่วมสังเกตการณ์ในการเข้าร่วมรับฟังประชุมระดับสูงอีกด้วย สถานะของนักสร้างการ์ดขั้นพิเศษนั้นเทียบเท่ากับชนชั้นบริหารระดับสูงสุดของสมาคมได้เลยทีเดียว เพียงแต่ต้องรอให้เขามีเลเวลถึง 6 เสียก่อน ถึงจะมีสิทธิ์ออกเสียงโหวตในการประชุมได้ และยังมีสิทธิพิเศษยิบย่อยสุดหรูอีกเพียบที่เขาสามารถเรียกใช้ได้ตามใจชอบ

      

      ......

      

      “จริงด้วยครับท่านประธาน รบกวนช่วยหาวัตถุดิบมหากาพย์ระดับ 6 ขึ้นไปของเผ่าปีศาจให้ผมหน่อยได้ไหมครับ?”

      

      ดันเต้เห็นว่าคุยกันมาพอสมควรแล้ว เลยนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เขามีธุระสำคัญอีกอย่างที่ตั้งใจจะมาจัดการที่สมาคมพอดี

      

      ตอนแรกเขากะว่าจะแค่มาลงชื่อแสดงความจำนงขอซื้อไว้เฉยๆ แต่ในเมื่อตอนนี้มีแบ็กใหญ่เป็นถึงประธานเรเลน การไหว้วานให้เขาช่วยน่าจะง่ายกว่ากันเยอะ

      

      “เธอจะเอาวัตถุดิบพวกนั้นไปทำอะไรน่ะ?”

      

      ท่านประธานเรเลนถามด้วยความงุนงง เพราะขนาดเขาที่เป็นนักสร้างการ์ดระดับ 7 ยังรู้สึกว่าการจะควบคุมวัตถุดิบมหากาพย์ระดับ 6 นั้นเป็นเรื่องที่ตึงมือสุดๆ เลย

      

      “ผมมีโครงร่างการ์ดที่เจ๋งสุดๆ อยู่ใบหนึ่งน่ะครับ กะว่าจะสร้างมันออกมาในอนาคต”

      

      “ตกลง เดี๋ยวผมจะช่วยลงประกาศรับซื้อในนามส่วนตัวให้เองแล้วกันนะ ถ้ามีอันไหนเข้าท่า เธออยากจะให้ฉันช่วยซื้อเก็บไว้ให้ก่อนเลยไหม?”

      

      เรเลนใจดีและหวังดีกับดันเต้มาก เพราะถ้าดันเต้ออกหน้าประกาศหาวัตถุดิบของเผ่าปีศาจระดับมหากาพย์ด้วยตัวเอง มีหวังเขาได้กลายเป็นเป้าสายตาของคนอื่นแน่ๆ เผลอๆ อาจจะไปกระตุกหนวดพวกหน่วยตรวจสอบจากสำนักงานใหญ่เข้าให้ด้วย

      

      “อย่าเพิ่งเลยครับท่านประธาน ตอนนี้ผมยังไม่มีเงินเยอะขนาดนั้น คงต้องเอาการ์ดระดับ 3 ชำระล้างโลหิต ใบนี้ไปแลกเปลี่ยนแทนก่อน”

      

      “เอ่อ ปกติแล้วการ์ดมหากาพย์ระดับ 3 ใบเดียวมันไม่พอจะไปแลกกับวัตถุดิบมหากาพย์ระดับ 6 ได้หรอกนะ แต่ถ้าพิจารณาจากความพิเศษของการ์ดใบนี้ของเธอ ก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีคนยอมแลกก็ได้ ถ้าผมเจอคู่ค้าที่เหมาะสมเมื่อไหร่ จะช่วยเป็นธุระติดต่อให้พวกเธอได้คุยกันแล้วกัน”

      

      “ขอบคุณมากครับท่านประธาน!”

      

      สำหรับเจ้าการ์ดชำระล้างโลหิตใบนี้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความเก่งกาจของมันหรอก แค่เรื่องความอเนกประสงค์ของมันอย่างเดียว ก็เพียงพอที่จะทำให้ทุกคนอยากได้จนตัวสั่นแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นสายไหน ก็สามารถยัดมันใส่ลงไปในเด็คได้ทั้งนั้น บางทีมันอาจจะสร้างปาฏิหาริย์ที่คาดไม่ถึงในการต่อสู้เลยก็ได้

      

      ดันเต้รู้ดีว่าถ้าเขาเดินดุ่มๆ ออกไปจากสมาคมตอนนี้ คงโดนฝูงพ่อค้าและพวกขาใหญ่รุมล้อมขอซื้อการ์ดใบนี้แน่นอน

      

      ถามว่าขายได้ไหม?

      

      คำตอบคือขายได้อยู่แล้ว!

      

      เพียงแต่ตอนนี้เขายังไม่อยากขาย เพราะสำหรับดันเต้ที่อยู่ในเลเวล 3 การ์ดใบนี้ยังมีประโยชน์กับเขามาก เขากะว่าจะรอให้ถึงเลเวล 5 หรือ 6 ก่อนค่อยเอาไปขายทำเงินก็ยังไม่สาย และเมื่อถึงตอนนั้น เขาก็คงต้องเริ่มเตรียมตัวซ่อมแซมอาจารย์อย่างจริงจังเสียที

      

      พอนึกถึงเรื่องนี้ ดันเต้ก็แอบถอนหายใจ เพราะเพื่ออาจารย์แล้ว เขาแทบจะเรียกได้ว่าทุ่มสุดตัวจนหมดหน้าตัก เงินที่หามาได้ในอดีตก็ต้องถมลงไป เงินที่จะหาได้ในอนาคตก็ไม่รู้ว่าต้องถมลงไปอีกเท่าไหร่ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตอบแทนบุญคุณแท้ๆ

      

      ดูๆ แล้วก็เป็นสายใยความผูกพันระหว่างศิษย์อาจารย์ที่น่าประทับใจจนน้ำตาไหลจริงๆ เลยนะเนี่ย ทั้งที่ความจริงเขาสามารถเอาเงินพวกนี้ไปสร้างการ์ดอวยสาวๆ สวยๆ ได้ตั้งไม่รู้กี่ใบแท้ๆ

      

      เอ๊ะ? แต่จะว่าไปอาจารย์เองก็เป็นการ์ดอวยสาวสวยเหมือนกันนี่นา...งั้นก็ไม่เป็นไร ถือว่าเจ๊ากันไปแล้วกัน

      

      “นี่นายกำลังคิดอะไรพิเรนทร์อยู่?”

      

      จู่ๆ ก็มีกระแสจิตส่งตรงมาถึงในใจของดันเต้จนเขาถึงกับเสียวสันหลังวาบ

      

      ดันเต้แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินและยังคงตีหน้าซื่อคุยหัวเราะร่ากับประธานเรเลนต่อไป

      

      ในใจของเขาเงียบสงบไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนอาจารย์จะนิ่งเงียบไปชั่วคราว แต่ในตอนนั้นเอง รูม่านตาของดันเต้ก็เริ่มมีวี่แววว่าจะเปลี่ยนสี เขาจึงรีบยกมือขึ้นกุมตาเอาไว้ทันที

      

      เรเลน: “ดันเต้? เป็นอะไรไปหรือเปล่า?”

      

      ดันเต้: “อ๋อ เปล่าครับ พอดีฝุ่นเข้าตานิดหน่อย เดี๋ยวขยี้แป๊บเดียวก็หายครับ”

      

      หลังจากนั้นดันเต้ก็รีบตะโกนก้องในใจทันที

      

      “อาจารย์! มีอะไรค่อยๆ คุยกันนะครับ อย่าเพิ่งมายึดร่างผมแบบนี้สิ! เมื่อกี้ผมแค่เหม่อไปนิดเดียวเลยไม่ทันสังเกตว่าอาจารย์เรียกน่ะ!”

      

      “ช่วงนี้นายดูจะมั่นใจในตัวเองเหลือเกินนะ?”

      

      “ไม่มีทางหรอกครับ ทั้งหมดนี้ก็เพราะอาจารย์สอนมาดีต่างหากล่ะ”

      

      “นายคิดแบบนั้นจริงๆ น่ะเหรอ?”

      

      น้ำเสียงของอาจารย์เต็มไปด้วยความดูแคลน ดูท่าทางเธอจะอ่านใจที่แสนกะล่อนของดันเต้ออกจนหมดเปลือกแล้ว

      

      “ผมชักจะสงสัยแล้วนะว่าอาจารย์ไม่ได้นอนเลย แต่แอบดักฟังสิ่งที่ผมคิดอยู่ในใจตลอด 24 ชั่วโมงใช่ไหมเนี่ย”

      

      ในเมื่อความลับแตก ดันเต้ก็เลิกเล่นละครทันที ตอนนี้เขาปีกกล้าขาแข็งขึ้นมาหน่อยแล้ว เลยได้เวลาลองต่อปากต่อคำกับอาจารย์ดูบ้าง จะให้ยอมโดนกดหัวอยู่ฝ่ายเดียวไปตลอดชีวิตได้ยังไงกันล่ะ?

      

      “ฉันไม่ได้ว่างจนทำเรื่องไร้สาระแบบพวกมนุษย์หรอกนะ”

      

      น้ำเสียงของอาจารย์ยังคงเย็นชาและราบเรียบเช่นเดิม

      

      “งั้นอาจารย์ก็บอกผมมาสิว่าเมื่อกี้ผมคิดอะไรอยู่ ไม่อย่างนั้นผมจะหาว่าอาจารย์แกล้งหลอกถามผมนะ”

      

      ดันเต้ใช้น้ำเสียงเชิงท้าทาย

      

      “ฉันเป็นแค่การ์ดอวยสาวสวยงั้นเหรอ? หึๆ นายนี่มันชักจะใจกล้าบ้าบิ่นขึ้นทุกวันแล้วนะ”

      

      จากการอยู่ร่วมกับดันเต้มานานหลายปี อาจารย์เองก็เริ่มเรียนรู้คำศัพท์แปลกๆ ในแบบของดันเต้ไปเยอะเหมือนกัน

      

      “......”

      

      อ้าวเฮ้ย...โดนแว้งกัดเข้าให้จริงๆ ด้วย

      

      แต่ดันเต้ก็ไม่มีท่าทีจะสำนึกผิดเลยสักนิด

      

      “อย่างที่เขาว่ากันนั่นแหละครับ ตราบใดที่ใจถึงพอ แม้แต่อาจารย์เองก็...”

      

      “พูดต่อสิ?”

      

      น้ำเสียงของอาจารย์เริ่มเย็นเฉียบขึ้นไปอีกหลายองศา

      

      ดันเต้สัมผัสได้ทันทีว่าการควบคุมร่างกายของเขากำลังจะถูกแทรกซึมอีกระลอก

      

      “อาจารย์ก็วาง...ใจได้เลยครับ! ความกตัญญูอาจมีวันหายไป แต่รับรองว่าไม่กลายเป็นอื่นอย่างแน่นอน!”

      

      ดันเต้รีบให้คำมั่นสัญญาแบบเอาตัวรอดไว้ก่อน

      

      “......”

      

      อาจารย์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อประเมินดู แล้วก็พบว่าสิ่งที่ดันเต้พูดออกมานั้นเป็นความรู้สึกที่มาจากใจจริง ดูเหมือนเจ้าลูกศิษย์คนนี้จะยังไม่มีความคิดที่จะปีนเกลียวหรือทำเรื่องล่วงเกินจริงๆ

      

      อาจารย์: “ฉันจะนอนต่อแล้ว อย่ามาส่งเสียงดังรบกวนฉันอีก”

      

      ดันเต้: “รับทราบครับ!” (นอนต่อไปเลยนะแม่คุณ แอบดักฟังชาวบ้านเขาชัดๆ ยังจะมาตีเนียนอีก)

      

      อาจารย์: “?”

      

      ดันเต้: “(✿>◡❛)”

      

      ......

      

      เมื่อแน่ใจว่าอาจารย์หลับลึกไปแล้ว ดันเต้ถึงกล้าที่จะผ่อนคลายลมหายใจออกมา

      

      อาจารย์คนนี้...ปลอบยากชะมัดเลยแฮะ

      

      “ดันเต้ เธอดีขึ้นหรือยัง?”

      

      ท่านประธานเรเลนส่งผ้าเช็ดหน้าให้ดันเต้

      

      “ดีขึ้นแล้วครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน”

      

      ดันเต้ขยี้ตาแรงๆ อีกสองสามที จนในที่สุดทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ

      

      “ขยันเรียนน่ะเป็นเรื่องดีนะ แต่ก็ต้องรู้จักถนอมสายตาด้วยล่ะ”

      

      “รับทราบครับ”

      

      “งั้นผมไม่กวนเวลาเธอแล้วล่ะ เรื่องการตรวจสอบนักสร้างการ์ดขั้นพิเศษ เดี๋ยวทางสมาคมจะดำเนินการให้แล้วจะแจ้งผลให้ทราบนะ”

      

      หลังจากพูดคุยกันสั้นๆ เรเลนก็เดินมาส่งดันเต้ถึงหน้าห้องทำงาน และพาเขาไปส่งจนถึงทางออกพิเศษของสมาคม

      

      ดันเต้โบกมือลาเรเลนด้วยรอยยิ้มที่สดใสสุดๆ

      

      ในสมาคมนักสร้างการ์ดตอนนี้ เขารู้สึกเหมือนตัวเองได้กลายเป็นขาใหญ่ ขึ้นมาในชั่วพริบตา ความรู้สึกแบบนี้น่ะ...นึกว่าจะสัมผัสได้แค่ตอนอยู่ที่โรงเรียนปีศาจเสียอีกนะเนี่ย!

      

    คล้ายกับเรื่องการ์ดที่ผมสร้างเนี่ย ไม่มีปัญหาจริงจริ๊ง! ที่คุณอ่าน