คาบเรียนเวทมนตร์สัปดาห์ที่ 2
ผมมาตามทวงสัญญาของครูอีวาน ที่ว่าจะสอนเวทมนตร์ที่เหลือทั้งหมดให้ผม
ครูในตอนแรกทำสีหน้ายินดี
แต่เมื่อผมสามารถร่ายเวทมนตร์ให้สำแดงเดชได้ทันที หลังจากที่เพิ่งสอนเวทบทนั้นไปได้ไม่นาน
สอนมากี่บทก็ทำได้หมด
คุณครูจึงเริ่มมีสีหน้า อึดอัด ลำบากใจ ออกมา
หน้าผากย่น คิ้วลู่ดึงเข้าหากันเล็กน้อย พร้อมกับชอบเกาหัวที่ไม่มีผมตลอดเวลาที่จะสอนเวทใหม่ให้ผม
นี่แหละ ความน่ากลัวของ ‘ไฮเปอร์อินเทลลิเจนท์’
เวทมนตร์ที่ผมเรียนไปก็จะมี
เวทดิน ‘เคลย์’ เปลี่ยนดินธรรมดาเป็นดินเหนียว
เวทน้ำ ‘วอเท็กซ์’ สร้างน้ำวนในอ่างน้ำ
เวทลม ‘วินด์’ เสกลมให้มาพัดเป่าวัตถุตรงหน้า
เวทไฟ ‘ไฟร์’ จุดไฟขนาดเล็กบนฝ่ามือ พอๆกับเปลวเทียน
เวททั้งสี่ที่กล่าวมา มีแต่ประเภทไม่ค่อยมีประโยชน์มากมาย เน้นเอาไปพลิกแพลงในงานบ้านและชีวิตประจำวัน
ผมเลยขอให้ครูอีวานสอนเวทที่มันซับซ้อน และมีประโยชน์มากกว่านี้อีกหน่อย
คุณครูจึงจำใจสอน เวทธาตุแรง ‘รีเอนฟอร์สเมนท์’ เวทเสริมพลังกายให้
“เอ๋ ไม่ใช่เวทธาตุสายฟ้าเหรอครับ จะได้ครบธาตุทั้งห้าไปเลย”
“ครูใช้เวทธาตุสายฟ้าไม่ได้ และผู้ที่สอนได้ ก็รับผิดชอบอยู่ในอาคารเรียน B”
“จึงสอนเวทชั้นสูงให้เลยเหรอครับ”
“ปกติเป็นเวทที่จะสอนเมื่อเด็กขึ้นเกรด 4 เป็นต้นไป แต่ครูใช้เวทนี้ได้ และเธอก็อยากได้เวทที่ซับซ้อนและทรงพลังนี่นา ถูกต้องไหม”
ครูหันมายิ้มให้กับผม
เป็นรอยยิ้มที่ไม่เห็นรอยตีนกา รอยยิ้มไม่จริงใจ
ผมกล่าวขอบคุณครู ที่อุตส่าห์มอบบทเรียนอันทรงคุณค่าให้ หวังจะให้เค้าผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย
[ถ้าจำไม่ผิด มนตร์บทนี้ ‘รีเอนฟอร์สเมนท์’ เป็นเวทที่อัศวินเคยใช้ให้ดูแล้วตอนจัดการยักษ์น้ำแข็ง รู้สึกบทร่ายจะเป็น แรงกายเอ๋ย จงส่งเสริมพลังให้เหนือกว่าศัตรูข้า ‘รีเอนฟอร์สเมนท์’ สินะ]
“แรงกายเอ๋ย จงส่งเสริมสมบัติให้ครบอย่าง ชนะทางศัตรูในใต้หล้า ทั้งกำลังอาวุธมากศาสตรา มิอาจมากล้ำกลายชีวาพลัน ‘รีเอนฟอร์สเมนท์’”
แล้วร่างครูก็เรืองแสงในทันใด
[!?]
“เดี๋ยว ครูครับ ทำไมบทร่ายเวทถึงเป็นแบบนั้น”
“หือ? แบบไหน บทร่ายมันก็เป็นแบบนี้แหละ ดูนี่สิ”
ครูอีวานเดินไปยกโต๊ะหน้าห้องให้ดูด้วยตัวคนเดียว โต๊ะที่ขนาดใหญ่จนต้องใช้ 4 คนยกตามปกติ กลับยกได้ด้วยคนเดียว
“นี่แหละคือเวทเสริมแรง ‘รีเอนฟอร์สเมนท์’ เสริมพละกำลังกายของมนุษย์ให้มากขึ้น ได้ทั้งพลังและความเร็ว เป็นเวทชั้นสูงที่อัศวินทุกคนในจักรวรรดิโดนบังคับว่าต้องใช้ได้กันเลยนะ”
ว่าจบครูก็วางโต๊ะลงกับพื้น
“เปล่าครับ คือเมื่อก่อน ผมเคยเห็นอัศวินใช้เวทนี้ แล้วจำได้ว่าบทร่ายคาถามันสั้นกว่านี้หน่อย”
ผมอธิบายให้ครูฟัง
“อ๋อ บางทีนั่นคงเป็น ‘การย่อบทเวท’ น่ะ พวกอัศวินจะใช้กัน”
“ย่อบทเวทเหรอ ผมเห็นว่ามันเป็นคนละบทกันไปเลยมากกว่า”
“ไม่หรอก นั่นแหละคือการย่อ มันไม่ใช่แค่การตัดบางประโยคออกไปเพื่อให้คาถาสั้นลง แต่เหมือนเป็นการสรุปความบทคาถามากกว่า ผลลัพธ์อาจเป็นตัวคาถาสั้นจนเหลือแค่ไม่เกิน 3 กลุ่มคำ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า แต่ละคนย่อแล้วได้บทเหมือนกันด้วย”
“เอ๋ หมายความว่า แต่ละคนมีบทย่อไม่เหมือนกันเหรอ”
“เธอเคยเห็นเวทอัศวินมาสินะ งั้นก็ต้องเห็น ‘เบลซ’ เวทเพลิงไหม้ มาด้วยใช่ไหม”
“ครับ”
“บทร่ายว่าอะไร จำได้ใช่ไหม”
“เปลวไฟเอ๋ย จงลุกไหม้ สั้นๆแค่นี้ครับ”
“เปลวไฟเอ๋ย จงแผดเผา และลุกโชน ‘เบลซ’”
เมื่อร่ายจบ ไฟขนาดใหญ่สูงพอๆกับหัวครูอีวาน ก็ลุกพรึ่บขึ้นมาบนฝ่ามือเจ้าตัว
ไฟที่ดูร้อนแรง โชติช่วงกว่า ‘ไฟร์’ ที่เป็นแค่เปลวเทียนเล็กๆ อย่างเทียบไม่ติด
เพลิงนี้เป็นเวทเดียวกับที่ลอร์ดคลาวด์ใช้
“เห็นไหม บทร่ายอาจต่างกัน แต่ก็เป็นเวทเดียวกัน”
ครูพูดจบก็ดับไฟทันที เพราะเกรงจะเป็นอันตราย
[จริงด้วย หลงคิดไปว่าต้องท่องคาถาแบบเดิมเป๊ะๆ จึงจะร่ายเวทได้ แต่บทคาถากลับมีการดัดแปลงได้ด้วยเหรอเนี่ย ซึ่งก็สมเหตุสมผล ในการต่อสู้ ถ้าบทคาถามันยาว กว่าจะร่ายจบก็คงโดนศัตรูพุ่งมาแทงคอหอยก่อนกันพอดี เรื่องการย่อเวทนี่ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ละเลยไม่ได้เด็ดขาด...งั้นเหรอ แสดงว่าเวทเสริมแรงที่เราเห็นลอร์ดคลาวด์ใช้ ก็เป็นบทย่อที่ดัดแปลงมาก่อนแล้วสินะ]
“ถ้างั้นผมต้องทำยังไง ถึงจะย่อเวทได้ครับ”
“กะแล้วว่าต้องถาม...อันที่จริง ครูก็ตอบไม่ได้นะ คือมันจะเกิดขึ้นมาเองน่ะ”
ครูอีวานตอบ พร้อมกับลูบหัวดัง ปื๊ด ปื๊ด
“เอ๋?”
“จะว่ายังไงดีล่ะ พอท่องคาถาบ่อยๆ ใช้ไปเรื่อยๆ มันจะเกิดความรู้สึกประมาณ บทย่อมันผุดขึ้นมาเองในหัวน่ะ”
[ไม่เอานา แบบนี้ เป็นเชิงความรู้สึกอีกแล้ว]
“แล้วครูอีวาน ท่องบ่อยแค่ไหนครับ ‘เบลซ’ นั่น”
“อืม...ประมาณ 30,000 รอบได้”
“...”
ผมเพียงนิ่งเงียบให้กับคำตอบนั้น…
ในอีกหลายวันต่อมา
เวลาเลิกเรียน อาทิตย์บนท้องฟ้าเริ่มทอแสงสีเหลืองแก่ๆ
บรรดาเด็กนักเรียนมากหน้าหลายตา เริ่มทยอยถือกระเป๋า เกาะกลุ่ม เดินส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันกลับบ้าน
ที่หลังอาคารเรียน A บริเวณฝั่งห้องพักครู
มีผู้ชายคนหนึ่งกำลังแอบอยู่หลังตึกฝั่งนี้ ชะโงกหน้ามองไปยังประตูทางออกโรงเรียน
เค้ากำลังเพ่งไปยังประตูโรงเรียนนั้น สายตาราวกับกำลังกวาดหาใครบางคนอยู่
ใบหน้าของเค้าตื่นตระหนก วิตกกังวล เหงื่อแตกพลั่ก
หรือถ้าพูดให้ชัดเจนคือ
เค้ากำลังหวาดกลัวใครบางคนอยู่
กลัวว่าคนที่ตนกำลังตามหา จะโผล่มาที่ประตูโรงเรียน ที่นักเรียนกำลังทยอยเดินทางกลับกันหรือเปล่า
ชายผู้นี้ แอบซุ่มสังเกตมาได้กว่า 30 นาทีแล้ว และเค้ามั่นใจ ว่าคนที่ตนหลาดกลัวจะไม่โผล่มาแน่นอน
ความหวาดกังวลเริ่มผ่อนลง
มันค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นความวางใจ จนเค้าใจชื้นขึ้น
ในไม่ช้าก็ก่อเกิดเป็น ความมั่นใจ
เค้าจะรอด
วันนี้เค้าจะรอด
เค้าจะได้กลับบ้าน
หนีพ้นจากปีศาจตนนั้น
ใช่แล้ว ตัวชายคนนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
เค้าสูดลมหายใจลึกๆหนักแน่น แผดยิ้ม และยืนขึ้น
ก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้า อย่างองอาจ และมั่งคง
“...จะไปไหนเหรอครับ”
มีเสียงๆหนึ่งดังมาจากด้านหลังตัวเค้า
“!?”
เค้าสะดุ้งพลัน
ราวกับมีสายฟ้าผ่าลงมากลางกระหม่อม
แล้วกระแสไฟนั้นก็ชอนไช แล่นไหลไปตามเส้นประสาททั่วร่าง
ขนตามตัวลุกซู่ตั้งชัน ตอบสนองต่อเสียงนั้น
ในหัวก่นสาปแช่ง ว่าทำไมถึงไม่ตรวจเช็คด้านหลังของตนให้ดีก่อน
เค้าจำเสียงนี้ได้ เสียงที่น่าสยดสยอง ชวนขนหัวลุก
ต้นกำเนิดของความกลัว ที่หยั่งรากลึกลงไปในขั้วหัวใจตัวเค้า
เค้าค่อยๆหันไปด้านหลัง
“คุณครูรู้ไหมครับ ว่าความหวังน่ะ มันเป็นหน้ากากของความสิ้นหวังนะ...ครูอีวาน”
และเอ่ยเรียกชื่อของ เจ้าของเสียงคนนั้น
“...โยฮัน”
ปลายสายตาของอีวาน ไรลีย์
มีหนุ่มน้อยผมสีเงิน ตาสีฟ้า หน้าตางดงาม กำลังยืนส่งรอยยิ้มอ่อนโยน อันเต็มเปี่ยมด้วยความเมตตาราวกับเทพบุตร มาให้เค้า
[คิดจะหนีจากผมที่มี ‘มาสเตอร์มายด์’ ได้อย่างนั้นเหรอ]
โยฮันคิดแบบนี้ในใจ