ที่ริมขอบระเบียงของสนาม บนอัฒจันทร์ฝั่งตระกูลปีกมังกร
บรรยายแบบมุมมองบุคคลที่สาม
'มันถึงกับสามารถใช้ปราณสามธาตุได้อย่างดีเด่น..
นี่ท่านมีคนแบบมันเป็นผู้สืบทอดอย่างนั้นหรือ..
พี่ซื่อ'
ผู้อาวุโสลำดับที่หนึ่งแห่งตระกูลปีกมังกรตงชเว ที่ชมการประลองอยู่ก็ได้แต่สะท้านอยู่ในใจ
หลังจากพบกับหลิวเจี้ยนครั้งสุดท้ายเมื่อแปดเดือนก่อน ตอนที่มหานครปัญจมิตร
ตอนนั้นนางก็แค่รู้สึกว่าหลิวเจี้ยนนั้นก็แค่เด็กที่น่าจะดูโดดเด่นเล็กน้อย
กระทั่งสามารถชนะตงป๋ายซานที่มีวรยุทธ์สูงกว่ามันได้หนึ่งขั้น กระนั้นก็เรียกได้ว่าปกติ เพราะอย่างไรจอมยุทธ์ในระดับเดียวกัน ต่างกันแค่ขั้น ต้น กลาง สูง ก็ยังถือว่าสามารถต่อสู้กันได้อย่างสูสี
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ตงป๋ายซานจะพ่ายให้หลิวเจี้ยน
แม้ว่าต่อมานางจะได้ช่วยให้หลิวเจี้ยนให้รอดพ้นจากการถูกคนตระกูลตงคนอื่นตามราวี เพราะเห็นแก่หน้าคนรักเก่า
โดยยื่นข้อเสนอให้ตงเสวี่ยซานกำราบมันในศึกปัญจมิตรแทน โดยให้เหตุผลว่าหากชนะมันได้ในศึกครั้งนี้
ชื่อเสียงที่เสียไปจะได้กลับมาอย่างล้นหลามต่อหน้าสายตาของทุกคน
แต่ตัวของผู้อาวุโสผู้คุมกฎแห่งตระกูลปีกมังกรเช่นนางไม่คิดเลย ว่าเจ้าคนคิ้วบางคนนี้จะมีพรสวรรค์สุดสูงล้ำ
อีกยังมีสามารถมากมายถึงเพียงนี้!
นางเริ่มชักไม่แน่ใจแล้วที่ตัดสินใจช่วยมันในครั้งนั้น จะเป็นผลดีหรือผลร้ายกันแน่
เพราะแทนที่จะให้ตงเสวี่ยซานกำราบมันลงในศึกปัญจมิตร กลับกลายเป็นช่วยเพิ่มพูนชื่อเสียงให้หลิวเจี้ยนโด่งดังขึ้นแทน
ยิ่งรู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับช่างซื่อ อีกแซ่ที่มันใช้ยังเป็นแซ่หลิว!
สติปัญญาของท่านหญิงตงผู้นี้พลันรู้ผนวกทุกอย่างเข้าด้วยกันจนรู้แจ้งได้ว่าหลิวเจี้ยนนั้นคือลูกของผู้ใดกันแน่
เมื่อรู้ถึงจุดนี้..
นางจึงเริ่มนึกเสียใจแล้วที่ยืนมือเข้าสอดในเรื่องนี้
“ก็แค่การตรึงพลังปราณธาตุขึ้นมาเพื่อละลายปราณเหมันต์
มันยังไม่ได้แสดงอะไรออกมาเลย..
เหตุใดพวกเขลาเหล่านี้ถึงได้แตกตื่นกันด้วย”
ตงกวนเทียนกล่าวออกมาพร้อมกับมองไปที่สนามประลองด้วยท่าทางหยามเหยียด
“ถูกแล้วน้องข้า”
ตงหลี่เทียนกล่าวเสริม
“เผลอ ๆ มันอาจใช้เพียงกลเม็ดบางอย่างเสียด้วยซ้ำ
ไฟที่มันใช้.. อาจมิใช่ปราณธาตุจริง ๆ หรือต่อให้มันมีปราณธาตุไม่เพียงสามแต่เป็นสี่
อย่างไรขอบเขตของการใช้งานจริงก็แค่สอง..
มิอาจฝึกทั้งสี่ธาตุร่วมกันได้ ด้วยอาจทำให้ปราณธาตุในร่างตีกันจนทำให้จุดตันเถียนบอบช้ำ
เจ้าแซ่หลิวคนนี้มันไม่เห็นวิเศษที่ตรงไหน..
เจ้าว่าหรือไม่..
ตงเสวี่ยซาน”
ตงเสวี่ยซานเหล่ส่งสายตามองไปยังคนที่เรียกหามัน
ก่อนที่นัยน์ตาสุดเย็นชานั้นจะกรอกกลับมาอยู่ตรงจุดเดิมแล้วจึงกล่าว
“ต่อให้มันสามารถใช้ปราณธาตุทั้งสี่สายได้คล่องแคล่ว..
มันก็เป็นเพียงปราณธาตุเท่านั้น..
แม้อาจพลิกแพลงใช้ได้ตามสถานการณ์บ้าง แต่มันก็เป็นเพียงการพลิกแพลงเพื่อเอาตัวรอด
หาใช่ใช้ต่อสู้จริงได้เสียที่ไหน..
เป็นมันมากกว่าที่จักลำบากหากจุดตันเถียนรับไม่ไหว..
ไม่ตายด้วยมือเรามันก็อาจดับมอดไปด้วยตัวของมันเอง”
มุมปากของคนกล่าวถึงตรงนี้ ก็ได้ยกขึ้นอย่างชิงชัง
ใจหนึ่งก็รู้สึกเหมือนคนตรงหน้าคือของเล่นที่หวงแหน
อีกใจหนึ่งก็..
“แต่ถ้ามันตายไปเสียก่อน..
เราคงรู้สึกผิดหวังแย่..”
ได้ยินรุ่นเยาว์ทั้งสามของตระกูลพูดดูถูกดูแคลนหลิวเจี้ยน..
อาวุโสเช่นตงชเวก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมา
ในใจลึก ๆ ของสตรีแก่นางนี้
นางก็ได้แต่หวังให้ตงเสวี่ยซานพ่ายแพ้ให้แก่หลิวเจี้ยนสักครั้ง
ที่อาวุโสผู้คุมกฎแห่งตระกูลปีกคิดเช่นนั้นมิใช่เพราะเข้าข้างหลิวเจี้ยนเพราะเห็นว่ามันคือผู้สืบทอดของช่างซื่อ..
แต่เพราะต้องการจะให้หลิวเจี้ยนดับความหยิ่งยโสของเด็กผู้มีพรสวรรค์คนนี้ลงสักเสี้ยวหนึ่งก็ยังดี..
เหมือนครั้งที่นางเคยปราชัยต่อช่างซื่อในครั้งอดีต..
.
.
กลับมาที่การบรรยายมุมมองบุคคลที่หนึ่ง
จากปากของหลิวเจี้ยน
ในตอนที่เจ้าหม่าชุนเฟิงเสียสมาธิไปเพียงเสี้ยวเดียว!
ผมรีบดันกระบี่ขึ้นสุดแรง!
ส่งผลให้ทวนในมือของหมอนั่นหลุดจากแรงกด ก่อนที่ร่างของเจ้าหม่าชุนเฟิงจะเสียหลักตามไปติด ๆ
ผมไม่รอให้โอกาสดี ๆ หลุดมือ!! รีบง้างศอกแล้วฟาดเข้าใส่ใบหน้าของมันเต็มแรงในจังหวะเดียว แบบเน้น ๆ
ร่างโย่ง ๆ ที่เคยนั่งทับผมอยู่ถึงกับล้มตึงไปข้างตัวในทันที
ผมใช้จังหวะนั้นรีบกลิ้งตัวออกมาตั้งหลักใหม่
ในตอนที่ผมกลับมาตั้งหลักได้ไม่นาน เจ้าหมอนั่นก็วิ่งสวนเข้ามาอีกครั้ง
ผมเองก็ไม่รอช้า กำกระบี่แน่นแล้วปรี่เข้าหามันในทันที
ผมรีบรวบเก็บปราณอัคคีลงในกระเป๋า ก่อนเรียกปราณธาตุวารีขึ้นมาใหม่ ทำให้กระบี่กระแสธาราถูกเคลือบฉาบไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งจนน่าหวาดหวั่น
ขณะที่ฝั่งตรงข้าม..
ทวนของหม่าชุนเฟิงกลับลุกโชติช่วงไปด้วยพลังลมที่กราดเกรี้ยวในตอนที่ง้างฟาดใส่มาทางผม
พลังคนละสาย คนละขั้ว แต่จังหวะปะทะกลับแน่นพอ ๆ กัน
เสียงโลหะกระแทกกันดังสนั่นหลายต่อหลายครั้ง!
พวกเราผลัดกันรุกผลัดกันรับแบบไม่ยอมให้ใครนำหน้าไปได้แม้แต่ครึ่งจังหวะ
แต่หลังจากที่เราฟาดกันไปเกือบยี่สิบกระบวน ผมเริ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง
ซึ่งมันแปลก
จังหวะทวนของเจ้าหม่าชุนเฟิงมัน..
ไม่รู้สิ.. ผมว่ามันผิดจังหวะไปนิดหนึ่ง เหมือนคนใช้ของไม่ถนัด
ถึงการออกอาวุธมันจะเร็ว แต่ความลื่นไหลยังไม่ถึงขั้นว่าประณีตหรือชำนาญ
เหมือนว่าหมอนี่มันไม่ถนัดในสิ่งที่มันถืออยู่ในมือ..
“พี่หม่า..
ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่ถนัดอาวุธประเภทนี้ใช่หรือเปล่า?”
ผมอดถามออกไปไม่ได้
อาจเป็นเพราะผมเคยฝึกกับไอ้เจ้าหน้าขนอย่างซุนโหวหวังมานาน
เลยจับจังหวะของคนใช้อาวุธระยะกลางได้บ้าง
พวกที่ถนัดกระบองหรือทวนจริง ๆ มักจะใช้มุมของด้ามศาสตราเปลี่ยนทิศโจมตีอยู่เรื่อย ๆ เหมือนโหวหวังที่สับเปลี่ยนมือสลับซ้ายขวาในการใช้กระบองฟาดโจมตีจนทำให้รูปแบบการโจมตีนั้นหลากหลาย คาดเดาทิศทางลำบาก
แต่หม่าชุนเฟิง..
หมอนี่กลับจับทวนอยู่แค่ตรงกลาง ไม่ปรับมือ ไม่สลับมุม ไม่เหวี่ยงฟาดจากปลายอาวุธเพื่อเพิ่มระยะ หรือกระทั่งทิศทางที่เหวี่ยงฟาดก็เป็นมุมเดิม ๆ จุดเก่า ๆ
ท่วงท่าของเขาเลยดูแข็งเหมือนคนถือดาบหนักสองมือมากกว่าจะเป็นนักทวนสายลมที่ควรจะวาดศาสตราอย่างลื่นไหล
มันเหมือนกำลังใช้ของที่ไม่ใช่ของตัวเองยังไงยังงั้น
“ท่านมองออกด้วยหรือพี่หลิว”
หม่าชุนเฟิงพูดขึ้นพลางจ้วงทวนเข้าใส่ผมสองสามที
แน่นอนว่าผมยังพอรับได้อยู่
“เพราะแบบนี้ข้าถึงสมัครเข้าสำนักสี่ขุนเขาอย่างไรเล่าท่าน
เพราะข้าถนัดอาวุธระยะใกล้มากกว่า..
รู้แล้วอย่าไปบอกคนอื่นเล่าท่าน..”
ผมยกกระบี่ขึ้นปัดทวนที่แทงเข้ามาแบบไม่ให้เสียจังหวะ
พร้อมตอบกลับด้วยน้ำเสียงปนหัวเราะในลำคอเล็กน้อย
“ข้าน่ะไม่ใช่พวกปากมากอยู่แล้ว..
แต่ข้าเกรงว่า..”
พูดจบผมก็สะบัดกระบี่สวนกลับไปทันที
หวังจะดูว่าเจ้าหม่าจะยังวางใจจนลืมระวังรึเปล่า
“หากยิ่งเจ้าแลกรับอาวุธกับข้าอยู่แบบนี้..
คู่ต่อสู้ของเจ้าในรอบต่อไปจะมองออกเอานะ..
พี่หม่า”
“ก็จริงของท่าน”
หมอนั่นพูดพลางใช้ข้อศอกขวาหนีบแนบทวนไว้ที่ลำตัวไว้แน่น
ก่อนจะออกแรงฟาดกวาดบีบให้ผมต้องกลิ้งตัวหลบฉากออกมา
แล้วพอกลับมาตั้งหลักได้และมองไปที่ตัวของหม่าชุนเฟิง
ฝ่ายนั้นกลับตั้งท่าพร้อมกับเร่งพลังปราณขึ้นมา
สายตาจ้องมาทางผมแบบกึ่งเป็นมิตรแต่ก็จริงจัง
“คมทวนตระกูลหม่า ท่าที่ 5 ปราการทวนไร้ขอบเขต!!”
จู่ ๆ พื้นสนามก็เกิดสั่นไหวขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่อะไรบางอย่างจะงอกโผล่ขึ้นมาจากพื้นลานแบบไม่ให้ตั้งตัว!
สิ่งที่งอกขึ้นมานั้นเป็นทวนเล่มใหญ่ยักษ์ หนาเท่าท่อนซุง ที่โผล่ขึ้นมาทีละต้น ทีละต้น..
ไม่ใช่แค่ต้นเดียว แต่ล้อมรอบตัวของหม่าชุนเฟิงเป็นวงกลม
ผมเบิกตาขึ้นนิดหน่อยด้วยความตกใจ!
สารภาพตามตรงว่าไม่เคยเห็นวิชานี้มาก่อนเลย และพอไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร สิ่งที่ดีที่สุดคือการไม่เข้าใกล้
ผมรีบชักกระบี่กลับมาแล้วถอยหลังออกไปอีกสิบกว่าก้าว ทิ้งระยะให้ปลอดภัยไว้ก่อน
เพื่อรอดูว่า 'ปราการทวน' ของหมอนั่นมันจะเล่นอะไรอีก
“พี่หลิว...!”
เสียงตะโกนของหม่าชุนเฟิงดังมาจากอีกฟากสนาม เรียกความสนใจของผมกลับไปยังวงทวนตรงกลางทันที
“กระบวนท่าต่อไปที่ข้าจะใช้..
มันเป็นท่าโจมตีที่ร้ายกาจที่สุดของข้าแล้ว!
หากว่าท่านสามารถต้านทานมันได้ ข้าจะขอยอมแพ้ท่านแต่โดยดี”
“งั้นข้าก็ขอน้อมรับคำประกาศยอมแพ้ของเจ้าไว้ล่วงหน้าแล้วกันนะ..
พี่หม่า”
ผมพูดไปพลางแค่นยิ้ม
แต่ในขณะเดียวกัน! เนตรสีทองก็พลันปรากฏขึ้นแทนดวงตาปกติของผมทันที
เมื่อใช้เนตรนี้ สิ่งที่เคยมองไม่เห็นก็ชัดเจนขึ้นทันตา
จากที่เห็นแค่กลุ่มทวนล้อมอยู่รอบตัวของหม่าเฟย
ผมกลับมองทะลุผ่านมันไปได้ และนั่นคือครั้งแรกที่ผมเห็นพลังปราณในร่างของหม่าชุนเฟิงชัดเจนที่สุด
มันกำลังไหลเวียนวนรอบแขนขาทั้งสี่อย่างหนาแน่น และสิ่งที่น่ากลัวกว่าคือพลังที่แผ่ออกจากตัวทวนของเขาเองก็ไม่ได้น้อยหน้าเลยแม้แต่นิด
สัญชาตญาณเตือนผมทันทีว่านี่ไม่ใช่แค่ท่าสุดท้ายธรรมดาแน่นอน
ผมรีบตรึงปราณมาศขึ้นเต็มกำลัง ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวที่จะประมาทได้เลย
“คมทวนตระกูลหม่า ท่าที่ 4 ทวนอาชาสะบั้นสวรรค์!”
ป่ง..!
ทวนมหึมาที่เคยล้อมรอบสนามหายวับไปราวกับไม่เคยมีอยู่
โดยภาพติดตาของทวนเล่มมหึมาทั้งหมดต่างรวมผสานเข้าไปที่ทวนที่หม่าชุนเฟิงถือจับ
จากนั้นไม่ถึงครึ่งลมหายใจ!!
หม่าชุนเฟิงก็พุ่งตรงเข้ามาทางผมด้วยความเร็วที่แบบ! ให้ตายเถอะ!! ผมแทบมองไม่ทันด้วยซ้ำ!
คิ้วผมกระตุกทันทีที่เห็นหมอนั่นกรวดเท้าวิ่งเข้ามาเร็วขนาดนั้น!
เร็วชนิดที่แม้แต่พ่อบุญธรรมของผมเองก็ยังเทียบไม่ติด
ความเร็วแบบนี้มันไม่ใช่แค่ฝีเท้า แต่มันคือการใช้ร่างกายทั้งหมดให้เป็นอาวุธ!
เคร้ง...!
กระบี่ของผมปะทะกับคมทวนเสียงดังสนั่น แรงกระแทกเล่นเอาผมต้องถอยกรูดไปหลายก้าว ความรู้สึกของผมตอนนี้เรียกได้ว่าแทบไม่รู้สึก ทวนที่อีกฝ่ายฟาดมาในรอบนี้มันหนักแน่นและแรงมากจนแขนผมรู้สึกชา
ยังดีที่ผมสามารถรับไว้ได้ ไม่ล้มคว่ำไปกับพื้น
คงต้องยกความดีความชอบให้คู่หูร่วมฝึกของผมอย่างโหวหวังล่ะนะ
แต่ก่อนที่ผมจะตั้งหลักได้จากแรงที่เปลี่ยนมากขึ้นของฝ่ายตรงข้าม!
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็กระแทกพื้นดังขึ้นอีกครั้งจากด้านหลัง
ไอ้บ้านั่นตามซ้ำมาอีกรอบแบบไม่กะเลี้ยงผมให้โต!!
“แย่แล้ว!”
คราวนี้ไม่เหมือนเมื่อครู่..
เมื่อกี้ผมยังมีเวลาตั้งรับทันเพราะคำเตือนจากเจ้าหม่าชุนเฟิง แต่รอบนี้สิ! ผมเพิ่งจะตั้งหลักได้แท้ ๆ ปราณที่ตึงไว้ก็ใช้ไปร่วมครึ่งกับจังหวะปะทะก่อนหน้า แถมแขนผมยังชาไม่หาย!
จะให้ยกกระบี่ขึ้นรับอีกรอบ.. ถ้าแขนไม่หักไปก็คงได้กระเด็นตกเวทีแน่ ๆ
เอาง่าย ๆ ถ้ารับตรง ๆ มีแต่เจ็บกับเจ็บหนัก!
ต้องหาวิธีอื่น!
แต่ไม่รู้ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดหรือปฏิกิริยาตอบสนองของนักกีฬาเก่าอย่างผม
ร่างกายของผมก็ได้ขยับนำไปก่อนสมองจะคิดทัน
ผมกัดฟันแน่นแล้วอัดปราณธาตุปฐพีลงไปใต้ฝ่าเท้า ใช้พลังปราณธาตุบังคับให้ดินตรงนั้นพุ่งพูนขึ้นมา กลายเป็นแท่นยกตัวผมขึ้นสูงจากพื้นสนามไปสองเมตรพอดิบพอดี
และใช่..! หม่าชุนเฟิงมันไม่ปล่อยให้ผมได้หายใจหรอก
พอเห็นผมใช้ธาตุปฐพีเข้าช่วย หมอนั่นก็เร่งฝีเท้าเข้ามาทันที พลังของท่าที่สี่จากตระกูลมันผสานเข้ากับท่าร่างที่เร็วมากจนแทบมองตามไม่ทัน
ทวนในมือมันฟาดเข้ามาใส่แท่นหินใต้เท้าผมอย่างแรงจนทำให้แท่นหนุนเท้าของผมแตกกระจาย
แรงสะเทือนทำให้ร่างผมหงายหลังร่วงลงมาแทบจะในทันที
และยังไม่ทันได้ตั้งสติดี ๆ หมอนั่นก็หมุนตัวกลับตัวตบฝ่าเท้าขวาลงกับพื้นอย่างแรงแล้วพุ่งเข้าหาผมอีกคำรบแบบไม่ปล่อยให้ผมได้ตั้งหลักเลยแม้แต่น้อย
แน่นอนว่า.. มันคงคิดว่านี่คือโอกาสทองที่ดีที่สุด เพราะผมตอนนี้กำลังลอยร่วงลงมาช้า ๆ
ไม่มีแม้แต่หลักเหยียบ..
ไม่มีแรงต้าน..
เหมือนเหยื่อที่หล่นลงมาตรงหน้ามันเป๊ะ ๆ
แต่โชคร้ายที่คราวนี้ผมมีเวลาคิดได้ทัน
และเป็นหม่าชุนเฟิงเองที่เผยจุดอ่อนให้ผม..
มันบอกเองว่าไม่ถนัดอาวุธที่มันถือ
ซึ่งเป็นสิ่งทีไม่ควรทำเอาซะเลยในการต่อสู้..
ผมปล่อยให้ตัวเองร่วงลงมาจากมุมสูงโดยจงใจ..
ดวงตาจดจ้องไปที่ปลายทวนของเจ้าหม่าชุนเฟิง พลังปราณในร่างผมปะทุขึ้นทันทีไม่ต้องรอใครสั่ง
“วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 3 อสูรสูญ!!”
ป่ง!!
กระบี่ที่อัดแน่นด้วยปราณมาศของถูกฟาดลงในแนวดิ่ง
เป้าหมายไม่ใช่ตัวหมอนั่น..
แต่คือปลายทวนของมันที่พุ่งเข้ามาหาผม!!
เกิดเสียงกระแทกดังสนั่น!!
เมื่อคมกระบี่ของผมฟาดเข้าที่ปลายทวนจนทวนทั้งเล่มจมลงดินไปครึ่งลำ
ตอนนี้หม่าชุนเฟิงเหมือนเอาไม้พลองวิ่งใส่กำแพงหินเต็มแรง!
ผลก็คือเจ้าหมอนั่นที่วิ่งมาเต็มสปีดถึงกับสะดุดตัวลอยโครมจนตัวเกือบทิ่ม
แต่ผมไม่หยุดแค่นั้น!!
แรงเหวี่ยงจากการฟาดกระบี่ยังไม่หมดดี!
ผมหมุนตัวกลางอากาศหนึ่งรอบ ก่อนจะฟาดปลายเท้าใส่ข้อมือของมันด้วยเท้าขวาเหมือนกำลังเตะฟรีคิกจนมือของหมอนั่นหลุดออกจากการจับทวน
ซึ้งผมยังไม่หยุดแค่นั้น!
ผมใช้เท้าข้างเดิมออกแรงดึงสวนกลับมา ตอกส้นเท้าเข้าใส่หน้าอกของอีกฝ่าย
ร่างโย่ง ๆ ของมันล้มหน้าคะมำลงกับพื้นไปในทันที
“ดูเหมือนข้าจะรับวิชาของเจ้าได้นะ..
พี่หม่า”
ผมพูดพลางยื่นกระบี่จี้ไปที่ต้นคอของหมอนั่น สบตามองไปทางอีกฝ่ายเชิงกดดันน้อย ๆ
หม่าชุนเฟิงที่ถูกผมใช้กระบี่จี้คอก็ได้แต่จ้องสวนตอบกลับ..กลับมา ใบหน้าแสดงออกอย่างเจ็บใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะยกมือขึ้นมา
ทำท่าเหมือนกับบอกว่า 'ยอมแล้ว'
เห็นภาษากายแบบนั้นของอีกฝ่าย ผมเลยเคลื่อนกระบี่ออก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยื่นมือซ้ายให้อีกฝ่ายเหมือนกับที่อาจารย์สอนลูกเสือเคยสอน
ไม่ใช่เพื่อหยาม..
แต่เพื่อบอกว่าเราจบกันตรงนี้ แบบให้เกียรติกัน
เหม่าชุนเฟิงแย้มยิ้มออกมา ก่อนจะยื่นมือกลับมาตอบรับมือของผม..
น้ำหนักมือของเขามั่นคง ไม่ได้มีแววลังเลเลยแม้แต่น้อย
“ท่านไม่เพียงรับ..
แต่ยังหยุดวิชาของข้าลงได้อีกด้วยพี่หลิว..
ข้าแพ้ท่านแล้วจริง ๆ”
เขาพูดออกมาชัดถ้อยชัดคำ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วเดินไปทางทวนคู่ใจที่ปักคาพื้นอยู่
สายตาของหมอนั่นกวาดไปทางอากาศด้านบนเล็กน้อย
แน่นอน..
เป็นจุดที่อาวุโสฮูจินลอยตัวอยู่
“ท่านน้ารอง..
ข้าขอยอมแพ้”
“หลานข้า..
ข้าขอถามเจ้าอีกครั้งว่าเจ้าจะยอมแพ้จริง ๆ รึ?”
เสียงของตาแก่ฮูจินดังลงมาอย่างแน่วแน่
แม้แกจะเห็นกับตา ได้ยินกับหู แต่กฎก็คือกฎ ยังไงก็ต้องถามให้แน่ใจเป็นครั้งสุดท้าย
“ขอรับท่านน้ารอง.. ข้าแพ้พี่หลิวแล้วจริง ๆ”
เจ้าหม่าชุนเฟิงกล่าวพร้อมกับโน้มตัวเก็บทวนของเขาลงช้า ๆ
คำพูดของหมอนั่นหนักแน่นพอ ๆ กับน้ำเสียงที่แฝงความยอมรับอย่างไม่มีข้อแม้
“รอบสี่คนสุดท้ายของสายบนคำรบแรก..!
ผู้ชนะได้แก่หลิวเจี้ยนจากสำนักสี่ขุนเขา! มันจะได้เข้าสู่รอบชิงสายบนในวันมะรืนตอนยามซื่อ!
ส่วนหม่าชุนเฟิงแห่งบ้านตระกูลอาชาสวรรค์..
จะได้ไปแก้ตัวในสายล่างในวันพรุ่งตอนยามซื่อกับผู้ชนะจากสายร่างในรอบสี่คนคำรบแรก!”
เสียงประกาศของอาวุโสฮูจินดังก้องเหนือสนาม และครั้งนี้.. มันไม่เหมือนกับครั้งไหน ๆ ที่ผมเคยขึ้นเวทีมา
ไม่มีแค่เสียงเงียบงันหรือเสียงฮือฮา แต่เสียงปรบมือกลับดังก้องไปทั่วสนาม
บางทีคนพวกนั้นอาจไม่ได้เชียร์ผมจริง ๆ หรอก
แต่อย่างน้อย..
ครั้งนี้พวกเขาก็ยอมรับว่าผมคู่ควรจะยืนอยู่บนเวทีนี้ ไม่เหมือนวันแรก ๆ ที่มีแต่เสียงโฮ่ไล่
เสียงโห่ร้องที่ดังกระหึ่มในสนามเหมือนจะกลายเป็นเสียงแทรกในหัวผมไปหมด..
ผมไม่ได้สนใจอะไรพวกนั้นหรอก
สายตาผมเบนไปที่อัฒจันทร์ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือทันที
และใช่..
ผมมองไปที่ไอ้หมอนั่น..
ตงเสวี่ยซาน
เราสบตากันเพียงชั่วขณะ..
แต่แววตานั้นบอกทุกอย่างที่ยังไม่เคยพูดออกไป
ขอแค่มันชนะอุสางิซากิได้..
การนัดหมายของเราก็จะได้เดินหน้าเสียที
แต่ยังไม่ทันที่ผมจะจ้องข่มหมอนั่นได้อย่างสาแก่ใจ..!
ความเจ็บปวดรุนแรงก็แล่นขึ้นมาจากช่องท้อง เอาทำตัวผมทรุดลงทันทีโดยไม่รู้ตัว
ราวกับร่างกายไม่รับคำสั่งอีกต่อไป
“แย่แล้ว...”
ผมกัดฟัน พยายามประคองตัว แต่รู้เลยว่านี่ไม่ใช่แค่อาการบาดเจ็บธรรมดาอีกแล้ว
“พี่หลิว? ท่านปะ...เป็น..!?”
เสียงของหม่าชุนเฟิงดังแว่วมาถึงหูผม แต่ตอนนั้นเสียงทุกอย่างมันอื้ออึงฟังดูอู้อี้ราวกับกำลังฟังคนพูดตอนอยู่ใต้น้ำ
หม่าชุนเฟิงรีบทรุดลงมาข้างตัวผมทันที..
มือของเขาแตะลงที่แขนผมเพื่อช่วยพยุงให้ลุกขึ้น..
แต่ในตอนที่มันแตะมาที่ตัวผม ก็เหมือนกับว่าฝ่ายนั้นจะรับรู้ได้ถึงพลังที่เอ่อทะลักอยู่ใต้ผิว
ดวงตาของหมอนั่นก็เบิกกว้างทันที
“พะ...พี่หลิว!
ท่านกำลังเลื่อนระดับพลัง!!”
ใช่!!
ผมรู้สึกได้ ว่าพลังในร่างกายของผมมันกำลังดีดทะยานขึ้น
มันไม่ใช่ครั้งแรกของผมสักหน่อย
ความรู้สึกคือ.. ทั้งร่างร้อนวูบ.. เสียงเต้นของหัวใจดังก้องอยู่ในหู ปราณที่เคยนิ่งสงบตอนนี้ปั่นป่วนรุนแรงจนแทบควบคุมไม่อยู่
ร่างกายของผมกำลังผลักผ่านขีดจำกัดของมันไปสู่อีกระดับหนึ่ง!!