ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 79 กระบี่สำนักสี่ขุนเขา vs คมทวนตระกูลหม่า ตอน ปลาย

    ที่ริมขอบระเบียงของสนาม บนอัฒจันทร์ฝั่งตระกูลปีกมังกร

    บรรยายแบบมุมมองบุคคลที่สาม

             

            'มันถึงกับสามารถใช้ปราณสามธาตุได้อย่างดีเด่น..

            นี่ท่านมีคนแบบมันเป็นผู้สืบทอดอย่างนั้นหรือ..

            พี่ซื่อ'

            ผู้อาวุโสลำดับที่หนึ่งแห่งตระกูลปีกมังกรตงชเว ที่ชมการประลองอยู่ก็ได้แต่สะท้านอยู่ในใจ

            หลังจากพบกับหลิวเจี้ยนครั้งสุดท้ายเมื่อแปดเดือนก่อน ตอนที่มหานครปัญจมิตร

            ตอนนั้นนางก็แค่รู้สึกว่าหลิวเจี้ยนนั้นก็แค่เด็กที่น่าจะดูโดดเด่นเล็กน้อย

            กระทั่งสามารถชนะตงป๋ายซานที่มีวรยุทธ์สูงกว่ามันได้หนึ่งขั้น กระนั้นก็เรียกได้ว่าปกติ เพราะอย่างไรจอมยุทธ์ในระดับเดียวกัน ต่างกันแค่ขั้น ต้น กลาง สูง ก็ยังถือว่าสามารถต่อสู้กันได้อย่างสูสี

            จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ตงป๋ายซานจะพ่ายให้หลิวเจี้ยน

            แม้ว่าต่อมานางจะได้ช่วยให้หลิวเจี้ยนให้รอดพ้นจากการถูกคนตระกูลตงคนอื่นตามราวี เพราะเห็นแก่หน้าคนรักเก่า

            โดยยื่นข้อเสนอให้ตงเสวี่ยซานกำราบมันในศึกปัญจมิตรแทน โดยให้เหตุผลว่าหากชนะมันได้ในศึกครั้งนี้

            ชื่อเสียงที่เสียไปจะได้กลับมาอย่างล้นหลามต่อหน้าสายตาของทุกคน

            แต่ตัวของผู้อาวุโสผู้คุมกฎแห่งตระกูลปีกมังกรเช่นนางไม่คิดเลย ว่าเจ้าคนคิ้วบางคนนี้จะมีพรสวรรค์สุดสูงล้ำ

            อีกยังมีสามารถมากมายถึงเพียงนี้!

            นางเริ่มชักไม่แน่ใจแล้วที่ตัดสินใจช่วยมันในครั้งนั้น จะเป็นผลดีหรือผลร้ายกันแน่

            เพราะแทนที่จะให้ตงเสวี่ยซานกำราบมันลงในศึกปัญจมิตร กลับกลายเป็นช่วยเพิ่มพูนชื่อเสียงให้หลิวเจี้ยนโด่งดังขึ้นแทน

            ยิ่งรู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับช่างซื่อ อีกแซ่ที่มันใช้ยังเป็นแซ่หลิว!

            สติปัญญาของท่านหญิงตงผู้นี้พลันรู้ผนวกทุกอย่างเข้าด้วยกันจนรู้แจ้งได้ว่าหลิวเจี้ยนนั้นคือลูกของผู้ใดกันแน่

            เมื่อรู้ถึงจุดนี้..

            นางจึงเริ่มนึกเสียใจแล้วที่ยืนมือเข้าสอดในเรื่องนี้

             

            “ก็แค่การตรึงพลังปราณธาตุขึ้นมาเพื่อละลายปราณเหมันต์

            มันยังไม่ได้แสดงอะไรออกมาเลย..

            เหตุใดพวกเขลาเหล่านี้ถึงได้แตกตื่นกันด้วย”

            ตงกวนเทียนกล่าวออกมาพร้อมกับมองไปที่สนามประลองด้วยท่าทางหยามเหยียด

             

            “ถูกแล้วน้องข้า”

            ตงหลี่เทียนกล่าวเสริม

            “เผลอ ๆ มันอาจใช้เพียงกลเม็ดบางอย่างเสียด้วยซ้ำ

            ไฟที่มันใช้.. อาจมิใช่ปราณธาตุจริง ๆ หรือต่อให้มันมีปราณธาตุไม่เพียงสามแต่เป็นสี่

            อย่างไรขอบเขตของการใช้งานจริงก็แค่สอง..

            มิอาจฝึกทั้งสี่ธาตุร่วมกันได้ ด้วยอาจทำให้ปราณธาตุในร่างตีกันจนทำให้จุดตันเถียนบอบช้ำ

            เจ้าแซ่หลิวคนนี้มันไม่เห็นวิเศษที่ตรงไหน..

            เจ้าว่าหรือไม่..

            ตงเสวี่ยซาน”

             

            ตงเสวี่ยซานเหล่ส่งสายตามองไปยังคนที่เรียกหามัน

            ก่อนที่นัยน์ตาสุดเย็นชานั้นจะกรอกกลับมาอยู่ตรงจุดเดิมแล้วจึงกล่าว

            “ต่อให้มันสามารถใช้ปราณธาตุทั้งสี่สายได้คล่องแคล่ว..

            มันก็เป็นเพียงปราณธาตุเท่านั้น..

            แม้อาจพลิกแพลงใช้ได้ตามสถานการณ์บ้าง แต่มันก็เป็นเพียงการพลิกแพลงเพื่อเอาตัวรอด

            หาใช่ใช้ต่อสู้จริงได้เสียที่ไหน..

            เป็นมันมากกว่าที่จักลำบากหากจุดตันเถียนรับไม่ไหว..

            ไม่ตายด้วยมือเรามันก็อาจดับมอดไปด้วยตัวของมันเอง”

            มุมปากของคนกล่าวถึงตรงนี้ ก็ได้ยกขึ้นอย่างชิงชัง

            ใจหนึ่งก็รู้สึกเหมือนคนตรงหน้าคือของเล่นที่หวงแหน

            อีกใจหนึ่งก็..

            “แต่ถ้ามันตายไปเสียก่อน..

            เราคงรู้สึกผิดหวังแย่..”

             

            ได้ยินรุ่นเยาว์ทั้งสามของตระกูลพูดดูถูกดูแคลนหลิวเจี้ยน..

            อาวุโสเช่นตงชเวก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมา

            ในใจลึก ๆ ของสตรีแก่นางนี้

            นางก็ได้แต่หวังให้ตงเสวี่ยซานพ่ายแพ้ให้แก่หลิวเจี้ยนสักครั้ง

            ที่อาวุโสผู้คุมกฎแห่งตระกูลปีกคิดเช่นนั้นมิใช่เพราะเข้าข้างหลิวเจี้ยนเพราะเห็นว่ามันคือผู้สืบทอดของช่างซื่อ..

            แต่เพราะต้องการจะให้หลิวเจี้ยนดับความหยิ่งยโสของเด็กผู้มีพรสวรรค์คนนี้ลงสักเสี้ยวหนึ่งก็ยังดี..

            เหมือนครั้งที่นางเคยปราชัยต่อช่างซื่อในครั้งอดีต..

            .

            .

    กลับมาที่การบรรยายมุมมองบุคคลที่หนึ่ง

    จากปากของหลิวเจี้ยน

             

            ในตอนที่เจ้าหม่าชุนเฟิงเสียสมาธิไปเพียงเสี้ยวเดียว!

            ผมรีบดันกระบี่ขึ้นสุดแรง!

            ส่งผลให้ทวนในมือของหมอนั่นหลุดจากแรงกด ก่อนที่ร่างของเจ้าหม่าชุนเฟิงจะเสียหลักตามไปติด ๆ

            ผมไม่รอให้โอกาสดี ๆ หลุดมือ!! รีบง้างศอกแล้วฟาดเข้าใส่ใบหน้าของมันเต็มแรงในจังหวะเดียว แบบเน้น ๆ

            ร่างโย่ง ๆ ที่เคยนั่งทับผมอยู่ถึงกับล้มตึงไปข้างตัวในทันที

            ผมใช้จังหวะนั้นรีบกลิ้งตัวออกมาตั้งหลักใหม่

             

            ในตอนที่ผมกลับมาตั้งหลักได้ไม่นาน เจ้าหมอนั่นก็วิ่งสวนเข้ามาอีกครั้ง

            ผมเองก็ไม่รอช้า กำกระบี่แน่นแล้วปรี่เข้าหามันในทันที

             

            ผมรีบรวบเก็บปราณอัคคีลงในกระเป๋า ก่อนเรียกปราณธาตุวารีขึ้นมาใหม่ ทำให้กระบี่กระแสธาราถูกเคลือบฉาบไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งจนน่าหวาดหวั่น

            ขณะที่ฝั่งตรงข้าม..

            ทวนของหม่าชุนเฟิงกลับลุกโชติช่วงไปด้วยพลังลมที่กราดเกรี้ยวในตอนที่ง้างฟาดใส่มาทางผม

            พลังคนละสาย คนละขั้ว แต่จังหวะปะทะกลับแน่นพอ ๆ กัน

             

            เสียงโลหะกระแทกกันดังสนั่นหลายต่อหลายครั้ง!

            พวกเราผลัดกันรุกผลัดกันรับแบบไม่ยอมให้ใครนำหน้าไปได้แม้แต่ครึ่งจังหวะ

            แต่หลังจากที่เราฟาดกันไปเกือบยี่สิบกระบวน ผมเริ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง

            ซึ่งมันแปลก

            จังหวะทวนของเจ้าหม่าชุนเฟิงมัน..

            ไม่รู้สิ.. ผมว่ามันผิดจังหวะไปนิดหนึ่ง เหมือนคนใช้ของไม่ถนัด

            ถึงการออกอาวุธมันจะเร็ว แต่ความลื่นไหลยังไม่ถึงขั้นว่าประณีตหรือชำนาญ

            เหมือนว่าหมอนี่มันไม่ถนัดในสิ่งที่มันถืออยู่ในมือ..

             

            “พี่หม่า..

            ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่ถนัดอาวุธประเภทนี้ใช่หรือเปล่า?”

            ผมอดถามออกไปไม่ได้

             

            อาจเป็นเพราะผมเคยฝึกกับไอ้เจ้าหน้าขนอย่างซุนโหวหวังมานาน

            เลยจับจังหวะของคนใช้อาวุธระยะกลางได้บ้าง

            พวกที่ถนัดกระบองหรือทวนจริง ๆ มักจะใช้มุมของด้ามศาสตราเปลี่ยนทิศโจมตีอยู่เรื่อย ๆ เหมือนโหวหวังที่สับเปลี่ยนมือสลับซ้ายขวาในการใช้กระบองฟาดโจมตีจนทำให้รูปแบบการโจมตีนั้นหลากหลาย คาดเดาทิศทางลำบาก

            แต่หม่าชุนเฟิง..

            หมอนี่กลับจับทวนอยู่แค่ตรงกลาง ไม่ปรับมือ ไม่สลับมุม ไม่เหวี่ยงฟาดจากปลายอาวุธเพื่อเพิ่มระยะ หรือกระทั่งทิศทางที่เหวี่ยงฟาดก็เป็นมุมเดิม ๆ จุดเก่า ๆ

            ท่วงท่าของเขาเลยดูแข็งเหมือนคนถือดาบหนักสองมือมากกว่าจะเป็นนักทวนสายลมที่ควรจะวาดศาสตราอย่างลื่นไหล

            มันเหมือนกำลังใช้ของที่ไม่ใช่ของตัวเองยังไงยังงั้น

             

            “ท่านมองออกด้วยหรือพี่หลิว”

            หม่าชุนเฟิงพูดขึ้นพลางจ้วงทวนเข้าใส่ผมสองสามที

            แน่นอนว่าผมยังพอรับได้อยู่

            “เพราะแบบนี้ข้าถึงสมัครเข้าสำนักสี่ขุนเขาอย่างไรเล่าท่าน

            เพราะข้าถนัดอาวุธระยะใกล้มากกว่า..

            รู้แล้วอย่าไปบอกคนอื่นเล่าท่าน..”

             

            ผมยกกระบี่ขึ้นปัดทวนที่แทงเข้ามาแบบไม่ให้เสียจังหวะ

            พร้อมตอบกลับด้วยน้ำเสียงปนหัวเราะในลำคอเล็กน้อย

            “ข้าน่ะไม่ใช่พวกปากมากอยู่แล้ว..

            แต่ข้าเกรงว่า..”

            พูดจบผมก็สะบัดกระบี่สวนกลับไปทันที

            หวังจะดูว่าเจ้าหม่าจะยังวางใจจนลืมระวังรึเปล่า

            “หากยิ่งเจ้าแลกรับอาวุธกับข้าอยู่แบบนี้..

            คู่ต่อสู้ของเจ้าในรอบต่อไปจะมองออกเอานะ..

            พี่หม่า”

             

            “ก็จริงของท่าน”

            หมอนั่นพูดพลางใช้ข้อศอกขวาหนีบแนบทวนไว้ที่ลำตัวไว้แน่น

            ก่อนจะออกแรงฟาดกวาดบีบให้ผมต้องกลิ้งตัวหลบฉากออกมา

             

            แล้วพอกลับมาตั้งหลักได้และมองไปที่ตัวของหม่าชุนเฟิง

            ฝ่ายนั้นกลับตั้งท่าพร้อมกับเร่งพลังปราณขึ้นมา

            สายตาจ้องมาทางผมแบบกึ่งเป็นมิตรแต่ก็จริงจัง

            “คมทวนตระกูลหม่า ท่าที่ 5 ปราการทวนไร้ขอบเขต!!”

             

            จู่ ๆ พื้นสนามก็เกิดสั่นไหวขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่อะไรบางอย่างจะงอกโผล่ขึ้นมาจากพื้นลานแบบไม่ให้ตั้งตัว!

            สิ่งที่งอกขึ้นมานั้นเป็นทวนเล่มใหญ่ยักษ์ หนาเท่าท่อนซุง ที่โผล่ขึ้นมาทีละต้น ทีละต้น..

            ไม่ใช่แค่ต้นเดียว แต่ล้อมรอบตัวของหม่าชุนเฟิงเป็นวงกลม

            ผมเบิกตาขึ้นนิดหน่อยด้วยความตกใจ!

            สารภาพตามตรงว่าไม่เคยเห็นวิชานี้มาก่อนเลย และพอไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร สิ่งที่ดีที่สุดคือการไม่เข้าใกล้

            ผมรีบชักกระบี่กลับมาแล้วถอยหลังออกไปอีกสิบกว่าก้าว ทิ้งระยะให้ปลอดภัยไว้ก่อน

            เพื่อรอดูว่า 'ปราการทวน' ของหมอนั่นมันจะเล่นอะไรอีก

             

            “พี่หลิว...!”

            เสียงตะโกนของหม่าชุนเฟิงดังมาจากอีกฟากสนาม เรียกความสนใจของผมกลับไปยังวงทวนตรงกลางทันที

            “กระบวนท่าต่อไปที่ข้าจะใช้..

            มันเป็นท่าโจมตีที่ร้ายกาจที่สุดของข้าแล้ว!

            หากว่าท่านสามารถต้านทานมันได้ ข้าจะขอยอมแพ้ท่านแต่โดยดี”

             

            “งั้นข้าก็ขอน้อมรับคำประกาศยอมแพ้ของเจ้าไว้ล่วงหน้าแล้วกันนะ..

            พี่หม่า”

            ผมพูดไปพลางแค่นยิ้ม

            แต่ในขณะเดียวกัน! เนตรสีทองก็พลันปรากฏขึ้นแทนดวงตาปกติของผมทันที

            เมื่อใช้เนตรนี้ สิ่งที่เคยมองไม่เห็นก็ชัดเจนขึ้นทันตา

            จากที่เห็นแค่กลุ่มทวนล้อมอยู่รอบตัวของหม่าเฟย

            ผมกลับมองทะลุผ่านมันไปได้ และนั่นคือครั้งแรกที่ผมเห็นพลังปราณในร่างของหม่าชุนเฟิงชัดเจนที่สุด

            มันกำลังไหลเวียนวนรอบแขนขาทั้งสี่อย่างหนาแน่น และสิ่งที่น่ากลัวกว่าคือพลังที่แผ่ออกจากตัวทวนของเขาเองก็ไม่ได้น้อยหน้าเลยแม้แต่นิด

            สัญชาตญาณเตือนผมทันทีว่านี่ไม่ใช่แค่ท่าสุดท้ายธรรมดาแน่นอน

            ผมรีบตรึงปราณมาศขึ้นเต็มกำลัง ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวที่จะประมาทได้เลย

             

            “คมทวนตระกูลหม่า ท่าที่ 4 ทวนอาชาสะบั้นสวรรค์!”

            ป่ง..!

            ทวนมหึมาที่เคยล้อมรอบสนามหายวับไปราวกับไม่เคยมีอยู่

            โดยภาพติดตาของทวนเล่มมหึมาทั้งหมดต่างรวมผสานเข้าไปที่ทวนที่หม่าชุนเฟิงถือจับ

            จากนั้นไม่ถึงครึ่งลมหายใจ!!

            หม่าชุนเฟิงก็พุ่งตรงเข้ามาทางผมด้วยความเร็วที่แบบ! ให้ตายเถอะ!! ผมแทบมองไม่ทันด้วยซ้ำ!

            คิ้วผมกระตุกทันทีที่เห็นหมอนั่นกรวดเท้าวิ่งเข้ามาเร็วขนาดนั้น!

            เร็วชนิดที่แม้แต่พ่อบุญธรรมของผมเองก็ยังเทียบไม่ติด

            ความเร็วแบบนี้มันไม่ใช่แค่ฝีเท้า แต่มันคือการใช้ร่างกายทั้งหมดให้เป็นอาวุธ!

            เคร้ง...!

            กระบี่ของผมปะทะกับคมทวนเสียงดังสนั่น แรงกระแทกเล่นเอาผมต้องถอยกรูดไปหลายก้าว ความรู้สึกของผมตอนนี้เรียกได้ว่าแทบไม่รู้สึก ทวนที่อีกฝ่ายฟาดมาในรอบนี้มันหนักแน่นและแรงมากจนแขนผมรู้สึกชา

            ยังดีที่ผมสามารถรับไว้ได้ ไม่ล้มคว่ำไปกับพื้น

            คงต้องยกความดีความชอบให้คู่หูร่วมฝึกของผมอย่างโหวหวังล่ะนะ

             

            แต่ก่อนที่ผมจะตั้งหลักได้จากแรงที่เปลี่ยนมากขึ้นของฝ่ายตรงข้าม!

            เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็กระแทกพื้นดังขึ้นอีกครั้งจากด้านหลัง

            ไอ้บ้านั่นตามซ้ำมาอีกรอบแบบไม่กะเลี้ยงผมให้โต!!

             

            “แย่แล้ว!”

            คราวนี้ไม่เหมือนเมื่อครู่..

            เมื่อกี้ผมยังมีเวลาตั้งรับทันเพราะคำเตือนจากเจ้าหม่าชุนเฟิง แต่รอบนี้สิ! ผมเพิ่งจะตั้งหลักได้แท้ ๆ ปราณที่ตึงไว้ก็ใช้ไปร่วมครึ่งกับจังหวะปะทะก่อนหน้า แถมแขนผมยังชาไม่หาย!

            จะให้ยกกระบี่ขึ้นรับอีกรอบ.. ถ้าแขนไม่หักไปก็คงได้กระเด็นตกเวทีแน่ ๆ

            เอาง่าย ๆ ถ้ารับตรง ๆ มีแต่เจ็บกับเจ็บหนัก!

            ต้องหาวิธีอื่น!

             

            แต่ไม่รู้ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดหรือปฏิกิริยาตอบสนองของนักกีฬาเก่าอย่างผม

            ร่างกายของผมก็ได้ขยับนำไปก่อนสมองจะคิดทัน

            ผมกัดฟันแน่นแล้วอัดปราณธาตุปฐพีลงไปใต้ฝ่าเท้า ใช้พลังปราณธาตุบังคับให้ดินตรงนั้นพุ่งพูนขึ้นมา กลายเป็นแท่นยกตัวผมขึ้นสูงจากพื้นสนามไปสองเมตรพอดิบพอดี

            และใช่..! หม่าชุนเฟิงมันไม่ปล่อยให้ผมได้หายใจหรอก

            พอเห็นผมใช้ธาตุปฐพีเข้าช่วย หมอนั่นก็เร่งฝีเท้าเข้ามาทันที พลังของท่าที่สี่จากตระกูลมันผสานเข้ากับท่าร่างที่เร็วมากจนแทบมองตามไม่ทัน

            ทวนในมือมันฟาดเข้ามาใส่แท่นหินใต้เท้าผมอย่างแรงจนทำให้แท่นหนุนเท้าของผมแตกกระจาย

            แรงสะเทือนทำให้ร่างผมหงายหลังร่วงลงมาแทบจะในทันที

            และยังไม่ทันได้ตั้งสติดี ๆ หมอนั่นก็หมุนตัวกลับตัวตบฝ่าเท้าขวาลงกับพื้นอย่างแรงแล้วพุ่งเข้าหาผมอีกคำรบแบบไม่ปล่อยให้ผมได้ตั้งหลักเลยแม้แต่น้อย

            แน่นอนว่า.. มันคงคิดว่านี่คือโอกาสทองที่ดีที่สุด เพราะผมตอนนี้กำลังลอยร่วงลงมาช้า ๆ

            ไม่มีแม้แต่หลักเหยียบ..

            ไม่มีแรงต้าน..

            เหมือนเหยื่อที่หล่นลงมาตรงหน้ามันเป๊ะ ๆ

             

            แต่โชคร้ายที่คราวนี้ผมมีเวลาคิดได้ทัน

            และเป็นหม่าชุนเฟิงเองที่เผยจุดอ่อนให้ผม..

            มันบอกเองว่าไม่ถนัดอาวุธที่มันถือ

            ซึ่งเป็นสิ่งทีไม่ควรทำเอาซะเลยในการต่อสู้..

             

            ผมปล่อยให้ตัวเองร่วงลงมาจากมุมสูงโดยจงใจ..

            ดวงตาจดจ้องไปที่ปลายทวนของเจ้าหม่าชุนเฟิง พลังปราณในร่างผมปะทุขึ้นทันทีไม่ต้องรอใครสั่ง

            “วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 3 อสูรสูญ!!”

            ป่ง!!

            กระบี่ที่อัดแน่นด้วยปราณมาศของถูกฟาดลงในแนวดิ่ง

            เป้าหมายไม่ใช่ตัวหมอนั่น..

            แต่คือปลายทวนของมันที่พุ่งเข้ามาหาผม!!

             

            เกิดเสียงกระแทกดังสนั่น!!

            เมื่อคมกระบี่ของผมฟาดเข้าที่ปลายทวนจนทวนทั้งเล่มจมลงดินไปครึ่งลำ

            ตอนนี้หม่าชุนเฟิงเหมือนเอาไม้พลองวิ่งใส่กำแพงหินเต็มแรง!

            ผลก็คือเจ้าหมอนั่นที่วิ่งมาเต็มสปีดถึงกับสะดุดตัวลอยโครมจนตัวเกือบทิ่ม

             

            แต่ผมไม่หยุดแค่นั้น!!

             

            แรงเหวี่ยงจากการฟาดกระบี่ยังไม่หมดดี!

            ผมหมุนตัวกลางอากาศหนึ่งรอบ ก่อนจะฟาดปลายเท้าใส่ข้อมือของมันด้วยเท้าขวาเหมือนกำลังเตะฟรีคิกจนมือของหมอนั่นหลุดออกจากการจับทวน

            ซึ้งผมยังไม่หยุดแค่นั้น!

            ผมใช้เท้าข้างเดิมออกแรงดึงสวนกลับมา ตอกส้นเท้าเข้าใส่หน้าอกของอีกฝ่าย

            ร่างโย่ง ๆ ของมันล้มหน้าคะมำลงกับพื้นไปในทันที

             

            “ดูเหมือนข้าจะรับวิชาของเจ้าได้นะ..

            พี่หม่า”

            ผมพูดพลางยื่นกระบี่จี้ไปที่ต้นคอของหมอนั่น สบตามองไปทางอีกฝ่ายเชิงกดดันน้อย ๆ

             

            หม่าชุนเฟิงที่ถูกผมใช้กระบี่จี้คอก็ได้แต่จ้องสวนตอบกลับ..กลับมา ใบหน้าแสดงออกอย่างเจ็บใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะยกมือขึ้นมา

            ทำท่าเหมือนกับบอกว่า 'ยอมแล้ว'

             

            เห็นภาษากายแบบนั้นของอีกฝ่าย ผมเลยเคลื่อนกระบี่ออก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยื่นมือซ้ายให้อีกฝ่ายเหมือนกับที่อาจารย์สอนลูกเสือเคยสอน

            ไม่ใช่เพื่อหยาม..

            แต่เพื่อบอกว่าเราจบกันตรงนี้ แบบให้เกียรติกัน

             

            เหม่าชุนเฟิงแย้มยิ้มออกมา ก่อนจะยื่นมือกลับมาตอบรับมือของผม..

            น้ำหนักมือของเขามั่นคง ไม่ได้มีแววลังเลเลยแม้แต่น้อย

            “ท่านไม่เพียงรับ..

            แต่ยังหยุดวิชาของข้าลงได้อีกด้วยพี่หลิว..

            ข้าแพ้ท่านแล้วจริง ๆ”

            เขาพูดออกมาชัดถ้อยชัดคำ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วเดินไปทางทวนคู่ใจที่ปักคาพื้นอยู่

            สายตาของหมอนั่นกวาดไปทางอากาศด้านบนเล็กน้อย

            แน่นอน..

            เป็นจุดที่อาวุโสฮูจินลอยตัวอยู่

            “ท่านน้ารอง..

            ข้าขอยอมแพ้”

             

            “หลานข้า..

            ข้าขอถามเจ้าอีกครั้งว่าเจ้าจะยอมแพ้จริง ๆ รึ?”

            เสียงของตาแก่ฮูจินดังลงมาอย่างแน่วแน่

            แม้แกจะเห็นกับตา ได้ยินกับหู แต่กฎก็คือกฎ ยังไงก็ต้องถามให้แน่ใจเป็นครั้งสุดท้าย

             

            “ขอรับท่านน้ารอง.. ข้าแพ้พี่หลิวแล้วจริง ๆ”

            เจ้าหม่าชุนเฟิงกล่าวพร้อมกับโน้มตัวเก็บทวนของเขาลงช้า ๆ

            คำพูดของหมอนั่นหนักแน่นพอ ๆ กับน้ำเสียงที่แฝงความยอมรับอย่างไม่มีข้อแม้

             

            “รอบสี่คนสุดท้ายของสายบนคำรบแรก..!

            ผู้ชนะได้แก่หลิวเจี้ยนจากสำนักสี่ขุนเขา! มันจะได้เข้าสู่รอบชิงสายบนในวันมะรืนตอนยามซื่อ!

            ส่วนหม่าชุนเฟิงแห่งบ้านตระกูลอาชาสวรรค์..

            จะได้ไปแก้ตัวในสายล่างในวันพรุ่งตอนยามซื่อกับผู้ชนะจากสายร่างในรอบสี่คนคำรบแรก!”

            เสียงประกาศของอาวุโสฮูจินดังก้องเหนือสนาม และครั้งนี้.. มันไม่เหมือนกับครั้งไหน ๆ ที่ผมเคยขึ้นเวทีมา

            ไม่มีแค่เสียงเงียบงันหรือเสียงฮือฮา แต่เสียงปรบมือกลับดังก้องไปทั่วสนาม

            บางทีคนพวกนั้นอาจไม่ได้เชียร์ผมจริง ๆ หรอก

            แต่อย่างน้อย..

            ครั้งนี้พวกเขาก็ยอมรับว่าผมคู่ควรจะยืนอยู่บนเวทีนี้ ไม่เหมือนวันแรก ๆ ที่มีแต่เสียงโฮ่ไล่

             

            เสียงโห่ร้องที่ดังกระหึ่มในสนามเหมือนจะกลายเป็นเสียงแทรกในหัวผมไปหมด..

            ผมไม่ได้สนใจอะไรพวกนั้นหรอก

            สายตาผมเบนไปที่อัฒจันทร์ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือทันที

            และใช่..

            ผมมองไปที่ไอ้หมอนั่น..

            ตงเสวี่ยซาน

             

            เราสบตากันเพียงชั่วขณะ..

            แต่แววตานั้นบอกทุกอย่างที่ยังไม่เคยพูดออกไป

            ขอแค่มันชนะอุสางิซากิได้..

            การนัดหมายของเราก็จะได้เดินหน้าเสียที

             

            แต่ยังไม่ทันที่ผมจะจ้องข่มหมอนั่นได้อย่างสาแก่ใจ..!

            ความเจ็บปวดรุนแรงก็แล่นขึ้นมาจากช่องท้อง เอาทำตัวผมทรุดลงทันทีโดยไม่รู้ตัว

            ราวกับร่างกายไม่รับคำสั่งอีกต่อไป

             

            “แย่แล้ว...”

            ผมกัดฟัน พยายามประคองตัว แต่รู้เลยว่านี่ไม่ใช่แค่อาการบาดเจ็บธรรมดาอีกแล้ว

             

            “พี่หลิว? ท่านปะ...เป็น..!?”

            เสียงของหม่าชุนเฟิงดังแว่วมาถึงหูผม แต่ตอนนั้นเสียงทุกอย่างมันอื้ออึงฟังดูอู้อี้ราวกับกำลังฟังคนพูดตอนอยู่ใต้น้ำ

            หม่าชุนเฟิงรีบทรุดลงมาข้างตัวผมทันที..

            มือของเขาแตะลงที่แขนผมเพื่อช่วยพยุงให้ลุกขึ้น..

            แต่ในตอนที่มันแตะมาที่ตัวผม ก็เหมือนกับว่าฝ่ายนั้นจะรับรู้ได้ถึงพลังที่เอ่อทะลักอยู่ใต้ผิว

            ดวงตาของหมอนั่นก็เบิกกว้างทันที

            “พะ...พี่หลิว!

            ท่านกำลังเลื่อนระดับพลัง!!”

             

            ใช่!!

            ผมรู้สึกได้ ว่าพลังในร่างกายของผมมันกำลังดีดทะยานขึ้น

            มันไม่ใช่ครั้งแรกของผมสักหน่อย

            ความรู้สึกคือ.. ทั้งร่างร้อนวูบ.. เสียงเต้นของหัวใจดังก้องอยู่ในหู ปราณที่เคยนิ่งสงบตอนนี้ปั่นป่วนรุนแรงจนแทบควบคุมไม่อยู่

            ร่างกายของผมกำลังผลักผ่านขีดจำกัดของมันไปสู่อีกระดับหนึ่ง!!

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน