บทที่ 45 ชายผู้บ้าบิ่น
“ยังมีอาวุธคู่กายเช่นนี้"
เมื่อเหลียวมองภาพของหยาดฝนที่ก่อรวมเป็นกระบี่เล่มหนึ่ง เฉินซือหยางก็ได้แต่ปากอ้าค้างพร้อมพึมพำออกมาด้วยความตื่นตาตื่นใจ แตกต่างจากจินเยว่ที่ไม่รู้สึกถึงความแปลกใหม่หรือเลิศล้ำอันใด นางเพียงไม่คาดคิดว่า บนโลกใบนี้จะมีคนฝากชีวิตไว้กับฟ้ากับฝน หากฝนไม่ตกแล้วจะทำอย่างไร นับเป็นเรื่องที่บ้าบอสิ้นดี
กระแสเสียงของจินเยว่อธิบายขึ้นในหัวของชายหนุ่ม
“พลังจิตวิญญาณสรรพสิ่งคู่กายมิได้มีเฉพาะในอาวุธ แต่ทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ หรือทุกสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เมื่ออยู่ภายใต้กฎเกณฑ์แห่งจักรวาลล้านดารา อยู่ภายใต้พลังงานจากดาราสุริยะ ทุกสรรพสิ่งจึงล้วนมีพลังจิตวิญญาณแห่งสรรพสิ่ง และสามารถถูกเลือกเป็นอาวุธคู่กายได้”
เฉินซือหยางคิดขึ้นในหัวโต้ตอบกับจินเยว่
“เช่นนั้นคนก็สามารถเลือกแสง ความมืด สายลม อากาศ ดิน หรือแม้แต่น้ำเป็นอาวุธคู่กายได้น่ะสิ เมื่อเป็นเช่นนี้พลังแห่งจิตวิญญาณสรรพสิ่งและรูปแบบความจำเพาะของพลังจะไม่มหาศาลหรือ"
จินเยว่อธิบายออกไป
“ในทางทฤษฎีย่อมมีความเป็นไปได้อยู่ แต่ในทางปฏิบัติยากเสียยิ่งกว่ายากที่จะเกิดขึ้น ขนาดคนที่มีพลังจิตวิญญาณระดับเทวะก็มิอาจนึกฝันถึง”
“ทำไม?”
“นั่นก็เพราะว่า กฎเกณฑ์สำคัญของการเชื่อมโยงระหว่างพลังจิตวิญญาณกับพลังจิตวิญญาณแห่งสรรพสิ่งก็คือจำนวน ปริมาณ รวมถึงความเข้มข้น สิ่งที่เจ้ายกมาไม่ว่าจะเป็นแสง ความมืด สายลม อากาศ ดิน น้ำ แน่นอนว่าด้วยพวกมันเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ทุกแห่งหน เป็นสสารเดียวกันทั้งหมด ไปที่ไหนก็เจอ ทั้งเป็นสี่งที่มีปริมาณมหาศาล เมื่อมีปริมาณที่มากทั้งคงสภาพอยู่ตลอดเวลาความเข้มข้นแห่งพลังจิตวิญญาณก็ย่อมเจือจาง แก่นฐานแห่งพลังจึงแผ่ลามยากเชื่อมโยงเป็นจุดเดียว มีอีกกี่สิบชีวิตสิบชาติก็คงยากที่จะผสานเชื่อมโยงกับสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมด อีกทั้งสิ่งบางสิ่งยังเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ใช้สำหรับดำรงชีพของทุกคน คงอยู่คู่กับสิ่งมีชีวิตมาอย่างยาวนาน เช่นนั้นมันย่อมไม่มีทางที่จะแปรเปลี่ยนกฎเกณฑ์ความเป็นจริงเพื่อจะเชื่อมโยงกับใครคนใดคนหนึ่งได้ เว้นแต่…”
“เว้นแต่อะไร?”
“เว้นแต่จะหาภาชนะมากักเก็บไว้ให้มันอยู่ในจำนวนจำกัดหรือมีปริมาณที่เพียงพอจะให้พลังจิตวิญญาณของตนผสานเชื่อมโยงกับพลังจิตวิญญาณแห่งสรรพสิ่งของมันได้ ยกตัวอย่างเช่น หากเจ้าอยากได้น้ำทะเลเป็นอาวุธคู่กาย แต่ความเป็นจริงไม่มีใครมีพลังจิตวิญญาณที่มากพอจะยืดขยายให้แผ่ปกคลุมเพื่อเทียบเท่าและผสานเชื่อมโยงหรือสัมผัสกับน้ำทะเลทั้งผืนได้ เจ้าก็แค่หาภาชนะกักเก็บน้ำทะเลส่วนหนึ่ง พยายามสัมผัสและหาการตอบสนองจากน้ำทะเลจำนวนนั้นที่เจ้าเก็บมา หากมันตอบรับและเชื่อมโยงกับพลังจิตวิญญาณเจ้า น้ำทะเลจำนวนที่เจ้าตักมาก็จะเป็นอาวุธคู่กายของเจ้า แต่ย่อมไม่ใช่กับน้ำทะเลทั้งหมด เจ้าจะสามารถใช้น้ำทะเลแค่ในปริมาณที่บรรจุในภาชนะเป็นอาวุธคู่กาย หากใช้จนหมดไป นั่นก็คือสิ้นอาวุธคู่กายของเจ้า หากไม่ทำการสัมผัส เชื่อมโยงจนเกิดการตอบสนองและยอมรับในตัวตนของเจ้าอีก น้ำทะเลที่แม้จะตักขึ้นมาใหม่ในภาชนะเดิมอีกกี่รอบก็ไม่สามารถใช้เป็นอาวุธคู่กายได้ เว้นแต่ว่าเจ้าจะกล้าผนึกพลังชีวิตของตนร่วมกับน้ำทะเลในขณะที่อยู่ในภาชนะนั่นด้วย ซึ่งนั่นจะทำให้ภาชนะของเจ้ามีความพิเศษจำเพาะสามารถตักน้ำทะเลรอบใหม่แล้วทำการเชื่อมโยงเสริมประสานได้ง่ายดายดังเดิม แต่นั่นก็ต้องแลกกับความเสี่ยงที่ว่า หากภาชนะถูกทำลาย แก่นกำเนิดพลังจิตวิญญาณหรืออาจเป็นชีวิตเจ้าจะถูกทำลายไปด้วย”
เฉินซือหยางผงกศีรษะอย่างเข้าใจ ก่อนจะคิดไปถึงกองไฟ หากมันถูกชะตากับไฟ ไฟยอมรับในตัวมัน มันอยากมีอาวุธคู่กายเป็นไฟ ก็ต้องหาภาชนะที่จะสามารถจุดไฟหรือเก็บรักษาไฟนั้นเพื่อให้คงอยู่เป็นอาวุธคู่กายได้ แต่ถ้าทำเช่นนั้นคงไปมาไม่สะดวก จะให้คงสภาพการมีอยู่ของไฟตลอดก็ยากจะกระทำ อาจเป็นภาระมากกว่าเป็นอาวุธคู่กายเสียมากกว่า และจากที่ฟังคำอธิบาย มันเชื่อมกับไฟในภาชนะของตน นั่นย่อมหมายความว่าเมื่อไปเจอกองไฟหรือไฟที่ถูกจุดอยู่บริเวณอื่น ไฟนั่นย่อมไม่ใช่อาวุธคู่กายของมัน มันจักใช้ไฟอื่นไม่ได้
“แล้วเหตุใดบุรุษกลางคนผู้นั้นจึงสามารถควบคุมฝนทั้งหมด"
จินเยว่คล้ายกำลังกวาดสายตาไปทั่วบริเวณ ก่อนอธิบาย
“ไม่ใช่ฝนทั้งหมด แต่เป็นฝนเฉพาะเมืองแห่งนี้....บุรุษนั่นใช้เมืองจรดเมฆาเป็นภาชนะ”
เฉินซือหยางทวนคำด้วยความตกตะลึง
"ใช้เมืองทั้งเมืองเป็นภาชนะ"
ก่อนมันจะคิดขึ้นในหัวกับจินเยว่
“หากสามารถควบคุมฝนได้ทั้งเมือง เช่นนั้นมันจะไม่ไร้เทียมทานหรอกหรือ?”
“แน่นอนว่าเป็นเช่นนั้น เพียงแต่ว่าฝนใช่จะตกอยู่ตลอดเวลา นานทีปีหนจึงจะโผล่มาซักครั้ง มันจะไร้เทียมทานก็ต่อเมื่อฝนตก แต่จะกลายเป็นคนง่อยที่หวังพึ่งผู้อื่นเมื่อไร้ฝน… นี่จึงเป็นการเลือกอาวุธคู่กายที่บ้าบิ่นสิ้นดี"
เฉินซือหยางกลับรู้สึกเห็นต่าง นี่ไม่นับเป็นการเลือกอาวุธที่บ้าบิ่น แต่การที่บุรุษผู้นั้นเลือกเช่นนี้ก็เพราะ เมื่อถึงคราวจำเป็น อาวุธคู่กายของมันจะเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้
อย่างที่เฉินซือหยางคาดคิด การเดินหมากของซุนหลงกับคนผู้หนึ่งมีมาอย่างยาวนาน แผนการมากมายล้วนถูกงัดออกมาเป็นจำนวนมาก ใช้หมากแก้หมากอย่างทันกันมาโดยตลอด เช่นนั้นหมากลับไพ่สุดท้ายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรมี ซุนหลงย่อมวางตนเองเป็นไพ่ลับหมากสุดท้าย หากมันออกโรงต้องสามารถแปรวิกฤติพลิกกระดาน จะทำเช่นนั้นได้มันต้องมีสิ่งที่เหนือกว่าหมากที่ฝ่ายตรงข้ามถือ กระบี่สีเงินวาวจึงไม่ใช่คำตอบสำหรับมัน กระบี่เล่มนี้นับเป็นอาวุธชั้นดี แต่อาวุธชั้นดีใครก็มีได้ การตัดสินเป็นตายยังต้องพึ่งทักษะผู้ใช้ ดังนั้นมันจึงยังไม่พยายามที่จะทำความรู้จักกับกระบี่ ไม่คิดที่จะหาทางตอบสนองเชื่อมโยงกับมัน จนกระทั่งวันหนึ่งในช่วงฝนพรำ ฝนนี้ตกเฉพาะเมืองจรดเมฆา สร้างความชุ่มฉ่ำแลจรรโลงใจที่ตรึงเครียดแก่มันยิ่ง มันจึงออกไปตากฝนเพื่อหวังให้ฝนชะล้างความคิดที่คลุมเครือในใจ จ้องมองเม็ดฝนที่โปรยปรายลงมา จ้องมองอยู่อย่างนั้นไม่ไปไหน จวบจนฝนซา ปริมาณของน้ำฝนลดน้อยลง สิ่งหนึ่งก็พลันผุดขึ้นมาในหัว แม้นี่จะเป็นเรื่องที่บ้าบิ่น เรื่องที่มิน่าจะเกิดขึ้นในความคิดของมัน เรื่องที่มนุษย์บนแดนดาราแห่งนี้ไม่น่าจะกระทำ แต่มันก็ยังคิดจะลองกระทำ มันตัดสินใจอย่างแน่วแน่ จึงยืนจ้องมองเม็ดฝนที่สร่างซา มองเมฆาที่มืดครึ้ม มองอยู่อย่างนั้น มองถึงสามวันสามคืนโดยไม่จากไปไหน สุดท้ายมันก็สามารถสัมผัสและเชื่อมโยงถึงพลังจิตวิญญาณสรรพสิ่งที่ก่อรวมศูนย์เป็นจุดเดียวบนน้ำฝนในเมฆครึ้ม โดยใช้ความรู้สึกคุ้นเคยและความผูกพันธ์ฝังลึกของตนกับเมืองจรดเมฆามาเป็นสิ่งเชื่อมโยงถักทอ
มันเลือกฝนเป็นอาวุธคู่กาย
เลือกเมืองจรดเมฆาเป็นภาชนะ
เมื่อเป็นเช่นนั้นการเดินหมากตลอดมาของมันจึงมีหมากแก้ที่เป็นไพ่ลับ โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน ช่วงที่มีฝนตก หมากกระดานนี้ของมันก็ยิ่งแข็งแกร่ง จึงต่อต้านคงอยู่มาหลายสิบปีได้ ฝ่ายตรงข้ามที่สู้กันมานาน แม้ไม่รู้อะไรคือไพ่ลับของการเดินหมากอย่างชัดเจน แต่มันรู้ดีว่าเมื่อไหร่ที่ฝนตก หมากดำบนกระดานจะไร้เทียมทานยากเอาชัย มันถึงเร่งที่จะรุกฆาตก่อนที่ฝนจะตกลงมา
มาปีนี้เหมือนฟ้าฝนจะเป็นใจแก่หมากขาว ส่งให้ฝนไม่ตกตามฤดูกาล จึงเป็นหมากขาวที่ไล่รุกฆาตอย่างเต็มที่ แต่ซุนหลงยังเดินหมากประคองให้ถึงที่สุด ซื้อเวลาให้มากที่สุด จนสุดท้ายซื้อเวลามาถึงคืนเดือนมืด คืนที่มีฝนตกลงมา ส่งให้หมากดำซึ่งเป็นไพ่ลับที่นำพามันพลิกกระดานมานักต่อนักได้เปิดเผยออกอีกครั้ง
ขั้นการผสานจิตวิญญาณ กระบี่ที่ก่อรวมจากสายฝน กระบี่เหนือพิรุณที่แท้จริงปรากฏ!
ซุนหลงมองรถม้าทั้งสามที่บัดนี้เงียบสนิท มองอยู่ชั่วอึดใจก่อนกล่าวออกไปว่า
“สิ่งที่พวกเจ้าอยากเห็น อยู่ตรงนี้แล้ว… นี่ก็คืออาวุธคู่กายข้า!”
ซุนหลงคำรามก้องพร้อมคว้ามือจับด้ามกระบี่ที่ก่อรวมจากฝน ก่อนตวัดฟันขวางออกไป เสมอมาที่ซุนหลงใช้กระบี่สีเงินวาว มันจะต้องต่อสู้ในระยะประชิดเพราะใช้พลังปาฏิหาริย์ออกมามิได้ เนื่องจากมิได้ผสานจิตวิญญาณกับอาวุธเล่มนั้น ทว่าบัดนี้ อาวุธคู่กายมันได้เปิดเผยแล้ว ฝนก็คืออาวุธคู่กายของมัน กระบี่เหนือพิรุณก็คือฝน อาณาเขตรอบกายมันที่ฝนร่วงหล่นจึงเป็นกระบี่ เช่นนั้นเมื่อมันผสานจิตวิญญาณแล้ว หนึ่งการฟันกระบี่ที่ก่อรวมจากฝนจึงบังเกิดเส้นสายตัดวาบเป็นแนวนอน กรีดลากตัดอากาศจนดังหวือหวา สายฝนผ่าแยกเป็นช่องตัดขวาง เคลื่อนที่ไปข้างหน้าดั่งคลื่นมหานที อันเป็นคลื่นที่คมกริบสามารถตัดผ่าได้ทุกสิ่ง
หนึ่งการลงมือของซุนหลงนี้แฝงไว้ด้วยจิตสังหารพร้อมปลิดชีวิตในคราเดียว สามตัวตนบนรถม้าสามคันย่อมรู้สึกได้ เมื่ออยู่ท่ามกลางสายฝนที่เป็นอาณาเขตพลังของซุนหลง ฝนโดยรอบก็ดูจะหนุนเสริมกับคลื่นพลังที่ตัดขวางมานี้ พวกมันจึงรู้สึกตัวว่าเกินจะต้านทาน เมื่อใดที่อยู่ภายใต้หยาดฝนที่ร่วงหล่นในเมืองจรดเมฆา พวกมันก็ยากที่จะเอาชนะเหนือคนผู้นี้ได้อีกแล้ว
สิ่งเดียวที่จะทำได้ในตอนนี้ก็คือ การหนีออกจากอาณาเขตฝนเพื่อรักษาชีวิต!
ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็ช่าง การเอาชีวิตรอดจากตรงนี้สำคัญกว่า สู้ทีหลังย่อมไม่เสียหาย คิดเช่นนี้บุรุษชราที่นั่งบนรถม้าคันตรงกลางจึงลงมือ ศิษย์น้องทั้งสองของมันมีเครื่องดนตรีเป็นอาวุธประเภทดีดและเป่า ส่วนของมันเป็นประเภทตี เสียงกลองจึงดังปึงปังสามจังหวะ พลังขั้นการผสานจิตวิญญาณกับอาวุธคู่กายสะท้อนออกเป็นคลื่นวงกลมสามสาย อานุภาพปานฟ้าจะถล่ม แต่ทันทีที่พลังจิตวิญญาณที่ส่งออกจากกลองนั่นปะทะคลื่นน้ำที่คมกริบ เสียงเปรี้ยงก็ดั่งสนั่นไหว พลังเพลงกลองถูกผ่ายับขาดครึ่ง เม็ดฝนกระเซ็นซ่านซัดออกราวกับลูกดอก เสียงเพลงพิณและขลุ่ยครวญจึงบรรเลงออกมาต้านรับไว้ ทว่าก็หยุดได้เฉพาะเม็ดฝนที่พุ่งสาดกระเซ็น พลังคลื่นน้ำที่ตัดขวางออกส่วนหนึ่งยังมุ่งไปอย่างไร้ปราณี!
คนทั้งสามไม่รั้งอยู่ ต่างตบมือลงยังรถม้าส่งร่างให้เหินขึ้นกลางอากาศทะลุหลังคารถม้า หลบรอดจากพลังคลื่นน้ำที่ตัดขวางได้อย่างฉิวเฉียด ส่งให้ตัวรถม้าผ่าครึ่งไปทั้งแถบ ม้าที่ลากจูงเมื่อไร้คนคุมก็ต่างตกใจกระโดดดีดขาหน้าโจนทะยานวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต เช่นเดียวกับเงาร่างสามสาย ที่ต่างถืออาวุธคู่กายที่เป็นเครื่องดนตรีสามประเภท เหินทะยานหวังหลบจากอาณาเขตฝนตกของซุนหลง
พวกมันไม่คิดชักช้า เพลงกระบี่จากสายฝนเมื่อครู่พวกมันได้สัมผัสมากับตัวแล้ว หากฝนยังตกอยู่เช่นนี้ หากอยู่ในรัศมีน้ำฝนที่ร่วงโรยเหนือเมืองจรดเมฆา ซุนหลงก็คือตัวตนที่ไร้เทียมทานยากที่ผู้มีพลังจิตวิญญาณทัดเทียมกันจะสามารถเอาชนะมันได้ หมากกระดานนี้ถูกพลิกกลับแล้ว!
เมื่อรู้ว่าสู้ไปก็รังแต่จะเสียเปรียบ คนทั้งสามจึงหลบหนีเพื่อรักษาชีวิตอย่างไม่สนศักดิ์ศรี แต่ในทางของซุนหลง เมื่อไพ่ตายของมันเผยออกแล้ว มันก็ไม่ต้องการให้ฝ่ายตรงข้ามได้รับรู้ มันต้องจัดการคนทั้งสามลงตรงนี้ มันต้องสยบหมากขาวที่เป็นไพ่ลับของฝ่ายศัตรูในโอกาสนี้
คิดดังนั้นมือที่กำชับกระบี่ซึ่งก่อรวมจากฝนก็พลันยกขึ้นเหนือศีรษะ ปลายกระบี่ชี้เหยียดจรดฟ้า พลังจิตวิญญาณในกายเร่งเร้าปลดปล่อยอย่างเต็มที่ ผสานรวมเข้ากับพลังจิตวิญญาณสรรพสิ่งแห่งอาวุธคู่กายอย่างไม่ออมรั้ง มันทำสมาธิ ผสานเชื่อมโยงกับอาวุธอย่างลึกล้ำ ก่อนแสดงขั้นการเชื่อมประสานกับอาวุธคู่กายที่เหนือกว่าขั้นผสานจิตวิญญาณออกมา
“ปลดปล่อยจิตวิญญาณ!”