ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 189 คนแปลกท้ายวัง

        ในส่วนลึกของวังเฟิงเหลยมีลานกว้างที่ห่างไกลผู้คนอยู่แห่งหนึ่ง

        ลานแห่งนี้ไม่มีอะไรพิเศษตรงกลางมีต้นไม้ใหญ่สูงตระหง่านอยู่สองต้น บดบังลานแห่งนี้ไปแล้วหนึ่งในสามส่วน

        บนหลังคาเรือนหลังหนึ่งในลานกว้างแห่งนี้เต็มไปด้วยใบไม้แต่ไม่มีใครเก็บกวาดทำให้ดูสกปรกรกร้าง

        ผู้มากความสามารถคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่นี่ได้รับการเคารพเลื่อมใสจากราชวงศ์แห่งแคว้นเฟิงเหลย

        ในขณะนั้นเองมีแขกไม่ได้รับเชิญปรากฏตัวขึ้นตรงทางเข้าออกลานกว้างและในมือของเขายังอุ้มเด็กสองคนเอาไว้ด้วย

        เด็กสองคนนี้มีอายุราวหกขวบคนหนึ่งเป็นผู้ชายและอีกคนหนึ่งเป็นผู้หญิง พวกเขาต่างตื่นกลัว มือเท้าถูกมัดไว้อยากบอกกล่าวสิ่งใดก็ทำไม่ได้เพราะโดนปิดปาก

        “ผู้อาวุโสข้ามาแล้ว”

        คนผู้นี้คือจักรพรรดิแห่งแคว้นเฟิงเหลยคนอื่นอาจเห็นเขาทรงพลังยิ่งใหญ่ เป็นจักรพรรดิที่โดดเด่น

        แต่ตอนนี้เขากำลังมองลานกว้างเบื้องหน้าด้วยรอยยิ้มท่าทางนอบน้อมอย่างมาก

        ลานกว้างที่เงียบสงบพลันมีพายุโหมกระหน่ำขึ้นมาพายุพัดโหมไปทั่วทั้งลานกว้างและพุ่งตรงออกไปเพื่อเปิดประตูลานทำให้เสื้อผ้าของจักรพรรดิสะบัดพลิ้วอย่างรุนแรง

        เด็กสองคนนั้นโดนพายุหอบไปแล้วทั้งที่ยังตื่นกลัว

        เนื่องจากพวกเขาโดนปิดปากไว้มิอาจบอกกล่าวสิ่งใดได้จึงทำได้เพียงแสดงความสิ้นหวังออกมาทางดวงตา ทั้งหวาดกลัวและไร้ความช่วยเหลือ

        โพละ! โพละ!

        หมอกโลหิตสองกลุ่มกระเซ็นออกมาตรงหน้าเด็กสองคนนั้นจากนั้นเด็กทั้งสองคนก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยพร้อมกับพลังชีวิตที่เลือนหายไปด้วย

        ต่อมาพายุก็จางหายลานกว้างแห่งนั้นกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

        “ผู้อาวุโสข้าเข้าไปนั่งสักหน่อยได้หรือไม่”

        จักรพรรดิมองประตูที่ปิดสนิทเบื้องหน้าพลางกล่าวด้วยท่าทีที่ยังคงนอบน้อม

        ประตูลานกว้างที่ไม่เคลื่อนไหวพลันมีเสียง‘แอ๊ด’ ดังขึ้น ประตูเปิดออกอย่างเชื่องช้าเผยให้เห็นบรรยากาศภายในลานกว้าง

        จักรพรรดิเหลือบตามองเล็กน้อยแล้วเดินเข้าไปด้านใน

        เมื่อเข้ามาภายในลานกว้างแล้วเขาเดินไปยืนใต้ต้นไม้อย่างว่าง่าย ไม่กล้าทำอะไรเกินเลยแม้แต่น้อย

        “ว่ามา”

        จากนั้นเสียงแหบพร่าของชายชราคนหนึ่งพลันดังออกมาจากภายในเรือน

        “เขาทำลายผนึกออกมาแล้ว”

        จักรพรรดิกล่าวกับเรือนหลังนั้น

        “หืม?”

        หลังจากได้ยินคำของจักรพรรดิเสียงจากภายในเรือนจึงกล่าวขึ้นด้วยความสงสัย

        จากนั้นพายุได้โหมกระหน่ำขึ้นอีกครั้งหัวที่เกิดขึ้นจากพลังพุ่งออกมาจากในเรือนมาอยู่ตรงหน้าจักรพรรดิในพริบตาและสบตาจักรพรรดิอยู่

        หัวที่เกิดจากพลังนี้มีผมสีขาวยุ่งเหยิงดวงตาแดงก่ำดูกระหายเลือด หน้าซีดขาวคล้ายโดนถลกหนังออกไปชั้นหนึ่งทำให้จักรพรรดิที่โดนสบตาหัวใจเต้นรัว

        “ใครเป็นคนทำลาย”

        เสียงแหบพร่าดังออกมาจากปากของหัวนั้น

        “ข้าไม่รู้ไม่เจอร่องรอยพลังใดๆ จากพลังที่ทำลายออกมาเลย ข้าส่งคนไปตรวจสอบแล้วแต่ผลลัพธ์อาจไม่เป็นดั่งหวัง” จักรพรรดิพยายามข่มจิตใจให้สงบนิ่งพลางกล่าว

        “หาเจอแล้วให้พามาที่นี่”

        เสียงแหบพร่านั้นดังขึ้นอีกครั้งจากนั้นหัวที่เกิดจากพลังจึงพุ่งกลับเข้าไปภายในเรือนอย่างรวดเร็วประตูเรือนปิดสนิทในพริบตาคล้ายกับไม่เคยถูกเปิดมาก่อน

        “ขอรับ”

        จักรพรรดิก้มหน้าเล็กน้อยพลางกล่าว

        “ข้า...ข้ายังมีอีกเรื่อง”

        “ผู้อาวุโสยอมรับในตัวข้าอย่างแท้จริงแล้วหรือไม่ข้ารู้สึกว่ากำลังจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น หากไม่มีผู้อาวุโสคอยช่วยเหลือข้าเกรงว่าจะรับมือได้ยาก”

        “ไปจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยแล้วข้าจะทำให้พลังยุทธ์ของเจ้าถึงขั้นเกียรติยศ”

        “ขอรับๆข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”

        จักรพรรดิกระตือรือร้นขึ้นมาทันทีที่ได้ยินอย่างนั้น

        แม้อีกฝ่ายจะมีการกระทำแปลกๆแต่คำของอีกฝ่ายยังเชื่อถือได้ ในเมื่ออีกฝ่ายกล่าวเช่นนี้ออกมาแล้วพลังยุทธ์ของเขาจะเลื่อนไปถึงขั้นเกียรติยศได้เมื่อไรขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น

        จากนั้นจักรพรรดิจึงค่อยๆล่าถอยออกมาจากลานกว้าง ทว่าลึกเข้าไปในแววตาของเขากลับส่งประกายบางอย่างที่สังเกตเห็นได้ยากออกมา

        ในแคว้นเฟิงเหลยแห่งนี้ยังไม่มีใครสามารถควบคุมเขาได้อย่างแท้จริง

        ตราบใดที่เขายังควบคุมคนอื่นได้ใครคิดควบคุมเขาจะต้องตายอย่างไร้ร่องรอย

         

        ก่อนที่จะออกจากมิติใต้หนองน้ำเสิ่นเสวียนได้ทำลายร่องรอยของตนเองไปแล้ว แม้มีคนมาตรวจสอบก็ไม่เจอสิ่งใด

        เมื่อออกจากที่นี่แล้วเสิ่นเสวียนก็มุ่งหน้าไปยังเขตตะวันตกของเมืองชางฉงในทันที

        ตอนนี้มีเสิ่นสืออีปกป้องอยู่ข้างกายแล้วพลังป้องกันตัวของเสิ่นเสวียนจึงแข็งแกร่งกว่าเดิมมาก แม้การทะลวงคลายผนึกของผังเมืองซานเหอจะทำให้จิตวิญญาณของเขาได้รับความเสียหายอย่างหนักแต่เสิ่นสืออียังอยู่ ทำให้พลังไม่ได้ลดลงเลย

        ตอนนี้เขาแยกตัวออกมากว่าหนึ่งเดือนแล้วเขาอยากเห็นว่าเสิ่นเสี่ยวเม่ยและคนอื่นๆ เป็นอย่างไรบ้าง

        ทว่าตอนที่เขาเพิ่งเข้าเมืองไปนั้นกลับเจอคนที่คุ้นเคยคนหนึ่ง

        เดิมทีคนที่คุ้นเคยคนนี้ไม่ได้มีแรงดึงดูดต่อเขามากนัก

        ทว่าไอพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของอีกฝ่ายกลับดึงดูดความสนใจของเขา

        สามคนนั้นกำลังดื่มสุราอยู่ภายในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งของเมืองชางฉง

        สองคนมีพลังยุทธ์ขั้นราชันระดับสูงสุดและคนหนึ่งมีพลังยุทธ์ขั้นจักรพรรดิระดับกลาง

        คนที่มีพลังยุทธ์ขั้นจักรพรรดิระดับกลางคือคนที่เสิ่นเสวียนรู้จักเขาก็คือชายชราที่มากับคุณชายรองแห่งตระกูลเฝิงที่ได้เจอกันในโรงเตี๊ยมของตระกูลเฝิงก่อนหน้านี้ เขามีชื่อว่าอู๋หมิง

        บนร่างของพวกเขาสามคนมีไอพลังของพวกเริ่นเสี้ยวเทียนคละเคล้าอยู่โดยเฉพาะคนที่ชื่ออู๋หมิงผู้นั้นที่มีไอพลังของพวกเริ่นเสี้ยวเทียนรุนแรงที่สุด

        ไอพลังเช่นนี้คนทั่วไปอาจสัมผัสไม่เจอแต่เสิ่นเสวียนรู้จักกับพวกเริ่นเสี้ยวเทียนเป็นอย่างดีบวกเข้ากับพลังสัมผัสของเขาที่ไม่ธรรมดา จึงสัมผัสได้ในทันที

        คนเหล่านี้เคยสู้กับพวกเริ่นเสี้ยวเทียนมาก่อน

        เขาเคยมอบจี้หยกอันหนึ่งให้เสิ่นเสี่ยวเม่ยจี้หยกอันนั้นเชื่อมต่อเข้ากับเปลวเพลิงแห่งชีวิตของเสิ่นเสี่ยวเม่ยหากเกิดเรื่องอะไรกับเสิ่นเสี่ยวเม่ย จี้หยกอันนั้นจะส่งสัญญาณให้เขารับรู้ได้แต่เขาไม่รับรู้เลยแสดงว่าพวกเริ่นเสี้ยวเทียนยังไม่เป็นอะไร

        แต่ในเมื่อต่อสู้กันแล้วคงปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปไม่ได้

        อู๋หมิงมีพลังยุทธ์ขั้นจักรพรรดิระดับกลางแล้วพวกเริ่นเสี้ยวเทียนคนใดคนหนึ่งยังเอาชนะไม่ได้เลยและบนร่างของเขายังมีไอพลังของพวกเริ่นเสี้ยวเทียนคละเคล้ารุนแรงขนาดนี้แสดงให้เห็นว่าเขาเคยทำให้พวกเริ่นเสี้ยวเทียนบาดเจ็บมาก่อน

        คิดได้ดังนั้นแววตาของเสิ่นเสวียนจึงวาวโรจน์ด้วยเจตจำนงสังหารในพริบตา

        เรื่องนี้เขาอภัยให้ไม่ได้

        จากนั้นเขาจึงเดินตรงไปยังโรงเตี๊ยมแห่งนั้นทันที

        โรงเตี๊ยมแห่งนี้ตั้งอยู่ชายแดนทิศใต้ของเมืองชางฉงเป็นสถานที่ที่ผู้คนเดินทางเข้ามาจากทางใต้ของเมือง เรียกได้ว่าคึกคักเลยทีเดียว

        อู๋หมิงและขั้นราชันระดับสูงสุดสองคนนั้นกำลังดื่มสุราอยู่ด้านใน

        ครึ่งเดือนกว่าๆที่ผ่านมานี้ พวกเขาเคร่งเครียดมาตลอด จนภายหลังเริ่มผ่อนคลายลงบ้างแล้ว ตอนนี้พวกเขาทั้งสามกำลังทำภารกิจอย่างหนึ่งอยู่นั่นคือตรวจสอบคุณชายผู้หนึ่งในเมืองชางฉง

        ทว่าในขณะนั้นกลับมีแขกไม่ได้รับเชิญคนหนึ่งเดินเข้ามาถึงโต๊ะของพวกเขาแล้วนั่งลง

        “ใครให้เจ้านั่งไสหัวไป”

        ขั้นราชันคนหนึ่งเห็นเสิ่นเสวียนนั่งลงจึงตะโกนไล่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

        ในขณะเดียวกันไอพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาพุ่งเข้าปกคลุมร่างของเสิ่นเสวียนเอาไว้แม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นราชันทั่วๆ ไปโดนพลังนั้นโจมตียังต้องกระเด็นไปเลยแต่เสิ่นเสวียนกลับนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมเขาสัมผัสได้ถึงพลังแต่ทำอะไรเขาไม่ได้แม้แต่น้อย

        “ไม่ต้อนรับสหายเก่าเช่นนี้เลยหรือ”

        เสิ่นเสวียนนั่งอยู่ตรงนั้นเริ่มหยิบตะเกียบคีบอาหารบนโต๊ะมากิน

        เขาไม่ได้กินอาหารมานานแล้วทำให้เขารู้สึกคิดถึงอาหารเล็กน้อย บนโต๊ะนี้มีอาหารดีๆ อยู่หลายอย่างทั้งเนื้อวัว ขาแพะ และขาหมู ล้วนแล้วแต่หรูหราทั้งนั้นเสิ่นเสวียนคีบกินไปหลายคำโดยไม่เกรงใจพวกเขาเลย

        “น้องๆขอสุราไหหนึ่ง”

        เสิ่นเสวียนกินอาหารไปพลางส่งเสียงเรียกลูกจ้างในโรงเตี๊ยม

        “ขอรับคุณลูกค้ารอสักครู่”

        ลูกจ้างได้ยินเสียงเรียกของเสิ่นเสวียนจึงยกสุรามาให้ทันที

        อู๋หมิงมองเสิ่นเสวียนที่กำลังกินดื่มส่วนขั้นราชันอีกสองคนตกตะลึงไปแล้ว สามารถรับมือกับพลังโจมตีของพวกเขาได้แสดงว่าคนผู้นี้ต้องมีพลังที่แข็งแกร่งมาก

        คนหนุ่มอายุแค่นี้กลับมีพลังถึงขนาดนี้เบื้องหลังของเขาต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

        “ข้าจำเจ้าได้แล้วเจ้าคือเด็กหนุ่มที่มากับคุณชายใหญ่ในวันนั้น”

        อู๋หมิงมองเสิ่นเสวียนโดยไม่รังเกียจพลางยิ้มเย็นออกมา

        กล้าปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขาอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้มีความเป็นไปได้เพียงสองอย่าง หนึ่งคือคนผู้นี้มีพลังแข็งแกร่งมากมั่นใจว่าจะรอดไปได้ และสองคือคนผู้นี้เป็นบ้าไปแล้ว

        “คุณชายสุราของท่าน”

        ขณะนั้นลูกจ้างได้นำสุราเข้ามาวางลงตรงหน้าเสิ่นเสวียน

        “เจ้ามาทำอะไรที่นี่”

        อู๋หมิงเห็นเสิ่นเสวียนไม่สนใจเขาจึงเอ่ยถามไปอีกครั้ง

        เสิ่นเสวียนรินสุราด้วยท่าทางปกติแล้วดื่มเข้าไปจนหมดจากนั้นก็เรอออกมา

        “กินเร็วไปหน่อยขออภัยด้วย อ้อ! ใช่แล้ว ข้ามาที่นี่เพื่อเอาชีวิตเจ้า”

        เสิ่นเสวียนกล่าวกับสามคนนั้นอย่างไม่เกรงใจ

คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน