ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 192 โกรธ บางสิ่งบางอย่างแปลกไป

            เนื่องจากเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นในตำหนักโซ่วอันในวันนั้นในช่วงไม่กี่วันมานี้ ไทเฮาจึงมักจะฝันร้ายทุกคืนราวกับถูกตามหลอกหลอนไม่มีสิ้นสุด เช้าจรดค่ำล้วนนอนไม่หลับ เชิญหมอจากทั่วทุกสารทิศเข้ามาตรวจอาการก็ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด

            มันหนักมากเสียจนยามนี้นางอยู่ในสภาพไร้ชีวิตชีวาตลอดทั้งวันสามารถนอนหลับได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆในระหว่างวันเพื่อเติมพลังชีวิตของตนเพียงเท่านั้น

            ดังนั้นแม้ว่าไทเฮาจะทรงมีพระประสงค์ที่จะค้นหาความผิดของมู่จื่อหลิงนางก็ยังไร้ซึ่งเรี่ยวแรงแต่ครั้งนี้นางไม่คิดว่ามู่จื่อหลิงจะหาเรื่องมาให้นางด้วยตนเอง

            ในตำหนักโซ่วอัน ในยามที่ไทเฮาเพิ่งผล็อยหลับไปเพียงครู่เดียวทันใดนั้นก็ถูกนางกำนัลคนหนึ่งเข้ามาปลุกนางด้วยท่าทางเร่งรีบ

            เนื่องจากไม่ง่ายเลยที่นางจะนอนหลับจู่ๆ ก็ต้องตื่นขึ้นมา ไทเฮาจึงโกรธกริ้วทันที

            แต่เมื่อเห็นว่าผู้ใดกำลังเข้ามาไทเฮาก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ นางกำนัลคนนั้นคือชิวเยวี่ยนางกำนัลส่วนพระองค์ขององค์หญิงอันหย่า

            เนื่องจากอาการเจ็บป่วยขององค์หญิงอันหย่าชิวเซียงและชิวเยวี่ยจึงอยู่ข้างกายนางเสมอฮองเฮาทรงรู้ว่าการที่ชิวเยวี่ยจะเข้ามาด้วยท่าทางที่กระสับกระส่ายทั้งยังมีการกระทำที่หยาบกระด้างเช่นนี้ได้จะต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นกับหย่าเอ๋อร์ของนางเป็นแน่

            ตามที่คาดการณ์ไว้

            ทันทีที่นางได้ยินรายงานของชิวเยวี่ยได้รู้ว่าองค์หญิงอันหย่าเกิดอาการประชวรอีกครั้งไทเฮาก็รีบลุกขึ้นจากพระที่นั่งอันอ่อนนุ่ม ตรัสอย่างกังวลว่า “อะไร? หย่าเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้างมีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่?”

            ไทเฮาหันไปสั่งขันทีชราข้างกายนางอย่างกระวนกระวายใจโดยไม่รอให้ชิวเยวี่ยตอบคำถาม“ซุนกงกง จงรีบไปสำนักหมอหลวงแล้วส่งหมอหลวงออกจากวังไปดูเร็วเข้า”

            ขันทีเฒ่ารับคำสั่งด้วยความเคารพแล้วจากไป

            ไทเฮาเหลือบมองชิวเยวี่ยที่ยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าของนาง ก่อนจะขมวดคิ้วแน่น “บอกมา เกิดอะไรขึ้นอยู่ดีๆ จะเจ็บป่วยได้อย่างไร?”

            “กราบทูลไทเฮาเป็นฉีหวางเฟย นางมาแต่เช้าตรู่...” ชิวเยวี่ยตัวสั่นด้วยความกลัวนางเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนเช้าอย่างสั่นสะท้าน

            ในเวลาไม่ถึงอึดใจชิวเยวี่ยก็ทำให้มู่จื่อหลิงกลายเป็นผู้ที่สร้างปัญหาที่ประตูวังหลวงในตอนเช้าตรู่ทั้งยังเป็นผู้ที่ดูหมิ่นและสร้างความอับอายให้กับองค์หญิงอันหย่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าในท้ายที่สุดยังเล่าว่าอาการหัวใจวายขององค์หญิงอันหย่าก็เกิดจากมู่จื่อหลิง

            ทุกคนที่ประตูวังหลวงรู้ดีว่าที่จู่ๆองค์หญิงอันหย่าล้มป่วยลงไป เป็นเพราะนางตกใจกับการระเบิดของรถม้าอย่างกะทันหันแต่ชิวเยวี่ยกลับผลักทุกอย่างให้เป็นความผิดของมู่จื่อหลิง

            ทุกคนรู้ดีว่าสิ่งที่ต้องห้ามที่สุดสำหรับไทเฮาคือเรื่องของฉีอ๋องเขาเป็นดั่งหนามพิษที่ทิ่มแทงใจของไทเฮาแต่ไม่ว่าอย่างไรไทเฮาก็ไม่อาจดึงมันออกมาได้

            ดังนั้นชิวเยวี่ยจึงหลีกเลี่ยงความจริงที่ว่าฉีอ๋องก็อยู่ที่นั่นด้วย นอกจากนี้ องค์หญิงของพวกนางก็ชื่นชอบฉีอ๋องดังนั้นนางจะปล่อยให้มีบางอย่างเกิดขึ้นกับเขาได้อย่างไร

            และหากไทเฮาทรงทราบความฝันขององค์หญิงที่จะได้สมรสกับฉีอ๋องก็จะยิ่งห่างไกลออกไป

            ทันทีที่มีการกล่าวถึงมู่จื่อหลิงไทเฮาก็โกรธขึ้นมาทันที ดวงตาของนางลุกเป็นไฟด้วยความโกรธ “บังอาจ บังอาจยิ่งนักมู่จื่อหลิงผู้นี้จะกล้าหาญเกินไปแล้วกล้ามากที่มาลงมืออยู่บนหัวของอายเจียในยามนี้”

            ก่อนหน้านี้ไทเฮาทรงคิดอย่างไร้เดียงสาว่านางจะสามารถใช้ประโยชน์จากเรื่องของหลงเซี่ยวหนานมาจัดการกับมู่จื่อหลิงได้แต่นางคาดไม่ถึงว่าในเวลาเพียงไม่กี่วันฮ่องเต้เหวินอิ้นจะมีรับสั่งให้นางไขคดีนี้ด้วยตนเองทั้งยังขอให้นางรักษาหลงเซี่ยวหนานอีกด้วย

            ไม่รู้ว่าเจ้าแผ่นดินผู้สง่างามแห่งแคว้นคิดอะไรอยู่ถึงได้ยอมปล่อยให้ผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิดได้สืบคดีที่ตนอาจเป็นผู้ก่อขึ้นด้วยตนเองมันช่างเป็นเรื่องตลกที่สุดในใต้หล้า

            ในเวลานั้นไทเฮากำลังอยู่ในช่วงที่ถูกฝันร้ายเข้าจู่โจมจนทุกข์ทรมานแต่เมื่อนางได้ยินข่าวนี้ นางก็แทบระเบิดออกมาด้วยความโกรธทั้งยังมุ่งตรงไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้เหวินอิ้นเพื่อตำหนิเขาต่อหน้า

            การตำหนิของไทเฮาไม่ใช่เพียงเพราะการเปลี่ยนแปลงทัศนคติอย่างกะทันหันของฮ่องเต้เหวินอิ้นเท่านั้นแต่ยังเป็นเพราะการตามใจมู่จื่อหลิงของเขาด้วย

            มู่จื่อหลิงไม่เพียงช่วยหลงเซี่ยวหนานได้เท่านั้นแต่ก่อนที่คดีจะคลี่คลายลงฮ่องเต้เหวินอิ้นยังได้ประทานรางวัลให้แก่มู่จื่อหลิงเป็นป้ายทองอภัยโทษ [1] เช่นนี้มันหมายความว่าอย่างไร?

            สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเรื่องหนอนกู่ไม่เพียงไม่เกี่ยวข้องกับมู่จื่อหลิงเท่านั้นแต่มันยังเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สำหรับนางในการช่วยชีวิตหลงเซี่ยวหนานหากมู่จื่อหลิงทำการทรยศในวันหน้า นางก็จะมีโอกาสได้รับการอภัยโทษ

            อภัยโทษ? มู่จื่อหลิงเปรียบเสมือนมดที่ไม่สามารถตีให้ตายได้หากเกิดเรื่องเล็กๆ นางสามารถหลบหนีไปได้ ในขณะที่เรื่องใหญ่นั้นไม่อาจหลีก แต่ของสิ่งนี้มันจะทำให้นางมีโอกาสที่จะช่วยตนเองได้

            เพียงมีหลงเซี่ยวอวี่ที่ทรงพลังก็พอที่จะทำให้ไทเฮาหงุดหงิดได้แล้วแต่ยามนี้ยังมีมู่จื่อหลิงอีกคนที่ทั้งเย่อหยิ่งและไม่ยอมผู้ใดทั้งยังสามารถแก้ปัญหาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า สามารถหลบหนีไปได้อย่างเงียบๆแค่คิดก็ช่างเหลือทน

            ต้องรู้ว่าเรื่องที่ฮ่องเต้เหวินอิ้นปล่อยตัวมู่จื่อหลิงนั้นไม่ใช่เรื่องดีสำหรับไทเฮาอย่างแน่นอน

            แต่สิ่งที่ทนไม่ได้ที่สุดสำหรับไทเฮาก็คือนางไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้เหวินอิ้นอย่างอุกอาจเพื่อโต้เถียง

            แต่ในเวลานั้นฮ่องเต้เหวินอิ้นกลับมีทัศนคติที่เยือกเย็นและแข็งกร้าวต่อเรื่องนี้ไม่อาจปฏิเสธได้ ด้วยพระบารมีของฮ่องเต้ ทำให้นางไม่อาจโต้แย้งออกไปโดยตรงหักล้างไม่ได้จริงๆ

            รู้ไหมว่านี่เป็นครั้งแรกที่ฮ่องเต้เหวินอิ้นวางมาดจริงจังและสง่างามของฮ่องเต้ผู้เคร่งขรึมไม่ยอมเชื่อฟังความประสงค์ของไทเฮา จะเห็นได้ว่าในขณะนั้นไทเฮาเต็มไปด้วยความโกรธและเสียใจ

            แต่เจ้าแผ่นดินอย่างไรก็ยังเป็นเจ้าแผ่นดิน เผชิญกับความยิ่งใหญ่เบื้องหน้าพระยุคลบาทของพระองค์ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถเข้าไปแทรกแซงได้ต่อให้ไทเฮาจะร้อนเป็นไฟอย่างไรก็ไม่อาจหยุดยั้งได้ สุดท้ายก็ทำได้เพียงจมูกถูฝุ่น[2] ไม่อาจทำอะไรมากไปกว่านั้นได้

            ในยามนั้นไม่ว่าไทเฮาจะคิดอย่างไรนางก็ไม่สามารถเข้าใจได้สิ่งที่ฮ่องเต้เหวินอิ้นเกลียดมากที่สุดคือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกู่เหตุใดทัศนคติของเขาที่มีต่อมู่จื่อหลิงจึงเปลี่ยนไปในทันทีทันใด?

            คาดเดาไปก็ไม่มีประโยชน์

            ในท้ายที่สุดมู่จื่อหลิงก็สามารถพลิกกลับเรื่องนี้ได้อย่างสมบูรณ์

            ...จวบจนต่อมาไทเฮาไม่มีความหวังที่จะใช้เรื่องนี้เพื่อกำจัดมู่จื่อหลิงอีกต่อไป

            เมื่อพูดถึงมู่จื่อหลิง...ทันใดนั้นไทเฮาก็นึกถึงเหตุการณ์ที่ห้องบรรทมของนางต้องคำสาปในวันนั้นมีบางสิ่งบางอย่างที่คลานไปมาราวกับหนอน

            หลังจากเหตุการณ์นี้มันเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในใจนางเสมอมา เป็นเพราะเหตุนี้เอง สิ่งนี้ทำให้นางต้องทนทุกข์ทรมานจากการนอนไม่หลับในยามค่ำคืนต้องทนทุกข์จากฝันร้ายทุกคืนวัน

            ครั้งล่าสุดที่มีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นในตำหนักโซ่วอันหลังจากนั้นไม่นานก็ไม่พบเบาะแสใดๆ จนนางต้องเชิญผู้วิเศษเข้ามาแต่มีเพียงการเผาตำหนักโซ่วอันทิ้งเท่านั้น ถึงจะทำให้นางดีขึ้นได้สุดท้ายก็ไม่มีผู้ใดสามารถช่วยให้อาการป่วยของนางดีขึ้นได้เลย

            และบังเอิญวันนั้นมู่จื่อหลิงก็อยู่ที่นั่นด้วยแต่ที่แย่ที่สุดคือหลินมามาที่เสียชีวิตไปอย่างเลวร้ายหนอนส่วนใหญ่รวมตัวกันบนร่างกายของนางและสุดท้ายนางก็ถูกหนอนที่น่าขยะแขยงเหล่านั้นกัดกินจนไม่เหลือซาก

            ต้องรู้ว่าหลินมามาเป็นคนทรมานมู่จื่อหลิงในวันนั้นจนถึงยามนี้ไทเฮาก็ไม่เคยลืมสายตาแข็งกร้าวและเย็นชาของมู่จื่อหลิงในวันนั้นได้เลยดูเหมือนว่ามีบางอย่างที่มีความหมายลึกซึ้งอยู่ในนั้น

            การที่ยายเด็กเหลือขอตัวเล็กมีแววตาข่มขู่ที่ดูน่ากลัวเช่นนั้นมันช่างน่าสะพรึงกลัว

            ไทเฮาใช้มือข้างหนึ่งค้ำลงไปบนโต๊ะเตี้ยใช้มืออีกข้างลูบขมับเนื่องจากอาการปวดหัว

            สำหรับเหตุการณ์ในวันนั้นแม้ว่าไทเฮาจะพยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่คิดถึงมัน เพราะไม่อยากระลึกถึงภาพที่เลวร้ายและน่าขยะแขยงนั่นอีกแต่เรื่องนั้นกลับเป็นเหมือนฝันร้ายที่คอยตามหลอกหลอนนางตลอดเวลา ทรมานนางจนแทบบ้า

            เพียงแต่ว่ายิ่งไทเฮาครุ่นคิดก็ยิ่งแปลกยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ...

            แม้ว่าในท้ายที่สุดแล้ว นางจะเชื่อว่าตำหนักโซ่วอันถูกสาปแต่กลับรู้สึกราวกับว่ามันถูกสร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ แต่ก็ไม่มีร่องรอยใดๆ

            เนื่องจากข่าวลือเรื่องคำสาปแช่งนี้เป็นเหตุให้ผู้คนในเมืองหลวงปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับนางในช่วงนี้ด้วยใช่หรือไม่?

            กระทำชั่วไว้มากมาย? หญิงจิตใจดั่งงูพิษ [3]? แม้ว่าไทเฮาจะร้อนรนนางก็ไม่สามารถปิดกั้นเสียงของประชาชนได้นางทำได้เพียงทนทุกข์ทรมานอย่างไม่อาจพูดสิ่งใดได้

            สิ่งที่ไทเฮาต้องการมากที่สุดในยามนี้คือการค้นหาสาเหตุของเหตุการณ์นั้น

            บางสิ่งในเรื่องเหล่านี้มันมีจุดที่ประสานกันอยู่ มีการเชื่อมต่อกันอย่างแน่นหนา เป็นขั้นเป็นตอน

            นี่มันฝีมือมนุษย์ชัดๆ

            นอกจากนี้ไม่ว่ามันจะบังเอิญเพียงใด มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะบังเอิญถึงเพียงนั้นตำหนักโซ่วอันจะถูกสาปโดยไม่มีเหตุผลได้อย่างไร?

            นัยน์ตาที่แคบลงเล็กน้อยของไทเฮาพลันเบิกโพลงในทันใด

            มู่จื่อหลิงเป็นไปได้ไหมที่...มู่จื่อหลิงทำสิ่งนั้น?

            หากมู่จื่อหลิงมีความสามารถในการแสร้งเป็นเทพเซียนเล่นมาร[4] ได้จริง ทั้งยังมีความสามารถในการใช้กู่และสัตว์ประหลาดก็เป็นไปได้ว่านางเป็นผู้ทำคำสาปใส่ตำหนักโซ่วอัน

            กล่าวได้ว่าสิ่งที่ไทเฮาคิดนั้นไม่ผิด ทำให้ตำหนักโซ่วอันกระสับกระส่าย ทรมานนางจนนอนไม่หลับจนนางผ่ายผอมลง เป็นมู่จื่อหลิงที่ทำมันจริงๆไม่ต้องพูดถึงว่านางมีความสามารถในการแสร้งเป็นเทพเซียนเล่นมารหรือไม่ด้วยนางมีความสามารถพิเศษในการใช้กู่และสัตว์ประหลาดอยู่จริงๆ

            ยิ่งคิดยิ่งใจสั่นยิ่งคิดยิ่งร้อนรุ่ม นางแทบจะกัดฟันด้วยความโกรธหวังว่านางจะกำจัดมู่จื่อหลิงลงได้ในเร็ววัน

            แต่ครั้งนี้...ไทเฮาไม่คาดคิดนางยังไม่ได้ไปหามู่จื่อหลิงเลยในยามนี้มู่จื่อหลิงก็พาตนเองมาหาถึงหน้าประตูเสียแล้ว

            มู่จื่อหลิงไม่เพียงแต่ส่งตนเองมาถึงหน้าประตูเท่านั้นแต่ยามนี้ นางยังกล้าที่จะรังแกหลานสาวผู้สูงส่งของนางในที่สาธารณะทั้งยังทำให้นางล้มป่วย ทำให้หลานสาวสุดที่รักของนางเจ็บปวดไปถึงกระดูกซึ่งนางไม่อาจทนได้จริงๆ

            ไทเฮายกพระหัตถ์ขึ้นอย่างขมขื่นผิวของนางเข้มขึ้น ก่อนที่นางจะตบโต๊ะอย่างแรง “เข้ามา ไปพาตัวฉีหวางเฟยมาพบอายเจียหากนางต่อต้าน สามารถลงมือกดดันได้โดยตรง”

            ไม่นานก็มีคนกลุ่มหนึ่งรับคำสั่งและรีบออกไป

            เมื่อมองไปยังกลุ่มองครักษ์ที่เดินออกจากประตูไปแล้วไทเฮาก็กำหมัดแน่น ดวงตาของนางเปล่งประกายโหดเหี้ยมหากมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับหลานสาวแสนล้ำค่าของนางในครั้งนี้มู่จื่อหลิง...อายเจียจะไม่มีวันให้อภัยเจ้า

            เมื่อคนที่ไทเฮาส่งออกไปถึงนอกวังและเข้าตรวจสอบสถานการณ์ยามที่พวกเขาคิดว่าจะนำตัวมู่จื่อหลิงเข้าวัง สิ่งที่เหลืออยู่สำหรับพวกเขาคือภาพติดตาของรถม้าที่หายวับไปเพียงเท่านั้น

            ที่นั่นช่างว่างเปล่าถึงจะอยากไล่ตามก็ไม่อาจทำได้ทำได้เพียงย้อนกลับไปกราบทูลเหตุการณ์ต่อไทเฮาเท่านั้น

            ในจุดที่มีเศษซากของเศษไม้กระจัดกระจายอยู่นั้นเหลือเพียงผู้หญิงหมดสติสองคนและนางกำนัลที่กำลังร้องไห้อยู่

            องค์หญิงอันหย่าซึ่งมีอาการหัวใจวายได้รับการรักษาเบื้องต้นอย่างเร่งด่วนโดยหมอหลวงแต่กลับไม่ประสบผลสำเร็จก่อนจะถูกนำตัวเข้าวังไปอย่างเร่งรีบ

            ในยามที่หมอหลวงหลายคนตรวจอาการบาดเจ็บที่ปากและร่างกายของมู่อี๋เสวี่ยพวกเขาทั้งหมดล้วนส่ายหัวด้วยความกลัว ทั้งยังรู้สึกเจ็บปวดยามจ้องมองมัน

            โหดเหี้ยม โหดเหี้ยมมากโหดเหี้ยมจริงๆ!

            ร่างกายของมู่อี๋เสวี่ยมีรอยฟกช้ำอย่างรุนแรงบางส่วนเสียหายไปถึงกระดูกบนหลังของนาง ริมฝีปากนุ่มๆทั้งสองข้างเกือบจะถูกตัดขาดออกไป ทั้งยังมีเลือดไหลไม่หยุด

            หมอหลวงหลายคนมองหน้ากันแล้วถอนหายใจดูเหมือนว่าหญิงสาวที่สวยและมีเสน่ห์ผู้นี้กำลังจะเสียโฉม

            หลังจากที่หมอหลวงจัดการพันแผลอย่างง่ายๆให้แก่มู่อี๋เสวี่ยแล้ว นางก็ถูกส่งตัวกลับไปที่จวนจงอี้โหวทั้งที่ยังหมดสติ...

            -

            มีความโกลาหลครั้งใหญ่นอกวังในช่วงเช้าตรู่ฮ่องเต้เหวินอิ้นย่อมได้รับข่าวเช่นกัน

            ไม่เพียงแต่เขาได้รับข่าวเท่านั้นแต่พระองค์ยังได้ยินเสียงเอะอะโวยวายนอกวังอีกด้วยซึ่งเป็นช่วงที่กำลังจะออกจากท้องพระโรงพอดี

            เสียงดังก้องกังวานแพร่กระจายมาถึงตำหนักจินหลวน ทำให้ขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ที่กำลังจะกลับออกไปตื่นตระหนกอยู่ครู่หนึ่ง

            ฮ่องเต้เหวินอิ้นยังคิดสงสัยว่าผู้ใดที่กล้าพอที่จะสร้างปัญหาที่หน้าประตูวังจนทำให้เกิดเสียงระเบิดดังลั่น หรือนี่จะเป็นส่วนหนึ่งของการกบฏ!

            หากการเคลื่อนไหวนี้เกิดจากเจ้าเด็กซุกซนหลงเซี่ยวเจ๋อที่กำลังก่อปัญหาเช่นนั้นเขาคงต้องลงโทษหลงเซี่ยวเจ๋ออีกครั้งแล้ว

            อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุด ฮ่องเต้เหวินอิ้นได้ยินว่าหลงเซี่ยวอวี่เป็นต้นเหตุของการเคลื่อนไหวดังนั้นเขาจึงทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นยามที่มีรายงานส่งเข้ามา แสร้งทำเป็นหูหนวกตาบอดปล่อยผ่านมันไปอย่างรวดเร็ว

            หลงเซี่ยวอวี่เป็นลูกชายที่ฮ่องเต้เหวินอิ้นมีความมั่นใจและเป็นห่วงมากที่สุด

            ---------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] ป้ายทองอภัยโทษ (免死金牌) เป็นของสิ่งหนึ่งที่ฮ่องเต้มอบให้ขุนนางที่มีคุณูปการต่อบ้านเมืองขุนนางที่ครอบครองป้ายนี้ ไม่ว่าทำอะไรผิดก็จะได้รับการละเว้นโทษประหารชีวิตอีกทั้งป้ายนี้ยังสามารถสืบทอดส่งต่อได้ชั่วลูกชั่วหลานอีกด้วย

            [2] จมูกถูฝุ่น (鼻子灰) เป็นคำอุปมา มีความหมายว่า โดนปฏิเสธแล้วทำตัวไม่ถูก

            [3] หญิงจิตใจดั่งงูพิษ(蛇心毒妇) ดัดแปลงมาจากบทกลอน 最毒妇人心 ในนวนิยายเรื่อง 《封神演义》 อุปมาถึงผู้หญิงที่มีจิตใจชั่วร้าย

            [4] แสร้งเป็นเทพเซียนเล่นมาร (装神弄鬼) เป็นสำนวน มีความหมายว่า ทำให้เกิดการเข้าใจผิด หรือหลอกลวงผู้คนด้วยเล่ห์เพทุบาย

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730