เนื่องจากเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นในตำหนักโซ่วอันในวันนั้นในช่วงไม่กี่วันมานี้ ไทเฮาจึงมักจะฝันร้ายทุกคืนราวกับถูกตามหลอกหลอนไม่มีสิ้นสุด เช้าจรดค่ำล้วนนอนไม่หลับ เชิญหมอจากทั่วทุกสารทิศเข้ามาตรวจอาการก็ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด
มันหนักมากเสียจนยามนี้นางอยู่ในสภาพไร้ชีวิตชีวาตลอดทั้งวันสามารถนอนหลับได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆในระหว่างวันเพื่อเติมพลังชีวิตของตนเพียงเท่านั้น
ดังนั้นแม้ว่าไทเฮาจะทรงมีพระประสงค์ที่จะค้นหาความผิดของมู่จื่อหลิงนางก็ยังไร้ซึ่งเรี่ยวแรงแต่ครั้งนี้นางไม่คิดว่ามู่จื่อหลิงจะหาเรื่องมาให้นางด้วยตนเอง
ในตำหนักโซ่วอัน ในยามที่ไทเฮาเพิ่งผล็อยหลับไปเพียงครู่เดียวทันใดนั้นก็ถูกนางกำนัลคนหนึ่งเข้ามาปลุกนางด้วยท่าทางเร่งรีบ
เนื่องจากไม่ง่ายเลยที่นางจะนอนหลับจู่ๆ ก็ต้องตื่นขึ้นมา ไทเฮาจึงโกรธกริ้วทันที
แต่เมื่อเห็นว่าผู้ใดกำลังเข้ามาไทเฮาก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ นางกำนัลคนนั้นคือชิวเยวี่ยนางกำนัลส่วนพระองค์ขององค์หญิงอันหย่า
เนื่องจากอาการเจ็บป่วยขององค์หญิงอันหย่าชิวเซียงและชิวเยวี่ยจึงอยู่ข้างกายนางเสมอฮองเฮาทรงรู้ว่าการที่ชิวเยวี่ยจะเข้ามาด้วยท่าทางที่กระสับกระส่ายทั้งยังมีการกระทำที่หยาบกระด้างเช่นนี้ได้จะต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นกับหย่าเอ๋อร์ของนางเป็นแน่
ตามที่คาดการณ์ไว้
ทันทีที่นางได้ยินรายงานของชิวเยวี่ยได้รู้ว่าองค์หญิงอันหย่าเกิดอาการประชวรอีกครั้งไทเฮาก็รีบลุกขึ้นจากพระที่นั่งอันอ่อนนุ่ม ตรัสอย่างกังวลว่า “อะไร? หย่าเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้างมีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่?”
ไทเฮาหันไปสั่งขันทีชราข้างกายนางอย่างกระวนกระวายใจโดยไม่รอให้ชิวเยวี่ยตอบคำถาม“ซุนกงกง จงรีบไปสำนักหมอหลวงแล้วส่งหมอหลวงออกจากวังไปดูเร็วเข้า”
ขันทีเฒ่ารับคำสั่งด้วยความเคารพแล้วจากไป
ไทเฮาเหลือบมองชิวเยวี่ยที่ยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าของนาง ก่อนจะขมวดคิ้วแน่น “บอกมา เกิดอะไรขึ้นอยู่ดีๆ จะเจ็บป่วยได้อย่างไร?”
“กราบทูลไทเฮาเป็นฉีหวางเฟย นางมาแต่เช้าตรู่...” ชิวเยวี่ยตัวสั่นด้วยความกลัวนางเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนเช้าอย่างสั่นสะท้าน
ในเวลาไม่ถึงอึดใจชิวเยวี่ยก็ทำให้มู่จื่อหลิงกลายเป็นผู้ที่สร้างปัญหาที่ประตูวังหลวงในตอนเช้าตรู่ทั้งยังเป็นผู้ที่ดูหมิ่นและสร้างความอับอายให้กับองค์หญิงอันหย่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าในท้ายที่สุดยังเล่าว่าอาการหัวใจวายขององค์หญิงอันหย่าก็เกิดจากมู่จื่อหลิง
ทุกคนที่ประตูวังหลวงรู้ดีว่าที่จู่ๆองค์หญิงอันหย่าล้มป่วยลงไป เป็นเพราะนางตกใจกับการระเบิดของรถม้าอย่างกะทันหันแต่ชิวเยวี่ยกลับผลักทุกอย่างให้เป็นความผิดของมู่จื่อหลิง
ทุกคนรู้ดีว่าสิ่งที่ต้องห้ามที่สุดสำหรับไทเฮาคือเรื่องของฉีอ๋องเขาเป็นดั่งหนามพิษที่ทิ่มแทงใจของไทเฮาแต่ไม่ว่าอย่างไรไทเฮาก็ไม่อาจดึงมันออกมาได้
ดังนั้นชิวเยวี่ยจึงหลีกเลี่ยงความจริงที่ว่าฉีอ๋องก็อยู่ที่นั่นด้วย นอกจากนี้ องค์หญิงของพวกนางก็ชื่นชอบฉีอ๋องดังนั้นนางจะปล่อยให้มีบางอย่างเกิดขึ้นกับเขาได้อย่างไร
และหากไทเฮาทรงทราบความฝันขององค์หญิงที่จะได้สมรสกับฉีอ๋องก็จะยิ่งห่างไกลออกไป
ทันทีที่มีการกล่าวถึงมู่จื่อหลิงไทเฮาก็โกรธขึ้นมาทันที ดวงตาของนางลุกเป็นไฟด้วยความโกรธ “บังอาจ บังอาจยิ่งนักมู่จื่อหลิงผู้นี้จะกล้าหาญเกินไปแล้วกล้ามากที่มาลงมืออยู่บนหัวของอายเจียในยามนี้”
ก่อนหน้านี้ไทเฮาทรงคิดอย่างไร้เดียงสาว่านางจะสามารถใช้ประโยชน์จากเรื่องของหลงเซี่ยวหนานมาจัดการกับมู่จื่อหลิงได้แต่นางคาดไม่ถึงว่าในเวลาเพียงไม่กี่วันฮ่องเต้เหวินอิ้นจะมีรับสั่งให้นางไขคดีนี้ด้วยตนเองทั้งยังขอให้นางรักษาหลงเซี่ยวหนานอีกด้วย
ไม่รู้ว่าเจ้าแผ่นดินผู้สง่างามแห่งแคว้นคิดอะไรอยู่ถึงได้ยอมปล่อยให้ผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิดได้สืบคดีที่ตนอาจเป็นผู้ก่อขึ้นด้วยตนเองมันช่างเป็นเรื่องตลกที่สุดในใต้หล้า
ในเวลานั้นไทเฮากำลังอยู่ในช่วงที่ถูกฝันร้ายเข้าจู่โจมจนทุกข์ทรมานแต่เมื่อนางได้ยินข่าวนี้ นางก็แทบระเบิดออกมาด้วยความโกรธทั้งยังมุ่งตรงไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้เหวินอิ้นเพื่อตำหนิเขาต่อหน้า
การตำหนิของไทเฮาไม่ใช่เพียงเพราะการเปลี่ยนแปลงทัศนคติอย่างกะทันหันของฮ่องเต้เหวินอิ้นเท่านั้นแต่ยังเป็นเพราะการตามใจมู่จื่อหลิงของเขาด้วย
มู่จื่อหลิงไม่เพียงช่วยหลงเซี่ยวหนานได้เท่านั้นแต่ก่อนที่คดีจะคลี่คลายลงฮ่องเต้เหวินอิ้นยังได้ประทานรางวัลให้แก่มู่จื่อหลิงเป็นป้ายทองอภัยโทษ [1] เช่นนี้มันหมายความว่าอย่างไร?
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเรื่องหนอนกู่ไม่เพียงไม่เกี่ยวข้องกับมู่จื่อหลิงเท่านั้นแต่มันยังเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สำหรับนางในการช่วยชีวิตหลงเซี่ยวหนานหากมู่จื่อหลิงทำการทรยศในวันหน้า นางก็จะมีโอกาสได้รับการอภัยโทษ
อภัยโทษ? มู่จื่อหลิงเปรียบเสมือนมดที่ไม่สามารถตีให้ตายได้หากเกิดเรื่องเล็กๆ นางสามารถหลบหนีไปได้ ในขณะที่เรื่องใหญ่นั้นไม่อาจหลีก แต่ของสิ่งนี้มันจะทำให้นางมีโอกาสที่จะช่วยตนเองได้
เพียงมีหลงเซี่ยวอวี่ที่ทรงพลังก็พอที่จะทำให้ไทเฮาหงุดหงิดได้แล้วแต่ยามนี้ยังมีมู่จื่อหลิงอีกคนที่ทั้งเย่อหยิ่งและไม่ยอมผู้ใดทั้งยังสามารถแก้ปัญหาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า สามารถหลบหนีไปได้อย่างเงียบๆแค่คิดก็ช่างเหลือทน
ต้องรู้ว่าเรื่องที่ฮ่องเต้เหวินอิ้นปล่อยตัวมู่จื่อหลิงนั้นไม่ใช่เรื่องดีสำหรับไทเฮาอย่างแน่นอน
แต่สิ่งที่ทนไม่ได้ที่สุดสำหรับไทเฮาก็คือนางไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้เหวินอิ้นอย่างอุกอาจเพื่อโต้เถียง
แต่ในเวลานั้นฮ่องเต้เหวินอิ้นกลับมีทัศนคติที่เยือกเย็นและแข็งกร้าวต่อเรื่องนี้ไม่อาจปฏิเสธได้ ด้วยพระบารมีของฮ่องเต้ ทำให้นางไม่อาจโต้แย้งออกไปโดยตรงหักล้างไม่ได้จริงๆ
รู้ไหมว่านี่เป็นครั้งแรกที่ฮ่องเต้เหวินอิ้นวางมาดจริงจังและสง่างามของฮ่องเต้ผู้เคร่งขรึมไม่ยอมเชื่อฟังความประสงค์ของไทเฮา จะเห็นได้ว่าในขณะนั้นไทเฮาเต็มไปด้วยความโกรธและเสียใจ
แต่เจ้าแผ่นดินอย่างไรก็ยังเป็นเจ้าแผ่นดิน เผชิญกับความยิ่งใหญ่เบื้องหน้าพระยุคลบาทของพระองค์ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถเข้าไปแทรกแซงได้ต่อให้ไทเฮาจะร้อนเป็นไฟอย่างไรก็ไม่อาจหยุดยั้งได้ สุดท้ายก็ทำได้เพียงจมูกถูฝุ่น[2] ไม่อาจทำอะไรมากไปกว่านั้นได้
ในยามนั้นไม่ว่าไทเฮาจะคิดอย่างไรนางก็ไม่สามารถเข้าใจได้สิ่งที่ฮ่องเต้เหวินอิ้นเกลียดมากที่สุดคือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกู่เหตุใดทัศนคติของเขาที่มีต่อมู่จื่อหลิงจึงเปลี่ยนไปในทันทีทันใด?
คาดเดาไปก็ไม่มีประโยชน์
ในท้ายที่สุดมู่จื่อหลิงก็สามารถพลิกกลับเรื่องนี้ได้อย่างสมบูรณ์
...จวบจนต่อมาไทเฮาไม่มีความหวังที่จะใช้เรื่องนี้เพื่อกำจัดมู่จื่อหลิงอีกต่อไป
เมื่อพูดถึงมู่จื่อหลิง...ทันใดนั้นไทเฮาก็นึกถึงเหตุการณ์ที่ห้องบรรทมของนางต้องคำสาปในวันนั้นมีบางสิ่งบางอย่างที่คลานไปมาราวกับหนอน
หลังจากเหตุการณ์นี้มันเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในใจนางเสมอมา เป็นเพราะเหตุนี้เอง สิ่งนี้ทำให้นางต้องทนทุกข์ทรมานจากการนอนไม่หลับในยามค่ำคืนต้องทนทุกข์จากฝันร้ายทุกคืนวัน
ครั้งล่าสุดที่มีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นในตำหนักโซ่วอันหลังจากนั้นไม่นานก็ไม่พบเบาะแสใดๆ จนนางต้องเชิญผู้วิเศษเข้ามาแต่มีเพียงการเผาตำหนักโซ่วอันทิ้งเท่านั้น ถึงจะทำให้นางดีขึ้นได้สุดท้ายก็ไม่มีผู้ใดสามารถช่วยให้อาการป่วยของนางดีขึ้นได้เลย
และบังเอิญวันนั้นมู่จื่อหลิงก็อยู่ที่นั่นด้วยแต่ที่แย่ที่สุดคือหลินมามาที่เสียชีวิตไปอย่างเลวร้ายหนอนส่วนใหญ่รวมตัวกันบนร่างกายของนางและสุดท้ายนางก็ถูกหนอนที่น่าขยะแขยงเหล่านั้นกัดกินจนไม่เหลือซาก
ต้องรู้ว่าหลินมามาเป็นคนทรมานมู่จื่อหลิงในวันนั้นจนถึงยามนี้ไทเฮาก็ไม่เคยลืมสายตาแข็งกร้าวและเย็นชาของมู่จื่อหลิงในวันนั้นได้เลยดูเหมือนว่ามีบางอย่างที่มีความหมายลึกซึ้งอยู่ในนั้น
การที่ยายเด็กเหลือขอตัวเล็กมีแววตาข่มขู่ที่ดูน่ากลัวเช่นนั้นมันช่างน่าสะพรึงกลัว
ไทเฮาใช้มือข้างหนึ่งค้ำลงไปบนโต๊ะเตี้ยใช้มืออีกข้างลูบขมับเนื่องจากอาการปวดหัว
สำหรับเหตุการณ์ในวันนั้นแม้ว่าไทเฮาจะพยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่คิดถึงมัน เพราะไม่อยากระลึกถึงภาพที่เลวร้ายและน่าขยะแขยงนั่นอีกแต่เรื่องนั้นกลับเป็นเหมือนฝันร้ายที่คอยตามหลอกหลอนนางตลอดเวลา ทรมานนางจนแทบบ้า
เพียงแต่ว่ายิ่งไทเฮาครุ่นคิดก็ยิ่งแปลกยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ...
แม้ว่าในท้ายที่สุดแล้ว นางจะเชื่อว่าตำหนักโซ่วอันถูกสาปแต่กลับรู้สึกราวกับว่ามันถูกสร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ แต่ก็ไม่มีร่องรอยใดๆ
เนื่องจากข่าวลือเรื่องคำสาปแช่งนี้เป็นเหตุให้ผู้คนในเมืองหลวงปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับนางในช่วงนี้ด้วยใช่หรือไม่?
กระทำชั่วไว้มากมาย? หญิงจิตใจดั่งงูพิษ [3]? แม้ว่าไทเฮาจะร้อนรนนางก็ไม่สามารถปิดกั้นเสียงของประชาชนได้นางทำได้เพียงทนทุกข์ทรมานอย่างไม่อาจพูดสิ่งใดได้
สิ่งที่ไทเฮาต้องการมากที่สุดในยามนี้คือการค้นหาสาเหตุของเหตุการณ์นั้น
บางสิ่งในเรื่องเหล่านี้มันมีจุดที่ประสานกันอยู่ มีการเชื่อมต่อกันอย่างแน่นหนา เป็นขั้นเป็นตอน
นี่มันฝีมือมนุษย์ชัดๆ
นอกจากนี้ไม่ว่ามันจะบังเอิญเพียงใด มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะบังเอิญถึงเพียงนั้นตำหนักโซ่วอันจะถูกสาปโดยไม่มีเหตุผลได้อย่างไร?
นัยน์ตาที่แคบลงเล็กน้อยของไทเฮาพลันเบิกโพลงในทันใด
มู่จื่อหลิงเป็นไปได้ไหมที่...มู่จื่อหลิงทำสิ่งนั้น?
หากมู่จื่อหลิงมีความสามารถในการแสร้งเป็นเทพเซียนเล่นมาร[4] ได้จริง ทั้งยังมีความสามารถในการใช้กู่และสัตว์ประหลาดก็เป็นไปได้ว่านางเป็นผู้ทำคำสาปใส่ตำหนักโซ่วอัน
กล่าวได้ว่าสิ่งที่ไทเฮาคิดนั้นไม่ผิด ทำให้ตำหนักโซ่วอันกระสับกระส่าย ทรมานนางจนนอนไม่หลับจนนางผ่ายผอมลง เป็นมู่จื่อหลิงที่ทำมันจริงๆไม่ต้องพูดถึงว่านางมีความสามารถในการแสร้งเป็นเทพเซียนเล่นมารหรือไม่ด้วยนางมีความสามารถพิเศษในการใช้กู่และสัตว์ประหลาดอยู่จริงๆ
ยิ่งคิดยิ่งใจสั่นยิ่งคิดยิ่งร้อนรุ่ม นางแทบจะกัดฟันด้วยความโกรธหวังว่านางจะกำจัดมู่จื่อหลิงลงได้ในเร็ววัน
แต่ครั้งนี้...ไทเฮาไม่คาดคิดนางยังไม่ได้ไปหามู่จื่อหลิงเลยในยามนี้มู่จื่อหลิงก็พาตนเองมาหาถึงหน้าประตูเสียแล้ว
มู่จื่อหลิงไม่เพียงแต่ส่งตนเองมาถึงหน้าประตูเท่านั้นแต่ยามนี้ นางยังกล้าที่จะรังแกหลานสาวผู้สูงส่งของนางในที่สาธารณะทั้งยังทำให้นางล้มป่วย ทำให้หลานสาวสุดที่รักของนางเจ็บปวดไปถึงกระดูกซึ่งนางไม่อาจทนได้จริงๆ
ไทเฮายกพระหัตถ์ขึ้นอย่างขมขื่นผิวของนางเข้มขึ้น ก่อนที่นางจะตบโต๊ะอย่างแรง “เข้ามา ไปพาตัวฉีหวางเฟยมาพบอายเจียหากนางต่อต้าน สามารถลงมือกดดันได้โดยตรง”
ไม่นานก็มีคนกลุ่มหนึ่งรับคำสั่งและรีบออกไป
เมื่อมองไปยังกลุ่มองครักษ์ที่เดินออกจากประตูไปแล้วไทเฮาก็กำหมัดแน่น ดวงตาของนางเปล่งประกายโหดเหี้ยมหากมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับหลานสาวแสนล้ำค่าของนางในครั้งนี้มู่จื่อหลิง...อายเจียจะไม่มีวันให้อภัยเจ้า
เมื่อคนที่ไทเฮาส่งออกไปถึงนอกวังและเข้าตรวจสอบสถานการณ์ยามที่พวกเขาคิดว่าจะนำตัวมู่จื่อหลิงเข้าวัง สิ่งที่เหลืออยู่สำหรับพวกเขาคือภาพติดตาของรถม้าที่หายวับไปเพียงเท่านั้น
ที่นั่นช่างว่างเปล่าถึงจะอยากไล่ตามก็ไม่อาจทำได้ทำได้เพียงย้อนกลับไปกราบทูลเหตุการณ์ต่อไทเฮาเท่านั้น
ในจุดที่มีเศษซากของเศษไม้กระจัดกระจายอยู่นั้นเหลือเพียงผู้หญิงหมดสติสองคนและนางกำนัลที่กำลังร้องไห้อยู่
องค์หญิงอันหย่าซึ่งมีอาการหัวใจวายได้รับการรักษาเบื้องต้นอย่างเร่งด่วนโดยหมอหลวงแต่กลับไม่ประสบผลสำเร็จก่อนจะถูกนำตัวเข้าวังไปอย่างเร่งรีบ
ในยามที่หมอหลวงหลายคนตรวจอาการบาดเจ็บที่ปากและร่างกายของมู่อี๋เสวี่ยพวกเขาทั้งหมดล้วนส่ายหัวด้วยความกลัว ทั้งยังรู้สึกเจ็บปวดยามจ้องมองมัน
โหดเหี้ยม โหดเหี้ยมมากโหดเหี้ยมจริงๆ!
ร่างกายของมู่อี๋เสวี่ยมีรอยฟกช้ำอย่างรุนแรงบางส่วนเสียหายไปถึงกระดูกบนหลังของนาง ริมฝีปากนุ่มๆทั้งสองข้างเกือบจะถูกตัดขาดออกไป ทั้งยังมีเลือดไหลไม่หยุด
หมอหลวงหลายคนมองหน้ากันแล้วถอนหายใจดูเหมือนว่าหญิงสาวที่สวยและมีเสน่ห์ผู้นี้กำลังจะเสียโฉม
หลังจากที่หมอหลวงจัดการพันแผลอย่างง่ายๆให้แก่มู่อี๋เสวี่ยแล้ว นางก็ถูกส่งตัวกลับไปที่จวนจงอี้โหวทั้งที่ยังหมดสติ...
-
มีความโกลาหลครั้งใหญ่นอกวังในช่วงเช้าตรู่ฮ่องเต้เหวินอิ้นย่อมได้รับข่าวเช่นกัน
ไม่เพียงแต่เขาได้รับข่าวเท่านั้นแต่พระองค์ยังได้ยินเสียงเอะอะโวยวายนอกวังอีกด้วยซึ่งเป็นช่วงที่กำลังจะออกจากท้องพระโรงพอดี
เสียงดังก้องกังวานแพร่กระจายมาถึงตำหนักจินหลวน ทำให้ขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ที่กำลังจะกลับออกไปตื่นตระหนกอยู่ครู่หนึ่ง
ฮ่องเต้เหวินอิ้นยังคิดสงสัยว่าผู้ใดที่กล้าพอที่จะสร้างปัญหาที่หน้าประตูวังจนทำให้เกิดเสียงระเบิดดังลั่น หรือนี่จะเป็นส่วนหนึ่งของการกบฏ!
หากการเคลื่อนไหวนี้เกิดจากเจ้าเด็กซุกซนหลงเซี่ยวเจ๋อที่กำลังก่อปัญหาเช่นนั้นเขาคงต้องลงโทษหลงเซี่ยวเจ๋ออีกครั้งแล้ว
อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุด ฮ่องเต้เหวินอิ้นได้ยินว่าหลงเซี่ยวอวี่เป็นต้นเหตุของการเคลื่อนไหวดังนั้นเขาจึงทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นยามที่มีรายงานส่งเข้ามา แสร้งทำเป็นหูหนวกตาบอดปล่อยผ่านมันไปอย่างรวดเร็ว
หลงเซี่ยวอวี่เป็นลูกชายที่ฮ่องเต้เหวินอิ้นมีความมั่นใจและเป็นห่วงมากที่สุด
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ป้ายทองอภัยโทษ (免死金牌) เป็นของสิ่งหนึ่งที่ฮ่องเต้มอบให้ขุนนางที่มีคุณูปการต่อบ้านเมืองขุนนางที่ครอบครองป้ายนี้ ไม่ว่าทำอะไรผิดก็จะได้รับการละเว้นโทษประหารชีวิตอีกทั้งป้ายนี้ยังสามารถสืบทอดส่งต่อได้ชั่วลูกชั่วหลานอีกด้วย
[2] จมูกถูฝุ่น (鼻子灰) เป็นคำอุปมา มีความหมายว่า โดนปฏิเสธแล้วทำตัวไม่ถูก
[3] หญิงจิตใจดั่งงูพิษ(蛇心毒妇) ดัดแปลงมาจากบทกลอน 最毒妇人心 ในนวนิยายเรื่อง 《封神演义》 อุปมาถึงผู้หญิงที่มีจิตใจชั่วร้าย
[4] แสร้งเป็นเทพเซียนเล่นมาร (装神弄鬼) เป็นสำนวน มีความหมายว่า ทำให้เกิดการเข้าใจผิด หรือหลอกลวงผู้คนด้วยเล่ห์เพทุบาย