มรรคาพลิกฟ้า

    บทที่ 145 กลับตำหนักนิลกาลจน์

            ด้วยระดับพลังฝีมือขณะนี้ภายในอาณาจักรเนตรอสูรย่อมสามารถท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัยมิต้องกังวลเมื่อฟางเซียนและเฟยเทียนมาขออนุญาตออกไปฝึกปรือนอกตระกูลจึงมิอาจปฏิเสธได้จึงทำได้เพียงกล่าวเตือนให้ระมัดระวังไม่ประมาทและให้เพียรพยามยามฝึกฝน


            ก่อนออกจากตระกูล กังหลงได้มอบโอสถส่วนหนึ่งที่เคยปรุงเก็บไว้ให้กังหยางและฟางเหม่ย เพื่อใช้ในการยกระดับพลังฝีมือของทั้งคู่ให้กล้าแข็งขึ้น และยังมอบโอสถอีกบางส่วนไว้แจกจ่ายคนในตระกูลเพื่อยกระดับฝีมือของสมาชิกของตระกูลกังให้มีความกล้าแข็งขึ้น พร้อมทั้งมอบสูตรโอสถบางชนิดที่กังหยางสามารถเรียนรู้และกลั่นได้เพื่อใช้ในการค้าขายในตลาดการค้าของตระกูลกัง

     

            สร้างความยินดีและสำนึกขอบคุณให้แก่เหล่าผู้อาวุโสและเหล่าสมาชิกทุกคนของตระกูลกังยิ่งนัก ต่างตั้งปฏิญาณว่าต่อจากนี้จะตัดความรู้สึกกินแหนงแคลงใจออกไปให้สิ้นและร่วมมือร่วมใจกันนำพาตระกูลให้ยิ่งก้าวล้ำเจริญยิ่งขึ้นไปนั่นจึงจะประเสริฐกว่า ครอบครัวหรือตระกูลจะรุ่งเรืองได้ พื้นฐานคือต้องมีความรักความสามัคคีปรองดองกันอย่างเหนียวแน่นซะก่อนจึงจะสามารถนำพาตระกูลให้ก้าวล้ำหน้าผงาดสู่สายตาของชาวโลกได้อย่างมั่นคง


            เมื่อจัดการเรื่องราวทั้งหลายลงตัวทั้งสี่ได้ออกเดินทางในทันที กังหลงให้สตรีทั้งสามปกปิดรูปโฉมขณะเดินทางเพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ ในภายนอกเพราะด้วยรูปโฉมของทั้งสามที่งดงามปานล่มเมืองดุจนางฟ้านางสวรรค์พลัดหลงมาหากผู้ใดได้เห็นเข้าก็มีแต่สร้างความลุ่มหลง จนยากจะถ่ายถอน

     

            หากแม้นบังเอิญไปเจอเข้ากับผู้มีฝีมือกล้าแข็งที่มักมากในตัณหากามราคะแล้วก็ยากยิ่งจะประกันว่าจะไม่เกิดอันตรายร้ายแรงขึ้นได้ เพียงแค่ทรวดทรงองค์เอวและผิวพรรณที่โผล่ออกนอกร่มผ้าก็ยากที่จะห้ามมิให้ผู้พบเห็นได้หลงไหลแล้วหากแม้นได้เห็นโฉมหน้าจะยิ่งสร้างความบ้าคลั่งให้แก่บุรุษมิว่าเป็นวัยหนุ่มรึวัยชราปานฟ้าถล่มดินทลายได้ปานใด

     

            หลังจากเดินทางไปตามถนนพอสมควรจนเข้าพื้นที่ลับตาคนมิมีผู้ใดพบเห็นกังหลงจึงรีบพาทั้งหมดลัดเลาะเข้าสู่เขตเทือกเขาเนตรอสูรในทันที กังหลงตั้งใจจะใช้เวลาที่เหลือก่อนถึงการคัดเลือกตัวแทนเพื่อเข้าแข่งขันด้านปราณยุทธระดับเมืองที่จะเกิดขึ้นในอีกยี่สิบกว่าวันนี้ไปฝึกฝนวิชาฝีมือวิชาท่าร่างที่ตนยังมิได้ฝึกปรืออีกหลายอย่างพร้อมทั้งจะอาศัยช่วงเวลานี้ส่งเสริมสตรีทั้งสามที่ต่อไปคงยากจะสลัดหลุดจากตนให้มีความก้าวหน้าไปพร้อมกัน

      

            เนื่องจากสตรีทั้งสามในภายภาคหน้าต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับตนจนมิอาจหลีกเลี่ยงได้เป็นแน่ หนึ่งเป็นน้องสาวต่างบิดามารดาที่เติบโตกันมาตั้งแต่จำความได้สองเป็นผู้ขอติดตามจนมิอาจหาข้ออ้างปฏิเสธอันใดได้สามคล้ายจะเป็นคู่หมั้นหมายที่บิดาและพี่น้องร่วมสาบานเคยกำหนดไว้และจากการสังเกตุขณะอยู่ร่วมกันในช่วงเวลาที่ผ่านมาด้วยอุปนิสัยใจคอแล้วคล้ายทั้งหมดมีตนเองเป็นศูนย์รวมแห่งความสำคัญ สามารถไว้วางใจในเรื่องราวต่าง ๆได้ กังหลงจึงคิดจะนำพาทั้งหมดเข้าไปฝึกฝนในตำหนักนิลกาลจน์ต้องการจะใช้ทรัพยากรทุกอย่างเพื่อฝึกฝนและเสริมสร้างให้ทุกคนแข็งแกร่งจนสามารถป้องกันตนเองและเป็นกำลังให้แก่กังหลงในภายหน้าได้ยามต้องออกท่องเที่ยวในโลกกว้าง

      

            ระหว่างเส้นทางที่ผ่านมา ทั้งหมดได้พบพานสัตว์อสูรบ้างแต่ก็เป็นเพียงสัตว์อสูรระดับหนึ่งด้วยพลังฝีมือปัจจุบันจึงมิเป็นปัญหาใดๆ การเดินทางตามเส้นทางที่จดจำไว้ไม่นานก็ถึงตำหนักนิลกาลจน์ กังหลงใช้กระบวนการเดิมทุกขั้นตอนในการเปิดประตูเมื่อเหล่าสตรีเห็นก็บังเกิดความสงสัย กังหลงจึงได้อธิบายเรื่องราวต่าง ๆให้ทราบพอเป็นที่เข้าใจ  ทั้งสามจึงได้ทราบว่ากังหลงได้มีวาสนาเป็นเจ้าของตำหนักนิลกาลจน์แห่งนี้สิ่งที่พานพบเหล่านี้นี่เองที่ทำให้กังหลงแข็งแกร่งเฉกเช่นปัจจุบันสิ่งนี้ย่อมมิใช่สิ่งธรรมดาเป็นแน่ 

     

            เมื่อเข้ามาสู่ห้องโถงของตำหนักกังหลงพาทั้งหมดชมดูสิ่งของต่าง ๆ ในตำหนักนิลกาลจน์ พร้อมบอกกล่าวอธิบาย

     

            "ตำหนักแห่งนี้เป็นข้าคราก่อนได้บังเอิญพบเจอเมื่อคราที่เข้ามาหาสมุนไพรในเขตเทือกเขาเนตรอสูรจนบังเอิญมีวาสนามาพบเข้าและได้เจอท่านอาจารย์ท่านได้ส่งเสริมข้าจนสามารถก้าวข้ามคำว่าขยะจนมามีพลังฝีมือเฉกเช่นปัจจุบัน และท่านยังได้มอบตำหนักนิลกาลจน์ให้แก่ข้าเป็นเจ้าของในรุ่นปัจจุบันนี้ทั้งยังได้มอบหมายภาระรับผิดชอบและคำไหว้วานอื่น ๆ อีกมากมายแต่ด้วยภาระและคำไหว้วานอันสำคัญและยากเย็นเหล่านั้น ด้วยระดับพลังฝีมือในปัจจุบันของข้ายังมิอาจจะกระทำได้ จึงจำต้องพยายามฝึกฝนให้ตนเองมีความสามารถมากพอที่จะกระทำเรื่องราวเหล่านั้นได้ในตำหนักนิลกาลจน์มีห้องที่สำคัญทั้งหมดสี่ห้อง

     

            ห้องแรกเป็นห้องรวมมีแท่นศิลานิลกาลจน์ขนาดใหญ่สำหรับฝึกลมปราณและพักผ่อนหากนอนและนั่งหรือฝึกเดินลมปราณบนแท่นศิลานิลกาลจน์นี้ใช้เวลาเท่ากันกับสถานที่อื่นจะช่วยให้การฝึกลมปราณก้าวหน้าเร็วกว่าการฝึกในสถานที่อื่นถึงยี่สิบเท่า  

     

            ห้องที่สองเป็นห้องฝึกยุทธเป็นห้องฝึกวิชาฝีมือทักษะต่าง ๆ ในการต่อสู้ประจำตัวทุกชนิด ศาสตร์หลากหลายชนิด ตำรายุทธและวิชาฝีมือจากที่ต่าง ๆ น่าสนใจที่ท่านอาจารย์เก็บสะสมมาจากการเดินทางไปในที่ต่างๆ

     

            ห้องที่สามเป็นห้องโอสถท่านอาจารย์กล่าวว่า การจะเป็นผู้เยี่ยมยุทธที่สามารถเดินทางไปทั่วแคว้นได้สิ่งที่ขาดไม่ได้คือวิชาฝีมือด้านการต่อสู้ และวิชาฝีมือด้านการรักษาการปรุงยาเพื่อรักษา  ห้องนี้เป็นห้องสำหรับศึกษาการปรุงยาและการรักษาเพื่อช่วยชีวิตซึ่งท่านอาจารย์ได้เป็นถึงนักปรุงโอสถอยู่แค่ระดับเจ็ด ในห้องนี้มีตำราการปรุงโอสถเทคนิกวิธีการ ต่าง ๆ รวมถึงตำราปรุงโอสถจากที่ต่าง ๆที่ท่านอาจารย์สะสมไว้ทั้งหมดล้วนอยู่ในห้องนี้

     

            ห้องที่สี่เป็นห้องกาลเวลาที่ท่านอาจารย์สร้างจำลองขึ้นมา กาลเวลาในห้องนี้หนึ่งร้อยวันเท่ากับเวลาภายนอกหนึ่งวันในการออกมาฝึกปรือฝีมือครานี้เจตนาของข้าคือต้องการนำพวกท่านเข้าไปฝึกปรือในห้องการเวลาด้วยกันเพื่อจะยกระดับพลังฝีมือให้มีการพัฒนาที่รวดเร็วยิ่งขึ้นจึงต้องรบกวนพวกท่านอย่าได้บอกกล่าวเรื่องราวและสิ่งที่เห็นเหล่านี้กับผู้ใดอีกเป็นอันขาดแม้แต่กระทั่งบิดามารดาและผู้คนที่ใกล้ชิดของพวกท่านขอให้รับรู้กันเพียงแค่พวกเราสี่คนนี้เท่านั้นเพราะหากสิ่งล้ำค่าเหล่านี้เปิดเผยออกไป ย่อมจะสร้างปัญหาการเข่นฆ่าช่วงชิงที่มิอาจประมาณได้ด้วยระดับพลังฝีมือปัจจุบันของข้าแม้จะแข็งแกร่งพอแต่มิทราบในโลกใบนี้จะมีผู้ที่มีพลังฝีมือที่เลิศล้ำจนผู้คนมิอาจต่อกรได้อีกมายมายเท่าใดที่ยังมิได้เปิดเผยตัวตนออกมาหากแม้นพวกประดานี้มีอยู่จริงและ เปิดเผยตัวตนออกมาทั้งยังต้องการจะช่วงชิง ก็คงเป็นการยากที่จะหลีกเลี่ยงการสูญเสียได้"  

     

            กังหลงกล่าวกับทั้งสามด้วยสีหน้าเคร่งเครียดสตรีงามสามสาวพยักหน้าตอบรับและให้คำมั่น ด้วยชีวิต  เมื่อเห็นทั้งสามเข้าใจถึงความสำคัญจึงกล่าวต่อ

     

            "พวกเรามีเวลาในการอยู่ที่นี่ประมาณยี่สิบเจ็ดวันก่อนจะถึงการคัดเลือกตัวแทนเพื่อเข้าแข่งขันระดับเมืองเราจึงจะใช้เวลาในการฝึกฝนที่นี่ยี่สิบห้าวันและเหลือเวลาไว้อีกสองวันเพื่อการเตรียมความพร้อมและเดินทางไปงานการคัดเลือกตัวแทนเพื่อเข้าแข่งขันระดับเมือง"

     

            "เวลายี่สิบห้าวันในห้องกาลเวลานั้นเท่าสองพันห้าร้อยวันเท่ากับเรามีเวลาฝึกในห้องกาลเวลาถึงหกปีกับอีกประมาณสิบเดือน..!!"

     

    "โอ..เป็นเวลาถึงหกปีสิบเดือนหรือคราก่อนตอนที่ท่านพี่ออกจากบ้านเกือบหกเดือนท่านพี่เคยใช้ห้องกาลเวลาแห่งนี้ฝึกฝน.?"

     

            เมื่อได้ฟังวันเวลาที่กังหลงอธิบายเยี่ยนฟางกล่าวถามด้วยความตกใจ กังหลงแย้มยิ้มและกล่าวว่า

     

            "คราก่อนข้าใช้เวลาฝึกฝนในห้องกาลเวลาไปประมาณสองเดือนกว่าโดยฝึกปรือด้านพลังฝีมือไปสี่สิบวัน และฝึกปรือด้านโอสถไปประมาณสี่สิบวันเช่นกัน"