(ฟรี 110 ตอน) ยอดยุทธ์: ระบบฝึกฝนไร้ขีดจำกัด

    บทที่ 29 พลังและเป้าหมายของหวงอวี่

    บทที่ 29พลังและเป้าหมายของหวงอวี่

     

     

     

    ลู่เฟิงเดินออกจากห้องของบิดามารดาพลางเงยหน้ามองผืนฟ้า

     

    ตอนนี้ท้องฟ้าเป็นสีตะกั่วหม่นหมองราวกระสอบฝ้ายที่ถูกฉีกขาดเกล็ดหิมะหนาทึบโปรยปรายลงมาไม่ขาดสายก่อนจะถูกลมเหนือม้วนตลบจนกลายเป็นม่านสีขาวโพลนผืนใหญ่

     

    เสียงหิมะตกกระทบพื้นดังซู่เบาๆราวกับโลกทั้งใบกำลังถูกกวาดทับให้เหลือเพียงความว่างเปล่า

     

    'บ้านหลังนี้ขายไม่ได้...อย่างน้อยก็ต้องรอจนกว่าข้าจะหลอมศิลาสยบมารสำเร็จ'

     

    แม้ลู่เฟิงจะไม่รู้ว่าศิลาสยบมารเป็นสิ่งวิเศษระดับใดแต่คัมภีร์จิตสวรรค์มังกรปีศาจ ที่ซ่อนอยู่นั้นเหนือชั้นกว่าวิทยายุทธ์พื้นฐานอย่างหมัดสิบสองรูปแบบ หรือวิชาดาบสะท้านอสนีเก้าชั้นอย่างเทียบไม่ติด

     

    ไม่ว่าจะอย่างไรเขาต้องครอบครองมันให้ได้

     

    ทว่าเงื่อนไขในการหลอมศิลาต้องใช้พลังวิญญาณถึง1,500 แต้ม หากหวังพึ่งเพียงการกินอาหาร และยาบำรุงตามปกติต่อให้ใช้เวลาปีครึ่งก็ไม่รู้จะสะสมได้ครบหรือไม่

     

    แววตาของเด็กหนุ่มพลันเย็นเยียบลงเมื่อนึกถึงหวงอวี่และพรรคดาบโลหิต

     

    ตลอดสองปีที่ผ่านมาร่างเดิมของเขาถูกคนพวกนี้ข่มเหงรังแก และรีดไถมาโดยตลอด ความแค้นนั้นสลักลึกเข้าในใจ

     

    ในพรรคที่เต็มไปด้วยทรชนเช่นนี้หากจะมีคนดีอยู่สักคนคงนับเป็นเรื่องปาฏิหาริย์

     

    'พวกมัน... สมควรตายทั้งหมด'

     

    ความกระหายเลือดพุ่งพล่านขึ้นมาจากส่วนลึกราวกับมีเสียงลึกลับคอยล่อลวงให้เขาออกไปเข่นฆ่าศิษย์พรรคดาบโลหิตเพื่อช่วงชิงพลัง

     

    ลู่เฟิงสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ดิบนั้นลง

     

    'ใจเย็นก่อน ตัวข้าในตอนนี้ต่อให้ทะลวงเข้าสู่ขั้นบำรุงโลหิตก็เป็นได้แค่ศิษย์ระดับล่างของพรรคใหญ่ พลังแค่นี้จัดการอันธพาลปลายแถวได้แต่หากบุ่มบ่ามไปเจอของจริง ข้าอาจเป็นฝ่ายถูกล่าเสียเอง'

     

    หวงอวี่มีตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าย่อยของพรรคดาบโลหิตซึ่งอยู่ต่ำกว่าเจ้าตำหนักธูปเพียงขั้นเดียว

     

    ความแข็งแกร่งย่อมเหนือกว่าขั้นบำรุงโลหิตอย่างแน่นอนบางทีอาจเข้าสู่ขั้นหลอมโลหิต หรือแม้กระทั่งขั้นหลอมไขกระดูกแล้ว

     

    เขาจำเป็นต้องสืบระดับพลังของอีกฝ่ายให้แน่ชัด

     

    ไม่ใช่เพราะเขากระหายจะไปปลิดชีพหวงอวี่ในตอนนี้แต่เป็นเพราะอีกฝ่ายหมายตาบ้านเก่าตระกูลลู่ ย่อมไม่มีทางเลิกราง่ายๆ เป็นแน่

     

    'เมื่อใดที่พลังใกล้เคียงกัน ข้าจะหาโอกาสลงมือสังหารมัน และถอนรากถอนโคนตระกูลหวงให้สิ้นซาก'

     

    เมื่อวางแผนในใจเสร็จลู่เฟิงจึงนำเงินที่ค้นได้จากศพของพวกหลิวต้า ออกจากช่องลับในกำแพงแล้วเดินไปหาจ้าวหู ที่ยังคงช่วยเก็บกวาดเศษซากในลานบ้าน

     

    แม้พวกหลิวต้า และมือปราบจะไม่พบกลไกใต้ดินแต่เพื่อความปลอดภัย ลู่เฟิงต้องการทดสอบข้อสงสัยบางอย่าง

     

    เขาจึงออกอุบายขอให้จ้าวหูช่วยเข้าไปยกตู้ และขนย้ายข้าวของที่พังเสียหายในห้องนอนของบิดามารดาออกไปโดยตัวเขายืนคุมเชิงอยู่ด้านนอกประตู คอยจับตาดูอย่างเงียบๆ

     

    'ท่านอาจ้าวเป็นคนจิตใจดี และดูแลข้ามาตลอดต่อให้เขาบังเอิญพบความลับเข้า ก็คงไม่เอาไปแพร่งพราย'

     

    จ้าวหูเดินขยับเข้าไปเก็บเศษไม้และเสื้อผ้าเก่า ท่ามกลางสายตาของลู่เฟิงที่ลอบกลั้นหายใจ

     

    ชายวัยกลางคนก้าวเท้าเหยียบลงบนตำแหน่งที่อักขระสีน้ำเงินเคยปรากฏอย่างเต็มเท้าทว่า... พื้นดินกลับนิ่งสนิท ไม่มีแสงวาบหรือสิ่งผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย

     

    'เป็นอย่างที่คิด...ค่ายกลเคลื่อนย้ายนี้จะตอบสนองต่อผู้มีสายเลือดตระกูลลู่เท่านั้น'

     

    เมื่อยืนยันความปลอดภัยได้ลู่เฟิงก็ลอบถอนหายใจ เพราะหากใครก็เปิดใช้งานได้ขืนเขาละสายตาไปพรรคเจ็ดดาราเพียงไม่กี่วันความลับใต้ดินนี้คงถูกคนอื่นชุบมือเปิบไปต่อหน้าต่อตา

     

    “ท่านอาจ้าวข้ามีเรื่องสำคัญอยากหารือด้วยขอรับ”

     

    ลู่เฟิงเอ่ยขึ้นเมื่อจ้าวหูเดินออกมาจากห้อง

     

    “ท่านขายบ้านหลังนั้นเสียเถอะแล้วพาครอบครัวย้ายมาอยู่กับข้าที่นี่”

     

    “หา?”

     

    จ้าวหูชะงักไปทันทีในมุมมองของเขาสิ่งที่ลู่เฟิงควรทำที่สุดคือการขายบ้านเก่านี้ทิ้งเพื่อเอาเงินก้อนหนีไปให้ไกลจากเงื้อมมือของตระกูลหวง

     

    'เด็กคนนี้คงผูกพันกับบ้านหลังนี้มากเกินไปจนตัดใจไม่ลง'

     

    จ้าวหูแอบถอนหายใจ

     

    แต่ลู่เฟิงกล่าวสมทบขึ้นทันที

     

    “ข้ายังไม่คิดจะขายบ้านตอนนี้บ้านข้ากว้างขวาง และมีห้องว่างหลายห้องครอบครัวท่านสามคนย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันย่อมไม่เบียดเสียด”

     

    “อีกอย่างตระกูลหวงก็กำลังหมายตาบ้านของท่านอยู่เช่นกัน รีบขายให้พวกมันไปตอนที่มีโอกาสอย่างน้อยก็ยังได้เงินก้อนกลับมา ดีกว่าถูกพวกมันข่มขู่แย่งชิงไปเปล่าๆ”

     

    “เรื่องนั้น...”

     

    จ้าวหูลูบคางท่าทางเริ่มคล้อยตาม

     

    “แล้วเรื่องค่าเช่าเล่า?”

     

    “ไม่ต้องจ่ายขอรับ”

     

    ลู่เฟิงตอบตรงๆ

     

    “ท่านอาจ้าวเห็นข้าเติบโตมาตั้งแต่เด็กข้าไม่ใช่คนลืมบุญคุณ ยามที่พ่อแม่ข้าเสียชีวิต ก็ได้ท่านที่แบ่งอาหารให้จนรอดตาย”

     

    “ตอนที่บ้านข้าถูกรื้อจนเละเทะท่านกับท่านป้าก็ยังรีบเอาผ้าห่มกับมันเทศมาช่วยต้านความหนาวน้ำใจยามยากนี้ยิ่งใหญ่กว่าขุนเขา ค่าเช่าบ้านเล็กน้อยจะไปเทียบได้อย่างไรดังนั้นอย่าเกรงใจข้าเลยขอรับ”

     

    “เสี่ยวเฟิง...เจ้า...”

     

    ขอบตาของจ้าวหูเริ่มแดงระเรื่อด้วยความตื้นตัน

     

    “ตกลงตามนี้นะขอรับ”

     

    ลู่เฟิงตัดบททันที

     

    “ต่อไปข้าจะย้ายไปนอนห้องของบิดามารดาส่วนห้องอื่นๆ ท่านเลือกจัดสรรได้ตามสะดวกเลย... อีกอย่างขอรับ”

     

    เด็กหนุ่มล้วงเงินจำนวนสี่ตำลึงออกจากอกเสื้อยื่นให้

     

    “ข้าอยู่คนเดียวประตูห้องจะโหว่เป็นรูบ้างก็พอทน แต่หากครอบครัวท่านย้ายเข้ามาคงปล่อยให้อยู่ในสภาพนี้ไม่เหมาะ ท่านช่วยนำเงินนี้ไปจ้างช่างมาซ่อมแซม และเปลี่ยนประตูใหม่ให้ทีนะขอรับ”

     

    จ้าวหูเบิกตากว้างจ้องมองก้อนเงินในมือด้วยความตกตะลึง ในอดีตลู่เฟิงยากจนข้นแค้นจนแทบไม่มีกินแม้แต่ครึ่งเดือนก่อนยังต้องมาผ่าฟืนแลกอาหารประทังชีวิต

     

    แล้วเด็กหนุ่มไปเอาเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหน?

     

    แม้จะมีความสงสัยวูบขึ้นมาในหัวแต่จ้าวหูก็รีบสลัดมันทิ้งไปเพราะไม่อยากก้าวล่วง

     

    ลู่เฟิงเห็นท่าทางนั้นจึงเอ่ยอธิบายอย่างราบเรียบ

     

    “เงินนี้ครูฝึกเฉาเฟิงแห่งพรรคเจ็ดดารามอบให้มาขอรับเขาเห็นว่าข้าพอมีพรสวรรค์เชิงยุทธ์อยู่บ้าง จึงให้ความเอ็นดู และช่วยเหลือ”

     

    จ้าวหูพยักหน้าเข้าใจทันทีพลางกำเงินไว้แน่น

     

    “เรื่องซ่อมแซมบ้านเจ้าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของอาจ้าวได้เลย สบายใจได้!”

     

    ทั้งสองสบตากันแล้วเผยรอยยิ้ม

     

    ทันใดนั้นลู่เฟิงก็แสร้งทำเป็นนึกขึ้นได้

     

    “จริงสิทท่านอาจ้าวก่อนหน้านี้ท่านเคยบอกว่า หวงอวี่ บุตรชายของหวงโส่วเหลียงเป็นหัวหน้าย่อยของพรรคดาบโลหิต... ท่านพอจะรู้ไหมว่าเขามีพลังอยู่ในระดับใด?”

     

    จ้าวหูสะดุ้งโหยงมองลู่เฟิงตาค้างด้วยความตื่นตระหนก สีหน้าของเขาเคร่งเครียดลงทันที

     

    “เสี่ยวเฟิงเจ้าอย่าคิดทำเรื่องโง่ๆ เด็ดขาด! ข้าไม่เคยฝึกยุทธ์ย่อมไม่รู้เรื่องระดับพลังหรอก”

     

    “แต่เดือนก่อนตอนไปขายตะกร้าสานที่ถนนประตูมังกรข้าแอบได้ยินคนของพรรคดาบโลหิตคุยกันว่าหวงอวี่อยู่ขั้นหลอมโลหิตและกำลังเตรียมจะทะลวงขั้นหลอมอะไรสักอย่าง...”

     

    “หลอมไขกระดูก?”

     

    ลู่เฟิงขมวดคิ้วแน่นในใจพลันรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล ไม่กี่วันก่อนเขาเพิ่งจะเข้าสู่ขั้นบำรุงโลหิตแต่หวงอวี่กลับเริ่มท้าทายขั้นหลอมไขกระดูกไปตั้งแต่เดือนก่อนแล้ว

     

    ระยะห่างนี้ต่างกันราวฟ้ากับเหว

     

    “ใช่ๆขั้นหลอมไขกระดูกนั่นแหละ!”

     

    จ้าวหูรีบพยักหน้ารัว

     

    “คนพวกนั้นบอกว่าหวงอวี่เป็นคนโปรดของเจ้าตำหนักธูปฝีมือร้ายกาจจนใครก็ต้องประจบ เสี่ยวเฟิง... ข้ารู้ว่าเจ้าแค้นแต่หวงอวี่น่ากลัวเกินไป”

     

    “ขนาดหลิวต้าที่เป็นแค่เศษเดนยังชกหินแตกรังแกชาวบ้านจนไร้ทางสู้แล้วหวงอวี่ที่เก่งกว่ามันเป็นร้อยเท่าแถมมีพรรคใหญ่หนุนหลัง ต้องน่ากลัวมากแน่!”

     

    “ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”

     

    ลู่เฟิงคลี่ยิ้มบาง

     

    “ข้าก็แค่ถามประดับความรู้ไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้นเอง”

     

    ทว่ายามที่เขาหมุนตัวกลับแววตาพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกกลิ่นอายสังหารอันรุนแรงวาบผ่านดวงตาโดยไม่ปิดบัง

     

    'ขั้นหลอมโลหิตงั้นรึ? ต่อให้เป็นขั้นหลอมไขกระดูก หรือขั้นขัดเกลากระดูก...มันก็ต้องตาย'

     

    แน่นอนว่าลู่เฟิงไม่ใช่คนโง่ที่คิดจะเอาไข่ไปกระทบหิน

     

    'ข้าจะปล่อยให้เจ้ามีชีวิตเสพสุขต่อไปอีกสักสองสามเดือน...หวงอวี่'

     

    เขาหันกลับมาสั่งความกับจ้าวหูอีกครั้ง

     

    “ท่านอาจ้าวเรื่องขายบ้านให้ตระกูลหวง ท่านดำเนินการไปได้เลยขอรับหากพวกมันกดราคาจนต่ำกว่าเกณฑ์ ข้าจะเป็นคนชดเชยเงินส่วนต่างที่ขาดไปให้ท่านเอง”

     

    ลู่เฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อยแผนการนี้จะช่วยให้จ้าวหูปลอดภัย และที่สำคัญการให้จ้าวหูเข้าไปเจรจาค้าความกับตระกูลหวงจะช่วยให้เขาสามารถจับตาดูความเคลื่อนไหวของหวงอวี่ได้ง่ายขึ้น

     

    'ข้าอยากรู้จริงๆว่าเหตุใดหวงอวี่ถึงต้องกว้านซื้อที่ดินและบ้านซอมซ่อที่กระจัดกระจายพวกนี้...มันกำลังตามหาอะไรอยู่กันแน่'

     

     

    คล้ายกับเรื่อง(ฟรี 110 ตอน) ยอดยุทธ์: ระบบฝึกฝนไร้ขีดจำกัด ที่คุณอ่าน