บทที่ 29พลังและเป้าหมายของหวงอวี่
ลู่เฟิงเดินออกจากห้องของบิดามารดาพลางเงยหน้ามองผืนฟ้า
ตอนนี้ท้องฟ้าเป็นสีตะกั่วหม่นหมองราวกระสอบฝ้ายที่ถูกฉีกขาดเกล็ดหิมะหนาทึบโปรยปรายลงมาไม่ขาดสายก่อนจะถูกลมเหนือม้วนตลบจนกลายเป็นม่านสีขาวโพลนผืนใหญ่
เสียงหิมะตกกระทบพื้นดังซู่เบาๆราวกับโลกทั้งใบกำลังถูกกวาดทับให้เหลือเพียงความว่างเปล่า
'บ้านหลังนี้ขายไม่ได้...อย่างน้อยก็ต้องรอจนกว่าข้าจะหลอมศิลาสยบมารสำเร็จ'
แม้ลู่เฟิงจะไม่รู้ว่าศิลาสยบมารเป็นสิ่งวิเศษระดับใดแต่คัมภีร์จิตสวรรค์มังกรปีศาจ ที่ซ่อนอยู่นั้นเหนือชั้นกว่าวิทยายุทธ์พื้นฐานอย่างหมัดสิบสองรูปแบบ หรือวิชาดาบสะท้านอสนีเก้าชั้นอย่างเทียบไม่ติด
ไม่ว่าจะอย่างไรเขาต้องครอบครองมันให้ได้
ทว่าเงื่อนไขในการหลอมศิลาต้องใช้พลังวิญญาณถึง1,500 แต้ม หากหวังพึ่งเพียงการกินอาหาร และยาบำรุงตามปกติต่อให้ใช้เวลาปีครึ่งก็ไม่รู้จะสะสมได้ครบหรือไม่
แววตาของเด็กหนุ่มพลันเย็นเยียบลงเมื่อนึกถึงหวงอวี่และพรรคดาบโลหิต
ตลอดสองปีที่ผ่านมาร่างเดิมของเขาถูกคนพวกนี้ข่มเหงรังแก และรีดไถมาโดยตลอด ความแค้นนั้นสลักลึกเข้าในใจ
ในพรรคที่เต็มไปด้วยทรชนเช่นนี้หากจะมีคนดีอยู่สักคนคงนับเป็นเรื่องปาฏิหาริย์
'พวกมัน... สมควรตายทั้งหมด'
ความกระหายเลือดพุ่งพล่านขึ้นมาจากส่วนลึกราวกับมีเสียงลึกลับคอยล่อลวงให้เขาออกไปเข่นฆ่าศิษย์พรรคดาบโลหิตเพื่อช่วงชิงพลัง
ลู่เฟิงสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ดิบนั้นลง
'ใจเย็นก่อน ตัวข้าในตอนนี้ต่อให้ทะลวงเข้าสู่ขั้นบำรุงโลหิตก็เป็นได้แค่ศิษย์ระดับล่างของพรรคใหญ่ พลังแค่นี้จัดการอันธพาลปลายแถวได้แต่หากบุ่มบ่ามไปเจอของจริง ข้าอาจเป็นฝ่ายถูกล่าเสียเอง'
หวงอวี่มีตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าย่อยของพรรคดาบโลหิตซึ่งอยู่ต่ำกว่าเจ้าตำหนักธูปเพียงขั้นเดียว
ความแข็งแกร่งย่อมเหนือกว่าขั้นบำรุงโลหิตอย่างแน่นอนบางทีอาจเข้าสู่ขั้นหลอมโลหิต หรือแม้กระทั่งขั้นหลอมไขกระดูกแล้ว
เขาจำเป็นต้องสืบระดับพลังของอีกฝ่ายให้แน่ชัด
ไม่ใช่เพราะเขากระหายจะไปปลิดชีพหวงอวี่ในตอนนี้แต่เป็นเพราะอีกฝ่ายหมายตาบ้านเก่าตระกูลลู่ ย่อมไม่มีทางเลิกราง่ายๆ เป็นแน่
'เมื่อใดที่พลังใกล้เคียงกัน ข้าจะหาโอกาสลงมือสังหารมัน และถอนรากถอนโคนตระกูลหวงให้สิ้นซาก'
เมื่อวางแผนในใจเสร็จลู่เฟิงจึงนำเงินที่ค้นได้จากศพของพวกหลิวต้า ออกจากช่องลับในกำแพงแล้วเดินไปหาจ้าวหู ที่ยังคงช่วยเก็บกวาดเศษซากในลานบ้าน
แม้พวกหลิวต้า และมือปราบจะไม่พบกลไกใต้ดินแต่เพื่อความปลอดภัย ลู่เฟิงต้องการทดสอบข้อสงสัยบางอย่าง
เขาจึงออกอุบายขอให้จ้าวหูช่วยเข้าไปยกตู้ และขนย้ายข้าวของที่พังเสียหายในห้องนอนของบิดามารดาออกไปโดยตัวเขายืนคุมเชิงอยู่ด้านนอกประตู คอยจับตาดูอย่างเงียบๆ
'ท่านอาจ้าวเป็นคนจิตใจดี และดูแลข้ามาตลอดต่อให้เขาบังเอิญพบความลับเข้า ก็คงไม่เอาไปแพร่งพราย'
จ้าวหูเดินขยับเข้าไปเก็บเศษไม้และเสื้อผ้าเก่า ท่ามกลางสายตาของลู่เฟิงที่ลอบกลั้นหายใจ
ชายวัยกลางคนก้าวเท้าเหยียบลงบนตำแหน่งที่อักขระสีน้ำเงินเคยปรากฏอย่างเต็มเท้าทว่า... พื้นดินกลับนิ่งสนิท ไม่มีแสงวาบหรือสิ่งผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
'เป็นอย่างที่คิด...ค่ายกลเคลื่อนย้ายนี้จะตอบสนองต่อผู้มีสายเลือดตระกูลลู่เท่านั้น'
เมื่อยืนยันความปลอดภัยได้ลู่เฟิงก็ลอบถอนหายใจ เพราะหากใครก็เปิดใช้งานได้ขืนเขาละสายตาไปพรรคเจ็ดดาราเพียงไม่กี่วันความลับใต้ดินนี้คงถูกคนอื่นชุบมือเปิบไปต่อหน้าต่อตา
“ท่านอาจ้าวข้ามีเรื่องสำคัญอยากหารือด้วยขอรับ”
ลู่เฟิงเอ่ยขึ้นเมื่อจ้าวหูเดินออกมาจากห้อง
“ท่านขายบ้านหลังนั้นเสียเถอะแล้วพาครอบครัวย้ายมาอยู่กับข้าที่นี่”
“หา?”
จ้าวหูชะงักไปทันทีในมุมมองของเขาสิ่งที่ลู่เฟิงควรทำที่สุดคือการขายบ้านเก่านี้ทิ้งเพื่อเอาเงินก้อนหนีไปให้ไกลจากเงื้อมมือของตระกูลหวง
'เด็กคนนี้คงผูกพันกับบ้านหลังนี้มากเกินไปจนตัดใจไม่ลง'
จ้าวหูแอบถอนหายใจ
แต่ลู่เฟิงกล่าวสมทบขึ้นทันที
“ข้ายังไม่คิดจะขายบ้านตอนนี้บ้านข้ากว้างขวาง และมีห้องว่างหลายห้องครอบครัวท่านสามคนย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันย่อมไม่เบียดเสียด”
“อีกอย่างตระกูลหวงก็กำลังหมายตาบ้านของท่านอยู่เช่นกัน รีบขายให้พวกมันไปตอนที่มีโอกาสอย่างน้อยก็ยังได้เงินก้อนกลับมา ดีกว่าถูกพวกมันข่มขู่แย่งชิงไปเปล่าๆ”
“เรื่องนั้น...”
จ้าวหูลูบคางท่าทางเริ่มคล้อยตาม
“แล้วเรื่องค่าเช่าเล่า?”
“ไม่ต้องจ่ายขอรับ”
ลู่เฟิงตอบตรงๆ
“ท่านอาจ้าวเห็นข้าเติบโตมาตั้งแต่เด็กข้าไม่ใช่คนลืมบุญคุณ ยามที่พ่อแม่ข้าเสียชีวิต ก็ได้ท่านที่แบ่งอาหารให้จนรอดตาย”
“ตอนที่บ้านข้าถูกรื้อจนเละเทะท่านกับท่านป้าก็ยังรีบเอาผ้าห่มกับมันเทศมาช่วยต้านความหนาวน้ำใจยามยากนี้ยิ่งใหญ่กว่าขุนเขา ค่าเช่าบ้านเล็กน้อยจะไปเทียบได้อย่างไรดังนั้นอย่าเกรงใจข้าเลยขอรับ”
“เสี่ยวเฟิง...เจ้า...”
ขอบตาของจ้าวหูเริ่มแดงระเรื่อด้วยความตื้นตัน
“ตกลงตามนี้นะขอรับ”
ลู่เฟิงตัดบททันที
“ต่อไปข้าจะย้ายไปนอนห้องของบิดามารดาส่วนห้องอื่นๆ ท่านเลือกจัดสรรได้ตามสะดวกเลย... อีกอย่างขอรับ”
เด็กหนุ่มล้วงเงินจำนวนสี่ตำลึงออกจากอกเสื้อยื่นให้
“ข้าอยู่คนเดียวประตูห้องจะโหว่เป็นรูบ้างก็พอทน แต่หากครอบครัวท่านย้ายเข้ามาคงปล่อยให้อยู่ในสภาพนี้ไม่เหมาะ ท่านช่วยนำเงินนี้ไปจ้างช่างมาซ่อมแซม และเปลี่ยนประตูใหม่ให้ทีนะขอรับ”
จ้าวหูเบิกตากว้างจ้องมองก้อนเงินในมือด้วยความตกตะลึง ในอดีตลู่เฟิงยากจนข้นแค้นจนแทบไม่มีกินแม้แต่ครึ่งเดือนก่อนยังต้องมาผ่าฟืนแลกอาหารประทังชีวิต
แล้วเด็กหนุ่มไปเอาเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหน?
แม้จะมีความสงสัยวูบขึ้นมาในหัวแต่จ้าวหูก็รีบสลัดมันทิ้งไปเพราะไม่อยากก้าวล่วง
ลู่เฟิงเห็นท่าทางนั้นจึงเอ่ยอธิบายอย่างราบเรียบ
“เงินนี้ครูฝึกเฉาเฟิงแห่งพรรคเจ็ดดารามอบให้มาขอรับเขาเห็นว่าข้าพอมีพรสวรรค์เชิงยุทธ์อยู่บ้าง จึงให้ความเอ็นดู และช่วยเหลือ”
จ้าวหูพยักหน้าเข้าใจทันทีพลางกำเงินไว้แน่น
“เรื่องซ่อมแซมบ้านเจ้าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของอาจ้าวได้เลย สบายใจได้!”
ทั้งสองสบตากันแล้วเผยรอยยิ้ม
ทันใดนั้นลู่เฟิงก็แสร้งทำเป็นนึกขึ้นได้
“จริงสิทท่านอาจ้าวก่อนหน้านี้ท่านเคยบอกว่า หวงอวี่ บุตรชายของหวงโส่วเหลียงเป็นหัวหน้าย่อยของพรรคดาบโลหิต... ท่านพอจะรู้ไหมว่าเขามีพลังอยู่ในระดับใด?”
จ้าวหูสะดุ้งโหยงมองลู่เฟิงตาค้างด้วยความตื่นตระหนก สีหน้าของเขาเคร่งเครียดลงทันที
“เสี่ยวเฟิงเจ้าอย่าคิดทำเรื่องโง่ๆ เด็ดขาด! ข้าไม่เคยฝึกยุทธ์ย่อมไม่รู้เรื่องระดับพลังหรอก”
“แต่เดือนก่อนตอนไปขายตะกร้าสานที่ถนนประตูมังกรข้าแอบได้ยินคนของพรรคดาบโลหิตคุยกันว่าหวงอวี่อยู่ขั้นหลอมโลหิตและกำลังเตรียมจะทะลวงขั้นหลอมอะไรสักอย่าง...”
“หลอมไขกระดูก?”
ลู่เฟิงขมวดคิ้วแน่นในใจพลันรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล ไม่กี่วันก่อนเขาเพิ่งจะเข้าสู่ขั้นบำรุงโลหิตแต่หวงอวี่กลับเริ่มท้าทายขั้นหลอมไขกระดูกไปตั้งแต่เดือนก่อนแล้ว
ระยะห่างนี้ต่างกันราวฟ้ากับเหว
“ใช่ๆขั้นหลอมไขกระดูกนั่นแหละ!”
จ้าวหูรีบพยักหน้ารัว
“คนพวกนั้นบอกว่าหวงอวี่เป็นคนโปรดของเจ้าตำหนักธูปฝีมือร้ายกาจจนใครก็ต้องประจบ เสี่ยวเฟิง... ข้ารู้ว่าเจ้าแค้นแต่หวงอวี่น่ากลัวเกินไป”
“ขนาดหลิวต้าที่เป็นแค่เศษเดนยังชกหินแตกรังแกชาวบ้านจนไร้ทางสู้แล้วหวงอวี่ที่เก่งกว่ามันเป็นร้อยเท่าแถมมีพรรคใหญ่หนุนหลัง ต้องน่ากลัวมากแน่!”
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”
ลู่เฟิงคลี่ยิ้มบาง
“ข้าก็แค่ถามประดับความรู้ไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้นเอง”
ทว่ายามที่เขาหมุนตัวกลับแววตาพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกกลิ่นอายสังหารอันรุนแรงวาบผ่านดวงตาโดยไม่ปิดบัง
'ขั้นหลอมโลหิตงั้นรึ? ต่อให้เป็นขั้นหลอมไขกระดูก หรือขั้นขัดเกลากระดูก...มันก็ต้องตาย'
แน่นอนว่าลู่เฟิงไม่ใช่คนโง่ที่คิดจะเอาไข่ไปกระทบหิน
'ข้าจะปล่อยให้เจ้ามีชีวิตเสพสุขต่อไปอีกสักสองสามเดือน...หวงอวี่'
เขาหันกลับมาสั่งความกับจ้าวหูอีกครั้ง
“ท่านอาจ้าวเรื่องขายบ้านให้ตระกูลหวง ท่านดำเนินการไปได้เลยขอรับหากพวกมันกดราคาจนต่ำกว่าเกณฑ์ ข้าจะเป็นคนชดเชยเงินส่วนต่างที่ขาดไปให้ท่านเอง”
ลู่เฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อยแผนการนี้จะช่วยให้จ้าวหูปลอดภัย และที่สำคัญการให้จ้าวหูเข้าไปเจรจาค้าความกับตระกูลหวงจะช่วยให้เขาสามารถจับตาดูความเคลื่อนไหวของหวงอวี่ได้ง่ายขึ้น
'ข้าอยากรู้จริงๆว่าเหตุใดหวงอวี่ถึงต้องกว้านซื้อที่ดินและบ้านซอมซ่อที่กระจัดกระจายพวกนี้...มันกำลังตามหาอะไรอยู่กันแน่'