เว่ยหลิงเจาแต่งตัวเสร็จแล้ว เธออยู่ในชุดเสื้อคอกลมสีขาวแขนยาว กางเกงยีนส์รองเท้าผ้าใบแบบหุ้มข้อ แต่งตัวมิดชิดจนแทบไม่คิดว่าเป็นผู้หญิงคนเดียวกับคนเมื่อครู่ที่เพิ่งช่วยตัวเองไป
“มองอะไรอยู่ได้ ไม่เคยเห็นพี่สาวแสนสวยหรือไง” เธอเลิกคิ้วถาม วงหน้ายังร้อนผ่าวเป็นสีแดงเข้ม
หลินอู๋เฉินหัวเราะคิกคัก “เปล่า แค่แปลกใจเท่านั้นแหละ”
“แปลกใจ...แปลกใจตรงไหนไม่ทราบ”
“นึกว่าเธอจะแต่งชุดวับๆแวมๆ ไปข้างนอกซะอีก”
“เหอะ อะไรทำให้คิดแบบนั้น”
“ก็เพราะว่าเธอค่อนข้างเซ็กส์จัดไง หรือไม่ใช่?”
เธอเม้มปากแน่น ดวงตามีความดื้อรั้นอยู่หลายส่วน ก่อนจะถอนหายใจตามด้วยกล่าว “แล้วยังไง มันคนละเรื่องกันไม่ใช่เหรอ”
จากนั้นเธอก็เดินไปที่โรงจอดรถ
ชายหนุ่มยักไหล่ ไม่ได้พูดอะไรอีกทำเพียงเดินตามเธอไปเงียบๆ
รถที่อยู่ตรงหน้าคือมอเตอร์ไซค์สำหรับผู้หญิง สีชมพูหวานน่ารักๆ เว่ยหลิงเจาขึ้นไปนั่งแล้วหยิบหมวกกันน็อคขึ้นมาสวม หลังจากล็อกใต้คางเสร็จหยิบหมวกอีกใบบนชั้นใกล้ๆ ที่วางอยู่ยื่นให้เขาไป
ชายหนุ่มไม่ปฏิเสธและไม่ได้ถามสักคำ จากนั้นก็ขึ้นไปซ้อนท้ายแล้วกอดเอวเธอแน่น ทำเอาพี่สาวคนสวยสะดุ้งโหยง เกือบจะล้มจากรถแล้วเชียว
เธอหันมาตวาดด้วยเสียงเจือความโกรธ “นี่นายคิดจะทำอะไรกันแน่”
“เธอหมายถึงอะไร”
“ก็มือน่ะ จับอยู่ตรงไหนฮะ!”
หลินอู๋เฉินเหลือบมองเอวของเธอที่ตอนนี้ตกเป็นของเขา ก่อนจะหัวเราะ “ฉันกลัวตกรถ ไม่ได้ขึ้นรถมอเตอร์ไซค์มานานแล้ว ดังนั้นฉันจึงได้กอดเอวของเธอไง”
“เหอะๆ จะแต๊ะอั๊งสิไม่ว่า รู้ทันหรอกน่า” เว่ยหลิงเจายิ้มเยาะ การแสดงเล็กน้อยทำไมเธอถึงจะดูไม่ออก
“ไม่นะ ฉันไม่ทำแบบนั้นหรอก อีกอย่างเธอเป็นคนพูดเองไม่ใช่เหรอว่าเป็นพี่สาวของฉัน ดังนั้นในฐานะพี่สาวก็ต้องดูแลน้องชายสิ อย่างเช่นตอนนี้ฉันกลัวว่าจะตกจากเบาะก็เลยต้องกอดเอว คนเป็นพี่จะนิ่งดูดายถึงกับไม่ต้องการให้น้องชายจับเหรอ...”
หลินอู๋เฉินยิ้มเจ้าเล่ห์ จงใจใช้ฐานะที่เธอเป็นคนพูดก่อนหน้านี้มาเอาคืน
ดูสิในฐานะพี่สาวเธอจะแก้ตัวยังไง
เว่ยหลิงเจาขบฟันกรอด กระทืบเท้าหนักๆ หลายที แล้วบอกไปว่า “ก็ได้ แต่จับแค่เอวนะ หากขึ้นมาจับถึงนมฉันล่ะก็ ฉันเอานายตายแน่!”
“วางใจเถอะ ฉันไม่สนใจนมเล็กๆ ของเธอหรอก”
“อะไรนะ!” คำพูดของเขาทำให้เธอโกรธจนควันออกหู
ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้ปากเสีย เขาเองก็เห็นหน้าอกแล้วไม่ใช่เหรอ ก็ควรจะรู้ว่ามันใหญ่และสวยงามมากแค่ไหนสิ
“มันคือเรื่องจริงเพราะงั้นไม่ต้องโกรธหรอก อยู่ที่ชุนเหลียนฉันไม่เคยขาดแคลนผู้หญิง ดังนั้นจึงบอกได้ว่าของพวกเธอเหล่านั้นใหญ่กว่าพี่สาวอย่างเธอมาก แน่นอนว่านี่แค่พูดถึงเรื่องขนาด หากอยากจะรู้รายละเอียดเยอะกว่านั้นคงต้องให้ฉันดูดนม”
“ไร้ยางอาย ผู้หญิงพวกนั้นก็เหมือนกัน!”
เว่ยหลิงเจาแทบควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ กล้าดียังไงเอาเธอไปเปรียบเทียบกับผู้หญิงข้างถนนราคาถูกพวกนั้น
“ฉันอยากไปหุบเขากว่างตู” หลินอู๋เฉินแค่แกล้งพอเป็นพิธี เดี๋ยวจะมองหน้ากันไม่ติดจึงหันไปพูดเรื่องอื่นแทน
“หุบเขากว่างตู...ที่นั่นไม่เห็นมีอะไรน่าเที่ยว นอกจากสุสานและวัดที่อยู่ใกล้ๆ”
“แค่ไปที่นั่นก็พอแล้ว...”
“ก็ได้”
.........
เมืองโต่วโจวเป็นเมืองเล็กและค่อนข้างขาดการพัฒนา
จะเห็นได้ว่าถนนหนทางขาดการบำรุงรักษาอย่างเมืองใหญ่ เป็นหลุมเป็นบ่อ ขับรถทีต้องระวังว่ารถจะตกหลุม
ทว่าคนที่นี่ก็ไม่มีใครกล้าประท้วง สืบเนื่องจากไร้การศึกษา เป็นคนเฒ่าคนแก่ไม่มีความรู้ ข้าราชการกังฉินจึงทุจริตกันเป็นแถว
รถที่นี่ค่อนข้างน้อยบนถนนเมื่อเทียบกับชุนเหลียน รวมถึงร้านอาหารก็มีไม่มากเช่นกัน จะเห็นได้ว่าบางร้านขาดการบำรุงรักษา ป้ายหน้าร้านหักและมีคราบเก่าๆ ผ่านลมผ่านฝนมาหลายปี
หลินอู๋เฉินที่นั่งซ้อนท้ายมองอะไรเรื่อยเปื่อย กระทั่งรู้ตัวอีกทีก็มาถึงหุบเขากว่างตูแล้ว
ที่นี่คือสุสานขนาดใหญ่ หลังจากที่ตายไปชาวบ้านในเมืองมักจะนำศพมาฝังไว้ที่นี่
ไม่สามารถนำรถขึ้นไปได้เพราะเป็นบันไดยาวแบบงูเลื้อย
เว่ยหลิงเจาจอดรถไว้ที่ตีนเขาแล้วเดินขึ้นบันไดไปพร้อมกับน้องชาย
มันดูเงียบสงบเพราะเป็นสุสาน ได้ยินเสียงนกร้องและเสียงลมหวิวพัดต้นไม้เอนไหวตามสายลมเอื่อยๆ
บันไดทอดยาวไปถึงยอดเขา จึงใช้เวลาเดินค่อนข้างมาก แต่หากเทียบกับยอดเขาทะเลสาบหงถิงที่นั่นดูจะสูงกว่า
“เฮ้อขึ้นมาถึงสักที ร้อนก็ร้อนเหนื่อยก็เหนื่อย ฉันขอนั่งพักตรงนี้นะ นายจะทำอะไรก็รีบทำ หลังจากที่เรากลับอย่าลืมเลี้ยงอาหารฉันด้วยล่ะ” เว่ยหลิงเจานั่งพักบนม้าหินเก่าๆ หลังจากที่เดินทางมาถึงยอดเขา
ที่นี่อากาศบริสุทธิ์และสดชื่นมาก สำหรับหลินอู๋เฉินที่มีการบ่มเพาะพลัง ย่อมสัมผัสกับพลังแห่งธรรมชาติฟ้าดินได้อย่างแน่นแฟ้น
บนยอดเขาเหมาะสำหรับวางข่ายอาคมฟ้าดินเพื่อฝึกฝน
มันจะดึงดูดพลังของสวรรค์และโลกมาจากทุกทิศทาง
แน่นอนว่ามันคือสิ่งที่ดีในการฝึกฝน แต่ก็ไม่เหมาะสมเท่าไหร่นักเพราะคือสุสานฝังคนตาย
“งั้นรออยู่ตรงนี้ หลังจากเสร็จแล้วฉันจะพาเธอไปหาอะไรกินข้างล่างเอง” ชายหนุ่มตอบแล้วเดินเข้าไปด้านในคนเดียว
“ฉันจะเลือกร้านแพงๆ เอาให้นายรู้สึกว่าไม่ควรดูร่างกายของพี่สาวคนนี้เลย!” เว่ยหลิงเจาตะโกนไล่หลัง เธอนั่งอยู่ที่นั่นไม่ได้เข้าไปรบกวนเขา เพราะรู้ดีว่าเขามาทำอะไรที่นี่
หลินอู๋เฉินย่างกรายเข้าไปในสุสานที่มีเพียงความเงียบดำรงอยู่ ที่นี่เย็นเยียบ ลมหนาวปะทะร่างกายทำให้เส้นขนลุกชัน
เดินมาได้ไม่นานก็ถึงที่หมาย มีป้ายเขียนว่า 'กวนลี่ปิงเยี่ยน' นี่คือชื่อแม่ของเขา หลุมศพของเธอตั้งอยู่ในเขตสุสานของบรรพบุรุษสกุลหลิน
ชายหนุ่มนั่งลงบนพื้น เริ่มถอนวัชพืชบนหลุมศพที่ขึ้นอยู่เต็ม บรรยากาศยังคงเงียบเช่นเดียวกับตอนที่เข้ามา มีเพียงคนหนึ่งคนที่อยู่ในสุสานตอนนี้
ใช้เวลาราว 30 นาทีหลินอู๋เฉินจึงลุกขึ้นยืน คำนับหลุมศพด้วยความรู้สึกรักและคิดถึง
“แม่ครับ...ฉันจะกลายเป็นอมตะและยืนอยู่เหนือคนทุกคน เพราะฉะนั้นแม่โปรดเฝ้ามองฉันด้วย...อยู่ข้างฉันและเดินไปกับฉัน จวบจนท้องฟ้าจะถล่ม...”
ไม่มีเสียงตอบรับจากหลุมศพ มีเพียงความเงียบและเสียงต้นไม้เอนไหว
หลินอู๋เฉินหลับตาลงแล้วหมุนกายจากไป
ไม่นานก็เดินมาถึงทางออก แต่ต้องเดินลงบันไดไปอีก
“ช้านะเนี่ย อากาศก็เริ่มจะหนาวไม่ได้เอาเสื้อผ้าหนาๆ มาด้วย ท้องฟ้าก็เริ่มมืด ไปกินข้าวที่ไหนกันดี...อ้อนายเลี้ยงนะ” เว่ยหลิงเจาลุกขึ้นยืน ดูเหมือนว่าหลังจากได้นั่งพักเธอจะกลับมามีแรงอีกครั้ง
หลินอู๋เฉินอยู่ในอารมณ์เศร้าอาดูล แต่กระนั้นใช่ว่าจะเย็นชาจนไร้การตอบสนอง
“เราจะไปกินอาหารที่โรงแรมกัน”
“โรงแรม...นายแน่ใจใช่ไหม”
“แน่ใจสิ”
“งั้นก็ดี เดี๋ยวฉันจะพาไปเอง”
เว่ยหลิงเจาหัวเราะคิกคัก เธอมีแผนแล้วว่าจะเอาคืนเขายังไง ง่ายมากก็แค่ให้เขาเลี้ยงจนหมดตัว โดยการพาไปโรงแรมที่แพงที่สุดในเมือง
สองพี่น้องเดินลงไปจากภูเขา ในขณะเดียวกันที่เมืองชุนเหลียนตะวันก็ลาลับฟ้าเช่นเดียวกัน
วันนี้เป็นวันแรกที่ชายคนรักเดินทางกลับบ้านเกิด ไม่ต่างจากวันอื่นๆ แต่กระนั้นทำไมถึงได้รู้สึกคิดถึงจังนะ
ซ่งจื่อจิงลืมตาขึ้นมา หันไปมองเฉินฟู่จิ้งที่กำลังฝึกฝนตามตัวอักษรพวกนั้นแล้วบอกว่า “ฟ้ามืดแล้ว คุณหลินบอกให้เธอมาที่นี่ได้เฉพาะตอนกลางวัน ตอนนี้เธอควรกลับได้แล้ว”
ความจริงเจอครั้งแรกก็อยากตบปากนะ
กล้าดียังไงถึงได้เข้ามาในวิลล่าของคุณหลิน แต่พอรู้เรื่องราวก็ต้องยอมแพ้
อีกอย่างคือหากเธอตบจริงเฉินฟู่จิ้งคงตายไปทันที
หญิงสาวรับรู้ถึงความไม่สบอารมณ์ของอีกฝ่ายก็รีบบอกว่า “เข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะรีบกลับวิลล่าของตัวเองเดี๋ยวนี้แหละ”
“ไม่ใช่ของเธอ”
“เอ่อ...นั่นสิคะ ขอโทษด้วยนะคะที่พูดผิด ยังไงก็ขอตัวก่อนนะคะ”
เฉินฟู่จิ้งได้ฟังเรื่องราวของคุณหนูซ่งมาจากปากของลู่ซินหยี จึงพอเข้าใจว่าเป็นคนประเภทไหน
ในฐานะเซลล์ขายรถยนต์ เธอเคยพบเจอลูกค้าประเภทนี้อยู่บ่อยครั้ง
เมื่อเห็นว่าหล่อนออกไปแล้วซ่งจื่อจิงก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ต่อ แต่กำลังจะเดินกลับบ้านของตัวเอง ในขณะนั้นได้มีชายคนหนึ่งยืนขวางทางหน้าวิลล่า อยู่ในชุดสีม่วงเก่าขาดๆ สวมหมวกไม้ไผ่ที่ไหล่พาดไว้ด้วยเบ็ดตกปลา
ซ่งจื่อจิงเลิกคิ้วสูง มีความไม่สบอารมณ์อยู่หลายส่วนเมื่อเห็นคนตรงหน้า
“นี่แกมายืนขวางหน้าบ้านฉันทำไม แล้วแต่งตัวแบบนี้นี่ รปภ ด้านนอกปล่อยให้เข้ามาได้ยังไง เป็นโจรหรือเปล่า”
คนตกปลาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย กล่าวเสียงเรียบ “จากข้อมูล เธอคือผู้หญิงของหลินอู๋เฉินสินะ”
“ใช่ แล้วแกต้องการอะไร หรือว่าจะมาหาคุณหลิน เหอะๆ น้ำหน้าอย่างแกเนี่ยนะจะรู้จักกับคุณหลิน ประสาทหรือเปล่า เคยส่องกระจกดูตัวเองบ้างหรือเปล่าว่ามันน่าสมเพชมากแค่ไหน” ซ่งจื่อจิงปากร้าย ต่อให้อีกฝ่ายเป็นชายชราก็ไม่ไว้หน้า มองว่าเป็นคนชั้นล่างที่ไม่ควรสุงสิงด้วย
ชายในชุดสีม่วงที่ยืนอยู่ตรงนั้นอยู่ๆ ก็หายตัวไปกับตา รู้สึกตัวอีกทีก็ปรากฏอยู่หน้าเธอในระยะห่างแค่ปลายจมูก!