ยามวิกาล หมู่ดาวเป็ประกายเหนือท้องฟ้า
สิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดในต้าฉินคือหอดารกา เป็สถานที่ทํางานของสํานักซือเทียนเจี้ยน
ดรุณีชุดเหลืองก้าวพลิ้วไหวขึ้นไป ขณะผ่านชั้นที่เจ็ด ก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกมาจากห้องโอสถ
นักเล่นแร่แปรธาตุในชุดขาว กําลังถกเถียงกันหน้าแดงก่ำ “เหตุใดจึงล้มเหลวอีกแล้ว? ทั้งที่ขั้นตอนง่ายดายถึงเพียงนี้”
“ข้าบอกแล้วว่า ปริมาณของเกลือไม่ถูกต้อง”
“ไม่ ข้าคิดว่าเป็เพราะน้ำ”
“หรือจะเป็เพราะไฟ? เมื่อครู่ข้าเห็นศิษย์พี่ว่านเผาน้ำเกลือจนเดือด”
“ยากเกินไปแล้ว วิธีแปรธาตุด้วยการเปลี่ยนเกลือเป็เงินยากเกินไป ข้าทําไม่ได้”
ดรุณีชุดเหลืองไฉ่เวยเบ้ปาก กล่าวพึมพําว่า “คนเหล่านี้ยังหลอมเงินปลอมกันอยู่”
สองวันก่อน เมื่อกลับมา นางได้บอกเล่าเื่เปลี่ยนเกลือให้เป็เงินต่อสํานักซือเทียนเจี้ยน ศิษย์พี่ทั้งหลายต่างไม่เชื่อว่าเกลือจะเปลี่ยนเป็เงินได้อย่างไร?
แม้แต่เด็กสามขวบก็ยังไม่เชื่อ
ทว่าไม่นาน เมื่อคดีเงินภาษีคลี่คลาย ฮ่องเต้เห็นว่าเงินปลอมนี้แปลกประหลาดยิ่งนัก จึงมีรับสั่งให้สํานักซือเทียนเจี้ยนทดลองหลอมเงินปลอม
นักเล่นแร่แปรธาตุในสํานักจึงทํางานหามรุ่งหามค่ำ
ั้แ่สองวันก่อน ทํางานกันมาจนถึงตอนนี้ ล้มเหลวกี่ครั้งก็สู้ต่อกี่ครา สู้ต่อกี่ครั้งยังคงล้มเหลวทุกครา
“ไฉ่เวย นั่นศิษย์น้องไฉ่เวย”
มีคนะโขึ้นด้วยความยินดี พริบตานั้นใบหน้าทรุดโทรมทั้งหลายพลันหันมา ั์ตาแต่ละคู่ล้วนเป็ประกาย
"ศิษย์น้องไฉ่เวย เงินปลอมต้องหลอมอย่างไร”
“ศิษย์น้องไฉ่เวย รีบมาช่วยดูว่ามีขั้นตอนใดที่มีปัญหา? เ้าเป็เพียงคนเดียวที่หลอมเงินปลอมสําเร็จ”
ทุกคนเข้ามาห้อมล้อมดรุณีชุดเหลือง ไฉ่เวยจึงจําต้องเข้าสู่ห้องโอสถ เฝ้าดูขั้นตอนการหลอมเงินปลอมของศิษย์พี่แต่ละคน
“ล้มเหลวอีกแล้ว!” นักเล่นแร่แปรธาตุชุดขาวคนหนึ่งเอ่ยอย่างทอดถอน
“ศิษย์น้องไฉ่เวย ปัญหาอยู่ที่ใด?” บรรดาคนชุดขาวต่างสอบถามอย่างอ่อนน้อม
ไม่มีปัญหาใด ตอนนั้นข้าก็หลอมเช่นนี้... ไฉ่เวยเอ่ยขึ้นว่า “นี่ เป็วิชาแปรธาตุที่สืบทอดมาแต่โบราณ มีความล้ำลึกแยบยล มิใช่สิ่งที่สามารถเรียนรู้ได้โดยง่าย จําเป็ต้องได้รับการถ่ายทอดบอกกล่าว จึงจะสามารถหยั่งรากฝังลึก ศิษย์พี่ทุกคน โปรดจําไว้ให้ดีข้าจะถ่ายทอดเคล็ดลับประโยคหนึ่งต่อศิษย์พี่ ศิษย์พี่ทุกคนทําท่าตั้งใจฟังอย่างเต็มที่”
“ไฮโดรเจน ลิเทียม เบริลเลียม โบรอน คาร์บอน ไนโตรเจน ออกซิเจน ฟลูออรีน โซเดียม แมกนีเซียม อะลูมิเนียม ซิลิคอน ฟอสฟอรัส”ไฉ่เวยโคจรลมปราณจากจุดตันเถียน เอ่ยเคล็ดลับสุดยอดนี้ ออกมาทีละคํา
“เคล็ดลับนี้หมายความว่าอย่างไร?” ศิษย์พี่ทั้งหลายฟังไม่เข้าใจ
ข้าก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร...ไฉ่เวยแสร้งวางท่าสูงส่ง เพียงยิ้มโดยไม่ตอบคํา
“อัจฉริยะ อัจฉริยะ ผู้ที่เขียนเคล็ดลับนี้ออกมา ย่อมเป็อัจฉริยะ ในวิชาแปรธาตุ” ศิษย์พี่ชุดขาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
อัจฉริยะอันใดกัน ศิษย์พี่ท่านอย่าได้คิดเหลวไหล! ไฉ่เวยยังคงยิ้มดุจเดิม
“ศิษย์น้องไฉ่เวย ผู้ใดเป็คนบอกเคล็ดนี้ต่อเ้า ศิษย์น้องได้พบเจอกับยอดคนนักเล่นแร่แปรธาตุ ได้รับการชี้แนะมาใช่หรือไม่?”
ไฉ่เวยคิดขึ้นในใจ ถามได้ดี! ข้าจะได้โยนถ่านร้อนนี้ออกไปโดยง่าย
“คนผู้นั้นมีชื่อว่าหลี่อี้เฉิน เป็หลานชายของหลี่เสียน ขุนนางขั้นที่เจ็ดสังกัดหน่วยองครักษ์ดาบ พวกท่านสามารถไปถามจากเขา”
เมื่อได้ยินว่าเป็นักบู๊ เหล่าคนชุดขาวกลับไม่พอใจขึ้นมา
“น่าขัน สํานักซือเทียนเจี้ยนของพวกเรา มียอดคนมากมาย เพียงหลอมเงินปลอมยังต้องให้คนนอกช่วยหรือ?"
“ทั้งยังเป็เพียงนักบู๊คนหนึ่ง หากเื่นี้แพร่ออกไป คงกลายเป็ที่หัวเราะเยาะแล้ว”
เมื่อการฝึกตนแบ่งเป็หลายสาย จึงก่อเกิดการดูแคลนกันและกันขึ้นอย่างน่าสนใจ
เต๋าดูแคลนพุทธ พุทธก็ดูแคลนเต๋า
ผู้ใช้ทักษะดูแคลนพ่อมด เหล่าพ่อมดดูแคลนผู้ใช้ ผู้ใช้กดูแคลนผู้ใช้ทักษะ
และลัทธิเต๋า ศาสนาพุทธ ผู้ใช้ทักษะ พ่อมด ผู้ใช้พิษ ต่างดูแคลนผู้ฝึกยุทธ์
ส่วนลัทธิหยู ขออภัยที่ต้องบอกตามตรงว่า เห็นทุกสายเป็เพียงขยะ
ทว่าลัทธิหยูในยามนี้ กลับเริ่มอ่อนแอลง
“ศิษย์น้องไฉ่เวย เ้ามาชี้แนะพวกข้าที”
ไฉ่เวยส่งเสียงดัง “เฮอะ” กล่าวว่า “ไว้ครั้งหน้า!”
นางเบียดตัวออกมาจากกลุ่มศิษย์พี่ชุดขาว เดินขึ้นบันใดต่อไป แท้จริงแล้ว นางเองก็ไม่เข้าใจ
ตอนอยู่ที่ศาล นางหลอมเงินปลอมสําเร็จในคราเดียว หลังจากนั้นไฉ่เวยได้ทดลองเองอีกครั้ง แต่ก็ประสบความล้มเหลว ทําตามขั้นตอนเดิมทุกอย่าง แต่ไม่สําเร็จ นางเองก็ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด
ชั้นบนสุดของหอดารา ไม่ใช่หลังคาแบบปกติ แต่เป็ลานกว้างแปดเหลี่ยม สอดคล้องกับโป๊ยก่วย
ขอบลานโป๊ยก่วย มีผู้ชราอาภรณ์ขาวคนหนึ่ง ฟุบอยู่กับโต๊ะ มือข้างหนึ่งถือถ้วยสุรา มืออีกข้างเท้าศีรษะ คล้ายเมาคล้ายไม่เมา ทอ สายตาไปยังเมืองหลวงด้านล่าง
ดรุณีชุดเหลืองมิได้เข้าไปรบกวน ยามปกติหากอาจารย์ไม่ต้องทําสิ่งใด ก็มักจะมานั่งดื่มสุรา ชมทิวทัศน์บนลาน โป๊ยก่วย และไม่ชอบให้ผู้ใดรบกวน จิบสุราหรี่ตาตั้งใจมองโลกหล้า
“ไฉ่เวย เ้ามาแล้ว?” ชายชราอาภรณ์ขาวยิ้มพลางเอ่ยขึ้น
“อาจารย์” ดรุณีชุดเหลืองฉีกยิ้ม วิ่งเยาะๆเข้าไป ยืนอยู่ขอบลานโป๊ยก่วย กระโปรงปลิวไสว
“ตาเฒ่าฮ่องเต้ให้รางวัลเป็สิ่งใด?"
“เงินสองร้อยตําลึง แพรไหมสองสามพับ”
ดรุณีชุดเหลืองกล่าวต่อไปว่า “อาจารย์ เงินปลอมนั่นคือสิ่งใด?"
“อาจารย์ก็ไม่รู้”
“ในโลกยังมีสิ่งที่อาจารย์ไม่รู้?”
“มีอยู่มากมายนัก” ผู้เฒ่าอาภรณ์ขาวหัวเราะหึๆ กล่าวว่า “อาจารย์ไม่รู้ว่าเ้าหัวขโมยหลายคนเมื่อสิบเก้าปีก่อนไปอยู่ที่ใด
“ท่านมักเอ่ยถึงเ้าโจรน้อยน่าโมโหเมื่อสิบเก้าปีก่อน แต่ก็มิได้บอกต่อข้าว่าพวกมันเป็ผู้ใด ขโมยสิ่งใดไป”
ผู้เฒ่าอาภรณ์ขาวยืนขึ้นที่ขอบลานโป๊ยก่วย ถอนหายใจกล่าวว่า “ขโมยสิ่งที่ไม่ธรรมดาไป”
“เช่นนั้นท่านทราบหรือไม่ว่า ผู้ใดหลอมเงินปลอมขึ้นมา”
ซือเทียนเจี้ยนคือต้นธารของสายทักษะ ผู้แปรธาตุในใต้หล้าต่อให้มิได้ถือกําเนิดจากสํานักซือเทียนเจี้ยน ก็ต้องมีความเกี่ยวข้องกับสํานักชือเทียนเจี้ยน
เื้ัคดีเงินภาษี จะต้องมีผู้เล่นแร่แปรธาตุเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้ที่สามารถหลอมสิ่งของเช่นนี้ได้ ย่อมมิใช่ชนชั้นธรรมดา
“อาจารย์ย่อมทราบดี"
ห้องหลัก เรือนเล็ก
หลี่อี้เฉินนอนหลับอยู่บนเตียง อาศัยแสงจันทร์กระจ่างนอกหน้าต่าง เหม่อมองขื่อคานที่พาดตัดกัน
เขากําลังกังวลกับอนาคตของตนเอง รู้สึกหวาดหวั่นแต่ก็รู้สึกโลหิตเดือดพล่าน
บุคลากรชั้นดีที่จบการศึกษาขั้นพื้นฐานเก้าปี ความรู้ในสมองกลับไร้ประโยชน์แล้ว เขาอาจสามารถกลายเป็คนโดดเด่น เป็เสมือนดอกไม้งดงามช่อหนึ่งในสังคมยุคศักดินา
ทว่าสังคมที่ฮ่องเต้มีอํานาจเปี่ยมล้น นั่นหมายความว่าสิทธิส่วนบุคคลจะขาดซึ่งหลักประกัน วันนี้เฉิดฉาย วันหน้าอาจถูกเนรเทศหรือส่งเข้ากองทัพ
ไม่ว่าผู้ใดที่มาจากยุคสมัยของเขา ย่อมต้องกังวลถึงสิ่งนี้ ขณะครุ่นคิดไปมาหลี่อี้เฉินพลันหลับไป ตื่นมาอีกครั้งฟ้าก็สว่างแล้ว เขาสวมชุดเ้าหน้าที่สีดํา รัดเข็มขัด มัดผม แขวนดาบไว้ข้างเอว ยามยืนตัวตรงแลดูองอาจเข้มแข็ง
ไม่อาจไม่ยอมรับว่า ชุดในยุคโบราณช่วยเพิ่มความสง่างามและเสริมบุคลิกได้เป็อย่างดี เพียงแต่ยามเข้าห้องสุขาอาจวุ่นวายไปบ้าง
เขาปีนข้ามกําแพงไปรับประทานอาหารเช้าที่บ้านอารอง สองอาหลานเดินทางไปทํางานพร้อมกัน หลี่เสียนได้รับตําแหน่งคืน ทุกอย่างจึงดำเนินเนินไปตามเดิม
ที่ว่าการอําเภอฉางเล่อจัดเป็อําเภอที่มีการปกครองเป็เอกเทศ ที่ทําการตั้งอยู่ในเมือง ห่างจากจวนสกุลหลี่เพียงหกเจ็ดลี้ หลี่อี้เฉินไม่มีม้า ไม่มีรถม้า จึงได้แต่เดินไป ใช้เวลาสิบห้านาทีไปถึงที่ว่าการอําเภอ
ที่ว่าการอําเภอฉางเล่อหันหลังให้ทิศเหนือ หันหน้าไปทางทิศใต้ หน้าประตูมีสิงโตหินสูงเท่าคนสองตัว สองฟากของประตูสีน้ำตาลแดง มีกลองขนาดใหญ่ที่สีเริ่มลอกแล้วตั้งอยู่
โครงสร้างของการปกครองระดับอําเภอเป็สิ่งที่น่าสนใจ ผู้ที่มีตําแหน่งสูงสุดคือนายอําเภอ มีผู้ช่วยสองคน หนึ่งคือผู้ช่วยนายอําเภอ อีกหนึ่งคือนายทะเบียน (จู่ปู้) ทั้งสามคนนี้คือขุนนางที่ถูกแต่งตั้งโดยราชสํานัก
ถัดจากขุนนางสามคนที่ได้รับการแต่งตั้งจากราชสํานัก ก็เป็ขุนนางเตียนสื่อหรือโล่วลิ่วกวน (ขุนนางดูแลเื่ทั่วไป) ไม่มีลําดับขั้น
ต่อมาก็เป็สามหน่วยหกกอง สามหน่วยได้แก่หน่วยองครักษ์ ปกครอง และหน่วยปราบปราบ หกกองก็จะตรงกับหกกรมของราชสํานัก ได้แก่
กรมโยธาธิการ รับผิดชอบงานโยธาของรัฐ จ้างช่างและคนงานชั่วคราว ผลิตอุปกรณ์ของรัฐ ดูแลเส้นทางคมนาคม ดูแลมาตรฐานการชั่งตวงวัด ตลอดจนระดมทรัพยากรจากหัวเมือง
กรมยุทธนาการ รับผิดชอบการแต่งตั้ง อวยยศ เลื่อนยศ ลดยศ และถอดยศข้าราชการทหาร รวมถึงกิจการทหารต่าง ๆ เช่น การรบ การป้องกันประเทศ ฯลฯ ตลอดจนงานไปรษณีย์ ใน่า
กรมขุนนาง รับผิดชอบการแต่งตั้ง อวยยศ เลื่อนยศ ลดยศ และถอดยศข้าราชการพลเรือน
กรมราชทัณฑ์ รับผิดชอบกระบวนการยุติธรรมและราชทัณฑ์ แต่ไม่รวมถึงการตรวจสอบหรือทัดทานราชการ
กระทรวงพิธีการ รับผิดชอบรัฐพิธี ราชพิธี พิธีการทูต ทะเบียนนักบวช และการตรวจสอบขุนนาง ทั้งยังรับผิดชอบด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ
กรมครัวเรือน/กรมพลเรือน รับผิดชอบสำมะโนครัวเรือน รวมถึงเก็บภาษีและบริหารรายจ่ายแผ่นดิน
หลี่อี้เฉิน ทํางานอยู่ในหน่วยปราบปราม ผู้คนเรียกว่ามือปราบ เมื่อเข้าที่ว่าการอําเภอ อันเตียนสื่อ (ขุนนางเตียนสื่อแซ่อัน) กําลังตรวจรายชื่อเ้าหน้าที่ เมื่อเห็นหลี่อี้เฉินเดินพกดาบเข้ามา ถึงกับตะลึงงัน สีหน้าของเขาไม่ต่างจากพบภูตผีกลางวันแสกๆ
เ้าหน้าที่คนอื่นเห็นหัวหน้าของตนมีสีหน้าผิดปกติ จึงหันกลับไปดู ทุกคนพลันมีสีหน้าราวกับพบภูตผี
“หลี่ หลี่อี้เฉิน เ้าเป็คนหรือภูตผี!” มีคนเอ่ยถามเสียงสั่น
อันเตียนสื่อ สังเกตเห็นเงาบนพื้นของสวีซีอัน ค่อยรู้สึกโล่งใจ กล่าวน้ำเสียงหนักแน่นว่า “อยู่ในที่ว่าการอําเภอ อย่ากล่าววาจา เหลวไหล ภูตผีที่ใดมีเงา?”
ทุกคนได้ยินเช่นนั้น ค่อยระบายลมหายใจพร้อมๆ กัน หลี่อี้เฉินครุ่นคิดครู่หนึ่ง กล่าวตอบว่า “ข้าอาจเป็ผีดิบก็เป็ได้”
อันเตียนสื่อพลันแตกตื่น เ้าหน้าที่ที่เหลือต่างหัวใจเต้น หลี่อี้เฉินรีบประสานมือกล่าวว่า “เพียงล้อเล่นเท่านั้นใต้เท้าเตียนสื่อ สหายทุกท่าน ข้าออกจากคุกแล้ว”
อันเตียนสื่อเอ่ยถามว่า “เื่ราวเป็อย่างไร?”
เื่ที่หลี่อี้เฉินติดคุกด้วยคดีเงินภาษี พวกเขาต่างได้ยินมาแล้ว
“ย่อมเป็การทําคุณไถ่โทษ ฮ่องเต้ทรงเมตตานิรโทษกรรมให้ แก่ตระกูลหลี่” หลี่อี้เฉินเล่าเื่ทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง โดยยกความดีความชอบให้กับอารอง ก่อนจะนําหนังสือจากศาลเมืองหนานจิงออกมาแสดงให้ดู
เขาย่อมทราบดีว่า แม้จะหาเงินภาษีพบแล้ว แต่คําพิพากษายังไม่ออกมา นั่นหมายความว่าคดีเงินภาษีสูญหายยังไม่จบสิ้น ยังมีขั้นตอนที่ต้องดําเนินการ มิได้รวดเร็วถึงเพียงนั้น ด้วยเหตุนี้ทางอําเภอฉางเล่อจึงยังไม่ทราบเื่
เมื่อการตรวจรายชื่อเสร็จสิ้น มือปราบที่คุ้นเคยหลายคนก็เดินเข้ามาแสดงความยินดี
“หลี่อี้เฉิน เ้าคงต้องเลี้ยงสุราพวกข้าแล้ว”
“ใช่ รอดตายจากเภทภัยใหญ่ ย่อมมีวาสนาตามมา ต้องเลี้ยงสุรา”
“ข้าได้ยินว่าหอคณิกาที่ถนนหลินสุ่ยซื้อตัวนางคณิกาคนใหม่มา อี้เฉิน คืนนี้พวกเราไปด้วยกันดีหรือไม่?”
เลี้ยงสุรายังพอทําเนา แม้แต่จะหลับนอนกับสตรีก็ต้องให้ข้าจ่าย เกินไปแล้ว....หลี่อี้เฉินกําลังจะเอ่ยปากปฏิเสธว่าไม่มีเงิน พลันรู้สึกว่าเท้าเหยียบถูกบางอย่าง เมื่อก้มหน้ามอง กลับเป็เศษเงินก้อนหนึ่ง
หรือรอดตายจากเภทภัยใหญ่ จะมีวาสนาตามมาจริง? หลี่อี้เฉิน กดเท้านิ่งเอาไว้ แสร้งมองดูทิวทัศน์รอบด้าน
รอให้ทุกคนเดินหน้าไปหลายก้าว หลี่อี้เฉินจึงรีบก้มตัวเก็บเงินใส่ถุงเงินด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ขณะเดินไปตามระเบียงยาว หลังจากนั่งอยู่ที่ห้องทํางาน ฟากตะวันตกครู่หนึ่ง อันเตียนสื่อก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าหนักอึ้ง จ้องมองมือปราบหวัง กล่าวว่า “เหล่าหวัง ท่านนายอําเภอให้เ้าไปพบที่ ห้องด้านใน”
มือปราบหวังมีสีหน้าลําบากใจ เดินออกไปด้วยท่าทางอึดอัด
หลี่อี้เฉินมองดูจนเงาหลังของมือปราบหวังลับสายตา ค่อยเอ่ยถามว่า “เกิดอะไรขึ้น เหตุใดหัวหน้าจึงมีสีหน้าย่ำแย่ถึงเพียงนั้น”
“่เวลาที่เ้าติดคุก เกิดคดีฆาตกรรมขึ้นที่ถนนคังผิง ผู้ตายเป็พ่อค้าร่ำรวยคนหนึ่ง นายอําเภอบันดาลโทสะ ด่าทอมือปราบหวังทุกวัน"
“คนตายเป็แค่พ่อค้า เหตุใดนายอําเภอต้องโกรธเกรี้ยวถึงเพียงนั้น” หลี่อี้เฉินเริ่มแทะเมล็ดแตง
นับแต่โบราณมา คดีที่มีคนตายจัดเป็คดีใหญ่ แต่ในฐานะขุนนางขั้นห้า ดํารงตําแหน่งนายอําเภอของเมืองหลวง ก็ไม่จําเป็ต้องมีอาการถึงเพียงนี้
“เฮ้อ พ่อค้าคนนั้นเป็ญาติกับใต้เท้าจี่ซื่อจง” (ขุนนางที่ปรึกษาและคอยฟ้องร้องเื่ราวต่างๆ ต่อฮ่องเต้) คาดว่าทางนั้นคงกดดันมา” เ้าหน้าที่คนนั้นกล่าวต่อว่า “อีกอย่าง นี่เป็ปีเก๋งจื่อ”
“ปีเก๋งจื่อ?” หลี่อี้เฉินคล้ายไม่เข้าใจ
“ปีตรวจสอบ!” เ้าหน้าที่ผู้นั้นอธิบาย