ในที่สุดก็ถึงวันเปิดรับศิษย์ของแต่ละสำนักยุทธ์ผู้คนต่างไปตามจุดรับสมัครของแต่ละสำนักยุทธ์ที่ตนจะเข้าร่วม รวมทั้งโจวจื่อซิน อวิ๋นเฟยเฟิ่งและอู๋เหล่ยก็ต่างไปยืนรอต่อแถวสมัครเข้าสำนักยุทธ์ฟ้าครามซึ่งด่านแรกก็คือทดสอบวัดระดับพลังิญญายุทธ์และพลังธาตุว่าตรงตามเกณฑ์ที่ทางสำนักกำหนดไว้หรือไม่
การวัดระดับพลังิญญายุทธ์ไม่ได้ยุ่งยากอะไรแค่มีผู้าุโในสำนักหรือผู้ที่มีระดับพลังิญญายุทธ์สูงมาตรวจวัดก็รู้แล้วว่าผู้เข้าสอบคัดเลือกอยู่ในระดับใด แต่การตรวจวัดพลังธาตุจะต้องใช้หินผลึกศิลาในการตรวจวัด
"หลบไป!องค์หญิงสิบสามลั่วลั่วเสด็จแล้วให้สิทธิ์องค์หญิงก่อน!"เสียงะโดังขึ้นก่อนจะมีทหารสองสามนายเดินเข้ามาแทรกคิวอวิ๋นเฟยเฟิ่งที่ซึ่งตอนนี้ก็ถึงคิวนางพอดีแต่แล้วก็มีทหารนายหนึ่งเดินมาผลักอวิ๋นเฟยเฟิ่งออกไปเพื่อให้องค์หญิงลั่วลั่วทดสอบก่อน
ตุบ!
อวิ๋นเฟยเฟิ่งที่ไม่ทันได้ตั้งตัวไม่คิดว่าจะมีใครมาผลักถึงกับล้มลงกับพื้นถึงจะไม่เจ็บมากแต่ก็เจ็บอยู่ดี และมีหรือที่นางจะยอมให้ใครมาแซงคิวต่อให้เป็องค์หญิงก็ตาม
"นี่!บอกกันดีๆก็ได้ไม่เห็นต้องทำร้ายกันเลยนี่"โจวจื่อซินเข้าไปพยุงอวิ๋นเฟยเฟิ่งลุกขึ้นก่อนจะต่อว่าทหารนายนั้น
"ช่วยไม่ได้ก็นางอัปลักษณ์นี่ไม่ยอมหลบเอง"ทหารนายนั้นตอบและมองอวิ๋นเฟยเฟิ่งด้วยสายตารังเกียจ
"เ้าว่าใครอัปลักษณ์ เ้าน่ะสิอัปลักษณ์"โจวจื่อซินชี้หน้ากล่าวเสียงดัง เื่อะไรมาว่าอวิ๋นเฟยเฟิ่งอัปลักษณ์เกรงว่าทั่วทั้งดินแดนมนุษย์คงไม่มีใครงดงามเท่าสหายนางคนนี้แล้วอย่าว่าแต่ดินแดนมนุษย์เลยต่อให้เป็ดินแดนเซียนหรือแม้แต่ดินแดนเทพจะหาใครเทียบอวิ๋นเฟยเฟิ่งได้หรือเปล่าก็ไม่รู้
"เฟยเฟิ่งเ้าเจ็บที่ใดหรือไม่"อู๋เหล่ยเองก็ใที่อยู่ๆมีคนมาผลักอวิ๋นเฟยเฟิ่ง เ้าพวกนี้รนหาที่ตายเสียแล้วหากสามีของนางรู้ว่าถูกคนพวกนี้รังแก เขาเชื่อเลยว่าต่อให้เป็องค์หญิงก็สามารถลงมือได้แน่
"ข้าไม่เป็ไรพวกเ้าวางใจได้"อวิ๋นเฟยเฟิ่งตอบสหายทั้งสอง ไม่ได้เจ็บอะไรมากในใจนั่นอยากปล่อยพลังกดทับนายทหารปากดีคนนี้เหลือเกินแต่ก็ต้องข่มใจไว้เดี๋ยวผู้คนจะแตกตื่นเอาได้ ยามนี้นางยังเปิดเผยอะไรไม่ได้ทั้งนั้น
"เป็แค่หญิงอัปลักษณ์ชั้นต่ำหลบไปข้าจะทดสอบก่อนเสียเวลาจริงๆ"หญิงสาวที่แต่งกายด้วยผ้าไหมอย่างดีแต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศเครื่องประดับเต็มตัวั้แ่หัวจรดเท้านางก็คือองค์หญิงลั่วลั่วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสูงส่งและใช้สายตาดูถูกดูแคลนอวิ๋นเฟยเฟิ่ง
"หึ!เป็ถึงองค์หญิงมีชาติตระกูลสูงส่งแต่กลับไม่รู้จักกฎเกณฑ์ใช้อำนาจในทางที่ผิดหากข่าวแพร่ออกไปเกรงว่าชื่อเสียงอันดีคงมัวหมองอย่างมาก อีกอย่างทุกคนต่างรู้ดีว่าสำนักยุทธ์ฟ้าครามทุกคนล้วนเท่าเทียมไม่แบ่งแยกชนชั้นองค์หญิงคงจะใช้สิทธิ์นี้ไม่ได้ เชิญองค์หญิงออกไปต่อแถวตามลำดับจะดีกว่า อย่าทำให้วงค์ตระกูลต้องอับอายเพราะความเอาแต่ใจเลย"เป็แค่องค์หญิงต๊อกต๋อยคิดจะมาเทียบกับข้าที่เป็ถึงเทพธิดาในแดนเทพคงต้องรออีกหลายสิบชาติก่อนเถอะแล้วค่อยมาเบ่ง
"เ้า!นังอัปลักษณ์ กล้าดีอย่างไรมาว่าข้า" นางเข้าใจความหมายที่หญิงอัปลักษณ์กล่าวเป็อย่างดีความหมายคือเป็ถึงองค์หญิงแต่รังแกประชาชนเพราะความเอาแต่ใจทำให้วงศ์ตระกูลต้องอับอายไปด้วยกล่าวอีกนัยคือวงศ์ตระกูลไม่สั่งสอนนั้นเอง
ผู้คนต่างมองไปที่องค์หญิงลั่วลั่วที่คิดจะแทรกคิวคนอื่นและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง เป็ถึงองค์หญิงควรทำตัวเป็แบบอย่างให้สมกับฐานะถึงจะถูก พวกเขาเห็นด้วยกับคำกล่าวของหญิงสาวที่ถูกผลักล้มลง
"เป็ถึงองค์หญิงมิควรรังแกผู้คน สหายท่านนี้กล่าวได้ถูกต้องแล้ว อีกทั้งต่อให้อัปลักษณ์หรือไม่อัปลักษณ์หากมีคุณสมบัติก็สามารถเข้าร่วมทดสอบได้ไม่มีกฎเกณฑ์ใดห้าม"เสียงนุ่มเอ่ยขึ้นก่อนจะปรากฏตัวดูจะเป็สตรีที่ร่าเริงแจ่มใส่มีอัธยาศัยไมตรีที่ดี นางดูสูงส่งทว่าก็ดูเข้าถึงได้ง่าย ในเมืองหลักชิงเหลียนแห่งนี้ใครๆต่างก็รู้ว่าว่าองค์หญิงลั่วลั่วมีนิสัยเอาแต่ใจเพราะนางเป็ธิดาองค์สุดท้องจึงทำให้ฮ่องเต้รักมากและตามใจมากกว่าบุตรคนอื่นๆ
"หลิงซวงมันจะมากเกินไปแล้ว เ้าเองก็เป็แค่คุณหนูใหญ่แห่งสมาคมฝึกสัตว์กล้าดีอย่างไรมาว่าข้า"องค์หญิงลั่วลั่วโกรธหน้าแดงเมื่อมีแต่คนต่อว่าและเข้าข้างสตรีอัปลักษณ์
"ข้าไม่ได้คิดลัดคิวใครอยู่แล้วข้าต่อแถวอยู่ลำดับที่ห้านี่เอง"หลิงซวงเอ่ยพลางไหวไหล่อย่างไม่ให้ความสนใจกับองค์หญิงลั่วลั่วมากนัก
"ท่านผู้าุโนี่ก็เลยเวลามานานแล้วทำการทดสอบต่อเถอะขอรับ ทุกคนควรต่อแถวตามลำดับต่อให้เป็องค์หญิงก็ตามน่ะขอรับ"เสียงขลาดกลัวไม่มีความมั่นใจในตัวเองเอ่ยแทรกขึ้นเพราะตระกูลเขาไม่เกรงกลัวต่อองค์หญิงลั่วลั่วและเขาก็รอเวลาจะเข้าสำนักยุทธ์ฟ้าครามมานานแล้วจึงไม่อยากเสียเวลา เขาต่อแถวอยู่ด้านหลังของอู่เหล่ยจึงเห็นเหตุการณ์ชัดเจนและรู้สึกไม่เป็ธรรมด้วยเช่นกัน
"อะแฮ่มๆ เอาล่ะสำนักฟ้าครามไม่แบ่งแยกใครมาก่อนก็ได้ทดสอบก่อนมาทีหลังก็ไปต่อแถวหากไม่พอใจก็เชิญไปสำนักยุทธ์อื่นได้ เ้ามาทดสอบได้แล้ว"ผู้าุโที่เป็คนรับหน้าที่จัดการสมัครเอ่ยเสียงดังเรียกสติตัวเองกลับมาและชี้นิ้วไปที่อวิ๋นเฟยเฟิ่ง ถึงสตรีนางนี้จะเป็องค์หญิงแล้วอย่างไรสำนักฟ้าครามมีกฎให้ต้องรักษาหากแค่การเข้าทดสอบยังไม่มีความยุติธรรมแล้วจะรักษาชื่อเสียงสำนักเอาไว้ได้อย่างไร
องค์หญิงลั่วลั่วรู้สึกอับอายเป็อย่างมากที่ถูกผู้คนมองด้วยสายตาว่าตัวนางผิดหนักหนา แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้เพราะต่อให้นางเป็เชื้อพระวงศ์เสด็จพ่อรักและตามใจมากแต่ก็ไม่อาจล่วงเกินสำนักยุทธ์ฟ้าครามที่เป็สำนักหนึ่งในสี่ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองชิงเหลียนได้ แม้แต่เสด็จพ่อยังต้องไว้หน้าสำนักยุทธ์ทั้งสี่ถึงหกส่วน จึงจำต้องเดินกลับไปต่อแถวอย่างขัดใจ แต่แล้วก็มีสตรีนางหนึ่งที่อยู่ในแถวไม่ใกล้ไม่ไกลจาก อวิ๋นเฟยเฟิ่งมากนักเดินมาดักหน้า
"องค์หญิงเพคะเชิญมาอยู่ด้านหน้าของหม่อมฉันก็ได้เพคะ"นางนับว่าเป็สตรีที่หน้าตาหมดจดมากคนหนึ่งดูนุ่มนวลอ่อนหวานร่างกายบอบบาง
"เ้าเป็ใคร"องค์หญิงลั่วลั่วมีหรือจะยอมไปต่อแถวที่ยาวเหยียดจึงเดินเข้าไปอยู่ด้านหน้าของสตรีร่างบางโดยไม่อิดออด
"หม่อมฉันเย่วชิงเพคะ"เย่วชิงตอบอย่านอบน้อมอ่อนหวานการกระทำของนางบอกเป็นัยว่านางอยู่ข้างองค์หญิงลั่วลั่วชัดเจน
"ขอบคุณสหายท่านนี้ ข้าอวิ๋นเฟยเฟิ่ง"อวิ๋นเฟยเฟิ่งมองหลิงซวงอย่างขอบคุณ คุณหนูใหญ่แห่งสมาคมฝึกสัตว์งั้นหรือ ช่างเป็คนมีน้ำใจจริงๆ
"ข้าหลิงซวงยินดีที่ได้รู้จักเอาไว้ค่อยคุยกันเมื่อมีโอกาสขอให้เ้าโชคดี"หลิงซวงยิ้มรับให้กับอวิ๋นเฟยเฟิ่งและเดินกลับไปเข้าแถว
อวิ๋นเฟยเฟิ่งเข้าวัดระดับพลังิญญายุทธ์และทดสอบพลังธาตุก็ผ่านเข้าไปรับแผ่นป้ายไม้ซึ่งก็คือแก่นแท้ขั้นกลางธาตุพฤกษาส่วนธาตุพิเศษนางปกปิดเอาไว้
ต่อไปเป็โจวจื่อซินโดยมีพลังิญญายุทธ์ระดับแก่นแท้ขั้นสูงและมีพลังธาตุไฟเนื่องจากว่าก่อนที่อวิ๋นเฟยเฟิ่งจะไปสุสานกระบี่มารบรรพชนได้ให้โอสเลื่อนขั้นคนละเม็ดกับพวกเขาจึงทำให้นางเลื่อนจากแก่นแท้ขั้นกลางไปขั้นสูงได้
อู๋เหล่ยมีพลังิญญาระดับแก่นแท้ขั้นกลางมีพลังธาตุสายฟ้าซึ่งเป็ธาตุพิเศษทำให้เป็ที่จับตามองของทุกคนและได้รับแผ่นป้ายก่อนจะเดินไปรวมตัวกับอวิ๋นเฟยเฟิ่งและโจวจื่อซิน
และบุรุษที่อยู่ด้านหลังของอู๋เหล่ยมีพลังิญญายุทธ์ระดับแก่นแท้ขั้นกลางธาตุลมเขาเดินมาหยุดอยู่ใกล้ๆอู่เหล่ยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
ต่อมาก็เป็หลิงซวงคุณหนูใหญ่แห่งสมาคมฝึกสัตว์นางมีพลังิญญายุทธ์ระดับแก่นแท้ขั้นสูงธาตุน้ำซึ่งก็เดินมารวมตัวกับอวิ๋นเฟยเฟิ่งเช่นกัน
"สหายท่านนี้ขอบใจเ้ามากที่ช่วยเหลือเ้าชื่ออะไรข้าอวิ๋นเฟยเฟิ่งยินดีที่ได้รู้จัก"อวิ๋นเฟยเฟิ่งเอ่ยเพื่อขอบคุณเขาที่ช่วยเรียกสติผู้าุโ ยังดีที่คนของสำนักฟ้าครามสมกับเป็สำนักใหญ่ไม่ลำเอียงเข้าข้างคนที่มีฐานะ
"ยิน ยินดีที่รู้จักสหายอวิ๋น ข้าฟางเจี้ยนิ"ฟางเจี้ยนิเอ่ยอย่างไม่มั่นใจเวลาคุยก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตา
"คุณชายใหญ่ฟางเจี้ยนิแห่งสมาคมปราบปีศาจ ไม่คิดว่าเ้าก็มาสมัครเข้าทดสอบสำนักฟ้าครามด้วยนึกว่าจะไปทดสอบที่สำนักยุทธ์ว่านจ้งเสียอีก"หลิงซวงทักทายคุณชายใหญ่แห่งตระกูลฟางที่ก่อตั้งสมาคมปราบปีศาจต่างจากตระกูลของนางที่เชี่ยวชาญการสยบสัตว์ิญญาและสัตว์เทพให้เชื่องได้ก่อนจะให้พวกมันมาทำพันธสัญญา
ต้องบอกเลยว่าการสยบสัตว์เทพสัตว์ิญญาไม่ใช่เื่ง่ายผู้ฝึกสัตว์จะต้องมีจิตใจที่แน่วแน่และจะต้องใช้พลังิญญามหาศาลซึ่งการจะสยบได้แต่ละตัวเหน็ดเหนื่อยเป็อย่างมากการสยบสัตว์ิญญาต้องใช้เวลาตามแต่ว่าสัตว์ิญญาหรือสัตว์เทพตัวนั้นๆมีความแข็งแกร่งมากน้อยเพียงใดหากเป็สัตว์ิญญาก็คงใช้เวลาน้อยสุดก็หนึ่งเค่อหรืออย่างมากก็หนึ่งชั่วยามหรือสองชั่วยาม แต่ถ้าเป็สัตว์เทพอาจจะใช้เวลาสยบเป็วันเลยทีเดียว และการรวดเร็วในการสยบสัตว์ิญญาก็ขึ้นอยู่กับว่าคนคนนั้นมีพลังิญญายุทธ์สูงส่งเพียงใดอีกด้วย
"คะ คุณหนูใหญ่หลิง"ฟางเจี้ยนินั้นรู้จักกับกับหลิงซวงเพราะนางเองก็เป็คนตระกูลใหญ่สำคัญของเมืองหลักชิงเหลียนซึ่งมีโอกาสพบเจอกันก็บ่อยครั้งแต่ทุกครั้งที่พบกันจะพูดคุยกันตามมารยาทเท่านั้นเป็เพราะเขาไม่มีความกล้าและไม่มั่นใจที่จะคุยกับนาง
"เรียกข้าหลิงซวงเถอะต่อไปเราก็เป็สหายร่วมสำนักกันแล้วพวกเ้าด้วยนะ ข้าขอเรียกเ้าว่าเฟยเฟิ่งได้หรือไม่"หลิงซวงยิ้มสดใสเอ่ยกับพวกเขา
"ได้สิหลิงซวง"อวิ๋นเฟยเฟิ่งเองก็ยิ้มรับด้วยไมตรี
"สวัสดีข้าโจวจื่อซิน นี่คืออู๋เหล่ย"โจวจื่อซินรู้สึกถูกชะตากับหลิงซวงและเอ่ยแนะนำตัวเองกับอู๋เหล่ยให้ได้รู้จักกัน
"ยินดีที่ได้รู้จักพวกเ้าจื่อซิน อู๋เหล่ย"หลิงซวงยิ้มรับกับสหายใหม่อย่างดีใจที่นางรู้สึกถูกซะตาด้วย
ไม่ไกลจากพวกอวิ๋นเฟยเฟิ่งมากนักองค์หญิงลั่วลั่วมองตรงไปที่อวิ๋นเฟยเฟิ่งด้วยสายตาเคียดแค้นชิงชังได้แต่ข่มความโกรธเอาไว้เพื่อรอให้พวกเขาถูกส่งตัวเข้าไปในป่าลึกลับเสียก่อนเมื่อนั้นหากได้พบเจออวิ๋นเฟยเฟิ่งนางจะทำให้สตรีอัปลักษณ์คนนี้หายไปจากโลกนี้ตลอดกาล
"เฟยเฟิ่ง จื่อซินถ้าเราถูกส่งเข้าไปคนละที่จะทำยังไง"อู๋เหล่ยเอ่ยอย่างกังวลใจเพราะเขาเป็ห่วงพวกนางอีกทั้งเขาสัญญาไว้แล้วว่าจะปกป้องพวกนาง
"เอาแบบนี้ก็แล้วกันไม่ว่าเราจะถูกส่งไปที่ไหนก็ให้เดินทางไปรวมตัวกันที่กลางป่า หากเจอผู้เข้าคัดเลือกคนอื่นๆก็เข้าไปแย่งแผ่นป้ายทันที แต่ถ้าประเมินแล้วว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งเกินไปให้พยายามหลีกเลี่ยง อย่าประมาทจำไว้ชีวิตสำคัญที่สุด"อวิ๋นเฟยเฟิ่งเอ่ยนางเองก็รู้สึกเป็ห่วงสหายทั้งสองเช่นกัน ไม่รู้ว่าในป่าลึกแห่งนั้นจะกว้างใหญ่เพียงใดแต่แน่นอนว่าย่อมมีสัตว์ิญญาอยู่มากมายแน่นอน ไม่แน่ว่าอาจจะมีแม้กระทั่งสัตว์เทพก็อาจเป็ได้
"หากเจอกันแล้วก็จับกลุ่มไว้อย่าแยกกันอีก มีคนมากย่อมช่วยเหลือกันได้และปลอดภัยกว่า เราจะต้องได้เข้าไปเรียนพร้อมหน้ากันให้ได้!"
ขณะที่อวิ๋นเฟยเฟิ่งกำลังพูดกับโจวจื่อซินและอู๋เหล่ยอยู่นั้นฟางเจี้ยนิและหลิงซวงเองก็ร่วมฟังด้วยและคิดเห็นตรงตามที่อวิ๋นเฟยเฟิ่งกล่าว
"พวกเราต้องผ่านการทดสอบทุกคนแน่นอน จริงสิข้ามีโอสถสมานแผลพวกเ้ารับเอาไว้เผื่อมีความจำเป็ต้องใช้ และข้าคิดว่าต้องได้ใช้แน่"โจวจื่อซินกล่าวอย่างมั่นใจ ท่าทางมั่นใจของนางทำให้ทุกคนยิ้มอย่างผ่อนคลาย และมอบโอสถสมานแผลให้อวิ๋นเฟยเฟิ่ง อู๋เหล่ย รวมทั้งหลิงซวงและฟางเจี้ยนิด้วย
"นี่มันโอสถระดับกลาง!"หลิงซวงตาโตเมื่อได้รับโอสถมาถือไว้ ไม่ใช่ว่านางไม่เคยเห็นโอสถระดับกลางแต่ว่าคนที่จะหลอมโอสถระดับนี้ได้จะต้องมีพลังธาตุไฟที่เข้มข้นอย่างมาก แม้แต่หอโอสถของเมืองหลักแห่งนี้ก็นับว่ามีผู้หลอมออกมาได้แค่ไม่กี่คนเท่านั้น
"ขะ ขอบคุณสหายโจว"ฟางเจี้ยนิขอบคุณและซาบซึ้งใจที่นางมอบของล้ำค่าเช่นนี้ให้เขาถึงเขาจะเป็คุณชายใหญ่ของตระกูลแต่ก็เหมือนไม่ใช่ทุกอย่างมักถูกฟางฉีหลางแย่งไปจนหมดซึ่งถึงเขาจะเป็ลูกของอนุแต่ก็เหมือนได้เป็คุณชายใหญ่ของตระกูลมากกว่าเขา
"อย่าคิดมากเราเป็สหายกันแล้วเรียกข้าจื่อซินก็พอ อีกอย่างข้ามีเยอะพวกเ้าเอาไปเถอะข้าหลอมเอาเมื่อไหร่ก็ได้"โจวจื่อซินกล่าวและหยิบโอสถออกมาอีก ใช่แล้วนางเป็นักหลอมโอสถและพลังธาตุไฟที่นางมีเป็ไฟสีน้ำเงินที่เข้มข้นมากการหลอมยาจึงมีระดับขั้นที่สูงและสมบูรณ์กว่านักหลอมโอสถคนอื่นๆ ครอบครัวของนางก็เป็นักหลอมโอสถเช่นกัน