บทที่ 38
ปีศาจหิวโหย
หลังจากใช้เวลาเสาะหาทางขึ้นจากหุบเหวอยู่นาน ในที่สุดเสวี่ยหมิงก็สามารถพาตัวเองกลับมายังผาเบื้องบนได้สำเร็จ หลังจากที่กลับขึ้นมาได้แล้ว เรื่องราวต่อไปก็คือการหาทางกลับไปยังเมืองหยกม่วงให้ได้ไวที่สุด แต่เพราะเหตุผลที่เสวี่ยหมิงหลบหนีออกมานั้นเกิดจากการลอบสังหาร ทำให้เขาเลือกที่จะปลอมตัวอีกครั้ง แต่หากให้ปลอมเป็นอี้เฟยอีกก็กลัวว่าจะเกิดเหตุแทรกซ้อนขึ้นในเมือง เสวี่ยหมิงจึงตั้งใจจะเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคหบดีพ่อค้าเร่ผู้ร่ำรวย หมายสำเร็จสองเรื่องราวในคราเดียว หนึ่งคือปกปิดตัวตนมิให้ใครรู้ สองคือการสอบถามรายละเอียดของโอสถหยินหยางเทียนฟงจากสมาคมพ่อค้า
หลังจากออกเดินมาได้พักใหญ่ เสวี่ยหมิงก็พบเจอผู้คน และผลจากการสอบถามทำให้รู้ว่าตัวเองวิ่งตะบึงอย่างไร้สติออกมาห่างจากตัวเมืองหยกม่วงเกินกว่าหนึ่งร้อยหลี่ แถมหลังจากที่ตกลงไปในหน้าผาแล้วเสวี่ยหมิงยังคงหลับใหลต่อไปอีกถึงเก้าวัน หลังจากที่รู้ว่าเวลาล่วงเลยมาถึงหนึ่งในสามของเดือนแล้วเสวี่ยหมิงก็ร้อนใจยิ่งนัก เขารีบสอบถามเส้นทางกลับสู่เมืองหยกม่วงจากชาวบ้าน ทำให้รับรู้ว่าริมผาที่เขาตกลงไปนั้นอยู่ทางทิศเหนือของเมืองหยกม่วง แถมชาวบ้านยังคงเล่าเรื่องราวเกล็ดเล็กน้อยของหน้าผาแห่งนี้เพิ่มเติม นั่นก็คือประวัติเรื่องราวชื่อของหน้าผาแห่งนี้ ซึ่งเกิดจากผู้คนนิยมที่ไปยืนชมทิวทัศน์ริมผา แล้วโชคไม่ดีจะถูกลมหนาวยะเยือกพัดจากใต้ผาขึ้นมา จู่โจมใส่จนร่างกายชาด้าน เผลอไผลตกลงไปตายที่ก้นเหวอยู่หลายราย ทำให้พวกชาวบ้านในละแวกนี้ ต่างขนานนามที่นี่ว่า...ผาวิญญาณเยือก
หลังจากที่เสวี่ยหมิงรับรู้ทิศทางที่แน่นอนของเมืองหยกม่วง เขาก็ไม่รอช้ารีบมุ่งตรงกลับไปยังเมืองหยกม่วงในทันที
.
.
.
ฟู่ ฟู่... น้ำเดือดพล่าน เทลงด้วยสมุนไพรหลากชนิด บ้างกลิ่นหอมจรุง บ้างกลิ่นฉุนจนต้องย่นจมูกหนี นักปรุงยาระดับสูงจากต่างถิ่น ซึ่งตระกูลหลี่จ้างมา เร่งมือเคี่ยวกวนโอสถลับที่ผู้นำตระกูลหลี่นาม...หลี่มี่อิงจ้างวาน แน่นอนว่ายาสูตรนี้ไม่จำเป็นสำหรับผู้ฝึกตนระดับลมปราณแรกธรรมชาติขั้นต้นเช่นตัวมันเอง แต่มันใช้สำหรับแช่อาบเพื่อเร่งการดูดซับ และผลัดกล้ามเนื้อสำหรับผู้ฝึกตนลมปราณพื้นฐาน
"ยาที่ท่านผู้นำตระกูลสั่งเตรียมไว้เสร็จเรียบร้อยแล้วขอรับ"
"ดี ดีมาก"หลี่มี่อิงเรียกตั๋วแลกเงินหลายใบออกมาจากแหวนมิติ ก่อนจะยื่นส่งให้หัวหน้านักปรุงยา
นักปรุงยาเฒ่าล้วนค้อมศีรษะลงเคารพนายจ้างของมัน ก่อนจะพากันออกจากตึกรามของตระกูลหลี่ไปด้วยความเคยชิน
"เจ้าไปเรียกนายน้อยมา" หลี่มี่อิงสั่งบ่าวไพร่ด้วยเสียงเด็ดขาด หลังจากที่บ่าวไพร่จากไปมันก็เดินเข้าไปในห้องปรุงยา สายตามุ่งหวังมองไปที่อ่างน้ำทองเหลืองขนาดใหญ่ กลิ่นยาสมุนไพรเข้มฉุนโชยออกมาแตะจมูก เตือนให้มันหวนนึกถึงความทรงจำในวัยหนุ่มอีกครา แต่ความเคลิบเคลิ้มอยู่เพียงครู่ เสียงฝีเท้าของหลี่เปียวก็ดังมาจากด้านหลัง
"คารวะท่านพ่อ" หลี่เปียวค้อมกายต่ำ ตัวมันเสียมารดาไปตั้งแต่ยังเด็กทำให้บิดาล้วนตามใจ ทุ่มเททุกสิ่งให้จนเกินเลยไปก็หลายครา ทำให้หลี่เปียวยิ่งมายิ่งกำเริบ แม้จะเกิดปัญหาหนาหนักเพียงใด แต่ด้วยตำแหน่ง และอำนาจอันยิ่งใหญ่ของตระกูลหลี่ยังรอดพ้นไปได้ ขอเพียงอย่าได้ไปแหย่ตระกูลหรือกลุ่มอำนาจที่เหนือกว่าเท่านั้นเป็นพอ
"ตอนนี้เจ้าก็อายุขึ้นสิบเจ็ดปีแล้ว การที่ฝึกฝนจนบรรลุลมปราณพื้นฐานขั้นที่สี่ได้นั้น หากเป็นผู้คนทั่วไปก็คงดีใจกันยกใหญ่ แต่สำหรับตระกูลใหญ่เช่นตระกูลหลี่ เจ้าจำเป็นต้องเหนือล้ำขึ้นไปกว่าผู้คนทั่วไป" หลี่มี่อิงชี้ไปที่อ่างน้ำทองเหลือง "ครานี้เป็นโอสถประสานกายคราสุดท้ายที่เจ้าจะใช้ได้แล้ว มันคงช่วยให้เจ้าก้าวไปถึงขอบขั้นปลายสุดของลมปราณพื้นฐานขั้นที่สี่ได้ในคราเดียว" หลี่มี่อิงยกมือขึ้นจับไหล่บ่าผู้บุตรของมัน สายตาที่จับจ้องแสดงออกถึงความทุ่มเทที่มันมีให้อย่างมิปิดบัง "เจ้าเข้าไปเดินลมปราณฝึกฝนในนั้น ฤทธิ์ยาครานี้จะอยู่ได้สั้นกว่าคราก่อน ๆ หากเจ้าทะลวงผ่านไปยังพื้นฐานลมปราณขั้นที่ห้าได้ นั่นก็นับว่าประเสริฐนัก แต่หากเกินกำลังเจ้าก็อย่าได้ฝืน"
หลี่เปียวแม้นิสัยเกรี้ยวกราดดุร้าย แต่กับบิดาที่ล้วนตามใจมันมาโดยตลอดแล้ว มันล้วนเคารพอย่างถึงที่สุด "ลูกสัญญาว่าจะไม่ทำให้ท่านพ่อผิดหวังครับ"
"อืม...ดี"หลี่มี่อิงใช้สายตาส่งลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเดินตรงไปยังอ่างทองเหลือง "แต่จำไว้อย่าได้ฝืนตัวเองจนเกินไป หากครานี้ไม่สำเร็จพ่อจะไปหาซื้อ...โอสถทะลวงร่างมาให้เจ้าเอง" น้ำเสียงหนักแน่นจริงจังดังขึ้นพร้อมกับเสียงประตูห้องที่ปิดลงไปพร้อม ๆ กัน
.
.
.
ระยะทาง 100 หลี่ สำหรับผู้ฝึกตนถือว่าเป็นระยะที่ไม่ไกลนัก แต่ระหว่างทางเสวี่ยหมิงนั้นเปิดอ่านตำราหมัดสายน้ำทั้งห้าพลางร่ายรำท่วงท่าตามไป เมื่อติดข้อสงสัยก็หยุดเท้านั่งทบทวน จนทำให้เสียเวลาไปกว่า 4 ชั่วยาม ครั้นเดินทางถึงเมืองหยกม่วง ดวงอาทิตย์ก็กำลังจะลาลับ ท้องฟ้าทอเต็มไปด้วยแสงส้มอ่อนรำไร แม้จะอยากกลับไปพบอาจารย์ของตัวเองที่บ้านพัก แต่ก็กลัวเหตุแทรกซ้อนยามค่ำคืน จึงเลือกซื้อหาของปลอมแปลงตัวเองเพิ่มเติมก่อน แล้วจึงเข้าพักยังโรงเตี๊ยมเลิศหรูที่สุดในเมืองหยกม่วง...โรงเตี๊ยมชะตามงคล (จิวซิ่ง) ซึ่งตนเคยฝันเอาไว้ว่าวันถ้าร่ำรวยเมื่อใด อยากจะเข้าพักสักครั้ง
เสวี่ยหมิงในชุดอาภรณ์หรูราวพ่อค้าใหญ่ ใบหน้าอ้วนกลม ร่างกายสมบูรณ์ แถมในนิ้วมือยังมีแหวนมิติวงงามสวมใส่อยู่ ทำให้เสี่ยวเอ้อที่ออกมาต้อนรับ ล้วนแสดงท่าทางพินอบพิเทาเป็นอย่างยิ่ง แม้จะพอใจกับกิริยาท่าทางที่เกิดขึ้น แต่เมื่อรับฟังราคาค่างวดต่าง ๆ ของโรงเตี๊ยมเสวี่ยหมิงก็แทบจะเข่าทรุด เพราะค่าเข้าพักต่อคืนที่ 20 เหรียญทอง มีค่าเทียบกับยาเม็ดกระตุ้นปราณถึง 4 เม็ด แม้ว่าในตอนนี้จะมีเหรียญทองอัดแน่นอยู่กว่า 10000 เหรียญ แต่ก็ยังคงไม่อาจสลัดหลุดจากอดีตที่เคยยากจนได้อยู่ ทำให้หลังจากชำระค่าที่พักล่วงหน้าแล้ว เสวี่ยหมิงก็เลือกสั่งเพียงบะหมี่เปล่า ๆ กับน้ำชาหนึ่งป้านเท่านั้น
"วันนี้เจ้าว่าคุณหนูจิวจะแวะมาที่นี่ไหม" เสียงชายหนุ่มโต๊ะข้างคุยกันอย่างออกรส ถึงแม้เสวี่ยหมิงไม่ได้ตั้งใจจะฟังยังได้ยินอย่างแจ่มชัด
"อืม ไม่รู้สิ เห็นว่าช่วงนี้ใกล้มีงานใหญ่สำนักมังกรฟ้าดูวุ่นวาย นางที่เป็นศิษย์หลักพรสวรรค์สูงน่าจะฝึกฝนอยู่ในสำนักมากกว่า"
"ถ้าเป็นเช่นนั้นก็น่าเสียดายยิ่งนัก...." แต่แล้วเสียงพูดคุยก็หยุดชะงัก ทำให้เสวี่ยหมิงที่กำลังก้มหน้ายัดบะหมี่เปล่าชามที่สามเข้าปากอยู่ เอียงคอเหลือบตามองไปยังทิศเดียวกับสายตาของโต๊ะข้าง ๆ ของตัวเอง
ทั้งโรงเตี๊ยมพากันหยุดตะเกียบเอาไว้ เพราะใจหมายกังวลว่ากิริยาการกินของตัวเองจะไม่สุภาพ และแปดเปื้อนความงดงามของผู้มาเยือนนาม...จิวซิน อีกหนึ่งบุหงาหยกม่วงที่เสวี่ยหมิงมิเคยพอเจอ และยังเป็นลูกสาวเจ้าของกิจการโรงเตี๊ยมชะตามงคลแห่งนี้อีกด้วย
จิวซินนั้นแตกต่างจากเฟยเซียง หล่อนไม่ได้ชื่นชอบการแต่งกายรุ่มร่ามอ่อนหวานดุจเดียวกับสหายรัก แต่มีนิสัยดุร้าย ชอบต่อสู้ บวกกับพรสวรรค์ที่สุดวิเศษตั้งแต่กำเนิด ทำให้ตระกูลจิวล้วนส่งเสริมและไม่มีผู้ใดกล้าขัดใจ ตั้งแต่วัยเยาว์ก็ชอบแต่งกายทะมัดทะแมงเยี่ยงบุรุษ แต่ยิ่งโตความงามยิ่งปรากฏ แม้เสื้อผ้าอาภรณ์นักบู๊ที่สวมใส่ ก็มิอาจบดบังรัศมีความงามที่เจิดจรัสไปได้ ยิ่งนางมัดมวยผมรั้งเอาไว้สูง ยิ่งเผยให้เห็นช่วงลำคอขาวระหงที่ตั้งรับใบหน้าหวานซึ้ง แต่ถึงจะงดงามเพียงใด ชาวบ้านร้านตลาดก็ไม่ค่อยจะมีผู้ใดใครกล้ามองหน้าจิวซินตรง ๆ เพราะดวงตาทรงอำนาจที่ได้รับมาสืบทอดมาจากสายเลือดคู่นั้น มันไม่เพียงงดงาม แต่ยังแฝงราศีสะกดข่มชนิดหนึ่งแผ่พุ่งออกมาด้วย ทำให้นางยามจ้องมองผู้ใดจริงจังล้วนบังเกิดรังสีสะกดข่ม
ร่างงามในชุดนักบู๊ขาวปลอด ซึ่งเป็นดั่งสัญลักษณ์ประจำตัวของจิวซิน ก้าวเดินอย่างองอาจผ่านประตูเข้ามา เหล่าเสี่ยวเอ้อในร้านรู้งานเป็นอย่างดี ล้วนหลบหลีกทางก้มหน้าก้มตางุดลงต่ำ
จิวซินเองก็หาได้สนใจ เพราะเธอเคยชินกับกิริยาที่เกิดขึ้นในโรงตี๊ยมแห่งนี้อยู่แล้ว เพราะทุกคราที่หล่อนปรากฏ ทุกอย่างเบื้องหน้าล้วนสงบเรียบ ราวกับกำลังให้เกรียติหญิงงามผู้เก่งกาจรายนี้
แต่ระหว่างที่จิวซินกำลังเดินตรงไปยังบันได เพื่อขึ้นไปยังห้องอาหารส่วนตัวของเธอ
...ป๊อก ป๊อก แก๊ก แก๊ก
แต่แล้วเสียงที่ไม่เคยปรากฏเล็ดลอดให้ได้ยินมาหลายปีก็ปรากฏขึ้น แต่จิวซินนั้นหาได้ถือสา เด็กสาวเพียงแต่สงสัยในใจว่าใครกันที่กล้าทำเสียงเช่นนี้ต่อหน้าตัวเธอ ทำให้เธอหันขวับไปมองยังที่มาของเสียง สายตาหล่อนก็ประสบเข้ากับชายในชุดพ่อค้าวานิช กำลังใช้ตะเกียบคีมกินบะหมี่อย่างดุเดือด โดยมิได้สนใจตัวจิวซินแม้แต่น้อย
แต่เพราะจิวซินมิใช่คนคิดเล็กคิดน้อน มีนิสัยคล้ายบุราเสียมากกว่าสตรี ดังนั้นเธอเพียงต้องการรับรู้ว่าเสียงแปลกหูที่ไม่ได้ยินมาเนิ่นนานนั้นมีที่มาอย่างใด เมื่อรู้แล้วก็หาได้ให้ความสนใจอีก แต่ไม่ทันที่เด็กสาวจะหันหน้ากลับคืน พ่อค้าหน้าอ้วนก็ยัดบะหมี่เข้าไปจนหมดพอดี พร้อมเงยหน้าขึ้นสายตาพลันปะทะเข้ากับดวงตาคมกริบของจิวอิงพอดิบพอดี
...เอิ้กกกกก....!!!
"อา...ไม่ได้กินอะไรมาหลายวันค่อยยังชั่วหน่อย"