หลิวอี้เห็นชายแก่ออกมาจากเรือนเขาจึงได้รู้ว่าใครเป็นคนที่พูดคุยกับเขา
“นำทางข้าเข้าไปชมภายในเรือน”
“เชิญนายท่าน”
ชายแก่เดินนำหลิวอี้เข้าไป
จือเหยาเห็นหลิวอี้ไม่ได้ชวนนางเข้าไปด้วยนางจึงวิ่งไปเกาะแขนของเขาและเดินเข้าไปภายในเรือน หลิวอี้ไม่ได้ว่าอะไรนาง
หลังจากที่เดินผ่านม่านพลังเขาไป ภายในจะมีหอคอยที่สูงเสียดฟ้า หลิวอี้ลองใช้สายตามองแต่ไม่สามารถมองเห็นยอดของหอคอยได้ ภายในเรือนยังมีลานกว้างมีสวนดอกไม้ หากมองจากภายนอกจะเห็นเพียงแค่ตัวเรือนหลังเดียวแต่พอเข้ามาข้างในจะเหมือนกับสำนักเล็กๆ
“ข้างในมีเพียงแค่เจ้าอยู่คนเดียวรึ”
“ขอรับ”
“ใครเป็นคนสร้างเจ้าขึ้นมา”
“ข้าสูญเสียความทรงจำจากการถูกโจมตีอย่างรุนแรง”
“ใครที่เป็นคนโจมตีเจ้า”
“คนที่มาจากต่างโลก”
หลิวอี้กับจือเหยาได้ฟังพวกเขาทั้งสองต้องตกใจกับคำพูดของชายแก่
“เขามีระดับพลังเซียนขั้นไหนถึงสามารถโจมตีเจ้าให้บาดเจ็บแถมยังสูญเสียความทรงจำ”
“สูงกว่าขั้นเซียนขอรับ”
เป็นครั้งที่สองที่หลิวอี้ตกใจกับคำพูดของชายแก่ เพราะเขาบอกว่ามีพลังที่สูงกว่าขั้นเซียน
“เจ้าลองเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ข้าฟัง”
“ข้าจำได้เพียงแค่นี้ หากคุณชายอยากจะรู้เรื่องอะไรให้เข้าไปถามกับหอคอยแห่งโชคชะตา แต่ระดับพลังของท่านตอนนี้ยังไม่สามารถเข้าไปได้”ชายแก่ชี้ไปยังหอคอยลึกลับ
หลิวอี้ยืนจ่องมองหอคอยลึกลับที่อยู่ด้านหน้าเขา
“ต้องมีระดับพลังที่สูงขนาดไหนถึงจะสามารถเข้าไปได้”
“หอคอยมีทั้งหมด 99 ชั้น ชั้นที่ 1-30 จะต้องมีระดับพลังจักรพรรดิขั้นต่ำเป็นอย่างน้อย จากชั้น 31-60 จะต้องมีระดับพลังเซียนขั้น 1 เป็นอย่างน้อย จากชั้น 61-90 จะต้องมีระดับพลังเซียนขั้น 6 เป็นอย่างน้อย ส่วนอีก 9 ชั้น จะต้องมีระดับพลังที่สูงกว่าขั้นเซียน จึงจะสามารถเข้าไปได้”
หลิวอี้เขาไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องนี้มาก่อนแม้แต่ในชาติที่แล้ว เขาก็ไม่เคยได้ยินในเรื่องนี้ ตอนนี้เขาเริ่มที่จะมีไฟในการฝึกฝนขึ้นมาจากตอนแรกที่เขาจะใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วๆไป
คนที่ตกใจมากที่สุดคงจะเป็นจือเหยานางไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้มาก่อน
“ข้าจะต้องทำยังไงถึงจะสามารถทำให้ความทรงจำของเจ้ากลับคืนมา”
“ท่านจะต้องช่วยข้าฟื้นฟูพลังกลับมาให้เป็นเหมือนครั้งก่อน ความทรงจำของข้าก็จะกลับมา”
“พลังของเจ้าแต่ก่อนอยู่ระดับไหน”
“เซียนขั้นที่ 9”
หลิวอี้คิดในใจ ขนาดผู้ดูแลเรือนยังมีระดับพลังเซียนขั้นที่ 9 แล้วเจ้าของคนก่อนของเรือนหลังนี้จะมีระดับพลังอยู่ขั้นไหน
“ตอนนี้ระดับพลังของเจ้าอยู่ขั้นไหน”หลิวอี้มองระดับพลังของชายแก่ผู้ดูแลเรือนไม่ออก
“กำเนิดขั้นต่ำ”
หลิวอี้ได้ยินแทบอยากจะโดดถีบหน้าชายแก่ผู้ดูแลเรือน เพราะว่ากว่าที่ชายแก่จะไปถึงขั้นเซียน เขาจะไม่ต้องรอจนถึงร้อยกว่าปีเลยหรือยังไง
“นายท่านไม่ต้องกังวลพลังของข้าเพียงแค่ดูดซับพลังปราณมันก็จะเพิ่มขึ้นมาเองหากมีหินกำเนิดปราณให้ข้าดูดซับพลังปราณ ข้าจะสามารถเลื่อนระดับพลังได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”
หลิวอี้ได้ยินก็สบายใจขึ้นเล็กน้อย
“แล้วถ้าหากว่าเจ้าดูดซับพลังปราณจากภายนอกไม่ต้องใช้หินกำเนิดปราณเจ้าทำได้หรือไม่”
“ข้าทำได้แน่นอน แต่พลังปราณของทวีปนี้อาจจะหมดลง”
หากพลังปราณของทวีปนี้หมดลงจริงๆ หลิวอี้คงจะต้องเป็นศัตรูกับคนทั้งทวีปแน่นอน เขาจึงตัดสินใจที่จะหาหินกำเนิดปราณมาให้กับชายแก่คนนี้ทำการดูดซับพลัง
หลิวอี้โยนหินกำเนิดปราณจำนวนหนึ่งล้านก้อนให้กับชายแก่
“เท่านี้พอหรือไม่”
“น่าจะดูดซับได้เพียงแค่สามวันแต่ระดับพลังคงจะยังไม่เลื่อน”
“นี่มันเจ้าแก่จอมตะกละชัดๆ”หลิวอี้คิดในใจ
“ได้ข้าจะหาหินกำเนิดปราณมามอบให้กับเจ้า”
เขามองไปทางจือเหยา จือเหยาเห็นสายตาที่หลิวอี้มองมาที่นาง นางก็พอจะเดาได้ว่าเขาต้องการอะไรนางจึงรีบพูดขึ้นมา
“หินของข้า ข้าต้องใช้ฝึกฝน”
หลิวอี้หยิบเอาเม็ดโอสถระดับเวหาขั้นสูงออกมาสิบเม็ด
“ข้าจะขายให้เจ้า เจ้าลองเสนอราคามา”
จือเหยาดวงตาลุกวาวขึ้นทันทีหลังจากที่นางเห็นโอสถที่มีแสงสีทองแสบตาออกมา
“ข้าให้ท่านเม็ดละ หนึ่งล้านหินกำเนิดปราณขั้นต่ำ”นางไม่ได้เสนอราคาตลาดเพราะตอนนี้นางรู้ว่าเขาร้อนเงิน
“ได้”
หลิวอี้โยนเม็ดโอสถให้กับนางจากนั้นก็รับหินกำเนิดปราณจากนางมา
จือเหยาดีใจเป็นอย่างยิ่งที่สามารถหลอกซื้อเม็ดโอสถที่มีค่าขนาดนี้จากเขาได้
“ข้าขอตัวไปฝึกฝนก่อน”
“เจ้าอย่าได้พูดเรื่องที่เจ้าได้ยินออกไป แม้แต่กับลี่เซียน ไม่งั้นชีวิตของเจ้าอาจจะสั้นลง”
“ข้าจะไม่พูด”
นางก็พอรู้ว่าเรื่องที่นางรู้มามันคือความลับที่ยิ่งใหญ่มากหากนางบอกใครนางอาจจะอายุสั้นลงเหมือนกับที่หลิวอี้พูด