Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    เล่ม 4 ตอนที่ 110 ขอโทษนะครับ ขอจองห้องส่วนตัวระดับคิงหนึ่งห้อง!

            เสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ทุกคนตกตะลึงอย่างมาก


     

            พวกเขาหันกลับไปมองโดยพร้อมเพรียงกันสายตาของพวกเขามองไปยังกุญแจรถที่ซูฮ่าวเอามามอบให้

            ตัวกุญแจเป็นเอกลักษณ์มีลักษณะคล้ายกับโทรศัพท์มือถือ ตัวเครื่องเล็กกะทัดรัดและประณีตมากเคสฝังเพชรหลายเม็ด แสงเพชรสะท้อนแสบตา 

            “ลัมโบร์กินีเรเบนตัน?” เพื่อนร่วมชั้นเบิกตากว้าง เขารีบวิ่งเข้าไปดูกุญแจรถอย่างระมัดระวังยิ่งมองก็ยิ่งตกตะลึงมากกว่าเดิม 

            “ให้ตายเถอะนี่เป็นรถสปอร์ตที่มีราคาหลายสิบล้าน ทั่วทั้งโลกขายแค่ 21 คัน คนที่สามารถซื้อได้มีแต่คนใหญ่คนโตและรถรุ่นนี้เพิ่งเปิดจำหน่ายเมื่อปีก่อน แต่ปีที่แล้วรถก็ถูกจองจนหมดแล้วราคาในงานประมูลสูงถึงหลายร้อยล้าน”

            ทันทีที่สิ้นเสียง ทุกคนก็หันไปมองเย่จื่ออี๋ด้วยความตกใจแววตาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ 

            เย่จื่ออี๋สวมเสื้อผ้าธรรมดาคาดไม่ถึงว่าจะมีรถหรูราคาหลายร้อยล้านแบบนี้? 

            “กุญแจรถลัมโบร์กินีเรเบนตัน?” ฟั่นถ่งจ้องมองไปทางกุญแจรถที่อยู่ในมือของซูฮ่าวก่อนจะหรี่ตาแล้วถามด้วยความสงสัย “แน่ใจหรือว่านี่เป็นของจริง?”

            “เป็นของจริงแน่นอนฉันเป็นเซลล์ขายรถอยู่ นี่คือกุญแจรถสมาร์ทคีย์ของลัมโบร์กินี เรเบนตันบนตัวกุญแจจะมีหน้าจอ LCD เพื่อแสดงผลถึงค่าแบตเตอรี่น้ำมัน ระยะทางในการขี่ และข้อมูลที่จำเป็นอื่นๆ อีกทั้งยังสามารถตั้งอุณหภูมิภายในรถจากระยะไกลได้” เพื่อนร่วมชั้นคนนั้นกลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อกพร้อมพูดด้วยสายตาที่มีเปลวเพลิงลุกโชนอยู่ด้านใน 

            “นอกจากกุญแจรถที่สามารถใช้งานได้ดีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย รูปลักษณ์ภายนอกก็สะดุดตาเพราะด้านบนประดับด้วยเพชรที่มีราคาสูง หากนำเพชรทั้งหมดออกมาก็สามารถนำไปซื้อรถยนต์ในราคาห้าหกแสนหยวนได้แค่กุญแจรถอย่างเดียวก็มีมูลค่าเป็นล้านแล้ว”

            “ซี้ด!” หลังจากที่เพื่อนร่วมชั้นคนนั้นพูดจบ ทุกคนก็ต้องตกใจจนตัวแข็งค้างไป 

            คาดไม่ถึงว่าแค่กุญแจรถอย่างเดียวก็มีมูลค่าเป็นล้านแล้ว

            ในขณะนั้นสายตาของทุกคนก็มองเย่จื่ออี๋เปลี่ยนไป 

            คนที่มีกุญแจรถหรูราคาไม่ต่ำกว่าล้านขนาดนี้ 

            คิดไม่ถึงเลยว่าเย่จื่ออี๋จะเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง นี่แหละเศรษฐีตัวจริง!

            ในที่สุดทุกคนก็เข้าใจแล้วเย่จื่ออี๋ที่สวมเสื้อผ้าธรรมดา ไม่ใช่ว่าไม่มีเงิน แต่ในทางกลับกันเพราะว่ารวยมาก ก็เลยทำตัวติดดิน เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างระหว่างพวกเขา

            ในตอนนั้นทุกคนก็รู้สึกกระดากอายขึ้นมาอย่างอดไม่ได้โดยเฉพาะคนที่ตำหนิเย่จื่ออี๋มาก่อนหน้านี้ พวกเขาล้วนมีสีหน้าเก้อกระดากไม่กล้ามองหน้าเย่จื่ออี๋โดยตรง 

            แต่คนที่มึนงงมากที่สุดก็น่าจะเป็นเย่จื่ออี๋

            เธอเป็นเพียงแค่คนธรรมดาจะมีรถหรูอย่างลัมโบร์กินี เรเบนตันได้อย่างไร

            หากพูดตามความจริงถ้าเพื่อนร่วมชั้นคนนั้นไม่อธิบายออกมา เธอก็ไม่รู้ว่าลัมโบร์กินีเรเบนตันคืออะไรกันแน่

            ทันใดนั้นเธอก็เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาก่อนจะหันไปมองซูฮ่าวด้วยแววตาสับสน 

            ถูกต้องความจริงแล้วกุญแจรถลัมโบร์กินี เรเบนตันคันนี้เป็นของซูฮ่าว แต่เขาเห็นว่าเธอนั้นถูกเยาะเย้ยถากถางดังนั้นเขาจึงตั้งใจหยิบกุญแจรถออกมาเพื่อปิดปากเพื่อนร่วมรุ่นที่เอาแต่ตามเทรนด์เหล่านี้ 

            เมื่อเข้าใจในเรื่องนี้แล้วเย่จื่ออี๋ก็รู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างมาก 

            ซูฮ่าวเป็นคนที่ละเอียดอ่อนมากเขาให้ความสนใจกับเพื่อนที่อยู่รอบกายเสมอและเขาสามารถยื่นมือมาช่วยได้ทันเวลาพอดี 

            ความชื่นชอบที่เย่จื่ออี๋มีต่อซูฮ่าวเพิ่มขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ

            เมื่อเปรียบเทียบกับทุกคนที่มีสีหน้าตื่นตกใจใบหน้าของฟั่นถ่งกลับย่ำแย่อย่างเห็นได้ชัด

            ทรัพย์สินที่เขาถือครองในตอนนี้รวมกันยังมีไม่ถึงสิบล้านเลยแต่รถหรูของเย่จื่ออี๋กลับมีราคาถึงหลายร้อยล้าน 

            เขานึกย้อนไปถึงคำพูดที่เขาเยาะเย้ยถากถางเย่จื่ออี๋เมื่อครู่นี้ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง เป็นเพียงแค่กบในกะลา 

            นี่เหมือนโดนตบหน้าอย่างจัง!

            ตบจนหน้าแดงก่ำ!

            วันนี้ฟั่นถ่งเพิ่งสัมผัสถึงความรู้สึกแบบนี้เป็นครั้งแรก!

            คนอื่นไม่สนใจใบหน้าที่แข็งค้างของฟั่นถ่งเพื่อนร่วมชั้นอีกคนกลอกตาแล้วพูดเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศว่า “ผู้จัดการฟั่นตอนนี้ก็สายมากแล้ว พวกเราเข้าไปสั่งอาหารในห้องส่วนตัวกันเถอะฉันจำได้ว่าห้องอาหารส่วนตัวของร้านอาหารเทียนเฉินนั้นจองยากมาก ถ้าไปช้าแล้วก็อาจจะไม่สามารถจองได้!”

            “เรื่องนั้นไม่เป็นไรหรอกปีนี้ฉันติดตามพี่ฮุยไปหลายที่ ได้ใช้จ่ายภายในเครือเทียนเฉินกรุ๊ปเป็นจำนวนมากดังนั้นตอนนี้เลยมีบัตร VIP ระดับโกลด์แล้วเรื่องจองห้องไม่น่าจะมีปัญหา” ฟั่นถ่งเห็นว่าเพื่อนร่วมชั้นคนนั้นพยายามช่วยรักษาหน้าของเขาเอาไว้ดังนั้นเขาจึงโบกมือแล้วยิ้มเล็กน้อย 

            ทุกคนชะงักไป “บัตร VIP ระดับโกลด์? มันคืออะไรหรือ?”

            “ร้านอาหารเทียนเฉินอยู่ภายในเครือเทียนเฉินกรุ๊ปหากมียอดใช้จ่ายสูง ร้านอาหารเทียนเฉินจะส่งบัตร VIP มาให้ ทั้งได้รับส่วนลดและสิทธิประโยชน์มากมาย” ฟั่นถ่งไม่ทันได้อธิบาย เพื่อนร่วมชั้นที่เป็นผู้รอบรู้ก็พูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม

            “บัตร VIP ของร้านอาหารเทียนเฉินแบ่งออกเป็นระดับสแตนดาร์ด ซิลเวอร์ โกลด์ แพลตตินัมบัตรระดับควีน คิง เพียงต้องใช้จ่ายให้ได้ยอดที่กำหนดก็จะสามารถสมัครบัตร VIP และถ้าอยากได้บัตร VIP ระดับโกลด์ต้องมียอดใช้จ่ายภายในร้านอาหารเทียนเฉินให้ได้ห้าล้าน”

            ทุกคนเบิกตากว้างแล้วสูดลมหายใจเย็นๆ ก่อนจะพูดว่า “ต้องมียอดใช้จ่ายห้าล้านถึงจะสามารถได้รับบัตร VIP ระดับโกลด์ ถ้าอย่างนั้นระดับแพลตตินัม ควีน และคิงล่ะต้องมียอดใช้จ่ายมากกว่านี้ใช่หรือเปล่า?”

            “ระดับแพลตตินัมมียอดใช้จ่ายอย่างน้อยสิบล้านระดับควีนก็น่าจะประมาณยี่สิบถึงสามสิบล้านส่วนระดับคิงคาดว่าน่าจะต้องมากกว่าห้าสิบล้าน” เพื่อนร่วมชั้นคนนั้นถอนหายใจแล้วพูดออกมา 

            หากพูดอย่างไม่น่าฟังค่าอาหารของเขาทั้งชีวิตเกรงว่าจะไม่สามารถแตะขั้นต่ำของระดับสแตนดาร์ดได้เลย 

            ทุกคนที่ได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมาเช่นเดียวกัน 

            ร้านอาหารเทียนเฉินแห่งนี้เดิมทีแล้วมันเป็นโลกของคนรวย!

            ในขณะเดียวกันหลังจากที่รู้ว่าฟั่นถ่งมีบัตร VIP ระดับโกลด์ สายตาของทุกคนก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย

            บางคนก็เริ่มใช้วิชาประจบประแจงยกย่องสรรเสริญ ท่าทางสอพลออย่างไม่ต้องสงสัย

            ฟั่นถ่งจุดบุหรี่ขึ้นเขานิ่งเงียบไม่พูดไม่จา แต่ภายในใจกลับรู้สึกไม่สบายใจ

            เขาจำได้ว่าตอนที่เขาอยู่ในมหาวิทยาลัยสายตาของคนเหล่านี้ล้วนมองมาอย่างดูถูก แตกต่างจากในวันนี้อย่างสิ้นเชิงที่เขาได้รับคำชมอย่างไม่ขาดสาย 

            เงินคือมาตรฐานชี้วัดระดับความอยู่รอดของผู้คน 

            “เพื่อนๆทุกคนไม่ต้องยอฉันแล้ว เย่จื่ออี๋มีเงินมากกว่าฉันเสียอีก”

            เพื่อนร่วมชั้นที่เย่อหยิ่งได้ยินดังนั้นก็รีบพูดขึ้นมาว่า “แต่อย่างที่ผู้จัดการฟั่นพูด คนมีเงินไม่ได้จะใจกว้างเสมอไปมีแต่เพื่อนอย่างนายเท่านั้นที่สมควรได้รับคำยกย่อง ทุกคนคิดว่าใช่หรือเปล่า?”

            “ใช่แล้ว!” เสียงคนจำนวนไม่น้อยคล้อยตามอย่างเสแสร้ง 

            เย่จื่ออี๋ขมวดคิ้วขึ้น เธออยากจะพูดอะไรบางอย่างออกมาแต่สุดท้ายก็ล้มเลิกความคิดนั้นไป 

            แม้ว่าเธอจะไม่พอใจกับคำพูดของเพื่อนร่วมชั้นแต่อีกฝ่ายก็พูดได้ถูกต้องท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นคนเอื้อเฟื้อเลี้ยงอาหารทุกคนในวันนี้ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถโต้เถียงได้ 

            ซูฮ่าวที่อยู่ด้านข้างกลับหรี่ตาลงเขามองเพื่อนร่วมชั้นของเย่จื่ออี๋ด้วยสายตาเย็นยะเยือก 

            เขารังเกียจคนแบบนี้มากที่สุดแต่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็สามารถพบเห็นคนเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย หากเขามีโอกาสเขาจะต้องสั่งสอนอีกฝ่ายแน่นอน 

            ภายใต้คำชื่นชมของทุกคน ฟั่นถ่งยืดอกขึ้นแล้วเปิดกระเป๋าเอกสารของอาร์มานี ก่อนจะหยิบบัตร VIP ระดับโกลด์ที่มีแสงสีทองเปล่งประกายวิบวับออกมาและยื่นให้กับพนักงานต้อนรับ 

            “ขอจองห้องส่วนตัวระดับโกลด์!”

            “สวัสดีค่ะแขกผู้มีเกียรติระดับโกลด์ตอนนี้ห้องส่วนตัวระดับโกลด์เต็มหมดแล้ว ไม่มีห้องว่างเลยค่ะต้องขอประทานอภัยด้วยจริงๆ นะคะ” พนักงานต้อนรับคนนั้นดูข้อมูลจากภายในคอมพิวเตอร์ก่อนจะกล่าวขอโทษด้วยรอยยิ้ม

            มุมปากของฟั่นถ่งกระตุกขึ้นใบหน้าของเขาย่ำแย่เหมือนกับกินแมลงวันเข้าไป 

            “ไม่เป็นไรนะผู้จัดการฟั่นไม่มีห้องส่วนตัวระดับโกลด์ก็ไม่เป็นไรพวกเราไปจัดงานเลี้ยงรุ่นในห้องส่วนตัวระดับซิลเวอร์ก็ได้” เพื่อนร่วมชั้นเห็นดังนั้น เขาก็หันมาถามทุกคนพร้อมรอยยิ้ม “ทุกคนคิดว่าอย่างไร?”

            “ได้!” ทุกคนไม่มีใครคัดค้าน ขอเพียงแค่เป็นของฟรี พวกเขาก็ไม่มีปัญหา 

            “โอเค” ฟั่นถ่งพยักหน้า แล้วหันไปมองทางพนักงานต้อนรับคนนั้น “แบบนั้นขอเป็นห้องส่วนตัวระดับซิลเวอร์!”

            “สวัสดีค่ะแขกผู้มีเกียรติระดับโกลด์ตอนนี้ห้องส่วนตัวระดับซิลเวอร์ถูกจองเอาไว้หมดแล้วมีเพียงห้องส่วนตัวระดับสแตนดาร์ดเท่านั้นที่ยังว่างอยู่” พนักงานต้อนรับตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง แล้วกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มว่า “ห้องส่วนตัวระดับแพลตตินัมยังว่างอยู่นะคะ หากคุณมีบัตร VIP ระดับแพลตตินัมก็สามารถเข้าใช้ได้ทันที”

            ใบหน้าของฟั่นถ่งเขียวคล้ำ 

            ถ้าเขามีบัตร VIP ระดับแพลตตินัมเขาจะเอาบัตร VIP ระดับโกลด์มาติดต่อทำบ้าอะไร?

            อีกทั้งกว่าเขาจะได้บัตร VIP ระดับโกลด์มาก็ต้องจ่ายเงินไปแพงมากเพราะว่าเขานั้นซื้อต่อจากเพื่อนมา 

            เดิมทีเขาคิดว่าจะเอามันมาอวดได้แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะเจอกับสถานการณ์แบบนี้นี่เป็นการถูกตบหน้าหลังจากทำตัวเสแสร้งเท่านั้น 

            “สมแล้วที่เป็นกิจการในเครือของเทียนเฉินกรุ๊ปร้านอาหารเทียนเฉินได้รับความนิยมมากจริงๆ ผู้จัดการฟั่นถ้าอย่างนั้นพวกเราจองเพียงแค่ห้องส่วนตัวระดับสแตนดาร์ดก็พอแล้ว” ทุกคนมองออกว่าฟั่นถ่งมีท่าทีลำบากใจดังนั้นเขาจึงรีบพูดขึ้นมาเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ 

            “ขอโทษทุกคนด้วยจริงๆนะ” ฟั่นถ่งหัวเราะออกมาอย่างฝืนๆจากนั้นก็หันไปพูดกับพนักงานต้อนรับอีกครั้งว่า “ถ้าอย่างนั้นก็เป็นห้องส่วนตัวระดับสแตนดาร์ดครับ”

            “ได้ค่ะ” พนักงานต้อนรับคนนั้นพยักหน้าพร้อมกับรอยยิ้ม จากนั้นก็รับบัตร VIP ระดับโกลด์จากฟั่นถ่งมา

            “คุณผู้ชายคะห้องส่วนตัวระดับสแตนดาร์ดสามารถนั่งได้ห้องละสิบคน ตอนนี้เหลือเพียงสองห้องพวกคุณมีสามสิบคน เกรงว่าที่นั่งจะไม่พอ… ” 

            ทันทีที่สิ้นเสียงสีหน้าของฟั่นถ่งก็ย่ำแย่ยิ่งกว่ากินอุจจาระ 

            “อีกทั้งผู้ถือบัตรไม่ได้ใช้บัตร VIP ระดับโกลด์นี้มาหกเดือนแล้ว ตามระบบสมาชิกของร้านอาหารเทียนเฉินหากไม่ได้ใช้บัตรสมาชิกเกินสามเดือน บัตรนี้จะถูกเพิกถอนสิทธิ์โดยอัตโนมัติค่ะดังนั้นบัตร VIP ระดับโกลด์ใบนี้หมดอายุแล้วค่ะไม่สามารถใช้กับร้านอาหารเทียนเฉินได้อีกแล้ว”

            ความเงียบเข้าปกคลุมล็อบบี้แห่งนี้ทันที 

            ในตอนนั้นสีหน้าของฟั่นถ่งก็เขียวคล้ำจนไม่สามารถใช้คำไหนมาบรรยายได้แล้ว 

            บัตร VIP ระดับโกลด์หมดอายุแล้ว…

            นั่นก็หมายความว่าฉันใช้เงินหลายแสนหยวนเพื่อซื้อบัตร VIP ระดับโกลด์ที่หมดอายุแล้วจากเพื่อนหรือ?

            ความโกรธของเขาท่วมท้นอยู่ในอกจนเกือบจะระเบิดออกมาแล้ว 

            สายตารอบข้างมองเขาอย่างแปลกประหลาดจนทำให้เขารู้สึกอับอายขายหน้า 

            “สมแล้วที่เป็นผู้จัดการฟั่นเขายุ่งกับงานจนลืมว่าบัตร VIP ระดับโกลด์นี้หมดอายุไปแล้วเรื่องแบบนี้ฉันต้องเรียนรู้เอาไว้” เพื่อนร่วมชั้นคนนั้นแสดงบทบาทขึ้นมาอีกครั้งเขาพูดแทรกขึ้นมาเพื่อช่วยฟั่นถ่งปกปิด 

            “ไม่มีก็ไม่มีฉันอาจจะหยิบบัตรผิดใบ” มุมปากของฟั่นถ่งกระตุกขึ้นก่อนจะหาเหตุผลแล้วพูดขึ้นมาว่า “ฉันกับภรรยาของฉันมีบัตร VIP ระดับโกลด์คนละใบช่วงนี้ฉันทำงานที่นอกเมืองมาโดยตลอดแล้วฉันอาจจะหยิบบัตรของเธอมาฉันขอโทษทุกคนจริงๆ นะ พวกเราเปลี่ยนไปกินที่อื่นกันเถอะ”

            ทุกคนได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าและไม่ได้ถือสาอะไร 

            แต่พนักงานต้อนรับได้ยินดังนั้นก็พูดขึ้นมาว่า “คุณผู้ชายคะบัตร VIP ระดับโกลด์ใบนี้มีผู้ถือบัตรเป็นเพศชายมันมีอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่าคะ… ”

            ทันทีที่สิ้นเสียงความเงียบก็เข้าปกคลุมอีกครั้ง 

            “อุ้บส์!”

            ตอนนั้นเสียงหัวเราะเสียงหนึ่งก็หลุดออกมาอย่างกลั้นไม่ไหว 

            ทุกคนหันกลับไปมองคนที่หัวเราะก็คือซูฮ่าวนั่นเอง

            “หัวเราะอะไร!” ฟั่นถ่งรู้สึกโกรธมากเพราะเขาถูกฉีกหน้า ตอนแรกก็อารมณ์ไม่ดีอยู่แล้วแต่เมื่อเห็นซูฮ่าวหัวเราะออกเสียง ใบหน้าของเขาก็เห่อร้อนขึ้นมาทันที 

            ซูฮ่าวพูดอย่างอดหัวเราะไม่ได้ “มีตัวตลกมาแสดงโชว์ห่วยๆให้ฉันดู มันทำให้ฉันกลั้นไม่ไหวจริงๆ ”

            “ตัวตลก?” ฟั่นถ่งชะงักไป ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจอะไรขึ้นมา สีหน้าก็มืดครึ้มในทันทีแล้วเขาก็พูดขึ้นมาอย่างโมโหว่า “นายเป็นแค่คนที่มาที่นี่เพื่อกินของฟรีมีสิทธิ์อะไรมาหัวเราะฉัน?”

            “ใครบอกว่าฉันมากินของฟรี?” ซูฮ่าวเหลือบมองด้วยสายตาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มก่อนจะหยิบบัตรสีดำออกมาจากในกระเป๋าเสื้อ แล้ววางตรงหน้าเคาน์เตอร์ 

            “ขอโทษนะครับจองห้องส่วนตัวระดับคิงหนึ่งห้อง!”

    คล้ายกับเรื่องLevel up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】 ที่คุณอ่าน