ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 73 เรื่องเล่าของเจ้าชาย

    บทที่ 73เรื่องเล่าของเจ้าชาย

    “ฉันจะตายเพื่อให้เธอมีชีวิตอยู่”

     


    -เอิร์ธมูน,สิบปีก่อนสงครามใหญ่-

            

            ‘นั่นเบริลน่า’

            

            คนข้างตัวกระซิบบอกเสียงนุ่มร่างสูงของคนอาวุโสกว่าย่อตัวนั่งลงอยู่ข้างๆวางฝ่ามือข้างหนึ่งไว้บนศีรษะของเด็กน้อย ‘คิดว่ายังไงบ้าง?’

            

            ‘ก... ก็ดีครับ’ เด็กชายตัวน้อยตอบไม่เต็มเสียง ‘ทำไมเราถึงไม่เข้าไปหาเธอล่ะครับ? ท่านเฟรย์’

            

            ‘มีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ฉันเข้าใกล้เด็กคนนั้นไม่ได้น่ะ’ ชายหนุ่มตอบ ‘ไว้เธอโตขึ้นแล้วฉันจะเล่าให้ฟังนะ’

            

            เด็กหนุ่มพยักหน้ารับแม้จะประหลาดใจกับเหตุผลนั้นไม่ใช่น้อยแต่เขาก็เลือกที่จะไม่ถามพลางเฝ้ามองเด็กสาวจากด้านหลังพุ่มบิโกเนียริมกำแพงหอคอยนัยน์ตาใสของเด็กชายตัวน้อยเฝ้ามองเด็กสาวที่นั่งอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้กว้างหลังหอคอยกำลังเรียงร้อยดอกไม้ดอกเล็กเป็นมงกุฎให้คนเป็นพี่สาวซึ่งนั่งอยู่ข้างกันท่าทีหลงใหลโดยไม่รู้ตัวนั้นเรียกรอยยิ้มอ่อนจากคนสูงวัยกว่าที่เฝ้ามองมา

             

             

            


            ‘งั้นเหรอ... ในที่สุดนายก็ได้เห็นหน้าเด็กคนนั้นแล้วสินะ เป็นยังไงล่ะน่ารักเหมือนที่ฉันบอกนายไปไหม?’

            

            ‘นายคิดจะทำอะไรกันแน่ เบล?’

            

            ‘หืม... ทำอะไร? หมายความว่ายังไงกันเหรอ?’

            

            ‘อย่ามาทำไขสือน่า... ฉันรู้เรื่องที่นายทะเลาะกับท่านพ่อแล้วนะ’

            

            ‘อ่อ... นึกว่าเรื่องอะไร ไร้สาระน่าแอล...’ คนถูกถามระบายลมหายใจอย่างเบื่อหน่าย‘อย่าใส่ใจเรื่องไม่เป็นเรื่องไปหน่อยเลย’

                 

            คนเป็นพี่ส่งรอยยิ้มอ่อนมาให้อย่างเอ็นดู


            ‘เบล...’ แอลโด้เอ่ยเรียกคนเป็นพี่ด้วยน้ำเสียงกังวลใจ ‘ไม่ว่านายจะทำอะไร...อย่าทรยศต่อเอิร์ธสตาร์เด็ดขาดนะ’

                 

            ‘นายน่ะเป็นเด็กดีนะเชื่อมั่นในพลังของนายไว้เถอะ แอล...’

     

     

                 



            ‘หายตัวไปแล้วอย่างนั้นเหรอ?เด็กนั่นถูกขังอยู่ในคุกใต้ดินที่ลึกที่สุดของเอิร์ธสตาร์นะ อยู่ๆจะหายตัวไปได้ยังไง!’

                 

            ‘นั่นไม่ใช่เรื่องที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของเราไม่ใช่เหรอครับ’เจ้าของนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มเปรยขึ้นท่ามกลางความเงียบ ‘หรือเอิร์ธสตาร์ไม่รู้ว่าสักวันเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น’

                 

            ‘เฟรย์ เวลด์พีช!’

                 

            ‘ทำไมคนอย่างแกมาอยู่ที่นี่นี่เป็นเรื่องภายในของเอิร์ธสตาร์ คนของเอิร์ธมูนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง!’

                 

            คนที่จู่ๆก็มาปรากฏตัวในห้องประชุมอันศักดิ์สิทธิ์หันมาส่งนัยน์ตาสีน้ำเงินคมเข้มมาให้เหล่าบรรดาผู้อาวุโสที่นั่งรวมตัวกันอยู่ท่ามกลางปะรำพิธีใหญ่เงียบเสียงลงไปในทันใดสายตาทุกคู่จับจ้องอยู่ที่ร่างสูงของราชาแห่งเอิร์ธมูนซึ่งกำลังยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของผู้เข้าร่วมประชุมแต่นัยน์ตาสีท้องฟ้ายามค่ำคู่นั้นกลับไม่สนใจสิ่งใดมากไปกว่าเจ้าชายองค์เล็กแห่งเอิร์ธสตาร์ที่นั่งอยู่เหนือบังลังก์ด้านบนเคียงข้างผู้เป็นพ่อสีหน้าของเด็กน้อยราบเรียบไร้ความรู้สึก แต่แววตาสีเทาอ่อนคู่นั้นเศร้าหมอง

                 

            เฟรย์กวาดตามองไปทั่วห้อง


            ‘สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือการเตรียมการรับมือไม่ใช่หรือครับ?’

                 

            ‘แกจะบอกว่าคำทำนายนั่นเป็นจริงแล้วอย่างนั้นสินะ’ผู้อาวุโสที่สุดในห้องเอ่ยถาม


            ‘หลักฐานก็เห็นอยู่ชัดๆแล้วนี่ครับ’เฟรย์ตอบ ‘แล้วหลังจากนี้เป็นต้นไปคงไม่ใช่แค่เบลโต้หรอกราชวงศ์อื่นๆก็คงจะได้รับผลกระทบแบบนี้ด้วยแน่ ทางที่ดีส่งข่าวเตือนพวกเขาให้เร็วที่สุดจะดีกว่ามานั่งเถียงกันว่าเพราะอะไรเบลถึงหลบออกจากคุกลงอักขระที่พวกท่านมั่นใจในความแน่นหนาไปได้ถ้าอยากได้คำตอบล่ะก็... ผมจะบอกให้ก็ได้เพราะเด็กคนนั้นสามารถใช้มหาเวทแห่งดวงดาวได้น่ะสิครับ’

                 

            เสียงพึมพำดังก้องไปทั่วโถงประชุมขณะที่คนเอ่ยยังคงยืนมองความวุ่นวายที่ก่อตัวขึ้นด้วยท่าทีสงบนิ่งคนเดียวที่ไม่ตื่นตระหนกไปกับความจริงที่เกิดขึ้นนั้นคงมีเพียงเขากับราชาแห่งดวงดาวเท่านั้น


            ‘หมายความว่านอกจากนายแล้วเด็กนั่นก็เป็นอีกคนที่ใช้มหาเวทได้งั้นสินะ?’

                 

            ราชาแห่งเอิร์ธสตาร์ผู้มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องเอ่ยถามด้วยนัยน์ตาสีเทาคมเข้ม


            ‘นี่มันหมายความว่ายังไง...?ในยุคนี้จะมีคนใช้มหาเวทแห่งดวงดาวได้ถึงสองคนเชียวรึ! ในรอบพันปีเนี่ยนะ!’

                 

            ‘นั่นน่ะ...คงมีเหตุผลที่พูดออกมาสินะ เฟรย์?’


            ‘ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่ออธิบายเรื่องนี้’เฟรย์กล่าวอย่างสงบ ‘ผมมาเพื่อบอกว่าเบลเริ่มแผนการไปแล้วเด็กนั่นติดต่อกับเมตาเรียมาได้สักพักแล้วก่อนที่จะหายตัวไป’

                 

            ความเงียบก่อตัวขึ้นอยู่ชั่วครู่ก่อนที่เสียงหัวเราะหยันจะดังก้องกังวานไปทั่วห้อง สายตาแทบทุกคู่ที่มองมายังชายหนุ่มใจกลางห้องเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดยาม


            ‘ละเมออะไรของท่านน่ะ?เฟรย์ เวลด์พีช’

                 

            ‘เสียสติไปแล้วสินะ!ลุ่มหลงไปกับความงดงามของเอิร์ธมูนมากไปจนลืมไปแล้วสินะว่าเมตาเรียน่ะ--’

                 

            ‘ถูกผนึกไว้ในใจกลางของดาวดวงนี้ใช่ไหมครับเรื่องนั้นผมรู้ดี’ เฟรย์ว่า ‘และแน่นอนว่าเบลก็รู้เรื่องนี้ด้วยถ้าเด็กคนนั้นสามารถหลบหนีออกจากคุกที่ไม่มีวันหลบหนีไปได้ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่เด็กคนนั้นจะติดต่อกับเมตาเรียที่แค่หลับไปได้หรือผมพูดอะไรผิดไป?’

                 

            ‘ผิดแล้วล่ะผิดมากๆเลยล่ะท่าน กลับดาวของท่านไปเสียเถอะ! ฮะฮะฮ่า!’

                 

            เสียงหัวเราะดังลั่นไปทั่วโถงประชุมแอลโด้ดูแตกตื่นและเสียขวัญแต่เฟรย์กลับประสานสายตากับราชาแห่งเอิร์ธสตาร์อย่างแน่วแน่

     

                 

                 



            ‘ท่านเฟรย์...’

                 

            แอลโด้เอ่ยเรียกคนสูงวัยกว่าไม่เต็มเสียงอย่างหวาดหวั่นเสียงหัวเราะเย้ยหยันของเหล่าบรรดาผู้อาวุโสในการประชุมเมื่อครู่นั้นยังคงหลอกหลอนเด็กน้อยอยู่


            ‘แอล...’ เฟรย์ตอบรับเสียงเรียกของเด็กน้อยก่อนจะเดินเข้ามาใกล้วางมือไว้บนศีรษะเล็กๆของแอลโด้ ‘ไม่เป็นไรใช่ไหม’

                 

            ‘ผม...’ แอลโด้พูดได้แค่นั้นก่อนจะเงียบเสียงไปเฟรย์พยายามทำเป็นไม่เห็นน้ำตาขณะที่เอื้อมมือไปโอบกอดร่างนั้นเอาไว้


            ‘ทำไมเบล... ทำไม...ทรยศ... ผม’

                 

            เด็กน้อยในอ้อมกอดเขาเอ่ยเสียงตะกุกตะกักอย่างจับใจความไม่ได้แต่คนสูงวัยกว่าเข้าใจในท่าทีอันแสนเปราะบางนั้น เขาปล่อยให้เด็กน้อยในอ้อมกอดร้องจนพอใจขณะที่ได้แต่ลูบศีรษะปลอบประโลมให้อย่างอ่อนโยน


            ‘เบลมีเหตุผลของเบล’

                 

            ‘แต่ผมไม่เข้าใจ!เขาทรยศพวกเรา เขาทิ้งเราไป!’

                 

            ‘สักวันนะ... สักวัน’เฟรย์กระซิบใส่ข้างหูของเด็กหนุ่มอย่างอารี ‘แอลจะเข้าใจเลยว่าทำไมเบลถึงต้องทำแบบนั้นโดยที่ฉันไม่ต้องอธิบายให้แอลฟังเลยว่าทำไม’

                 

            ‘ผมอยากรู้เหตุผล!’แอลโด้สะอึก ‘ผมไม่เข้าใจ!’

                 

            ‘สักวันแอลจะเข้าใจ’เฟรย์ขืนร่างของแอลโด้ออกห่างก่อนจะจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาสีเทาคมเข้มคู่นั้น‘รับปากอะไรฉันสักอย่างได้ไหมสัญญากับฉันได้ไหมว่าแอลจะช่วยดูแลเบริลให้ฉัน?’

                 

            ‘เบริล? ทำไม?’

                 

            ‘เบลต้องการเธอ...สักวันเบลจะกลับมาหาเธอ และทำร้าย...’

                 

            ‘เบลไม่มีทางทำร้ายเบริล! เบลชอบเธอ!’ แอลโด้เถียง


            ‘นั่นมันซับซ้อนเกินกว่าที่แอลจะเข้าใจ’เฟรย์บอกอย่างสงบ ‘ฉันรู้ว่ามันฟังเอาแต่ใจแต่ฉันอยากให้เธอปกป้องเบริลแทนฉัน แล้วสักวันแอลจะเข้าใจเหตุผลทุกอย่าง’

                 

            ‘ท่านเฟรย์จะไปไหน?’

                 

            ‘ฉันยังไม่ไปในตอนนี้อย่างน้อยก็อีกหลายปีหลังจากนี้ แต่สักวันฉันคงต้องไป แอลจะรับปากฉันช่วยปกป้องเบริลแทนฉันได้หรือเปล่า?’

                 

            แอลโด้พยักหน้ารับขณะที่พยายามกำจัดคราบน้ำตา


            ‘ช่วยดูแลเธอแทนฉันที’

     

     

                 

            

            ‘ฉันไม่ต้องการคู่หมั้นคู่หมั้นของฉันมีเพียงเบลโต้คนเดียวเท่านั้น’

                 

            เด็กสาวในวัยไล่เลี่ยกับเขาเอ่ยด้วยนัยน์ตาและจมูกที่แดงก่ำแอลโด้ซ่อนความไม่พอใจไว้ภายใต้ใบหน้าเฉยชา


            ‘ถ้าอย่างนั้นก็ได้โปรด...ให้ฉันอยู่เคียงข้าง’

                 

            เด็กหนุ่มตัดบทอย่างรำคาญใจแต่เด็กสาวตรงหน้าเขาเงียบเสียงไปอย่างตะลึงงัน

     

     

                 



            ‘เบริลค่อนข้างเอาแต่ใจน่ะ’เฟรย์บอก


            ‘ครับ’ แอลโด้ตอบรับ พยายามจะไม่เติมส่วนขยายเข้าไปในประโยคนั้น แต่ดูเหมือนคนสูงวัยกว่าจะรู้ทัน


            ‘แอลแอบไปหาเบริลน่ามาอีกแล้วใช่ไหม?’เฟรย์เอ่ยถาม


            ‘ครับ’ สีหน้าของเด็กหนุ่มเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัดความรู้สึกผิดกัดกินไปทั่วร่างยามนึกถึงคำสัญญาที่เขาให้ไว้กับเด็กสาวแต่ไม่อาจรักษาสัญญานั้นเอาไว้ได้

                 

            เฟรย์ลอบมองอาการของเด็กหนุ่มตรงหน้าก่อนเอ่ย


            ‘พรุ่งนี้มากินข้าวด้วยกันนะฉันจะแนะนำเธอให้เบริลน่ารู้จักอย่างเป็นทางการ’

                 

            ‘เข้าใจแล้วครับ’

     

     

                 


            ‘นั่นแอลโด้ ครอสเป็นคู่หมั้นของพี่สาวลูก’

                 

            คนสูงวัยกว่าแนะนำเขาให้เด็กสาวร่างบางที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามได้รู้จักแอลโด้ยังคงจำภาพใบหน้าและแววตาของเด็กสาวที่เต็มไปด้วยความปวดร้าวได้อย่างแม่นยำเขาซ่อนความเจ็บปวดไว้ภายใต้ใบหน้าที่เฉยชานั่นยิ่งเด็กสาวแสดงออกว่าผิดหวังและเจ็บปวดกับการกระทำของเขามากเท่าไหร่ความทรมานที่ก่อตัวขึ้นตรงหน้าอกด้านซ้ายก็ดูเหมือนจะเล่นงานเขามากขึ้นไปเท่านั้น

     

     



    -เอิร์ธมูน,ห้าปีก่อนสงครามใหญ่-


            ‘เดือนที่แล้วก็พวกเอิร์ธมิเรอร์เมื่ออาทิตย์ก่อนก็เอิร์ธฟรีชเชอร์ ใกล้จะครบแล้วสินะ’ เฟรย์เปรยขึ้นอย่างวิตก


            ‘หมายความว่ามีโอกาสที่เบริลหรือเบริลน่าจะเป็นเป้าหมายต่อไปอย่างนั้นสินะครับ?’แอลโด้ถาม


            ‘เอาจริงๆ ฉันไม่ห่วงเรื่องของเด็กสองคนนี้หรอก’เฟรย์บอก พลางพลิกหน้ากระดาษรายงานไปมาอย่างว้าวุ่นใจ


            ‘ผมไม่เข้าใจทำไมท่านเฟรย์ถึงไม่มีทีท่าว่าจะห่วงทั้งคู่เลยถ้าเบริลหรือเบริลน่าหายตัวไปเหมือนอย่างพวกราชวงศ์อื่นๆ--’         


            ‘ฉันมีเหตุผลของฉันอยู่’เฟรย์หันมาบอกด้วยนัยน์ตาคมดุพร้อมกับประเมินท่าทีของแอลโด้ก่อนจะถอนหายใจ‘บางทีมันอาจจะถึงเวลาแล้วที่ฉันต้องเล่าให้เธอฟัง’

                 

            ใบหน้าของเด็กหนุ่มเคร่งเครียดขึ้นมาในทันใด


            ‘เบลไม่เล่นงานเบริลในตอนนี้หรอกฉันมั่นใจได้ ส่วนเบริลน่า... คลาวเวียร์เป็นคนดูแลเธออยู่ แล้วหอคอยนั่นถ้าไม่ใช่คนที่มีสายเลือดเดียวกันกับเบริลน่าล่ะก็ไม่มีทางเข้าไปได้หรอกในที่นี้ก็มีแค่ฉัน คลาวเวียร์ กับเบริลเท่านั้น’

                 

            ‘แต่ผมเข้าไปได้?’แอลโด้แย้ง ‘เบลก็ด้วย เบลพูดเหมือนเคยเจอเธอ’

                 

            ‘เบลเคยเห็นเบริลน่าแต่ไม่เคยเข้าไปที่หอคอยนั่น ส่วนเธอ... เพราะฉันอนุญาตถึงเข้าไปได้’

                 

            ‘เหตุผลล่ะครับ?’

                 

            ‘เพราะสองคนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของเมตาเรีย’เฟรย์บอกอย่างสงบ


            ‘ผมไม่เข้าใจ’ แอลโด้สวนขึ้นมาทันที


            ‘อะไรที่พวกเอิร์ธสตาร์พยายามจะกล่อมหูให้เธอเชื่อล่ะก็...ลืมไปซะเถอะ รวมไปถึงเรื่องที่เมตาเรียไม่มีทางตื่นขึ้นมาเด็ดขาดด้วย’ เฟรย์ว่า ‘เรื่องเบริลกับเบริลน่า มันเป็นคำสาปของฉันเองฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอกว่ามันเกิดเรื่องแบบนั้นได้ยังไง แต่ว่าเมตาเรียน่ะหลับมานานเกินไปแล้วแล้วเบลก็ต้องการให้เธอตื่นขึ้นมาแล้วด้วย เบลน่ะมีพลังที่ฉันไม่มี เป็นพลังที่มีแต่หมอนั่นคนเดียวเท่านั้นที่ใช้ได้...พลังในการอ่านความทรงจำฉันเดาว่าเบลคงใช้พลังนั้นหาทางเข้าพบเมตาเรียที่ถูกผนึกอยู่ได้แน่นอนว่าร่างกายของเธอหลับ แต่จิตใต้สำนึกของเธอน่ะตื่นตลอดเวลาไม่มีเวทมนตร์ไหนจะผนึกเมตาเรียไว้ได้สมบูรณ์แบบหรอก เพราะงั้นฉันถึงได้คิดว่าบางทีจิตใจที่อาฆาตแค้นของเมตาเรียอาจจะกำลังเฝ้าหาทางที่จะฟื้นคืนชีพตัวเองอยู่’

                 

            ‘คุณกำลังจะบอกว่าเบลปลุกเมตาเรีย?’

                 

            ‘นายไม่เชื่อฉัน’เฟรย์กล่าวยิ้มๆ


            ‘ผมไม่ได้บอกว่าไม่เชื่อผมแค่สงสัย’ แอลโด้แย้ง


            ‘อืมๆ... เข้าใจแล้วฉันว่าเบลคงมีเหตุผลในการจบสงครามในแบบของตัวเองอยู่น่ะแต่เรื่องนั้นน่ะช่างมันก่อน  ปัญหาคือเบลขโมยเอาร่างกายของเมตาเรียออกมาจากเอิร์ธสตาร์แต่ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่สามารถคลายผนึกนั้นได้เพราะเบลไม่มีกุญแจ และเขาต้องการมันไม่อย่างนั้นแล้วที่อุตส่าห์พาเมตาเรียออกมาได้ก็จะได้แค่ร่างกายที่เปลือยเปล่าแต่อย่างที่ฉันบอกไปว่าจิตใต้สำนึกของเมตาเรียน่ะตื่นอยู่ตลอดดังนั้นแม้เธอจะใช้ร่างกายของตัวเองไม่ได้เพราะมันถูกปิดผนึกไว้ด้วยเวทมนตร์ของเอิร์ธสตาร์แต่จิตใจของเธอน่ะสามารถสิงสู่คนอื่นได้ ตอนนี้ที่แน่ชัดแล้วคือเบลใช้ร่างคนอื่นเป็นทางผ่านของเมตาเรีย  ฉันเพิ่งไปที่เอิร์ธซันมารัชทายาทองค์โตของเอิร์ธซันน่ะเจอเข้ากับเมตาเรียโดยตรงเลยล่ะ’

                 

            ‘เบลให้จิตใจของเมเตาเรียสิงร่างคนอื่นเพื่อให้เธอมีกายหยาบงั้นเหรอครับ?’

                 

            ‘ถูกต้อง! นั่นเป็นพลังของเดวิลพาราไซต์ที่เมตาเรียถนัดนักล่ะ’

                 

            ‘แล้วเบริลกับเบริลน่า?’แอลโด้ถามอย่างกังวลใจ


            ‘นั่นเป็นกรณีที่แตกต่าง’เฟรย์บอก ‘เด็กสองคนนั้นมีบางสิ่งบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเมตาเรียโดยเฉพาะเบริลน่ะเหมือนจะเป็นร่างแยกของเมตาเรียเลยล่ะเธอเป็นทั้งเบริลและเป็นทั้งส่วนหนึ่งของเมตาเรียโดยที่เธอไม่รู้ แต่กับเบริลน่าน่ะแตกต่างออกไปเธอไม่ได้มีเศษเสี้ยววิญญาณของเมตาเรียสถิตอยู่เหมือนอย่างเบริลและเธอไม่ได้ถูกเมตาเรียเข้าครอบงำจิตใจเหมือนคนอื่นๆ แต่ดูเหมือนตัวเบริลน่าเองนั่นแหละที่สามารถติดต่อสื่อสารกับจิตใจของเมตาเรียได้นั่นเป็นเรื่องที่ฉันไม่รู้เลยว่ามันเกิดขึ้นมาได้ยังไง”

                 

            ‘คุณจะบอกว่าเบริลคือส่วนหนึ่งของวิญญาณของเมตาเรียที่กลับชาติมาเกิดใหม่ในขณะที่เบริลน่านั้นสามารถติดต่อกับจิตใจของเมตาเรียได้?”

                 

            ‘ใช่’


            ‘ทำไมท่านเฟรย์ถึงรู้ความสัมพันธ์นี้ได้?’

                 

            ‘คลาวเวียร์น่ะ’เฟรย์ว่า ‘ตอนที่เธอตั้งท้องเบริลเธอเหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคนเลยล่ะ เธอถูกกลืนกิน ถูกทำร้ายจากภายในเธอพยายามจะต่อต้าน หลายต่อหลายครั้งทีเดียวที่ฉันเห็นเธอต้องพยายามสู้กับตัวเองบางทีนั่นอาจเป็นเพราะเธอกำลังต่อสู้กับวิญญาณของเมตาเรียในตัวลูกของเธออยู่’

                 

            ‘ท่านพ่อรู้เรื่องนี้รึเปล่าครับ?’

                 

            ‘รู้สิคนที่ทำคลอดให้คลาวเวียร์ก็ท่านแม่โรเวนเซียของเธอนั่นแหละ ท่านอาวล์ก็อยู่ด้วยพวกเขาถึงได้รู้เรื่องผิดปกติพวกนี้และจับเบลขังไว้ในคุกใต้ดินยังไงล่ะ’

                 

            ‘แสดงว่านี่เป็นเรื่องที่รู้กันมาตั้งแต่ต้นแล้วสินะครับ’

                 

            ‘ใช่’ เฟรย์ยอมรับ ‘แต่พวกสภาสูงไม่ยอมเข้าใจน่ะมีแค่ฉันกับอาวล์เท่านั้นที่เห็นว่ามันเป็นเรื่องใหญ่แต่จากข่าวในวันนี้พวกนั้นคงยอมรับแล้วล่ะว่ายุคสมัยกำลังจะเปลี่ยนไปแล้ว’

                 

            แอลโด้นิ่งเงียบไปราวกับกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง


            ‘เพราะอย่างนี้ถึงได้อยากให้ผมมาดูแลเบริล?’

                 

            ‘นั่นก็ส่วนหนึ่ง’เฟรย์ว่า ‘ฉันคิดว่าเบลคงรู้เรื่องความสัมพันธ์นี้ดีอยู่แล้วหรือถ้าเบลต้องการจะปลุกเมตาเรียให้ตื่นขึ้นมาจริงๆ เบริลคงใช้เป็นประโยชน์ได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ว่านะ... มีเรื่องที่สำคัญกว่านั้นที่ฉันจะต้องบอกให้เธอรู้เอาไว้แอล’

                 

            ‘ครับ’

                 

            ‘เบริล... เป็นผู้พิทักษ์นะ’เฟรย์ว่าพร้อมกับประเมินท่าทีของแอลโด้ด้วยนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มล้ำลึก


            ‘ครับ’ แอลโด้ตอบรับโดยที่ไม่ได้รู้สึกตะขิดตะขวงใจแต่อย่างใด ‘เรื่องนั้นมันสำคัญด้วยเหรอครับ?ผมคิดมาตลอดว่าที่คุณขังเบริลน่าเอาไว้บนยอดหอคอยนั่นเพราะไม่ต้องการให้พวกนักรบอเวจีพาตัวเธอไป’

                 

            ‘เธอเป็นเด็กฉลาด’เฟรย์เอ่ยชมอย่างจริงใจแม้ใบหน้าจะไม่ได้ยิ้มเลยก็ตาม ‘อันที่จริงแล้วฉันเองก็ไม่ได้สนใจหรอกว่าใครจะเป็นอะไรหรือที่ขังเบริลน่าไว้ก็ไม่ใช่เพราะเหตุผลที่ว่าเพราะพี่สาวเธอเป็นผู้พิทักษ์ดังนั้นเธอจึงมีโอกาสที่จะได้เป็นนักรบอเวจีด้วยอันที่จริงเมตาเรียไม่ได้รู้เรื่องของเธอเลยจนกระทั่งเธอเกิดมาฉันเดานะว่าเมเตาเรียน่ะแค่ต้องการร่างกายของใครสักคนที่มีสายเลือดของเอิร์ธมูนเป็นที่สิงสถิตวิญญาณของตัวเองเพื่อใช้ในการคืนชีพเธอจึงได้เลือกเบริล แต่ทว่า ความผิดพลาดนั้นก็เกิดขึ้นเมื่อคลาวเวียร์ได้ให้กำเนิดเบริลน่าขึ้นมาเธอเป็นสิ่งที่ทั้งฉันและเมตาเรียไม่ได้คาดการณ์ไว้ว่ามันจะเกิดขึ้น เบริลน่าเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากแผนการณ์ทั้งหมดและฉันไม่เคยเข้าใจเหตุผลของมันเลยจนกระทั่งวันหนึ่งเด็กคนนั้นได้เติบโตขึ้นมาพร้อมกับพลังที่ไม่คาดฝัน เบริลน่าน่ะมีความสามารถทางด้านเวทมนตร์ที่มากกว่าฉันหรือใครคนไหนๆสิ่งนั้นเป็นทั้งพรสวรรค์และคำสาป ฉันถึงได้เลือกที่จะขังเธอไว้ก่อนที่จะมีใครรู้ว่าเธอมีตัวตนอยู่เพราะสิ่งที่ฉันกลัวมากที่สุดจริงๆแล้วไม่ใช่พลังของเบริลน่าแต่มันคือการที่เบริลจะได้เป็นผู้พิทักษ์ต่างหาก’

                 

            ‘ทำไมล่ะครับ?’

                 

            ‘คำสาปของเมตาเรียน่ะมันส่งผลกระทบต่อโชคชะตาของเบริลมากเกินไป เบริลมีสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับเมตาเรียมากและหากว่าเธอได้รับเลือกให้เป็นผู้พิทักษ์เมตาเรียก็จะได้รับพลังนั้นผ่านทางสายเลือดของเอิร์ธมูนด้วยฉันยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นมาไม่ได้’

                 

            เฟรย์บอกพร้อมกับส่งรอยยิ้มมาให้

                 

            แอลโด้นิ่งเงียบไปอย่างตะลึงงัน


            ‘ฉันจะตาย เพื่อไม่ให้เบริลได้เป็นผู้พิทักษ์เด็กคนนั้นจะต้องกลายเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพลังของผู้พิทักษ์เลยเหตุผลที่ฉันให้เธอมาคอยดูแลเบริลน่ะ มันคงหลังจากที่ฉันตายไปแล้ว’

                 

            นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของเฟรย์อ่อนแสงลง


            ‘เธอก็รู้เรื่องของเบริล...กับฉันเด็กคนนั้นรักฉันมากเกินไปจนน่ากลัว ฉันไม่โทษว่านั่นเป็นความผิดของเด็กคนนั้นหรอกมันเป็นความผิดของฉันเอง ถ้าฉันตาย เบริลคงโทษว่าเป็นเพราะตัวเองแน่แล้วเด็กคนนั้นก็คงไม่อาจยิ้มได้อีกต่อไป ฉันไม่อยากให้เธอเศร้า เพราะการที่เธอเป็นแบบนั้นมันจะทำให้เมตาเรียแข็งแกร่งขึ้น’

                 

            ‘สรุปว่าคุณห่วงความรู้สึกของเบริลหรือห่วงเรื่องสงครามกันแน่?’แอลโด้ถามเสียงขุ่นอย่างไม่สบอารมณ์


            ‘เธอเป็นห่วงเด็กคนนั้นขึ้นมาแล้วสินะ’เฟรย์ยิ้ม


            ‘คุณยัดเยียดเธอมาให้ผม!มันเป็นความรับผิดชอบของผมที่มีต่อเธอ’ แอลโด้ว่า

                 

            ‘อย่าแบกรับอะไรมากเกินไปเลยแอล รู้ไหม...? บางทีฉันก็หวังนะว่าเธอจะปฏิเสธฉันแล้วหนีไปซะ’

                 

            ‘ผมทิ้งคุณได้แต่ผมไมมีวันทิ้งสองคนนั้นไปเด็ดขาด’

                 

            ‘เธอเป็นผู้ชายที่ดี’เฟรย์ว่า ‘อีกไม่นานอาวล์คงเอาเรื่องนี้เข้าที่ประชุมสภาสูงแล้วล่ะแล้วพวกนั้นคงตัดสินฆ่าเบริลซะเพื่อให้มั่นใจได้ว่าเมตาเรียจะถูกทำลายอย่างน้อยก็เสี้ยวหนึ่งที่อยู่ในตัวของเด็กคนนั้นแต่ฉันคิดว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับเธอเลย เบริลไม่ควรจะต้องตกเป็นเหยื่อสังเวยเพราะเหตุผลงี่เง่าพวกนี้ถ้าพวกนั้นต้องการใครสักคนมาเสียสละเพื่อให้สถานการณ์มันดีขึ้น ฉันจะทำเอง’

                 

            ‘ความตายของคุณมันมีประโยชน์มากเลยเหรอครับ?’แอลโด้ถามด้วยน้ำเสียงดูถูกอย่างไม่ปิดบัง

                 

            เฟรย์ยิ้มรับกับท่าทีกักขฬะนั้น ‘มากเลยเชียวล่ะในฐานะผู้ให้กำเนิดสงครามน่ะนะ’

                 

            แล้วเขาก็ไม่ได้อธิบายอะไรอีกเลย

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน