เวลาผ่านไปเกือบ 1 เดือน
ในป่าใกล้เคียงศูนย์กลางแห่งสวรรค์ แต่อยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งได้ปรากฏชายคนหนึ่งถูกวางลงอย่างเบาๆ ก่อนที่ร่างสีดำนั้นจะหายไป , พริบตานั้นเองจางเซียนก็สะลึมสะลือขึ้นอย่างงงงวย เขาไม่รู้ว่าที่นี่ที่ไหน และเขามาอยู่ได้อย่างไร มิใช่ว่าเขาโดนแรงกดดันจากวิหารอัดจนร่างกายแหลกเหลวเป็นกระดูกแล้วหรือ?
เก้งๆ ๆ ๆ ๆ
เสียงระฆังคล้ายกับเสียงปลุกการหลับใหลของชายหนุ่ม จางเซียนเริ่มได้สติมากขึ้น เขามองไปยังด้านขวามันเป็นหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่มีคนจำนวนมากกำลังทำหน้าทำตกอกตกใจ และตื่นตระหนกปนความยินดี เฮ้ร้องอย่างเปรมปรีดิ์ ทำให้ชายหนุ่มงงไปทันตา
เกิดอะไรขึ้น?
ในเวลานั้นเองเสียงใครคนหนึ่งก็ดังขึ้น
"ไปปลุกสายเลือดกันเร็ว ปลุกสายเลือด"
"เฮ้!! " พ่อแม่ ญาติพี่น้องต่างลากลูกตัวเองที่มีอายุ 20 ปีเข้าไปยังประตูมโหฬารแห่งหนึ่ง จางเซียนมองไปยังทิศทางนั้นก็พบว่ามันมีป้ายเขียนว่า 'ศูนย์กลางแห่งสวรรค์'
ศูนย์กลางแห่งสวรรค์ คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่แม้แต่คนในอาณาจักร 4 ทิศยังไม่อาจกล้าก้าวก่าย ทำให้กลายเป็นมหาอำนาจที่คุมทั้ง 4 อาณาจักรนี้จนอยู่มัด กลายเป็นภาคกลางของโลกไปอย่างเต็มตัว หรือจะกล่าวว่าคือสถานที่ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก มีประชากร และยอดยุทธ์ที่แข็งแกร่งจำนวนมากที่สุด
นี้ไม่ต้องบอกเลยว่าหากใครเข้ามาในศูนย์กลางแห่งสวรรค์ในระยะหมื่นกิโลเมตร ต่อให้เก่งแค่ไหนก็สามารถตายได้ง่ายๆ แต่! จางเซียนมาได้อย่างไง เขาเข้ามาที่นี้ได้อย่างไง
ขณะนั้นเองชายหนุ่มก็ยิ่งตกตะลึงเข้าไปอีกเมื่ออีกฝ่ายนั้น จำนวนกว่าพันคนกำลังมุ่งเข้าไปในศูนย์กลางแห่งสวรรค์โดยไม่มีใครห้าม ตอนแรกเขาคิดว่าอีกสักพักคงโดนตะ หรือกระทืบออกมาแน่ๆ แต่แล้วเขาก็คิดผิด เมื่อเสียงระฆังดังขึ้นยามกลับยืนนิ่ง คล้ายจะเดินเข้าไปพร้อมๆ กับชาวนาพวกนี้ โดยไม่ทำร้ายหรือแตะต้องตัวก็รู้สึกเหมือนเห็นปลาบิน
"เกิดอะไรขึ้น"
สถานการณ์แบบนี้ผิดปกติอย่างมาก ทันใดนั้นเองความหมายทั้งหมดก็ถูกเปิดเผยเมื่อมีหนังสือโง่ๆ เล่มหนึ่งมาตกลงหน้าจางเซียน เมื่อหญิงสาวคนหนึ่งดีใจจนขว้างมันออกมา เขาไม่รอช้าอ่านไปทันที
พบว่า 【การปลุกสายเลือด】นั้นจะต้องอายุครบ 20 ปีเป็นอย่างต่ำ พร้อมกับกายสร้างลมปราณระดับ 3 ขั้นสูง หรือรวมจิตจันทราระดับ 1 ขั้นต่ำ , โดยการปลุกสายเลือดนั้น จะนำเอาค่ายกลของมหาอำนาจอย่างตระกูลจางเข้ามาใช้เพื่อพัฒนาคนในศูนย์กลางของสวรรค์ หรือหมู่บ้าน ชาวเมืองข้างเคียงเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งมากขึ้น
การปลุกสายเลือดจะเหมือนกับการกระตุ้นพลังส่วนลึกของร่างกาย หรือก็คือสายเลือดที่ถูกกดผนึกให้ตื่นขึ้น บ้างก็มีตำนานบอกว่าคนระดับเพียงสร้างกายลมปราณ กลายเป็นรวมจิตฟ้าดินระดับ 2 ขั้นสูงได้ในพริบตาก็มี
ผู้ที่สามารถกระตุ้นสายเลือดได้สำเร็จจะถูกเข้าร่วมกับสำนักนายพรานพฤกษา และกองกำลังจันทราโลหิต หรือว่าจะกลายเป็นศิษย์สายตรงของตระกูลชินเจี้ยน และกำหนดไว้ว่าตอนเช้าของวันนี้จะเริ่มการปลุกสายเลือดสามารถให้ทุกท่านเข้าร่วมงานได้ แต่ผู้ที่เข้าร่วมนั้นจะต้องเข้าตอนเสียงระฆังดังขึ้น เพื่อให้ผู้อยู่ในศูนย์กลางของสวรรค์ได้เข้าชมพิธีนี้ก่อนเป็นอันดับแรก
"อย่างงี้นี่เอง" แต่!
"สำนักนายพรานพฤกษางั้นหรอ? " นี้คือความแค้นที่เขามี กับดักของพวกมันนั้นคล้ายคลึงกับที่แม่เขาถูกสังหารเลยทีเดียว นับว่าชะตาฟ้าลิขิตให้เขามาฆ่าพวกมันอีกครั้ง จางเซียนประกายแววตาอำมหิตออกมาก่อนจะถอนหายใจออกไป
"ตอนนี้ยังทำไม่ได้ หลักฐานอะไรก็ไม่มากพอ จะฆ่าคนอย่างไร้สาเหตุเกินไปก็งี่เง่าเกินไปสำหรับสายตาเรา" จางเซียนลอบมองชายแก่ หญิงสาวจำนวนมาก ก่อนจะเดินตามไปติดๆ ด้วยความสามารถเขา
จางเซียนรู้แน่นอนว่าคนพวกนี้ไม่มีปัญญาทำอะไรเขาได้แน่นอน แต่เมื่อดาบอสรพิษ และมังกรโลหิตได้พังไป หลังจากรับแรงกระแทกบันไดไต่สวรรค์ชั้นที่ 10 เขาก็ไม่ต่างจากยอดยุทธ์ธรรมดาที่ไร้ซึ่งพลังอะไร
"เดินเข้ามาดีๆ นะครับ ไม่งั้นอย่าหาว่าพวกข้าใจร้าย" ยามหลายๆ คนต่างพูดในลักษณะเดียวกัน ซึ่งแน่นอนไม่มีใครคนไหนกล้าลองดีกับคนพวกนี้เลย เพราะพวกเขามีพลังมากถึงรวมจิตฟ้าดินระดับ 2 ขั้นสูง นับว่ามากมายจนน่ากลัวเลยทีเดียว , ชายหนุ่มเล่นไปกลางฝูงชนกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อม
ไม่นานเขาก็สามารถเข้ามาในศูนย์กลางแห่งสวรรค์สำเร็จ ที่นี่ไม่ต่างจากอาณาจักรวิหกเพลิงเลยสักนี้ ทั้งยังน่าสมเพชมากกว่าด้วยซ้ำ แต่ถึงกระนั้นเขากลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันน่ากลัวของตึกรามบ้านช่อง ที่ต่อให้ยอดยุทธ์รวมจิตฟ้าดินระดับ 3 ขั้นสูงยังยากที่จะทำลายได้ทั้งหมด
'ดูเหมือนจะไม่มีปัญญาสร้างขึ้นเองสินะ' ชายหนุ่มมองทอดไกลออกไป เห็นปราสาทหลังหนึ่ง สภาพราวกับพื้นที่รกร้างเลยทีเดียว นั้นสามารถบ่งบอกได้เลยว่ากษัตริย์ชินเจี้ยนนั้นไม่มีพลัง หรือปัญญามากพอที่จะสถาปนาให้สถานที่แห่งนี้สมบูรณ์ขึ้นได้
นั้นบ่งบอกว่าอีกฝ่ายนั้นครอบครองที่นี่จากใครสักคนที่แข็งแกร่ง แต่!
แล้วเป็นใครกันละ?
ในขณะนั้นเองร่างของจางเซียนก็หายไปปรากฏบนตึกรามบ้านช่องห่างจากสถานที่จัดการพิธีไม่ไกล ชายหนุ่มลอบมองพื้นที่วงกลมกว้าง 100 เมตร มีรูปอัศวิน 4 คนในแต่ละทิศทางเอาดาบปักลงพื้น ถูกสร้างจากอะไรบางอย่างสีขาวนวล ศักดิ์สิทธิ์น่าหลงใหล
และตรงกลางวงกลมนั้นปรากฏแท่นคล้ายที่วงหนังสืออยู่ 1 อัน ซึ่งในนั้นมีค่ายกลลึกลับบางอย่าง ซึ่งจางเซียนที่ไม่มีความรู้มากพอ ก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยว่ามันคืออะไร เพราะการทำงานของมันซับซ้อนอย่างมาก ราวกับคนธรรมดากำลังมองกลไกการทำงานของสวรรค์อย่างไงอย่างงั้น
ขณะเดียวกันบริเวณรอบนอกปรากฏเก้าอี้สีขาว ลายมังกรสีทองจำนวน 4 ทิศไม่ต่างกัน ซึ่งในนั้นมีชายแก่ และอาวุโสต่างๆ นั่งกันอย่างสบายอารมณ์ราวกับไม่สนใจฝูงแมลงอย่างประชาชนคนนอกอย่างชาวบ้านชาวเมือง นอกศูนย์กลางของสวรรค์
ตอนนั้นเองเสียงใครด้านล่างก็ดังขึ้น
"นั้น! นั่นมันสำนักจันทราโลหิตนี่นา" เฮ้
เสียงคนร้อง ชูนิ้วชี้ไปยังทิศเหนือปรากฏคนสวมชุดสีดำนิว ตราสัญลักษณ์ดาบ 2 อันไขว้กันสีแดง แพร่รังสีฆ่าฟันอย่างไม่ปกปิด ต่อมาก็มีคนไล่ชี้ไปเรื่อยๆ ราวกับกูรูของหมู่บ้าน
ทางทิศเหนือคือสำนักจันทราโลหิต ทิศใต้กษัตริย์ชินเจี้ยน ทิศตะวันออกสำนักนายพรานพฤกษา ทิศตะวันตกเป็นของศิษย์หลักของทั้ง 3 ทิศที่นั่งแบ่งตามสถานะ ทำให้พวกเขาราวกับเทพเซียนจุติที่สามารถพลิกมือเบิกฟ้า ตบมือทลายสวรรค์อย่างไงอย่างงั้น
"สำนักจันทราโลหิตงั้นหรอ? " แววตาชายหนุ่มปรากฏความคุ้นเคยบางอย่าง ชุดสีดำพวกนี้เหมือนเขาเคยเห็นมันก่อนเมื่อนานมาแล้ว แต่ก็ไม่อาจนึกออกได้ ไม่ต่างจากสำนักนายพรานพฤกษาที่เขานั้นพอจะเดาได้แล้วว่าเป็นคนที่สังหารแม่ของเขาแน่นอน
หนึ่งในนั้นคงเป็นสาเหตุที่พ่อแม่ใช้สกุลจาง ทำให้ถูกสังหารอย่างแน่นอน คาดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะส่งคนจากศูนย์กลางแห่งสวรรค์ ตามล่าไปถึงทวีปรกร้าง นับว่าเป็นอะไรที่น่าตกใจ และอยากจะล้างโคตรไอ้พวกนี้อย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้นจางเซียนยังไม่อาจทำได้ เพราะพลังของตนนั้นอ่อนแอเกินไป
พริบตานั้นเองงานการปลุกสายเลือดก็เริ่มขึ้น มรเหล่าตัวแทนมากมายให้ของขวัญกับกษัตริย์ชินเจี้ยน และกล่าวสุนทรพจน์อะไรบางอย่างออกมามากมาย จนกัดกินเวลา และจิตใจคนไปหลายส่วน จนในที่สุดเวลากว่า 3 ชั่วโมงก็ล่วงเลยผ่านไปอย่างน่ารำคาญ
"คนแรก...เหมาม่อชี้" ตัวแทนของกษัตริย์ชินเจี้ยนกล่าวขึ้น ทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนมีขุนเขาบางอย่างกดทับ จนแทบไม่กล้าเงยหน้ามองชายแก่ ไม่ต่างจากคนถูกเรียกที่หัวใจแทบจะเต้นออกมานอกอก
"ขอรับ! " ตึง
พริบตาที่เหยียบเข้าวงกลมแห่งนั้นก็ปรากฏแรงกดดันบางอย่างขึ้น ทำให้เท้าของชายหนุ่มแหลกละเอียด พร้อมเสียงโหยหวน ก่อนจะหายไป , เป็นเวลาเดียวกันที่จางเซียนประกายความสนใจออกมา นี้คือค่ายกลไม่ต่างจากบันไดไต่สวรรค์เลยสักนิด เพียงแค่ปรับเปลี่ยนองค์ประกอบนิดหน่อย
นับว่าน่าสนใจมาก
ส่วนเด็กชายคนนั้นก็ถูกแบกกลับบ้านด้วยเสียงร้องไห้ของชาวบ้าน แต่ไม่ได้ทำให้ทุกคนรู้สึกเวทนาแต่อย่างใด , เพราะเคยมีเหตุการณ์ที่คนคนหนึ่งเดินเข้าใกล้แท่นนี้ไม่ได้ 5 เมตรด้วยซ้ำก็ยังมี ถือว่าเด็กคนนี้แข็งแกร่งมากแล้ว
"ต่อไป! คนที่สอง...ธิงถังชัง"
"ขอรับ"
ชายผมขาวคนหนึ่งเดินเข้าไปอย่างง่ายดาย ด้วยความสง่างาม พลังของเขานั้นอยู่ที่รวมจิตฟ้าดินระดับ 2 ขั้นสูง อายุเพียง 19 ปีเป็นเพียงชาวบ้าน ชาวเมืองด้านนอก ทำให้สายตาเหล่าอาวุโสหรือแม้กระทั่งจ้าวสำนักเปล่งประกายออกมา แต่ถึงกระนั้นจางเซียนกลับเห็นอะไรบางอย่างภายในอีกฝ่าย
"ทักษะต้องห้ามสินะ" เพื่อเพิ่มพลังตัวเองในเวลาอันสั้น พร้อมกับการคงอยู่ได้นาน มีสิทธิ์ที่จะพิการได้ถาวรเกือบ 90% แต่ถ้าหากไอ้เด็กนี้สามารถรอดจากจุดนี้ได้ และถูกกระตุ้นสายเลือด มันจะลบล้างกันอย่างน่าเหลือเชื่อ จนในที่สุดไม่เพียงจะแข็งแกร่ง แต่ยังมีพื้นที่กักเก็บลมปราณได้มากขึ้น
แต่!
ค่ายกลแบบนี้รอบคอบเกินไปที่ไอ้เด็กนี้จะคาดถึง
ทันใดนั้นเอง ที่ฝ่ามือขาวของมันแตะลงที่แท่นกลางวงกลม ค่ายกลก็เริ่มทำงานอย่างรวดเร็ว จางเซียนเร่งปฏิกิริยาเนตรมรกตมากที่สุด ทำให้เห็นออร่าสีดำน่ากลัวเข้มข้น บ่งบอกว่ามันมีคุ้นค่าต่อจางเซียนหลายร้อยเท่าอย่างไงอย่างงั้น พลังการทำงาน และกระบวนการเริ่มปรากฏในสายตา
ด้วยพรสวรรค์ หรืออะไรสักอย่างทำให้จางเซียนเริ่มเข้าใจมากขึ้น
ขณะนั้นเองเมื่อค่ายกลได้ทำงานเสร็จสิ้น ปราณเส้นบางๆ ก็พุ่งเข้านิ้วทะลุไปถึงจุดตันเถียนชายหนุ่ม ก่อนจะปรากฏปราณอันรุนแรงกระแทกกระทั้นอะไรบางอย่างจนเกือบสำเร็จ จุดตันเถียนชายคนนี้ก็ระเบิดก่อนซะแล้ว
บูม! แผละ...
ร่างชายดังกล่าวกลายเป็นเศษเนื้อในพริบตา การโจมตีของเส้นใยนั้นมีไว้เพื่อทำลายผนึกสายเลือด แต่หากจุดตันเถียนแข็งแกร่งไม่เท่าสายเลือดนั้น ก็ไม่ต่างจากการฆ่าตัวตายอย่างงั้น
นั้นทำให้ทุกคนเกิดความตกใจ
เกิดอะไรขึ้น?
พลังลมปราณรวมจิตฟ้าดินระดับ 2 ขั้นสูงตายเพียงเพราะทำการปลุกสายเลือด?
เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นแม้แต่นิดเดียว ส่วนใหญ่จะเป็นสร้างกายลมปราณระดับ 2 ขั้นสูงเห็นจะได้ นั้นทำให้ทุกสายตาจดจ่อไปที่กษัตริย์ชินเจี้ยนอย่างพร้อมเพรียง ด้วยใบหน้าที่ตั้งคำถามปนหวาดกลัว แต่ชายแก่นั้นกลับส่ายหน้าไปมาอย่างจนปัญญา นี้คือสิ่งประดิษฐ์ที่เขาได้รับเป็นของแถม
เขาไม่มีปัญญาจะรู้เศษเสี้ยวการทำงานมันเลยด้วยซ้ำ
"งะ งั้นคนที่สาม...ธิงถังเจียง" ชายแก่พูดอีกชื่อขึ้น ที่เป็นพี่ชายอีกฝ่าย ทำให้เขาได้แต่ส่ายมือไปมา และลาออกจากการทดสอบอย่างเกรงกลัวความตาย ทำให้ทุกคนถูกกระตุ้นด้วยความหวาดกลัวที่ปรากฏในจิตใจ