ตอนที่ 1 ภาคภพปัจจุบัน (3)
“หัวออกมาแล้ว!” หมอตำแยร้องอย่างดีใจ “หัวออกมาก่อน! ไม่เป็ไรแล้วๆ เด็กออกมาแล้ว!”
หนานิจวินเพิ่งเผชิญเคราะห์มาหมาดๆ สูญเสียเืลมปราณอย่างร้ายแรง แค่ใช้พลังิญญาเพียงน้อยนิดก็รู้สึกหน้ามืดตาลาย ภาพเบื้องหน้าพลันเลือนราง เขาพยายามทรงตัวให้มั่น มือซ้ายยันตู้ด้านหลังไว้เพื่อรักษาสมดุลอย่างเงียบๆ
“เด็กไม่ร้อง เกรงว่าจะแย่แล้ว...” หลังจากหมอตำแยตัดสายสะดือและอุ้มเด็กขึ้นมาก็ทำอะไรไม่ถูกอยู่บ้าง “นายหญิงข้าหนจนทางแล้ว...ท่านเซียน ท่านดูเด็กคนนี้...”
ทัศนวิสัยของหนานิจวินยังไม่ฟื้นฟูกลับมา ขนาดว่าเขายังไม่ทันเก็บมือขวาที่โคจรปราณให้สตรีเมื่อครู่ด้วยซ้ำ ทารกน้อยตัวเปียกเมือกก็ถูกหมอตำแยวางใส่มือเขาแล้ว
เขารู้สึกว่าฝ่ามือหนักอึ้ง จากนั้นความรู้สึกเหนียวเหนอะและร้อนชื้นก็ลามจากฝ่ามือขึ้นสู่กลางใจ ่ความเป็ความตายไม่แน่ชัดนี้ หนานิจวินดันคิดไปถึงเื่อย่างอื่น หัวใจเต้นตึกตักเกิดความรู้สึกเกร็งขึ้นมาหลายส่วน
‘หนานิจวินเกร็งอะไรหรือ’ หนานิจวินคล้ายได้ยินเสียงของมันอีกแล้ว และมองเห็นั์ตาที่ล้อเลียนมาดร้ายคล้ายยิ้มแต่ไม่ได้ยิ้มคู่นั้นของมันอีก...
“ท่านเซียนเ้าคะ” หมอตำแยคล้ายมองความผิดปกติของหนานิจวินออก จึงเรียกเขาคราหนึ่งพลางเงยหน้าขึ้นมอง
ภาพมายาเบื้องหน้าสลายไปทันที หนานิจวินกอดทารกน้อยในอ้อมอกแน่น เอ่ยตอบโดยไม่เผยพิรุธ “ข้าช่วยเด็กคนนี้ เ้าไปดูแลมารดาของเขาเถิด”
หมอตำแยรับคำสั่งแล้วหมุนตัวไปทำตาม หนานิจวินก้มหน้ามองดูคนในอ้อมอกอย่างถี่ถ้วน
ทารกน้อยหลับตาสนิท ผิวทั้งเหลืองทั้งย่น ดูไม่เหมือนมันแม้แต่น้อย
จุดร่วมเหมือนกันเพียงอย่างเดียวเห็นจะเป็พวกเขาล้วนเบามาก เปราะบางมาก ครั้นไม่ทันระวังคงจะกลายเป็ฝุ่นผงลอยปลิวออกจากมือของเขา
หนานิจวินตั้งสติโคจรปราณถ่ายทอดพลังิญญาที่เหลืออยู่ภายในกายส่งเข้าสู่ตัวทารกน้อยทีละนิด เวลาเช่นนี้ไม่ควรแบ่งสมาธิจริงๆ แต่เมื่อครู่นึกถึงมันขึ้นมาก็หยุดไม่อยู่แล้ว นับประสาอะไรที่ภาพเหตุการณ์นี้เหมือนกับวันนั้นไม่มีผิด
วันนั้นมันสวมชุดคลุมสีแดงเข้ม ผมนุ่มสลวยปล่อยยาวปรกบ่า สามจิตเจ็ดิญญาสลายไปแล้ว อาศัยเพียงมุกดำรงชีพภายในกายเม็ดนั้นจึงฝืนรักษาลมหายใจเอาไว้ได้ หนานิจวินโอบกอดมัน ดื้อดึงถ่ายทอดพลังิญญาของตนไปให้ แต่พลังิญญานั่นเข้าไปในร่างกายของมันไม่ได้สักนิด ล้วนกลายเป็แสงระยิบระยับเวียนวนอยู่บนศีรษะ ส่องสว่างดวงหน้าไร้สีโลหิตของมัน
มันมองหนานิจวินผ่านแสง ส่งยิ้มให้อย่างโง่งม ‘ครั้งนี้ต้องตายจริงๆ แล้ว ไม่อาจเข้าสังสารวัฏได้อีก ไม่มีทางได้พบท่านอีกแล้ว...’
หนานิจวินไม่เอ่ยคำ ถึงขั้นไม่อยากมองมัน...หางตาของมันค่อยๆ ปรากฏขนนกสีดำออกมา ผมก็เปลี่ยนเป็สีเหลืองทีละนิด...มันใกล้คืนร่างเดิมแล้ว หลังคืนร่างเดิมก็จะเป็เถ้าธุลีลอยหายไป
พัวพันมาหลายร้อยปี ตลอดมาหนานิจวินล้วนมองการเวียนว่ายตายเกิดอย่างสงบ ส่วนมันร้องไห้ฟูมฟายบ่นว่าไม่อยากตาย แต่ครั้งนี้กลับจะตายจริงๆ แล้ว ไม่อาจกลับมาได้อีก ทว่ามันกลับสงบอย่างยิ่ง ซ้ำยังยิ้มและถามอีกว่า ‘เสิ่นอี้ชิง ท่านจะคิดถึงข้าหรือไม่’
หนานิจวินไม่ตอบ
หากเ้าไปแล้ว จะคิดถึงหรือไม่คิดถึงนั้นต่างกันอย่างไร
“อุ...แว้!” เสียงเด็กร้องไห้ดังออกมาจากในห้อง ทลายภาพคลุมเครือเบื้องหน้าจนแหลกกระจาย หนานิจวินดึงสติกลับมาทันควัน ความยินดีที่ ‘ช่วยชีวิตคนได้แล้ว’ ยังไม่ทันแล่นขึ้นมาสู่กลางใจ เขาก็รู้สึกเจ็บแน่นหน้าอก ไอเบาๆ คราหนึ่งก็รับรู้รสคาวเืเต็มปาก
ดีที่ได้ยินเสียงร้องไห้ ชายเ้าของบ้านก็รีบโผเข้ามารับเด็กไว้ ไม่เช่นนั้นหนานิจวินอาจอุ้มเขาไม่อยู่
ปลอดภัยทั้งบุตรและมารดา ทุกคนทั้งในบ้านนอกบ้านต่างผุดรอยยิ้มออกมา หันไปแสดงความยินดีกับชายหญิงเ้าของบ้านอย่างดีใจชื่นมื่น หนานิจวินถอยหลังหนึ่งก้าว เอนตัวพิงกำแพงแล้วกลืนโลหิตสดเต็มปากลงไป
“ท่านเซียน” ชายเ้าของบ้านอุ้มเด็กมาจ่อตรงหน้าหนานิจวินอีกครั้ง “ดีที่ได้ท่านเซียนช่วยชีวิตทารกน้อยจึงคลอดอย่างราบรื่น หากท่านเซียนไม่รังเกียจ ได้โปรดตั้งชื่อให้เด็กน้อยคนนี้ด้วยเถิด”
หนานิจวินตั้งสติ ทอดมองทารกน้อยที่ร้องไห้ไม่หยุดคนนั้น มองอยู่สักพักกว่าจะเอ่ยปากกล่าว “เขาชื่อเหลียนเชวี่ย”
“เหลียนเชวี่ยหรือ” ชายเ้าของบ้านทวนชื่อของเด็กน้อยซ้ำอีกครั้ง แม้จะไม่เข้าใจว่าความหมายคืออะไรแต่ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใส หลังจากกล่าวขอบคุณก็หันไปอวดชื่อที่ท่านเซียนตั้งให้กับคนอื่นๆ ในลานเรือน
หนานิจวินไม่ได้มัวโอ้เอ้อยู่ในบ้านชาวนาอีก เขาไปจากหมู่บ้านก่อนที่ชาวบ้านจะพบความผิดสังเกต แต่พลังกายของเขาไม่อาจขี่กระบี่ เดินได้ครึ่งทางก็เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า จึงได้แต่นั่งพักปรับลมปราณในป่า
เด็กรับใช้ที่จวนเป็คนไม่คิดมาก หนานิจวินกลับช้าวันสองวันเขาคงไม่มีทางใส่ใจ แต่คราวนี้นั่งสมาธิยังไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็ได้ยินเสียงร้องเรียกกระปอดกระแปดของเด็กรับใช้ “ข้ามองเห็นแล้ว! ท่านจอมเซียนของข้าอยู่บนต้นไม้ต้นนั้น!”
เด็กรับใช้ร้องเสียงดังขนาดนั้นหนานิจวินย่อมได้ยินอยู่แล้ว เขาเงยหน้ามอง เห็นเพียงเด็กรับใช้เกาะกระบี่ของตงไห่จวินเข้ามา