ราชาแห่งศาสตร์เวท [นิยายแปล]

    บทที่ 47 ธูปหนึ่งก้านคารวะเทพที่ด่านซานไห่ (2)

             

            ผมจำได้ว่าในข่าวนั้นมีตอนหนึ่งกล่าวว่า“หลักการของอุปกรณ์นี้คือการใช้แก้วปริซึมแยกดวงวิญญาณ จุดมุ่งหมายเพื่อพิสูจน์ว่าคนที่สมบูรณ์คนหนึ่งประกอบจากวิญญาณและร่างกายในห้องกระจกนั้นวิญญาณและเลือดเนื้อจะแยกออกจากกันด้วยวิธีที่ใช้ภาษามนุษย์อธิบายยากจากคนคนหนึ่งกลายเป็นด้านตัดแนวขวาง ด้านตัดแนวดิ่งที่แตกต่างกันหลายส่วนหรือกระทั่งสร้างสำเนาขึ้น นักวิทยาศาสตร์ทำการวิจัย “คน” ที่ถูกแยกส่วนแล้วแต่ละคนสุดท้ายได้ข้อมูลหนาหลายหมื่นหน้าวิธีการดังกล่าวเป็นการใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแยกส่วนมนุษย์ในระดับลึกที่สุดในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนและจะไม่มีอีกระดับลึกของการสำรวจสามารถไปถึงส่วนปลายของวิญญาณ เหนือกว่าความรับรู้ของคนทรงเจ้านักค้นคว้าเรื่องเหนือธรรมชาติ นักจิตวิทยา และนักวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีจะใช้ห้องกระจกนี้ขยายสิ่งที่มีสีสันประหลาดเพิ่มขึ้นทำให้มองเห็นพลังเหนือธรรมชาติใดๆ ของมนุษย์อย่างเป็นรูปเป็นร่าง

            ขณะนี้ผมกับถังหว่านรับรู้ว่าในร่างป้ากวนซ่อนวิญญาณหนึ่งดวงหรือมากกว่าไว้ถ้าสามารถส่งป้ากวนเข้าไปในห้องกระจกซึ่งเป็นโครงสร้างทางฟิสิกส์ที่เป็นเหมือนเครื่องสำรวจวิญญาณต้องช่วยเราหาวิญญาณเหล่านั้นได้แน่ รวมทั้งเข้าใจความลับที่ซ่อนอยู่ในวิญญาณแต่ละดวง

             

            สำหรับหมอเทวดาอย่างโพธิสัตว์ผีนั้น การมีร่างที่เหมาะกับการค้นคว้าถูกส่งมาถึงหน้าประตูย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดี

            สีหน้าโพธิสัตว์ผีแสดงอาการอยากลองออกมาแต่ยังคงพูดอย่างมีสติ ไม่รับประกันส่งเดช “เอาเถอะ ฉันจะลองดูแต่ขั้นตอนการขอใช้ห้องกระจกนั้นซับซ้อนเป็นพิเศษ อย่างน้อยต้องมีลายเซ็นอนุญาตจากผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องสิบสองคนฉันทำได้แค่ทำการทดสอบระดับเล็กๆ ในขอบเขตอำนาจ แต่ไม่รับประกันว่าจะสำเร็จนะ”

            ถังหว่านพยักหน้าทันที “แน่นอนขอเพียงคุณยอมรับไว้ ฉันกับเทียนสือจะรอฟังข่าวดี แต่คุณจะพาแกไปได้ยังไงต้องให้เราช่วยไหมคะ”

             โพธิสัตว์ผีสั่นหัว“ไม่ต้องหรอก ฉันมีผู้ช่วยหลายคนช่วยทำได้ พวกเธอไปก่อนเถอะ”

            ผมเฝ้าสังเกตโพธิสัตว์ผีดูจากท่าทางเขาพอจะมองออกว่าเขาสนใจป้ากวนมาก ขณะนี้ในใจเขาเต็มไปด้วยข้อกังขาอยากรีบพาแกไปค้นคว้าอย่างละเอียด

            ห้องกระจกเป็นอาณาเขตของนักวิทยาศาสตร์ระดับสูงอย่างโพธิสัตว์ผียังเป็นเครื่องมือลับเฉพาะที่ยอดคนอัจฉริยะประเภทนี้อาศัยกำลังของประเทศสร้างขึ้นเป็นการสร้างช่องทางระดับสูงเพื่อเข้าสู่ปริมณฑลนี้ไม่ใช่ความสามารถส่วนตัวของผมหรือถังหว่านจะทำได้

            ถ้าต้องการค้นคว้าป้ากวนก็ต้องอาศัยโพธิสัตว์ผี

            “ถ้าอย่างนี้ต้องขอขอบคุณนะคะ”ถังหว่านค้อมคำนับโพธิสัตว์ผี

            ผมมองดูป้ากวนอีกครั้งข่มความเศร้าของตัวเอง แล้วประสานมือคารวะโพธิสัตว์ผี “ขอบคุณที่ผู้อาวุโสชี้แนะ”

            โพธิสัตว์ผีสั่นหัวสองมือเกาะที่ขอบลิ้นชักที่ป้ากวนนอนอยู่ เห็นชัดว่าในสายตาเขาไม่มีผมและถังหว่านแล้วมีเพียงเป้าการค้นคว้าที่นอนอยู่

            ถังหว่านขยิบตาให้ผมจากนั้นเราสองคนจึงบอกลา แล้วกลับออกมาทางเดิม

             

            หลังจากที่ออกจากห้องนั้นแล้วถังหว่านคอยมองขึ้นข้างบน

            “มองอะไรหรือ มองหากล้องวงจรปิดใช่ไหม”ผมถาม

            ที่จริงเราน่าจะนึกออก ก่อนหน้านี้ที่ชายคนนั้นกล้ารับเงินพาเราเข้ามาต้องเลือกทางเล็กที่ไม่มีกล้องวงจรปิดแน่ๆ

            ถังหว่านพยักหน้า “ใช่ค่ะฉันกำลังมองหากล้อง คุณว่าในเมื่อคนสกุลหันไม่มีกล้องวงจรปิดให้ใช้แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเราสองคนกำลังตกที่นั่งลำบากเพราะแผนของซังชิงหง”

            ตำแหน่งของเราสองคนอยู่ในโถงทางเดินที่สองข้างติดกระเบื้องสีขาวผนังทั้งสี่ด้านและเพดานว่างเปล่า ไม่ติดกล้องวงจรปิดดังนั้นคุยกันที่นี่น่าจะปลอดภัย

            “มีไส้ศึกหรือ” ผมย้อนถาม

            คนมาที่ฌาปนสถานน้อยมาก ถ้าในนั้นมีไส้ศึกก็ไม่อาจหาตัวได้

            จากนั้นผมจึงเอ่ยถึงเรื่องอื่น “ทำนองเดียวกันในสภาพที่ไม่มีกล้องวงจรปิด คนของเยียนเกอสิงปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันใช้วิธีรุนแรงด้วยการรื้อบ้าน ช่วยให้ผมหลุดออกมาจากภาพมายาที่ซับซ้อนทำให้ผมหลุดจากกับดักครั้งแรกของซังชิงหง นี่ไม่น่าจะเป็นความบังเอิญ แต่แสดงว่าเยียนเกอสิงคอยติดตามความเคลื่อนไหวของเราตลอดเวลาจึงปรากฏตัวได้ทันเวลาในช่วงวิกฤติ”

            แม้คนรุ่นก่อนจะกล่าวว่าถ้าไม่บังเอิญย่อมไม่มีเรื่องเกิดขึ้นก็ตามแต่ในโลกนี้ความบังเอิญมากมายล้วนเป็นสิ่งที่คนทำขึ้นถ้าหากคนที่บงการอยู่เบื้องหลังเป็นเยียนเกอสิง เราก็ยังพอพักหายใจได้จะอย่างไรเรื่องที่เขาทำนับตั้งแต่มาถึงจี่หนานนั้นล้วนช่วยเหลือผม

            “ใช่” ถังหว่านเห็นด้วยกับผม “เวลานี้คุณน่าจะเป็นศูนย์รวมความสนใจของอิทธิพลสายต่างๆเพราะคุณเป็นเบาะแสเดียวสำหรับการตามหากระจกวารีโหรเทพ พอจะมองออกว่าขณะที่เราสองคนคุยกันอยู่ที่นี่ไม่รู้ว่าข้างนอกมีคนมากมายแค่ไหนคอยเงี่ยหูฟังอยู่ อยากรู้เนื้อหาที่เราคุยกัน”

            ผมหันไปมองมีประตูหลายบานกั้นระหว่างเรากับโพธิสัตว์ผี ต่อให้พูดอย่างไรเขาก็ไม่ได้ยิน

            “ที่คุณเชิญโพธิสัตว์ผีมาเป็นวิธีที่ดีเยี่ยมเมื่ออยู่ในห้องกระจก วิญญาณในตัวป้ากวนไม่อาจซ่อนเร้นได้ โดยเฉพาะซังชิงหงมีวิญญาณอย่างนี้คอยกวนใจเรา เป็นเรื่องที่ไม่สนุกเลย” ผมพูด

            มีรอยยิ้มเจื่อนๆ ที่มุมปากถังหว่าน “ใช่ค่ะฉันเองก็จนปัญญา จึงถูกบีบให้ใช้วิธีนี้ ไม่งั้นถ้าร่างนั้นถูกเผาร่างที่ซังชิงหงอาศัยเป็นเปลือกนอกจะกลายเป็นขี้เถ้าและควันเรื่องราวในยุคใกล้ที่อยู่ในความจำเธอจะพลอยสูญหายไปด้วยถ้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาไม่ชัดเจน สิ่งที่เราอยากทำวันนี้จะยิ่งสับสนมีแต่ต้องเข้าใจประวัติศาสตร์ ทำให้อดีตชัดเจนจึงจะมีประโยชน์ในการวางแผนขั้นต่อไปของเรา ก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้ปรึกษาคุณคุณคงไม่ตำหนิฉันนะ”

            ผมสั่นหัว “จะตำหนิได้หรือผมถูกงานพิธีศพทำให้หัวหมุน โชคดีที่มีคุณ จึงพอรับมือได้ ไม่ถึงกับล้มลง”

            ในสภาพเช่นนี้ผมจำเป็นต้องวางเรื่องป้ากวนไว้ก่อนไปจัดการทางด้านการเผาศพปู่

             

            เมื่อกลับมายังห้องโถงใหญ่ของฌาปนสถานเยียนเกอสิงไม่อยู่แล้ว ในห้องโถงมีเพียงรถเข็นที่ปู่นอนอยู่ ถังหว่านแปลกใจ“เยียนเกอสิงไม่อยู่ที่นี่หรือ”

            สีหน้าเธอดูตื่นเต้นขึ้นทันที มองดูรอบๆหาร่องรอยของเยียนเกอสิง

            ผมรู้ว่าเธอวิตกว่าเยียนเกอสิงที่ฉลาดมีฝีมือดีจะแอบติดตามแล้วทำลายแผนการที่โพธิสัตว์ผีจะเคลื่อนย้ายป้ากวนไป

            “ผมจะไปตามหาเขา รั้งเขาไว้” ผมพูด

            ถังหว่านพยักหน้า “ดีค่ะ ต้องช่วงชิงเวลาให้โพธิสัตว์ผี”

            ผมก้าวยาวๆ ออกไปข้างนอกเพิ่งผลักประตูกระจกก็มีคนชุดดำเดินตรงมา ร้องเรียกผม “คุณเซี่ยครับคุณเยียนเชิญคุณไปพบที่ห้องทำงานหมายเลขสองครับ”

            เขาหันหลังกลับ เดินนำทางผมไปตามโถงทางเดินยาว

            เดินไปร้อยกว่าก้าว เลี้ยวเจ็ดครั้งผมเห็นป้าย “ห้องสอง” แขวนบนประตูห้องทำงาน

            “คุณเซี่ย ที่นั่นครับ เชิญเลย”คนชุดดำบอกผมอย่างนอบน้อม

            ผมไม่ลังเล เดินไปเคาะประตูเบาๆ สองครั้ง จากนั้นหมุนมือจับประตูก้าวยาวๆ เข้าไป

             

            ห้องทำงานนี้เป็นห้องที่ผนังสามด้านตั้งตู้หนังสือแบบเก่าสูงจดเพดานในนี้ไม่ได้เก็บหนังสือ แต่เป็นสมุดบันทึกปกหนังจำนวนมาก

            ขณะนี้เยียนเกอสิงนั่งอยู่หน้าตู้หนังสือเท้าข้างหนึ่งวางลง อีกข้างหนึ่งไขว่ห้าง ก้มหน้าอ่านสมุดบันทึกเล่มหนึ่งดูภายนอกเหมือนท่าทางเขาสงบนิ่ง ไม่รีบร้อนแต่ผมสังเกตได้ว่าหลังจากเขาเจออุปสรรคหลายครั้ง สภาพจิตใจเปลี่ยนไป

            คนชุดดำปิดประตูจากด้านนอก ในห้องทำงานจึงเหลือเพียงผมกับเยียนเกอสิง

            เขาเงยหน้าขึ้นตามเสียงประตู ดวงตาเจิดจ้าดุจคบไฟมองมาที่ผม

            ผมรับสายตาเขาเพ่งมองใบหน้าเขาอย่างละเอียด รูปลักษณ์เขาเหมือนดาราหนัง จมูกโด่ง ปากสวยได้รูปคิ้วเข้ม ตาสองชั้น ขนตายาว ตาโต เขายังดูจัดเจนเยือกเย็นแบบนักธุรกิจระดับสูงทำตัวไม่โดดเด่น ยังมีแววตาที่เฉลียวฉลาดส่องประกายลึกล้ำราวกับทะเลกว้าง นิ่งเฉยไม่สะทกสะท้านเหมือนคนที่เก็บตัวเขายังมีรสนิยมในการแต่งตัวอย่างหรูหรามีระดับ มองแวบเดียวก็รู้ว่าผ่านการศึกษาอบรมมาดี

            ผู้ชายที่หน้าตาดีมีการอบรมและร่ำรวยแบบนี้ ไม่ว่าจะไปปรากฏตัวที่สถานที่ไหนในเมืองใดก็ตาม ย่อมทำตัวตามสบายวางตัวเหมาะสม สามารถดึงดูดเด็กสาวส่วนใหญ่ในที่นั้นได้

            ผมอยากมองทะลุใจเขา แต่ผมมองไม่ทะลุดูยังไงก็เหมือนมองดูหุ่นยนต์ที่ฝึกมาอย่างดี รู้ว่าเป็นอย่างนี้ แต่ไม่รู้สาเหตุว่าทำไมเป็นอย่างนี้

            “สภาพจิตใจดีขึ้นหรือยังล่ะ นั่งสิ”เขาชี้ไปที่โซฟาหน้าตู้หนังสือ

            ผมเดินไปเงียบๆ นั่งลงบนโซฟาเดี่ยวตัวหนึ่ง

            ตู้หนังสือสูงมากทำให้ผมรู้สึกถึงแรงกดดันที่หนักหน่วง ส่วนเยียนเกอสิงที่ยืนอย่างหยิ่งผยองท่าทางวางอำนาจ อยู่ในสภาพที่มองจากที่สูงลงมา

            ผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงถาม“เมื่อกี้คุณกับเสี่ยวถังไปไหนมา แม้จะเคลื่อนย้ายร่างผู้ตายมายังฌาปนสถานแล้วแต่ยังมีหลายคนที่ยกย่องนับถือผู้ตายต้องการมาส่งท่านผู้เฒ่าเซี่ยครั้งสุดท้าย เพราะฉะนั้นผมหวังว่าคุณจะอยู่ข้างตัวผมตลอดเวลาเลี่ยงไม่ให้หาคนไม่เจอ จะเสียมารยาทต่อคนที่มาคารวะศพ”

            ที่จริงผมมีเหตุผลนับร้อยที่จะโต้แย้งเขาแต่ขณะนี้ผมเพียงผงกหัวเล็กน้อย ไม่รีบร้อนพูดอะไร

            “คุณไปไหนมา” เขาปิดสมุดบันทึกจ้องผมอย่างบีบคั้น

            “ออกไปสูดอากาศข้างนอก อึดอัดมาก” ผมตอบ

            “ในใจคุณมีความลับอยู่งั้นหรือ” เขาถามอีก

            ผมสั่นหัว “ไม่มีอะไร คุณเยียนคิดมากไปแล้วสำหรับคนที่เข้าตาจนแล้ว รักษาศักดิ์ศรีของตัวเองยังไม่ได้ ยังจะมีความลับอะไรอีก”

            “ฮ่าๆ” เยียนเกอสิงหัวเราะเขาวางสมุดบันทึกคืนบนตู้หนังสือ แล้วเดินมานั่งลงตรงข้ามผม

            “คนสกุลหันไม่ได้ไปไหนไกล” เขาพูด“อยู่ในรถเบนซ์สีดำสองคันข้างนอก พวกนั้นสนใจคุณมาก บางทีพอเสร็จงานวันนี้พวกเขาคงมาพบคุณ คุณรู้ไหม ผมกับสกุลหันมีความเกี่ยวข้องกันบ้างผู้ใหญ่ของสองฝ่ายเป็นสหายเก่ากัน ถือว่าสองตระกูลผูกพันกันมานาน...”

            จนแล้วจนรอดเยียนเกอสิงยังไม่ได้คำตอบตรงๆจากผม ดังนั้นคำพูดที่เลื่อนลอยไร้พลังเหล่านี้จึงไม่ส่งผลใดๆ กับผม

            ผมรอจนเขาหยุดพูด แล้วจึงว่า “คุณเยียนครับผมไม่คุ้นกับสกุลหัน ไม่เคยติดต่อกันมาก่อน”

            “ฮ่าๆ” เยียนเกอสิงหัวเราะอีก แล้วเปลี่ยนเรื่องพูด“หลังจากจบเรื่องนี้แล้วมีแผนอะไร ไปหาอนาคตที่เมืองหลวงเป็นไง ที่นั่นฟ้าสูงทะเลกว้างมีโอกาสมากมาย”

            ผมก้มหน้าลง ทำท่าครุ่นคิดอย่างจริงจังในใจประเมินดูว่าทางโพธิสัตว์ผีจะจัดการเรื่องทางนั้นเสร็จหรือยัง

            “เสี่ยวเซี่ยคุณยังมีญาติพี่น้องอื่นในจี่หนานไหม” เยียนเกอสิงถามอีก

            ผมตระหนักได้ทันทีว่าทุกคำถามของเขาล้อมรอบความลับของสกุลเซี่ยซึ่งก็คือกระจกวารีโหรเทพถ้ามีญาติ ความสงสัยของเขาจะเปิดกว้างขึ้นต้องพิจารณาทุกคนที่เกี่ยวข้องกับกระจกวารีโหรเทพ

            ความจริงแล้วตั้งแต่ผมจำความได้ ตระกูลเซี่ยไม่มีญาติอื่นอีก

            ปกติที่เราไปมาหาสู่มีเพียงเพื่อนบ้านเก่าแก่บนถนนชวีสุ่ยถิงเท่านั้นพ้นจากถนนสายนี้ไปแล้วแม้แต่คนที่คุ้นเคยก็มีน้อยมาก

            “คุณเยียน ขอบอกตรงๆ ครับผมไม่รู้เรื่องกระจกวารีโหรเทพเลย ปู่ไม่เคยเอ่ยเรื่องนี้อีกอย่างคุณคงรู้แล้วว่าปู่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ พูดประโยคที่มีเหตุผลไม่ได้ด้วยซ้ำยิ่งไม่ต้องพูดถึงความลับสำคัญ คุณวางใจได้เลย ถ้าผมรู้ต้องบอกคุณแน่นอนถึงผมจะไม่ใช่คนในวงนักเลง แต่ก็รู้กฎเกณฑ์ในวงนักเลง ถ้ามีความลับซ่อนอยู่ในใจอาจมีภัยถึงตายได้ ผมแค่อยากอยู่เงียบๆ ใช้ชีวิตอย่างสงบ เป็นคนธรรมดาก็พอ”ผมเงยหน้าขึ้นมองเยียนเกอสิง พูดอย่างขึงขัง

            คำพูดผมกึ่งจริงกึ่งเท็จเพราะเป้าหมายในชีวิตผมคือการแก้แค้นให้พี่ใหญ่ คิดถึงอนาคตของตัวเองน้อยมาก

            จี่หนานเป็นสถานที่ที่ดีการเป็นคนดีที่ใช้ชีวิตธรรมดาอย่างสงบสุขในสถานที่ที่ดีอย่างนี้ก็เป็นเรื่องที่สวยงาม

            “สกุลหันไม่ปล่อยให้คุณเป็นคนธรรมดาหรอก...”เยียนเกอสิงจ้องมองผมอีกครั้ง พูดเน้นทีละคำ

            ผมยิ้มแหยๆ “ขอเป็นคนธรรมดาสามัญไม่ได้หรือหรือพวกเขาจะบีบให้ผมตายให้ได้”

            เยียนเกอสิงผงกหัวต่ำๆ “ถูกแล้วถ้าคุณตกไปอยู่ในเงื้อมมือพวกนั้น เกรงว่าจะมีผลลัพธ์เดียวเท่านั้น”

             

    คล้ายกับเรื่องราชาแห่งศาสตร์เวท [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน