บนตลิ่งชันริมฝั่งน้ำนั้นไม่ได้มีทางรอดดังที่คิด เ้าชีวิตร่างั์อย่างเ้าพรหมเสก ออกคำสั่งให้เหล่าทหารกล้าที่คอยท่าซุ่มดักรออยู่ในแนวป่า พากันพุ่งตัวออกมาจากที่กำบัง ในมือของพวกมันมีอาวุธคมกล้า ที่พร้อมเข้าปลิดชีพข้าศึกเดนตายให้กลับคือสู่ภพภูมิอย่างไร้ซึ่งความปราณี
ข้าศึกหลายคนไร้ทางสู้ จนต้องยอมถอยร่นกลับลงสู่สายน้ำ ทว่าเบื้องล่างนั้นไม่ได้มีสายน้ำฉ่ำเย็นให้ดับทุกข์ชุ่มใจ มีแต่กองไฟจากยางไม้ ที่ยังคงลอยเดือดพล่านรอคอยพวกมัน หลายคนตัดสินใจจมดิ่งลงสู่ก้นน้ำของ เพื่อหนีความร้อนที่แผดเผา ยอมพลีกายเป็เครื่องสังเวยแก่พญานาคินทร์ ตามคำบวงสรวงกล่าวถวายของเ้าอุปราชขุนคำหลวง ที่ลั่นวาจาไว้เมื่อยามเช้า
พลบค่ำแล้ว ฟ้าแดงด้วยแสงตะวันลาลับ แต่ผิวน้ำกลับสว่างไสวด้วยเพลิงผลาญศัตรู เสียงร้องชวนเวทนาสิ้นสุดลงไปนานแล้ว ของแห้งบรรจุกระสอบผ้าที่ไม่ถูกไฟเผาไหม้ ลอยออกจากลำเรือเข้าหาฝั่ง แลถูกริบโดยผู้มีชัย
เ้ามหาอุปราชขุนคำหลวง ยืนทอดพระเนตรภาพความวินาศสันตะโรนั้นจากบนเนินเขา แสงไฟลุกโชนสะท้อนในดวงตาของพระองค์ที่เ็า สายน้ำของอาจขุ่นมัวด้วยโคลนตะกอนดิน แต่บัดนี้กลับเป็สีคล้ำกว่า ด้วยผสมเืข้าศึกศัตรู ทุกอย่างเป็ไปตามกลอุบาย...ชัยชนะอีกก้าวเริ่มขึ้นแล้ว
ท่ามกลางควันไฟที่ตลบอบอวลแลกลิ่นคาวเืกับเนื้อย่างสด คละคลุ้งไปตามแรงลม ทหารข้าศึกผู้หนึ่งในชุดเกราะมันวาว ซึ่งบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยเขม่าดำ กำลังพยายามตะเกียกตะกายพาร่างเหนื่อยอ่อนของตน ขึ้นมาบนหาดทรายริมฝั่งของ เขาคือขุนพลหานซิง แม่ทัพแนวหน้าผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยโอหังประกาศกล่าวว่าจะสยบพญาแถนด้วยคมดาบแห่งตน
แต่เบื้องหน้าของมันในยามนี้ ไม่ใช่ทางรอด...หากแต่เป็พญามัจจุราชในร่างมนุษย์
เ้าพรหมเสกไสช้างศึกนามว่าพลายชัยศึก เข้ามาหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้ามัน รัศมีอำนาจของเ้าชีวิตผู้นี้สะกดให้บรรยากาศรอบข้างเงียบงันชวนอึดอัดลงชั่วขณะ เสียงฝีเท้าข้าศึกที่หนีตายเริ่มถูกกลบด้วยเสียงลมหายใจฟืดฟาดของช้างศึก พวกมันไม่กล้าขยับเคลื่อนกาย ด้วยเ้าตัวใหญ่งวงหนา กำลังยืนจ้องหน้ามองอยู่ เท้าของสัตว์ใหญ่หนักหนา เพียงมันเหยียบยืนก็จมลงดิน เสียงหายใจของมันน่ากลัวด้วยไม่อาจเดาใจออก
มันย่อตัวให้เ้าพรหมเสกจับใบหู แล้วโหนตัวะโลงมาจากคออย่างคล่องตัว เ้าพรหมเสกเท้าเปล่า ลงมาหยัดยืนบนผืนทราย มือหนาทั้งสองกระชับดาบเอาไว้มั่น ดาบเล่มหนึ่งเปื้อนโชกไปด้วยเืศัตรูที่หนีตายขึ้นฝั่งมาก่อนหน้านี้ อีกเล่มสะท้อนแสงไฟจากลำน้ำจนเกิดแสงสะท้อน บุรุษร่างใหญ่นุ่งผ้าเกงหม่ำสีดำยกลายทอง โพกผ้าเคียนหัวสีเดียวกันทัดพวงดอกพยอมเหนือใบหู มวยผมปักปิ่นทอง เผยรอยสักตามเนื้อตัวแลท่อนขา เฉกเช่นชาวสุวรรณโคมคมนิยมกัน ผิวกายขาวผ่อง รูปปากแม้อ่อนโยนแต่สายตากลับดุดัน มิสวมเกราะออกรบ ราวคนหนังเหนียวไม่กลัวเกรงของมีคม
"เ้าคงเป็คนสั่งการให้เผาเรือข้า..." ขุนพลหานซิงพยายามยันกายนั่งลงริมหาด เค้นเสียงลอดไรฟัน มือสั่นเทาชักกระบี่คู่กายออกจากฝัก "คนขี้ขลาดย่อมใช้กลอุบายใต้น้ำ…"
เ้าพรหมเสกไม่ตอบคำถามนั้น ด้วยฟังสำเนียงมันผู้นี้ออกบ้างไม่ออกบ้าง พระองค์พลางแสยะยิ้มน่าหวาดหวั่น ดอกพยอมที่ทัดหูอยู่นั้น ยังไม่ทันได้ร่วงหล่น ในตอนที่ชายหนุ่มเริ่มเคลื่อนตัว
“เคร้ง!”
เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้องจนนกป่าแตกรัง ขุนพลหานซิงแทงกระบี่เข้ามาด้วยความเร็วประดุจงูฉก ทว่าเ้าพรหมเสกกลับใช้ดาบเล่มซ้ายเบี่ยงวิถี และใช้ดาบเล่มขวาฟันสวนเข้าที่หัวไหล่ ข้าศึกเบี่ยงตัวหลบได้อย่างหวุดหวิด ทิ้งรอยแผลเป็ทางยาวไว้บนชุดเกราะที่ปริอ้า
กระบวนท่าพญานาคสะบัดหาง เ้าพรหมเสกหมุนตัวควงดาบคู่เป็กงจักร ทุกลีลาหนักแน่นแต่อ่อนช้อย ราวกับบุรุษรูปงามที่กำลังร่ายรำอยู่กลางสมรภูมิ
หานซิงเริ่มตระหนักว่าเขาไม่ได้กำลังสู้อยู่กับมนุษย์ แต่กำลังสู้กับจิติญญาแห่งขุนเขาและป่าไพร ทุกครั้งที่คมดาบปะทะกัน ข้อมือของเขาแทบจะแตกสลายด้วยแรงมหาศาล เป็ขุนพลมาค่อนชีวิต ฝึกหนักมาก็นับไม่ถ้วน แต่กลับคนผู้นี้ ทำไมเขาถึงกลับรู้สึกไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะต่อกร
ขุนพลแห่งหนานเยว่ ดีดตัวถอยร่นจนหลังชนเข้ากับโขดหินใหญ่ แล้วตัดสินใจทุ่มกำลังเฮือกสุดท้าย พุ่งเข้าใส่ศัตรูไร้เกราะที่อยู่ตรงหน้า หวังจะใช้ความเร็วปลิดชีพเ้าพรหมเสก ขุนพลหานซิงเลือกที่จะโยกหลอกล่อ แล้วใช่กระบี่ปลิดชีพบุรุษไร้เกราะ แต่เ้าพรหมเสกกลับมองเห็นช่องว่าง ทรงเลือกใช้ด้ามดาบกระแทกเข้าที่ยอดอก จนหานซิงหงายหลังลงไปกองกับพื้นทราย
เ้าพรหมเสกย่างสามขุมเข้าไปหา ปลายดาบชี้ไปที่คอหอยของเหยื่อ ที่กำลังสั่นสะท้านด้วยความเหนื่อยล้า
"ในน้ำคือที่ตายของสหายมึง บนฝั่งคือที่ตายของมึง...จงไปรายงานพญาแถนเถิดว่า แผ่นดินนี้กูเป็เ้าของ หาใช่ที่ที่พวกมึงจะคิดรุกรานไม่"
คมดาบน้ำดีตวัดผ่านอากาศอย่างเงียบเชียบ หัวของแม่ทัพข้าศึกหลุดกระเด็นลงไปในสายน้ำของที่กำลังเดือดพล่านด้วยไฟย่างไม้ เป็อันจบสิ้นผู้รุกราน ณ โค้งน้ำหัก
เ้ามหาอุปราชขุนคำหลวงที่เฝ้ามองดูอยู่บนเนินเขา ทรงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องแห่งชัยชนะที่ดังกึกก้องไปทั่วคุ้งน้ำ ทันทีที่เ้าพรหมเสกยกดาบคู่ขึ้นประกาศชัย
กลิ่นคาวเืและเขม่าควันไฟบนลำน้ำของจางหายไปแล้ว ยามนี้ถูกแทนที่ด้วยสายหมอกขาวยามเช้าที่เข้ามาปกคลุมยอดไม้ในอีกสามวันต่อจากนั้น ความตายยังคงวนเวียนอยู่รอบค่ายข้าศึก ที่ตั้งอยู่บนที่ราบเชิงเขา
สามวันที่ผ่านมา เ้ามหาอุปราชขุนคำหลวง ทรงใช้กลอุบายตัดรากถอนโคน สั่งการให้ทหารพรานซุ่มโจมตีกองลำเลียงเสบียงทุกเส้นทาง ตัดขาดข้าศึกที่เหลือรอดออกจากอาหาร การรบต่อจากนี้ ความน่ากลัวไม่ใช่แค่การเผชิญหน้ากับศัตรู แต่คือการเผชิญหน้ากับความอดยากหิวโหย
ม้าศึกซูบผอมลงจนเริ่มเห็นซี่โครง ทหารก่อนหน้านี้ที่เคยฮึกเหิม บัดนี้ดวงตาเริ่มพร่าเลือน เริ่มล้มม้าศึกที่อ่อนแอเอามาเป็อาหารเพื่อประทังชีวิต อาหารภายในค่ายเริ่มแบ่งแจกจ่ายไม่ทั่วถึง จนหลายครั้งถึงขั้นลงมือแย่งชิงอาหารกันเองชวนให้เวทนา ขวัญกำลังใจแตกสลายราวกับแก้วที่ตกกระทบหิน เมื่อแม่ทัพใหญ่ถูกสังหารและทางถอยถูกปิดตาย พวกเขาจึงเป็เพียงเหยื่อที่รอการถูกเชือด แล้วทิ้งศพไว้ในเขตแดนศัตรู
เ้าศรีศักดิ์ยังคงต้องนอนนิ่ง พิษไข้ยังโทรมกายไม่บรรเทา กายขยับได้เพียงน้อยด้วยแผลใหญ่ที่สีข้างไม่อาจต่อติดได้โดยง่ายดาย เ้าชายาเอื้อเองก็ทรุดโทรมลงไปมาก นางอดนอนอดกิน เฝ้าดูแลแต่ผัวรัก จนพาลจะป่วยไข้ตามกันไป
“เ้าเอื้อน้องยา อย่าปล่อยตนให้ทรุดโทรมเลยหนา เ้ายังมีลูกน้อยต้องดูแล หาใช้มีเพียงเ้าศรีศักดิ์ไม่ นึกถึงลูกบ้างหนาเ้า เด็กน้อยทั้งสาม ล้วนขาดใครมิได้ทั้งสิ้น”
เ้าขุนคำหลวง เข้ามาเยี่ยมสหายรักอีกครา ก่อนจะออกทำศึกใหญ่ในวันพรุ่ง เห็นสองผัวเมียแล้ว ก็ให้ชวนรู้สึกเวทนาในร่างสังขาร
“ข้าเ้ากินไม่ลงดอก พี่ท่านไข้ซมไม่บรรเทา แผลนั่นขยับเพียงนิดก็เืไหล ทุกครั้งที่ท่านหมอมาเปิดแผลใส่ยา กลิ่นเหม็นยังคงอยู่ ข้ากลัวนัก แม้รู้ว่าคนเรานั้นล้วนหนีความตายไม่พ้นตามคำพุทธองค์ทรงตรัสไว้ แต่ไม่เกิดกับผัวข้ามิได้ฤา ข้าเ้าใคร่อยากให้พระองค์ มีชีวิตอยู่กับข้าเ้าให้นานกว่านี้ ข้าเ้าใคร่ขอวิงวอนต่อฟ้าแดนแถน ให้ชะลอล่าถอย เอาดวงิญญาผัวข้าไปช้าสักหน่อย อย่างน้อยให้ลูกคนใหญ่ได้บวชแทนคุณบิดาก่อนก็ยังดี” นางพูดจบน้ำตาก็หยดลงอาบแก้ม
อีบุ๊ค
เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh
เล่ม 2 https://shorturl.asia/BxnNW