ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 5 บทที่ 137 เคล็ดเพ่งนิมิตเจตจำนง

            เคล็ดวิชาลับพลังจิตนี่มันดีจริงๆยังไงก็ต้องเรียนให้ได้                   

            ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นแค่อานุภาพของ ‘เข็มผลาญวิญญาณ’ ที่ใช้ต่อสู้ข้ามระดับได้ก็ทำเอาไป๋ฉางเซิงน้ำลายสอแล้ว

            ถ้าฝึกเข็มผลาญวิญญาณสำเร็จภายใต้ระดับโหวแห่งยุทธ์ ไป๋ฉางเซิงก็ไม่กลัวการดวลตัวต่อตัวกับใครหน้าไหนทั้งนั้น

            แต่เมื่อเจียงจืออวี๋ได้ยินแบบนั้นเธอกลับส่ายหน้า

            “เคล็ดวิชาลับสายโจมตียากเกินไปแถมพลังจิตของนายยังไม่พอที่จะใช้เข็มผลาญวิญญาณด้วย”

            “ถ้าฝืนเรียนและฝืนใช้ มันอาจจะย้อนกลับมาทำร้ายจิตวิญญาณของตัวเองได้”

            “สิ่งที่ฉันจะสอนนาย คือเคล็ดวิชาลับพลังจิตสายป้องกัน”

            เคล็ดวิชาลับสายป้องกันเหรอ?

            แม้เคล็ดวิชาลับสายป้องกันจะไม่ดุดันเรียบง่ายเหมือนเข็มผลาญวิญญาณแต่ไป๋ฉางเซิงก็ไม่เกี่ยง มีให้เรียนก็ถือเป็นเรื่องดีแถมเคล็ดวิชาประเภทนี้ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องเรียนรู้อยู่ดี เรียนรู้ไว้แต่เนิ่นๆก็ถือเป็นหลักประกันอีกชั้นหนึ่ง

            “ทำใจให้สงบ รักษาสมาธิ ฉันจะคอยนำทางพลังจิตให้นายเองคอยรับรู้และทำความเข้าใจให้ดี”

            สิ้นเสียงของเจียงจืออวี๋ไป๋ฉางเซิงก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างมาสัมผัสกับพลังจิตของเขา

            ในสภาวะที่หลับตาและปิดกั้นการรับรู้ส่วนใหญ่ความรู้สึกนี้กลับเด่นชัดมาก

            คล้ายกับการจับมือกันแต่ให้ความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนกว่านั้นมาก

            ไป๋ฉางเซิงสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าปริมาณพลังจิตของเจียงจืออวี๋แทบจะไม่ต่างจากเขาแต่ความแข็งแกร่งกลับเหนือชั้นกว่าเขาไม่รู้เท่าไหร่

            ถ้าเปรียบพลังจิตของไป๋ฉางเซิงเป็นเชือกป่านพลังจิตของเจียงจืออวี๋ก็คงเป็นลวดสลิง!

            เห็นได้ชัดว่าแม้จะเป็นพลังจิตโหวแห่งยุทธ์เหมือนกันแต่คุณภาพพลังจิตของทั้งสองฝ่ายยังมีความแตกต่างกันอยู่

            “แก่นแท้ของเคล็ดวิชาลับสายป้องกันคือการขัดเกลาพลังจิตเพื่อให้มันเหนียวแน่นและแข็งแกร่งขึ้น”

            “เมื่อฝึกฝนถึงระดับสูง พลังจิตของนายจะสละบางส่วนออกมาโดยอัตโนมัติเพื่อสร้างเป็น ‘เปลือกนอก’ ที่แข็งแกร่งเอาไว้ปกป้องภายใน”

            “ฟังดูอาจจะแปลกๆ ไปหน่อย แต่พอนายได้สัมผัสด้วยตัวเองก็จะรู้สึกได้อย่างชัดเจน”

            “ต่อไป ฉันจะนำทางพลังจิตของนายเข้าสู่ห้วงวิญญาณของฉัน อย่าต้านล่ะ”

            แรงดึงเบาๆส่งผ่านมา ไป๋ฉางเซิงเผลอสะดุ้งตามสัญชาตญาณ จนสลัดหลุดจากพลังจิตของเจียงจืออวี๋

            “ผ่อนคลายเข้าไว้ อย่าฝืนต้าน”

            เสียงของเจียงจืออวี๋ดังขึ้นอีกครั้งพลังจิตสัมผัสกันอีกรอบ แต่คราวนี้เจียงจืออวี๋จับไว้แน่นขึ้น

            หลังจากนำทางเพียงชั่วครู่ไป๋ฉางเซิงรู้สึกว่าพลังจิตหลุดออกจากร่าง และหลังจากผ่านความรู้สึกอันลึกล้ำเขาก็เข้ามาสู่พื้นที่ลี้ลับแห่งหนึ่ง

            แต่ในพริบตาที่เข้ามาความรู้สึกร้อนลวกและแผดเผาก็พุ่งเข้าจู่โจมทันที

            เหมือนกับจู่ๆก็ถูกจับโยนเข้าไปในเตาหลอม ไป๋ฉางเซิงร้องโอดครวญร่างกายหดตัวเข้าหากันตามสัญชาตญาณ

            โชคดีที่ความรู้สึกนั้นอยู่แค่ชั่วพริบตาก่อนจะมีร่างหนึ่งเคลื่อนเข้ามาบดบังกระแสความร้อนอยู่เหนือหัวเขา

            “วิธีฝึกพลังจิตมีอยู่หลายวิธี ในยุคโบราณผู้ฝึกตนจะปล่อยพลังจิตออกนอกร่างกายเพื่อรับการแผดเผาจากดวงอาทิตย์ในตอนกลางวันและรับการหล่อเลี้ยงจากแสงจันทร์ในตอนกลางคืน”

            “แต่วิธีนั้นก้าวหน้าช้าเกินไป แถมประสิทธิภาพก็ต่ำ”

            “โดยเฉพาะกับคนที่มีพลังจิตแข็งแกร่ง วิธีพวกนั้นแทบจะไม่ได้ผลเลยด้วยซ้ำ”

            “ต่อมาในยุคบรรพกาล ก็มีคนค้นพบ ‘เคล็ดเพ่งนิมิตเจตจำนง’”

            “นั่นคือการจำลองเจตจำนงของสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติมาจารึกไว้ในห้วงวิญญาณของตัวเองซึ่งก็คือที่สถิตของพลังจิต เพื่อให้พลังจิตได้รับการขัดเกลาอยู่ตลอดเวลา”

            “ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ พลังจิตก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น”

            “แต่เคล็ดเพ่งนิมิตเจตจำนงเองก็มีการแบ่งระดับและประเภทเหมือนกัน”

            “อย่างเคล็ดเพ่งนิมิตมหานที จะค่อนข้างนุ่มนวลใช้เพียงกระแสน้ำคอยชะล้างพลังจิตอยู่ตลอดเวลาเหมาะกับหน้าใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับโหวแห่งยุทธ์อย่างนาย”

            “แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ค่อนข้างอ่อนเหมือนกัน”

            “ระดับที่สูงขึ้นไปอีกระดับ คือเคล็ดเพ่งนิมิตสุริยันจันทราดาราซึ่งต่อให้เป็นพลังระดับจักรพรรดิยุทธ์ ก็ยังคงได้ผลเสมอ”

            ในเมื่อเจียงจืออวี๋บอกว่าได้ผลก็ต้องได้ผลแน่นอน ก็ช่วยไม่ได้นี่นา ชาติก่อนเธอเป็นถึงตัวตนระดับจักรพรรดิเลยนะ?

            เคล็ดเพ่งนิมิตที่ใช้อยู่นี่ก็คงเป็นสิ่งที่เธอเคยใช้ในชาติก่อนสินะ?

            เพียงแต่เห็นได้ชัดว่าเคล็ดเพ่งนิมิตที่ให้ผลแม้กระทั่งกับระดับจักรพรรดินั้นสำหรับไป๋ฉางเซิงในตอนนี้มันออกจะ ‘เกินตัว’ไปสักหน่อย

            เขาเงยหน้ามองขึ้นไปเห็นดวงอาทิตย์ดวงหนึ่งลอยเด่นอยู่เหนือหัว แผ่แสงและความร้อนออกมารอบๆอย่างต่อเนื่อง

            ถ้าไม่ใช่เพราะเจียงจืออวี๋คอยกางม่านบังไว้เกรงว่าพลังจิตของเขาคงจะหดหายไปภายใต้การแผดเผาของดวงอาทิตย์ดวงนี้แล้ว

            “พลังจิตของนายยังอ่อนเกินไปไม่สามารถทนรับการขัดเกลาจากเคล็ดเพ่งนิมิตโดยตรงได้”

            “แต่ฉันจะคอยกันไว้ให้ วางใจเถอะ”

            “หลังจากนี้ ให้นายเข้ามาอยู่ในห้วงวิญญาณของฉันวันละสามชั่วโมงประมาณหนึ่งเดือนก็น่าจะพอทนรับการแผดเผาได้ด้วยตัวเองแล้ว”

            ไป๋ฉางเซิงพยักหน้าโดยไม่รู้ว่าเจียงจืออวี๋จะสัมผัสได้ไหม

            ภายในห้วงวิญญาณกลับมาเงียบสงบอีกครั้งเจียงจืออวี๋ไม่ได้พูดอะไร และไป๋ฉางเซิงก็ไม่ได้ขยับตัวมั่วซั่วอีก

            เขาทำเพียงอยู่นิ่งๆสัมผัสถึงการแผดเผาของดวงอาทิตย์และความรู้สึกเย็นสบายที่ส่งมาจากฝั่งของเจียงจืออวี๋

            จนกระทั่งผ่านไปหลายชั่วโมงพอไป๋ฉางเซิงเริ่มรู้สึกว่าสมาธิเริ่มพร่าเลือนถึงได้ดึงพลังจิตกลับมาจากห้วงวิญญาณของเจียงจืออวี๋

            ส่วนเจียงจืออวี๋ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็ลืมตาขึ้นมาในตอนนั้นเธอไม่ได้พูดอะไร แค่หยิบยาสงบวิญญาณระดับสูงสุดออกมาจากแหวนมิติ

            พลังจิตของไป๋ฉางเซิงเพิ่งจะทะลวงระดับเป็นช่วงที่ต้องการยาสงบวิญญาณมาช่วยให้พื้นฐานมั่นคงพอดีในเรื่องนี้เจียงจืออวี๋ย่อมไม่ขี้เหนียว

            หลังจากกลืนยาสงบวิญญาณมูลค่าหนึ่งแสนสองหมื่นเหรียญลงไปไป๋ฉางเซิงก็กลับเข้าถุงกักวิญญาณด้วยความพอใจ เพื่อไปดวลตัวต่อตัวกับเจ้าทึ่มจู้

            โดนเจ้าทึ่มจู้รังแกมาตั้งนานตอนนี้พลังจิตของเขาทะลวงระดับแล้วสิ่งแรกที่ต้องทำย่อมเป็นการไปลองของกับเจ้าทึ่มจู้สักหน่อย

            แต่เห็นได้ชัดว่าไป๋ฉางเซิงยังประเมินความแข็งแกร่งของเจ้าทึ่มจู้ในฐานะผู้พิทักษ์เงินมายาต่ำไปหน่อย

            เพลิงสวรรค์และอัสนีบาตที่แทบจะไร้เทียมทานตอนเจอกับปาฟลอฟพอซัดใส่ร่างของเจ้าทึ่มจู้ กลับเหมือนไม่ได้ผลอะไรเลย

            อย่างน้อยในสายตาของไป๋ฉางเซิงผลลัพธ์ของลูกไฟก่อนหน้านี้กับลูกไฟตอนนี้ก็เหมือนกันเป๊ะ

            แม้แต่รอยขีดข่วนยังทำไม่ได้ไม่ต้องพูดถึงเรื่องทะลวงการป้องกันของเจ้าทึ่มจู้เลย

            โดยเฉพาะหลังจากเจ้าทึ่มจู้โดนลูกไฟเข้าไปเต็มๆแล้วผ่านไปสองวินาทีถึงเพิ่งจะร้อง ‘อ๊า’ออกมาคำหนึ่ง ไป๋ฉางเซิงยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโดนหยาม

            “ไม่เล่นแล้ว ไปล่ะ”

            ไป๋ฉางเซิงสลายพลังสายฟ้าทิ้งทำหน้าเหมือนขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงด้วย

            เจ้าทึ่มจู้เกาหัว"ข้ามันก็แค่คนปลูกผัก แสดงละครไม่เป็นหรอก เจ้าอย่าโกรธเลยเดี๋ยวข้าต่อให้ก็ได้"

            ส่วนเวินโหรวที่คอยดูอยู่ข้างๆก็พูดขึ้นมา “ความจริงแล้วเพลิงสวรรค์กับอัสนีบาตมีคุณสมบัติใกล้เคียงกันมาก”

            “ต่างก็เป็นธาตุที่บริสุทธิ์ที่สุด และเกิดมาเพื่อการเข่นฆ่าโดยเฉพาะ”

            “ก่อนหน้านี้พลังจิตของเจ้ายังเปราะบางเกินไป ข้าเลยไม่เคยพูดถึงแต่ตอนนี้พลังจิตของเจ้ามาถึงระดับโหวแห่งยุทธ์ถือว่าเข้าสู่เส้นทางอย่างเต็มตัวแล้ว”

            “ทำไมไม่ลองเอาอัสนีบาตกับเพลิงสวรรค์มาหลอมรวมกันดูล่ะ?”

            “ใช้เพลิงสวรรค์เสริมอานุภาพอัสนีบาตหรือใช้อัสนีบาตเสริมอานุภาพเพลิงสวรรค์”

            “ขอแค่รวมสองธาตุนี้เข้าด้วยกันได้อานุภาพของมันก็ต้องยกระดับขึ้นไปได้อีกระดับแน่!”

            “ถึงตอนนั้น เกรงว่าภายใต้ระดับโหวแห่งยุทธ์คงไม่มีใครรับกระบวนท่านี้ของเจ้าได้อีกแล้ว!”

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน