บทที่ 39 บางคน เพียงมีชีวิตก็ถือได้ว่าพยายามอย่างเต็มที่แล้ว
ฟางกั๋วผิงมองสตรีที่ตั้งแต่ติดตามเขามาไม่เคยมีความสุขสบาย หัวใจราวกับหลั่งเลือดออก
เรื่องคำมั่นสัญญา เขาไม่ได้ทำให้เป็นตามที่พูด ชีวิตของพวกเขาตอนนี้ทุกข์ยากยิ่งกว่าอะไร
“อาเขย อย่าพูดแบบนั้น มันไม่ใช่ความผิดของอาที่ได้รับบาดเจ็บเช่นนี้”
ลู่ฮ่าวมองไปที่ลู่ฮุ่ยฟางที่กำลังร้องไห้เงียบ ๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงอึมครึม “อาหญิง ผมมีบางเรื่องที่ต้องให้อารับรู้”
“คุณปู่กำลังป่วย ถ้าเขาดุอา อาก็แค่ฟัง อย่าทำให้เขาโกรธเลยครับ”
ในฐานะลูกสาว ลู่ฮุ่ยฟางมีสิทธิ์จะรู้อาการของชายชรา
ลู่ฮ่าวยังหวังว่าอาหญิงของเขาจะอดทนกลับมาคืนดีกับผู้เฒ่าลู่
“ป่วยหรือ เกิดอะไรขึ้น?” ลู่ฮุ่ยฟางถามอย่างกังวลเมื่อเธอได้ยินคำพูดนั้น
ลู่ฮ่าวไม่ได้ให้รายละเอียดมากมาย เขาเพียงกล่าวกำชับ "ปอดไม่ค่อยดี กำลังกินยารักษาอยู่ครับ"
ลู่ฮุ่ยฟางพูดไม่ออกเมื่อได้ยินข่าวดังกล่าว
น้ำตาพาลไหลรินออกมาเป็นสาย
เจียงหนานจับมืออาหญิงของลู่ฮ่าวอย่างเห็นอกเห็นใจแล้วปลอบโยนเธอ “อาหญิง ไม่ต้องกังวล คุณปู่จะไม่เป็นไรค่ะ”
เมื่อเห็นครอบครัวเป็นทุกข์ เจียงหนานอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ ข่าวของผู้เฒ่าลู่ย่อมทำให้ลู่ฮุ่ยฟางทุกข์ใจมากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
สามีของลู่ฮุ่ยฟางเคลื่อนไหวไม่ค่อยได้ แค่นี้ชีวิตก็ลำบากมากพอแล้ว ชีวิตเธอช่างขมขื่นเหลือเกิน
ตอนนี้ยังได้ยินข่าวว่าบิดาของตนเองป่วยอีก
ลู่ฮุ่ยฟางอยากกลับไปดูแลบิดาของตนเอง ทว่าแค่เข้าประตูบ้านยังทำไม่ได้
เจียงหนานปวดใจแทนหญิงวัยกลางคนผอมบางผู้นี้อย่างยิ่ง
นอกจากพยายามรักษาชายชราให้ดีที่สุด เธอก็ควรช่วยลู่ฮุ่ยฟางด้วย
เจียงหนานจดจ้องบนตักของฟางกั๋วผิง
สายตาพิจารณาอาการบาดเจ็บของโรคหัวกระดูกสะโพกขาดเลือด
จากที่ได้พบปะกันมาสองครั้ง ฟางกั๋วผิงยังสามารถเคลื่อนไหวได้ แสดงว่าข้อกระดูกตรงโคนขามีช่องว่าง
ถ้าช่องว่างถูกอุดตันจะไม่สามารถยกขาหรือก้าวขาได้ อาจกล่าวได้ว่าเขาจะขยับไม่ได้ไปในที่สุด
ลู่ฮุ่ยฟางปาดน้ำตาของเธออย่างเศร้าสร้อยแล้วพยายามลุกขึ้น "เช่นนั้นก็อยู่กินข้าวด้วยกันก่อน อาจะไปทำอาหาร"
หลานชายกับหลานสะใภ้ของเธอมาถึงที่บ้านทั้งที ไม่ว่าจะลำบากเพียงไหนก็ควรได้รับการปฏิบัติอย่างดี อย่างน้อยก็ควรให้พวกเขากินข้าวกันสักมื้อ
แม้ว่าครอบครัวของเธอจะยากจน ทำอาหารไม่อร่อยเลยก็ตาม
ได้ยินลู่ฮุ่ยฟางบอกว่าเธอกำลังจะทำอาหาร เจียงหนานก็ตระหนักได้ว่าตอนนี้เป็นเวลาเที่ยง เธอเลยขอความเห็นลู่ฮ่าว “หรือว่าพวกเราจะอยู่กินข้าวที่บ้านอาหญิง เดี๋ยวเอาอาหารที่อาหญิงทำไปให้คุณปู่ ใกล้แค่นี้เอง เดินไปสบายมาก”
เพื่อปรับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกสาว เริ่มจากทำอาหารหนึ่งชามไปให้ก่อนดีกว่า
ลู่ฮ่าวสบดวงตาสดใสของยัยหมูน้อยแล้วพยักหน้า "เอาสิ"
เจียงหนานจึงตามเข้าไปในครัว “อาหญิง เดี๋ยวฉันช่วยค่ะ”
ลู่ฮุ่ยฟางสวมผ้ากันเปื้อนเรียบร้อยแล้ว ส่วนลูกสาวกำลังช่วยส่งฟืนอยู่ใกล้ ๆ
เด็กสาวตัวน้อยในเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีน้ำเงินถือซังข้าวโพดเข้าไปห้องครัวอย่างว่องไว
เจียงหนานเดินเข้าไปในครัว มองไปที่เด็กสาวตัวน้อยที่กำลังช่วยส่งฟืนแล้วถามว่า “อาหญิง น้องสาวตัวน้อยอายุเท่าไรหรือคะ?”
"แปดขวบน่ะ"
ลู่ฮุ่ยฟางพูดกับลูกสาวของเธอที่ก้มหัวทำงานอยู่ว่า "ชิงชิง เรียกพี่สะใภ้สิ ทำไมถึงขี้อายอย่างนี้ล่ะลูก แขกมาทีไรซ่อนตัวทุกที”
เด็กสาวพูดอย่างเขินอาย “พี่สะใภ้”
เจียงหนานลูบหัวชิงชิง "น่ารักมาก"
หญิงสาวจำได้ว่าในวันที่สองของการแต่งงาน เธอเห็นเด็กสาวตัวน้อยไปที่บ้านตระกูลลู่ โดนลู่เสี่ยวเยว่ดุด่าว่าเป็นขอทาน ในใจพลันรู้สึกขมขื่น
ไม่ควรมีเด็กน้อยบ้านไหนไปบ้านญาติของตัวเองแล้วถูกดูหมิ่นเหยียดหยามหรอก
“ชิงชิงยังไม่ได้เรียนหนังสือหรือ?” เจียงหนานถามอย่างสงสัย
อายุแปดขวบ ช่วยงานบ้านได้แล้ว แต่ยังไม่ได้เข้าโรงเรียนเนี่ยนะ?
“ยังไม่ได้เข้าโรงเรียนเลย” ลู่ฮุ่ยฟางมองลูกสาวของตนแล้วถอนหายใจ “บ้านเราไม่รู้จะทำอย่างไรจริง ๆ ไหนจะค่าเล่าเรียนอีก ถ้าชิงชิงเข้าเรียน อาอยู่ในทุ่ง อาเขยอยู่บ้านคนเดียวทำอะไรไม่ได้กลัวว่าเขาจะล้มอีก เดี๋ยวก็บาดเจ็บเป็นรอบที่สามกันพอดี ก่อนหน้านี้เสียการทรงตัวมาครั้งหนึ่งแล้ว”
เจียงหนานกล่าวว่า “แม้จะลำบากแค่ไหนก็ควรให้ลูกไปโรงเรียนนะคะ ถ้าเธอไม่เรียน โตขึ้นจะทำอย่างไร?”
เดิมทีก็จนมากพอแล้ว หากโตมากลายเป็นคนไม่รู้หนังสือ ไม่กล้านึกถึงอนาคตของเด็กน้อยคนนี้เลยจริง ๆ
“อาเขยมักจะสอนเธออ่านตัวหนังสือ” ลู่ฮุ่ยฟางทำหน้าขมขื่น “สอนที่บ้านคนเดียวคงต่างจากบรรยากาศในโรงเรียน เทอมหน้าฉันจะให้เธอเข้าโรงเรียน”
ลู่ฮุ่ยฟางวางฟืนลง ส่วนเด็กน้อยที่กำลังก่อไฟทำอาหาร หลังได้ยินมารดาบอกว่าเทอมหน้าจะให้เธอไปเรียนหนังสือ ดวงตาสีเข้มก็สว่างกระจ่างขึ้นในทันใด เธอมองไปที่ลู่ฮุ่ยฟางพลางถามยืนยัน “แม่จะให้หนูเข้าเรียนจริงหรือ? หนูจะไม่ทำให้แม่ผิดหวังแน่ค่ะ”
ลู่ฮุ่ยฟางยิ้ม สีหน้าเต็มด้วยความเด็ดเดี่ยว “แม่ไม่เคยผิดหวังเลย”
สาวน้อยกระโดดโลดเต้นอยู่ครู่หนึ่ง
“อาหญิงมีลูกชายอีกคนใช่ไหมคะ” เจียงหนานคุยกับเธอ
“ใช่ เขาชื่อฟางยวี่ อยู่ชั้นมัธยมปลายแล้ว”
พูดถึงเรื่องนี้ ลู่ฮุ่ยฟางอธิบายอย่างละอายว่า “หน่านหนาน ไม่ใช่ว่าอาเห็นความสำคัญของชายมากกว่าหญิง ที่ต้องให้ชิงชิงเข้าในภายหลังเพราะอาไม่มีทางเลือก”
เข้าโรงเรียนตอนอายุแปดหรือเก้าขวบไม่ใช่เรื่องแปลก ในยุคสมัยนี้ไม่มีโรงเรียนอนุบาล เด็กทุกคนเลยเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีแรกเป็นชั้นเรียนแรกสุด
ในช่วงเวลานี้สามารถซ้ำชั้นได้ตามต้องการอีกด้วย
เจียงหนานปลอบโยนเธอ "ชีวิตของอาหญิงจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองค่ะ"
เพราะหลานชายกับหลานสะใภ้จะอยู่ทานอาหารในบ้านสักมื้อ ลู่ฮุ่ยฟางเลยหาวัตถุดิบในครัวอย่างจริงจัง
ที่น่าเสียใจคือ ลู่ฮุ่ยฟางไม่มีผักเลยแม้แต่น้อย ผักสดในบ้านยังไม่สุกงอม แป้งสาลีก็มีไม่พอ เหลือไม่ถึงครึ่งถุงเล็ก เธอตัดใจเก็บไว้กินช่วงเพาะปลูกผลัดข้าว เพราะช่วงนี้เป็นงานส่วนรวม จะมีชาวบ้านเข้ามาช่วยทำงาน หากไม่มีแป้งสาลีให้ทุกคนจะไม่กลายเป็นเรื่องขำขันหรอกหรือ
เจียงหนานยืนอยู่ด้านข้าง เห็นความลำบากใจของลู่ฮุ่ยฟางเลยกล่าวว่า "อาหญิง ทำอะไรง่าย ๆ กันเถอะค่ะ อย่างไรฉันก็กำลังลดน้ำหนัก ลู่ฮ่าวก็ไม่กินอาหารรสเผ็ด"
เห็นความลำบากใจของลู่ฮุ่ยฟางแล้ว เจียงหนานก็ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือผิดที่ตอบรับคำขอทานอาหารที่นี่
พอได้ยินเธอพูดว่ากำลังลดน้ำหนัก ลู่ฮุ่ยฟางก็ยิ้มแล้วพูดว่า “โธ่เอ๋ย ยิ่งอ้วนฉุสิ่งยิ่งสวย จะลดไปทำไม?”
ครอบครัวของลู่ฮุ่ยฟางอยากอ้วนแค่ไหนก็คงเป็นไปไม่ได้ แค่มีให้กินก็ดีเท่าไรแล้ว
ลู่ฮุ่ยฟางควานหาของอยู่ในครัวเป็นเวลานาน ในที่สุดก็ตัดสินใจทำขนมเปี๊ยะไส้ผักของโปรดของผู้เฒ่าลู่
วุ้นเส้นผัดมันฝรั่งกับขนมเปี๊ยะไส้ผักเป็นของกินที่ผู้เฒ่าลู่ชอบมากที่สุด
เมื่อก่อน เธอเป็นแม่นางน้อยอยู่ที่บ้าน ทุกครั้งเวลามีเรื่องดีเกิดขึ้น เธอก็ทำสิ่งนี้ให้พวกเขา
บิดากับลู่ฮ่าวมักจะกินเช่นนี้
ลู่ฮุ่ยฟางใส่วุ้นเส้นลงในหม้อเพื่อแช่ จากนั้นก็นวดแป้งขนมเปี๊ยะให้เป็นแผ่น
ส่วนเจียงหนานนั้นอาสาช่วยหั่นมันฝรั่ง
ทั้งสองช่วยกันทำอาหารไปคุยกันไป
เดิมทีการคลุมถุงชนโดยพลการของชายชรา การแต่งลูกสะใภ้ให้ลู่ฮ่าวทำให้ลู่ฮุ่ยฟางกังวลว่าเจียงหนานจะเข้ามาสร้างปัญหา
กระนั้น ถึงจะกังวล เธอก็ไม่มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นใด ๆ
ตอนนี้มองเจียงหนานแล้วก็เข้าใจเรื่องราว ดูเหมือนว่าลู่ฮ่าวจะยอมรับสะใภ้คนนี้ หัวใจของลู่ฮุ่ยฟางก็สงบลง
สาวร่างท้วมคนนี้ยิ่งมองยิ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้คน
“อาหญิงฝีมือดีมาก ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทุกครั้งลู่ฮ่าวกินข้าว มักคิดถึงฝีมืออาหญิง”
ลู่ฮุ่ยฟางหยิบขนมเปี๊ยะก้อนใหญ่ขึ้นจากหม้อ วางลงบนเขียง บนใบหน้าเต็มด้วยรอยยิ้ม
“ใช่แล้วล่ะ ตั้งแต่เล็ก เสี่ยวฮ่าวชื่นชอบอาหารที่อาทำเสมอ จำได้ว่าตอนที่เสี่ยวฮ่าวไปโรงเรียนประถมในหมู่บ้าน ทุกครั้งที่เขากลับมาจากโรงเรียน เขาจะวิ่งเข้าไปในครัวก่อน จะได้ถามอาว่าวันนี้มีอะไรอร่อย ๆ กิน”
“เมื่อก่อนครอบครัวของเรายากจน ไม่มีของกินดี ๆ อาเลยพยายามทำของอร่อยสุดฝีมือให้เขากิน”
พอลู่ฮุ่ยฟางนึกถึงช่วงเวลานั้น ดวงตาของเธอก็สุกสกาวไปด้วยดวงดาว
เจียงหนานขูดมันฝรั่งเสร็จแล้วก็คนวุ้นเส้นที่แช่ในหม้อใบเล็กด้วยตะเกียบ “เมื่อวันก่อน เขาบอกว่าบะหมี่ข้าวโพดที่อาหญิงทำอร่อยมาก”
“จริงหรือ เขายังจำได้” ในที่สุดลู่ฮุ่ยฟางก็ยิ้มออกมา
แต่รอยยิ้มนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว ความขนขื่นพลันเข้ามาแทนที่
คิดถึงวันเวลาดี ๆ ของบิดากับหลานชายในบ้านหลังเก่าอย่างยิ่ง
เจียงหนานเห็นความเงียบอย่างกะทันหันของลู่ฮุ่ยฟาง จึงเอ่ยปลอบโยนเธอเสียงเบา
“คุณปู่เองก็คิดถึงเช่นกัน”
ลู่ฮุ่ยฟางหยิบขนมเปี๊ยะออกจากหม้อพลางถอนหายใจ “เฮ้อ เป็นอาที่ดื้อดึง ตอนนี้ชีวิตเลยเป็นเช่นนี้ คุณปู่ของหนูเกลียดเหล็กที่หลอมเป็นเหล็กกล้าไม่ได้*[1] จะตายไป”
บางคน เพียงมีชีวิตก็ถือได้ว่าพยายามอย่างเต็มที่แล้ว
“แล้วคุณอา เคยเสียใจไหมคะ?” หลังได้ยินดังนั้น เจียงหนานก็ถามขึ้น
*[1] เหล็กที่หลอมเป็นเหล็กกล้าไม่ได้ หมายถึง ตั้งความหวังไว้ว่าคนคนนั้นจะได้ดิบได้ดี