กำเนิดใหม่ราชามังกรสวรรค์

    ตอนที่ 41 การเผชิญหน้ากันทั้งสองฝ่าย

    ตอนที่ 41

            การเผชิญหน้าทั้งสองฝ่าย

            สิ้นเสียงแค่นั้นหวังเหว่ยที่มีอาการตื่นเต้นราวกับว่าตนกำลังฝันเมื่อคิดว่าตนเองกำลังจะใช้เท้าสัมผัสพื้นอีกครั้ง และเมื่อเท้าติดพื้นเท่านั้นเขาจึงไม่อาจจะระงับความดีใจนั้นได้เขาหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งบนใบหน้าฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันเรียงสวยเขาไม่เคยรู้สึกมีความสุขแบบนี้มานานมากตอนนี้เขายิ้มได้เสียทีเหมือนโลกนี้กำลังอ้าแขนต้อนรับเขาอีกครั้ง 

            “ข้าเดินได้แล้ว  ข้ากลับมาเดินได้แล้ว” เขาร้องตะโกนออกมาด้วยความดีใจมองไป๋เหอราวกับว่าเป็นหมอเทวดาผู้หนึ่งที่ได้มอบชีวิตใหม่ให้แก่เขา

            ด้วยความร้อนรนฮูหยินที่ได้ยินเสียงบุตรชายเช่นนั้นนางก็อดทนรอไม่ไหวรีบผลักประตูเข้าไปทันทีและภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้นางถึงกับตื่นตะลึงแทบจะกลั้นน้ำตาแสดงความดีใจออกมาไม่อยู่แล้ว

            “หวังเหว่ยเป็นอย่างไรบ้าง”  เมื่อนางมองเห็นบุตรชายยืนอยู่น้ำตาที่เอ่อคลอเบ้าก็ไหลออกมาอาบสองแก้มเพราะความปีติที่เห็นบุตรชายที่นางรักเดินได้อีกครั้งรีบวิ่งเข้าไปกอดเขาด้วยความดีใจ “ลูกเหว่ยเจ้ากลับมาเดินได้แล้ว” นางร้องไห้สะอื้นคลายกอดลงก่อนจะมองสำรวจขาทั้งสองของลูกชายด้วยความตื่นเต้นใช้สองมือลูบขาลูกชายดูนางไม่อยากจะเชื่อคิดว่าตนเองกำลังฝันอยู่

            “ใช่ท่านแม่ข้ากลับมาเดินได้แล้ว”  หวังเหว่ยเข้าใจความรู้สึกของมารดาดีนางคงจะดีใจอย่างมากที่ขาเขาสามารถรักษาได้  ก่อนจะหันมาทางไป๋เหอแล้วคุกเข่าลงหากไม่ได้เขาไม่รู้ว่าตนเองจะเดินได้ตอนไหน

            เมื่อเห็นบุตรชายทำเช่นนั้นนางก็ทำเช่นเดียวกันคำนับเขาด้วยความซาบซึ้งใจที่ได้ช่วยเหลือบุตรชายของตน  ถือว่านางควรคำนับเขาเพื่อแสดงความขอบคุณไม่เกี่ยงเรื่องอายุเพราะเขามีความสามารถจนนางยอมรับได้

            “พวกท่านลุกขึ้นอย่าได้ทำเช่นนั้นเลยข้ารู้สึกไม่ดี”  ไป๋เหอเข้าไปประคองร่างทั้งสองจับให้ลุกขึ้น เขารักษาเพราะต้องการช่วยเหลือหากการช่วยเหลือของเขาเป็นประโยชน์กับบุคคลหนึ่งนั่นถือว่าเป็นเรื่องดี

            “ข้าไม่รู้จะกล่าวขอบคุณเจ้ายังไงดี  มีสิ่งหนึ่งที่ข้าต้องการมอบให้เจ้าข้าคิดว่ามันสำคัญสำหรับเจ้า” หวังเหว่ยเอาหินสีฟ้าออกมาจากแหวนมิติยื่นให้แก่ไป๋เหอทันที  มันเคยมีความสำคัญสำหรับเขาแต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว

            “มันคืออะไรเหรอ!” เขารับมันมาดูแล้วจ้องมองหินสีฟ้านั้นรับรู้ว่ามันมีพลังปราณอยู่ในก้อนเล็กๆ นั้น

            “เจ้าไม่รู้จักเหรอนี่คือหินที่เอาไว้สำหรับเพิ่มพลังลมปราณเฉกเช่นเดียวกันกับการนำพลังฟ้าดินเข้าสู่ตัว” หวังเหว่ยอธิบายและเกิดสงสัยว่าไป๋เหอไม่รู้เกี่ยวกับเจ้าสิ่งนี้จริงเหรอเพราะเรื่องพวกนี้มันมีอยู่ในตำราให้อ่านมากมาย

            “มันทำเช่นนั้นได้ด้วยเหรอ”  เขาถึงกับขมวดคิ้วเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจแม้จะรู้ว่าหินก้อนนี้มีพลังอยู่ในนั้น

            “ใช่แล้วมันสามารถทำได้”

            เมื่อไป๋เหอรู้เช่นนั้นเขาก็คิดว่าจะต้องไปสอบถามอี้เฟยเพื่อหาความรู้เพิ่มเรื่องนี้อีก  “เอาเป็นว่าหินนี้เจ้าเก็บไว้เองเถอะเจ้าจำเป็นกว่าข้า”

            “จะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไรข้าตั้งใจมอบให้เจ้าแล้วอยู่กับข้ามันก็ไม่มีประโยชน์หรอก” หวังเหว่ยไม่อาจรับคืนได้เมื่อตั้งใจมอบให้แล้วไม่คิดจะเอากลับคืนมา

            “ใครบอกว่าไม่มีประโยชน์เจ้าลองโคจรพลังดูแล้วเจ้าจะรู้ว่ามันจำเป็นสำหรับเจ้าหรือไม่” ไป๋เหอกล่าวยิ้ม ๆคิดว่าเมื่อตั้งใจช่วยก็จะช่วยให้สุด

            คำพูดของไป๋เหอมีพิรุธทำให้หวังเหว่ยลองทำตามดูอย่างไม่ลังเลเขาหลับตาลงโคจรพลังด้วยการวาดฝ่ามือเป็นวงกลมแล้วขยับมือประสานกันกำหนดลมหายใจดึงพลังฟ้าดินเข้าหาตัวพลันก็ลืมตาขึ้นอย่างตกใจ 

            “นี่!! นี่ข้าสามารถฝึกยุทธได้อีกครั้ง” ปากเกิดสั่นขณะกล่าวออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าตนเองจะมีวันนี้วันที่เขาเฝ้ารอมาตลอด

             คำพูดนี้พอเปล่งออกมาคนรอบข้างพลอยตกตะลึงพรึงเพริดอ้าปากค้างกันเป็นแถวพวกเขาไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะคือเรื่องจริงมือไม้สั่นราวกับว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับตนเอง

             หลินปอสำรวจร่างกายของนายน้อยก็พบว่าสามารถฝึกพลังได้จริงเขาตื่นเต้นอย่างมากมือไม้สั่นทำตัวไม่ถูกราวกับว่าเรื่องดีเช่นนี้เกิดขึ้นกับตนเองและเมื่อเห็นรอยยิ้มของนายท่านทั้งสองเขายิ่งมีความสุขมาก

            มารดาของหวังเหว่ยที่มีวรยุทธอยู่ในชั้นรวมลมปราณขั้นที่3 ลองสำรวจดูบ้างกลับพบเห็นเช่นนั้นบุตรชายตนสามารถกลับมาฝึกยุทธได้แล้วแม้จะเริ่มต้นฝึกใหม่นางก็ไม่เสียใจขอแค่บุตรชายสามารถฝึกวิชาได้นางก็พอใจมากแล้วส่วนทรัพยากรอื่นๆ นางจะไปขอที่ตระกูลของนางมาให้บุตรชายเพื่อช่วยให้เขาก้าวหน้าในการฝึกเร็วขึ้น

            หวังเหว่ยเข้าไปสวมกอดไป๋เหออย่างไม่นึกอาย “ขอบคุณมากไป๋เหอที่เจ้าช่วยข้าชีวิตนี้ข้าเป็นหนี้เจ้าต่อไปเจ้าใช้ข้าเยี่ยงคนรับใช้ได้เลยข้าไม่ขัดข้ายอมเป็นคนรับใช้เจ้าไปตลอดชีวิต”น้ำเสียงเปล่งออกมาสั่นเครือเขาไม่คิดว่าคนอย่างเขาจะได้พานพบคนที่มีเมตตาอย่างไป๋เหอแม้อายุจะเท่าๆ กันแต่เขาก็นับถือไป๋เหอเป็นคนดีคนเก่งคนหนึ่งที่เขาจะระลึกไว้หากมีโอกาสได้ตอบแทนเขาจะทำมันอย่างเต็มที่โดยไม่ลังเล

            ไป๋เหอรู้ว่าเขาพูดจริงแต่นั่นเขาไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้นเขาดีใจที่เห็นทุกคนดูมีความสุขตื่นตันใจเสียมากกว่าที่ได้ช่วยคน “ขอบใจที่เจ้าพูดเช่นนี้แต่ข้าไม่ต้องการคนรับใช้สิ่งที่ข้าต้องการคือสหายที่ดีกับข้าไม่หักหลังข้าผ่านทุกข์สุขไปด้วยกัน”ตอนนี้เขาต้องการมิตรมากกว่าศัตรูเขามาอยู่ในโลกใบใหม่สิ่งที่เขาต้องการที่สุดก็คือเพื่อนที่ดีนี่แหละเขาหวังว่าชายผู้นี้จะเป็นสหายของเขาได้ไม่หักหลังเหมือนจางหมิ่นเป็นพอคนผู้นั้นเขาอุตส่าห์ไว้วางใจคิดเป็นมิตรแต่กลับทรยศคิดสังหารเขาได้

            “ข้ายินดีไป๋เหอข้ายินดีจะเป็นสหายที่ตายแทนเจ้าได้”ใบหน้ามุ่งมั่นกล่าวคำสัตย์จริงเขาคิดดีแล้วคนผู้นี้เหมือนมอบชีวิตใหม่ให้เขาเขาย่อมที่จะตายแทนคนผู้นี้หากมีภัยอันตรายถึงตัวเขาจะขวางรับแทนเอง 

            ในขณะที่ทุกคนตื่นเต้นและซาบซึ้งใจอยู่นั้นเสียงหนึ่งก็ดังขัดจังหวะขึ้น

            “หวังเหว่ยเจ้าออกมา”

            เสียงนั้นจะเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจากจางหมิ่นที่มาและเขาไม่ได้มาคนเดียวยังพาบิดามาด้วยและมีผู้ติดตามอีก 10คนล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ

            หวังเหว่ยพอได้ยินดังนั้นก็เดินออกไป  อารมณ์ที่กำลังมีความสุขบนหน้าแปรเปลี่ยนเป็นอาฆาตแค้นแทน

            จางหมิ่นและบิดาของเขาเมื่อเห็นหวังเหว่ยเดินออกมาก็คิดแปลกใจอย่างมาก เขาไม่คาดคิดเลยว่าหวังเหว่ยจะกลับมาเดินได้อีกครั้งและคนที่รักษาคงจะเป็นใครไม่ได้นอกจากไป๋เหอเพราะเท่าที่เขาดูไม่มีหมอหรือนักเล่นแร่แปรธาตุคนอื่นเลยนอกจากพวกเขาสองคนที่อยู่ในกลุ่มที่เป็นคนแปลกหน้า

            “เจ้ามีธุระอะไรอีกหรือมาดูว่าพวกข้าว่าตายหรือยัง”

            น้ำเสียงเย้ยหยันดวงตาที่จ้องเขม็งมายังตนทำให้จางหมิ่นถึงกับนึกโกรธกลับตอบโต้ด้วยอารมณ์โทสะเดือดดาลที่สะกดไม่อยู่ 

            “แม้เจ้าจะเดินได้อีกครั้งใช่ว่าข้าจะทำให้เจ้ากลับอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้หรือไม่ก็หนักกว่าเดิม”

            เขาเปล่งเสียงดังสนั่นเหมือนเป็นการเยาะเย้ยดูถูกอีกครั้งแม้ว่าหวังเหว่ยจะกลับมาเดินได้แต่วรยุทธนั้นก็ไม่สามารถต่อกรกับพวกเขาได้มันจะมีค่าอะไรหากเขาจะทำให้มันพิการอีกครั้ง

            หวังเหว่ยกำหมัดแน่นกัดฟันกล่าวโต้ตอบกลับไป“เจ้าช่างกลั่นแกล้งข้าไม่เลิกเลยนะรู้ว่าสู้ข้าไม่ได้ก็หาวิธีเล่นงานไปเรื่อยเจ้ามันช่างเหมือนหมาที่กัดไม่ปล่อยเลยนะ”

            “เจ้า” จางหมิ่นชี้นิ้วไปยังคนเบื้องหน้าพยายามกดอารมณ์ไว้ไม่ให้เดือดไปกว่านี้ก่อนจะกล่าวต่อ“แล้วไง ชีวิตเจ้าจะดีกว่าข้าที่เป็นพี่ชายได้อย่างไรเจ้าไม่มีวันชนะข้าได้ตอนนี้เจ้าเป็นแค่ไอ้ขยะ”

            “จางหมิ่น!! ลูกหยุดพอได้แล้ว พวกเจ้าเป็นพี่น้องกันใยต้องคิดจะฆ่าแกงกันด้วยแม่ขอร้องเถอะปล่อยน้องไป”  สตรีที่ทนเห็นพี่จะฆ่าน้องต่อหน้าไม่ได้รีบห้ามปรามเมื่อทั้งสองเป็นบุตรชายที่นางรักทั้งคู่

            จางหมิ่นพ่นเสียงหึ ออกมาก่อนจะเอ่ยพูด “ที่ข้าเป็นเช่นนี้เพราะใครไม่ใช่ท่านแม่หรอกเหรอที่ไม่เคยสนใจไม่เคยรักข้าไม่ดูแลข้าให้ดีเหมือนมัน”  ความคับแค้นใจของเขาก็เป็นส่วนหนึ่งจากมารดาที่ให้ความสำคัญกับหวังเหว่ยมากกว่าตนมีอะไรเขาจะต้องเสียสละให้น้องชายทั้งที่มันก็เป็นของเขาที่ควรจะได้  เขาไม่เห็นด้วยอะไร ๆก็ยกให้น้องเพราะคิดว่าเป็นน้องพี่จำเป็นจะต้องเสียสละอย่างนั้นเหรอ

            “จางหมิ่นลูกกำลังเข้าใจผิดนะแม่ไม่เคยคิดทำอย่างที่ลูกได้กล่าวหาเลยสักนิดแต่หากลูกคิดว่าแม่ทำเช่นนั้นแม่ต้องขอโทษที่ทำให้เจ้าเข้าใจผิด” 

            เมื่อนางเป็นตัวต้นเหตุให้ลูกชายต้องเป็นคนเช่นนี้นางยิ่งเสียใจอย่างมากที่ไม่สามารถเลี้ยงดูลูกชายทั้งสองคนให้รักใคร่ปรองดองกันได้หนำซ้ำยังคิดจะฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่งน้ำตาที่ไหลออกมาเมื่อครู่ที่ดีใจเรื่องหวังเหว่ยกลับแปรเปลี่ยนเป็นน้ำตาที่ไหลออกมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้กลับไหลออกมาเพราะความทุกข์ระทม

            “ท่านจะมาขอโทษอะไรข้าท่านผิดโดยไม่รู้ว่าตนเองทำผิดอย่างนั้นเหรอมันน่าขำสิ้นดี”  จางหมิ่นกล่าวประชดประชันผู้เป็นมารดาเขานั้นรู้สึกน้อยใจรู้สึกผิดหวังในตัวมารดาเห็นว่ารักบุตรไม่เท่ากันเขาคิดว่าแม่ให้ความสำคัญกับน้องชายมากกว่าตน

            สตรีที่ถูกกล่าวหาได้แต่นิ่งเงียบไม่อาจกล่าววาจาอะไรได้อีกในเมื่อจางหมิ่นตัดสินเช่นนั้นย่อมเป็นความเข้าใจของเขานางอาจจะละเลยทำหน้าที่แม่ที่ดีอาจจะเป็นอย่างที่จางหมิ่นกล่าวเพราะการใส่ใจน้องชายมากไปจนละเลยอีกคนก็เป็นไปได้นางไม่กล่าวโทษใครนางผิดเอง

            จางหมิ่นที่มีใบหน้าบึ้งตึงเขาโกรธมารดาที่ละเลยเขาและการที่หวังเหว่ยทำอะไรก็ประสบความสำเร็จทำให้ภายในใจจางหมิ่นรู้สึกอิจฉาน้องชายผู้นี้จนมีใจคิดริษยาอยากเป็นคนที่เหนือกว่าอยากเป็นคนที่ถูกเยินยอและถูกกล่าวชม  เมื่อก่อนเขาพยายามทำตัวให้เก่งกาจพยายามฝึกวิชาด้วยความทรหดอดทนหวังว่าคำชมจะได้รับกับผู้คน  แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามมากน้อยแค่ไหนคำชมพวกนั้นก็ตกไปอยู่ที่หวังเหว่ยหมดเขาจึงเกิดความไม่พอใจอย่างมาก เมื่อเป็นเช่นนี้เขาถึงได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเมื่อดีไม่ได้ก็เลวไปเลย 

            “รุ่ยเผิงเหตุใดท่านถึงไม่ห้ามปรามลูกชายด้วยเพราะอะไรกันทำไมต้องให้พวกเขาฆ่ากันทั้งที่พวกเขาเป็นพี่น้องกันชัด ๆ”  นางหันไปหาผู้เป็นสามีที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามที่ไม่คิดจะห้ามหรือพูดอะไรเลยได้แต่นิ่งเงียบจนนางไม่พอใจทั้งที่บุตรชายทั้งสองก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาแท้ๆ

             “เพราะเขาอาจไม่ใช่บุตรชายข้า”  เขากล่าวออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่ทุกข์ร้อนใดๆ

            รุ่ยเผิงด้วยความที่เขาเกิดระแวงว่าบุตรชายคนเล็กไม่ใช่ลูกชายตน  เพราะคิดว่านางได้เสียกับคนรักเก่าทำให้เขาพลอยโกรธบุตรชายคนเล็กแม้พยายามคิดว่าหวังเหว่ยคือบุตรชายตน  เขาพยายามทำดีแล้วแต่ภาพที่ภรรยาสวมกอดคนรักเก่ามันติดตา  ทำให้เขาจำภาพนั้นว่านางยังคงมีใจให้คนรักเก่าและแอบไปมีความสัมพันธ์ลับหลังเขา

            “นี่ท่่านยังคงคิดว่าข้าหักหลังท่านได้เสียกับปู้อี้อย่างนั้นเหรอ  เหตุใดท่านถึงได้กล่าวหาข้าเช่นนี้ข้าผิดหวังในตัวท่านอย่างมากไม่น่าเอาท่านมาเป็นสามีเลย”  นางกำมือแน่นด้วยความโกรธจนเล็บยาวจิกเข้าไปในเนื้อมีเลือดซิบออกมาตามรอยเล็บแต่ความรู้สึกของนางเจ็บเสียยิ่งกว่าบาดแผลนั้นอีกแววตาจ้องเขม็งไปยังรุ่ยเผิงด้วยความเจ็บปวดทั้งที่นางอยู่กินกับเขามาจะ20กว่าปีแล้วความระแวงของเขาก็ไม่เคยหายไปจากความคิดทั้งที่นางไม่ได้ทำสิ่งใดบกพร่องหน้าที่ภรรยาเลย

            รุ่ยเผิงไม่อาจจะเชื่อคำกล่าวของนางได้เพราะเขาเห็นว่านางอยู่กับคนผู้นั้นกับตาตนเองย่อมไม่ผิดที่เขาจะคิดเช่นนั้น

            หวังเหว่ยและจางหมิ่นเมื่อได้ยินการสนทนาของทั้งคู่ทำให้พวกเขาต่างตกใจและคนที่ตกใจมากกว่าคงจะเป็นหวังเหว่ยตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมบิดาถึงไม่ได้ให้ความรักเขาเลยที่แท้ก็เพราะคิดว่าเขาไม่ใช่ลูกนี่เอง

            ส่วนจางหมิ่นกลับรู้สึกดีชะมัดที่เห็นว่าหวังเหว่ยอาจไม่ใช่ลูกของพ่อเขานั่นทำให้เขารู้สึกสะใจอย่างมาก

            ไป๋เหอที่ยืนดูได้แค่ฟังเฉยๆ ไม่อาจจะวิจารณ์ได้เพราะมันเป็นเรื่องของครอบครัวของเขา  แต่เมื่อเรื่องที่จางหมิ่นคิดสังหารเขาก็คงไม่ยอมเช่นกัน

            จางหมิ่นที่เห็นว่าไป๋เหอที่ยืนอยู่ตรงนั้นความคิดที่ว่าจะแย่งชิงป้ายหยกก็ผุดขึ้นในหัว  หากใช้คนของบิดาเขาคิดว่าสามารถที่จะชิงป้ายหยกมาได้แค่คิดก็ดูเหมือนว่าเขาจะมีความสุขมากหากป้ายหยกได้มาอยู่ในมือ ส่วนป้ายหยกที่อยู่ในมือของหัวหน้าหมู่บ้านเขาไม่คิดที่จะไปแย่งชิงเพราะเขารู้ว่ามีคนอยู่เบื้องหลังท่านหัวหน้าที่ทรงพลังกว่าคนของบิดาทำให้เขามองข้ามเรื่องนี้

            ส่วนหลานตี้เมื่อเรื่องนี้ไม่อาจทำให้ผู้เป็นสามีเชื่อใจได้และไม่อาจทำให้บุตรชายคนโตเปลี่ยนความคิดได้ นางจึงคิดว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นความผิดตนเองที่ทำให้ครอบครัวต้องเป็นเช่นนี้  นางไม่อาจจะกล่าวโทษใครได้หากจะมีการนองเลือดกันเกิดขึ้นนางจำต้องแลกด้วยชีวิตเพื่อปกป้องใครคนใดคนหนึ่งไว้

            “จางหมิ่นเรื่องทั้งหมดเป็นความผิดแม่เอง  หากลูกจะกล่าวโทษก็ต้องเป็นแม่ที่ทำให้ลูกเป็นเช่นนี้ ส่วนน้องชายเจ้าเขาไม่เกี่ยวข้องอย่าได้ทำร้ายเขาเลยนะถือว่าแม่ขอร้อง”  หลานตี้กล่าวขึ้นอีกครั้งเพื่อให้จางหมิ่นเลิกล้มความคิดที่จะสังหารน้องชายอยากให้เขาเห็นแก่นางที่เป็นมารดาปล่อยน้องชายไป

            “สายไปแล้วละท่านแม่ข้าไม่อาจจะอยู่ร่วมโลกกับน้องชายคนนี้ได้หากข้าอยู่มันก็ต้องตาย”น้ำเสียงที่เปล่งออกมาพร้อมกับปล่อยจิตสังหารจ้องไปยังหวังเหว่ยเขากำหมัดเตรียมความพร้อมที่จะเข้าจัดการน้องชาย  คราแรกจะทำแค่ให้พิการอีกครั้งแต่ดูท่าแล้วไม่จำเป็นต้องไว้ชีวิตให้เป็นเสี้ยนหนามอีกต่อไป

             “จางหมิ่นเจ้ามันก็คนสารเลวตัวหนึ่งไม่อาจที่จะสู้ข้าได้แล้วยังทำนิสัยเลวระยำต่ำช้าเช่นนี้หวังเพียงกำจัดข้าให้พ้นทางนี่เหรอสิ่งที่เจ้าต้องการคือให้ข้าตายเจ้าถึงจะหยุดใช่ไหม” 

            หวังเหว่ยดูท่าแล้วศึกครั้งนี้คงมีเจ็บสาหัสเป็นจำนวนมากและก็อาจตายเป็นจำนวนมากเช่นกันเขาตายได้แต่มารดาผู้ให้กำเนิดเขาไม่อาจจะทำให้นางบาดเจ็บหรือตายพร้อมกันกับเขาได้  เขาจำเป็นจะต้องปกป้องนาง หันไปมองไป๋เหอที่ยืนข้างๆ คล้ายกับเป็นการกล่าวขอโทษทางสายตา

            “ใช่เจ้าต้องตายข้าถึงจะหยุด” ไหน ๆ ก็ไม่ต้องการเห็นหน้าแล้วเยี่ยงสู้ฆ่าให้ตายดีกว่ากำจัดเสี้ยนหนามชีวิตต่อไปเขาจะได้อยู่อย่างสุขสบายไม่ต้องมีใครทำให้อารมณ์เสียและเขาจะต้องเป็นผู้เยี่ยมยุทธที่หาใครเทียบเคียงไม่ได้

            “จางหมิ่นหากเจ้าลงมือกับน้องชายแม่จะขอสู้ตายไปกับเจ้า”

            เมื่อได้ยินดังนั้นความโกรธก็เพิ่มพูนเท่าทวี มารดาเป็นเช่นนี้ไงเขาถึงได้คิดว่ามารดารักน้องชายมากกว่าตนความน้อยใจความเสียใจไม่อาจจะหยุดอารมณ์ของเขาให้เย็นลงเห็นแน่ชัดแล้วว่ามารดายอมตายเพื่อน้องชาย สองมือกำหมัดแน่นจ้องเขม็งไปยังหวังเหว่ยเหตุใดมันต้องแย่งความรักมารดาไปจากเขาด้วยเพราะมันมารดาถึงเป็นเช่นนี้เขาทั้งเกลียดทั้งโกรธคนตรงหน้าอยากจะจับหั่นเนื้อเป็นชิ้นๆให้หายแค้น

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

            

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ราชามังกรสวรรค์ ที่คุณอ่าน

    เทพมารลิขิตฟ้า

    เทพมารลิขิตฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    72K 42
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.87M 2430
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    นิยาย แฟนตาซี
    282K 1440
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.91M 3613
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน [จบ]

    อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.85M 1165
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258