คำพูดของซูฉางอัน ทำเอาร่างของเป่ยทงเสวียนสั่นเทาขึ้น
เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นในที่สุด“เจ้าทวงความยุติธรรมกลับไปไม่ได้หรอก”
หิมะหนักที่ร่วงลงมาทวีความรุนแรงมากขึ้นไม่หยุดหย่อน เกล็ดหิมะสีขาวปลิวว่อนไปทั่วนภาราวจะกลบจวนเทพนักรบเอาไว้ใต้น้ำแข็งเช่นนั้น
ทว่าประกายนัยน์ตาของซูฉางอันกลับสว่างไสวมากขึ้นเรื่อยๆสายฟ้าเลื้อยพันอยู่รอบตัวเขา ขณะที่พลังแห่งดาบก็ลอยวนเวียนอยู่รอบบริเวณโดยมีเกราะจากเพลิงศักดิ์สิทธิ์ป้องกันอยู่
ในที่สุดเขาก็ย่ำเท้าลงบนพื้นดินอย่างแรง ทันใดนั้นร่างของซูฉางอันก็พุ่งขึ้นไปบนอากาศด้วยความรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด
เป่ยทงเสวียนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนกระบี่มากมายจะปรากฏขึ้นที่กลางอากาศ
“ไป!”เขาตวาดเบาๆ
ทันใดนั้น เหล่ากระบี่กลายเป็นลำแสง พุ่งออกไปดุจจอมอสรพิษราวได้รับคำสั่งอะไรบางอย่างเช่นนั้น
ติ๊ง!
เสียงคำรามแห่งคมดาบดังขึ้นท่ามกลางราตรีอันเงียบสงัด
แสงจากคมดาบปรากฏขึ้นภายในลำแสงที่เกิดจากการทะยานของซูฉางอัน พลันพลังแห่งดาบปะทุขึ้นและลอยวนเวียนอยู่รอบตัวดาบอย่างรวดเร็วและลมแห่งพลังที่เกิดจากสายฟ้าและเพลิงศักดิ์สิทธิ์ถาโถมเข้ามาด้วยเช่นกัน
กระบี่ที่ถาโถมเข้ามาถูกสายลมแห่งพลังของซูฉางอันพัดกระหน่ำไม่ต่างไปจากใบไม้ใบสุดท้ายบนต้นไม้ในฤดูใบไม้ร่วงหลังสั่นไหวอย่างดื้อรั้นอยู่เพียงไม่กี่ครั้งก็ต้องร่วงลงบนพื้นดินไปในที่สุด
ในที่สุดเป่ยทงเสวียนก็แสดงสีหน้าตกตะลึงออกมาเขามองลำแสงที่ใกล้เข้ามามากขึ้นทุกขณะจิต พลันดวงตาปรากฏประกายแสงสว่างไสวออกมาและในที่สุด เขาราวจะตัดสินใจบางอย่างได้...
เขายกกระบี่ขึ้นมากันเอาไว้ที่หน้าอก สองเท้าเริ่มเคลื่อนไหวขึ้นอีกครั้ง
เมื่อเห็นดังนั้น ซูฉางอันก็มีสีหน้าหนักอึ้งขึ้นมาทันทีแต่เขากลับไม่ยอมหยุดการกระทำลง กลับกัน แสงจากคมดาบในมือยิ่งสว่างไสวมากขึ้นเสียอีก
ในที่สุด...
ดาบและกระบี่ก็ปะทะเข้าด้วยกัน
สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกตกใจก็คือเป่ยทงเสวียนที่ฝึกวิชาสายนักพรตกลับเลือกที่จะจับกระบี่ด้วยมือเปล่า แล้วพุ่งเข้าปะทะกับดาบของเขาโดยตรงโดยไม่มีท่าทีเสียเปรียบหรืออ่อนแอกว่าเลยแม้แต่น้อย
เมื่อรับรู้ได้ถึงพลังที่ถูกส่งผ่านเข้ามาจากกระบี่ของศัตรูใบหน้าที่เคยเย็นยะเยือกของเด็กหนุ่มดูจะถอดสีไปเล็กน้อย
แต่เพียงไม่นาน สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกตื่นตกใจก็เกิดขึ้น
เพราะจู่ๆ กระบี่หลายเล่มที่ถูกเขาเหวี่ยงซัดจนร่วงลงไปกองอยู่บนพื้น กลับเริ่มสั่นขึ้นก่อนจะกลายเป็นลำแสงคมเฉียบ พุ่งเข้าโจมตีเขาจากทางด้านหลังในพริบตา
ซูฉางอันหัวใจกระตุกวูบ เขาจำต้องระเบิดพลังออกไปมากกว่าเดิม จากนั้นยืมแรงจากกระบี่ของคู่ต่อสู้ส่งให้ตัวเองถอยหลังกลับไปหลายก้าว จนหลบการโจมตีของกระบี่เหล่านั้นได้อย่างฉิวเฉียดทว่ากระบี่เหล่านั้นกลับไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยเขาไปง่ายๆ เพราะทันทีที่การโจมตีครั้งแรกล้มเหลวตัวกระบี่พลันหมุนโค้งกลับ แล้วพุ่งยังทิศที่ซูฉางอันถอยกรูดกลับไปอีกครั้งด้วยความรวดเร็ว...
ซูฉางอันฉายความเย็นยะเยือกขึ้นในแววตา พลันพลังแห่งดาบพุ่งออกไป กระแทกให้กระบี่เหล่านั้นลอยกระเด็นออกไปจนหมด
แต่ยังไม่ทันได้พักหายใจ ร่างของเป่ยทงเสวียนก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
เขารวดเร็วมาก มากจนซูฉางอันแทบมองไม่ทันว่าเขามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่
เป่ยทงเสวียนจับกระบี่เอาไว้ในมือก่อนจะเหวี่ยงมันลงมาพร้อมกับพลังอันแสนมหาศาล
ซูฉางอันเบิกตาขึ้นด้วยความตื่นตะลึง แต่หาใช่เพราะพลังอันแสนมหาศาลจากกระบี่ของเขาไม่...
เป่ยทงเสวียนฝึกวิชาสายนักพรต และสิ่งที่นักพรตเน้นฝึกคือพลังจิตซึ่งแม้พวกเขาจะเรียกฟ้าฝนได้ตามต้องการ และยกภูเขา แหวกน้ำทะเลได้ก็จริง แต่ร่างกายของพวกเขาอ่อนแอกว่านักรบทั่วไปมากลำพังแค่จะหานักพรตที่ยอมต่อสู้ด้วยพลังทางร่างกาย ไม่ใช้เวทมนตร์ให้เจอ ถือเป็นอะไรที่ยากมากแล้วแต่กับเป่ยทงเสวียน ทั้งที่ฝึกวิชาสายนักพรตแท้ๆแต่กลับยังแสดงวิชากระบี่ที่อำมหิตและรุนแรงเช่นนี้ออกมาได้ด้วยอย่างนั้นรึ?
และสิ่งที่ทำให้ซูฉางอันรู้สึกตกตะลึงมากที่สุดก็คือเขาเคยเห็นกระบวนท่านี้มาก่อน
มันเป็นกระบวนท่าที่ชื่อว่ากระบี่บงกช
เป็นกระบวนท่าที่สองของวิชามาลุตวสันต์ วิชากระบี่ของอวี้เหิงนั่นเอง
เขาเคยฝึกกระบวนท่านี้มาหลายครั้ง ไม่มีทางจำผิดอยู่แล้ว
แต่เพราะกระบี่พุ่งเข้ามาประชิดร่าง เขาจึงไม่มีเวลาคิดอีกเสียงคำรามดังออกจากปากของเขาอีกครั้ง คมดาบถูกยกขึ้นมากันเอาไว้ที่หน้าอก ทำให้เด็กหนุ่มป้องกันการโจมตีจากกระบี่ของเป่ยทงเสวียนได้ในที่สุดแต่ถึงกระนั้น พลังจากกระบี่ก็ยังผลักให้ร่างของเขาถลากลับออกไปทางด้านหลังอยู่ดีเขากระเด็นไปกระแทกเข้ากับกำแพงของจวนเทพนักรบอย่างจังจนกำแพงกลายเป็นรูโบ๋ขนาดใหญ่ จากนั้นร่างของเขาถึงได้หยุดลง และกลับมาตั้งหลักได้ในที่สุด
แขกเหรื่อภายในงานพากันตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น ในตอนนั้นเองในที่สุดพวกเขาก็รู้ว่าเทพนักรบคนใหม่ของแผ่นดินต้าเว่ยผู้นี้ ไม่เพียงมีพลังสายนักพรตที่ล้ำเลิศแต่ยังมีพลังสายนักสู้ที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันลำพังแค่เรื่องที่มีทั้งพลังในสายนักพรตและนักสู้ควบคู่กันไปก็เพียงพอจะทำให้เขาก้าวขึ้นไปอยู่ในสิบอันดับแรกของอันดับผืนฟ้าได้แล้วแต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ทำไมเขาถึงซ่อนพลังที่แท้จริงเอาไว้นานถึงเพียงนี้
“เจ้าไม่เลวเลย” เสียงเย็นเยียบของเป่ยทงเสวียนดังขึ้น
“ทั้งที่มีพลังอยู่ในระดับอรุณรุ่งเท่านั้นแต่กลับบีบให้ข้าต้องใช้พลังทั้งหมดที่มีเพื่อรับมือได้ ลำพังแค่เรื่องนี้แม้แต่มู่กุยอวิ๋นที่ได้ชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งในอันดับปฐพีก็ยังทำไม่ได้เลย”
น่าประหลาดที่ซูฉางอันรับรู้ได้ถึงความชื่นชมจากคำพูดของเขา
ทว่าการชื่นชมนั้นกลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีใจเลยสักนิด กลับกันเขารู้สึกเหมือนเป็นการเย้ยหยันต่างหาก
ซูฉางอันพยายามขับเคลื่อนพลังเพื่อโจมตีคู่ต่อสู้อีกครั้ง แต่ร่างกายกลับถูกกลิ่นอายแห่งพลังแสนเยือกเย็นรุกรานตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบและกลิ่นอายแห่งพลังนั้นก็ทำให้การขับเคลื่อนพลังวิญญาณของเขาถูกขัดขวางลงแต่เขายังไม่อยากหยุดลงเพียงเท่านี้ จึงตะเกียกตะกายลุกขึ้น พยายามฝืนขับเคลื่อนพลังขึ้นอีกครั้งและแล้ว กลิ่นคาวก็ปะทุขึ้นภายในช่องปาก ก่อนจะมีเลือดพุ่งออกมาในที่สุด
“เปล่าประโยชน์”เป่ยทงเสวียนเดินเหยียบหิมะบนพื้นดิน พลางก้าวเข้ามาหาพร้อมกับทอดถอนใจไปด้วย
กระบี่ที่ส่องประกายไปด้วยแสงที่แสนเย็นยะเยือกถูกยื่นออกมาด้านหน้าและทาบลงบนลำคอของซูฉางอันในเวลาต่อมา
“กลับไปเถอะ” เป่ยทงเสวียนบอกแบบนั้น “ไม่เช่นนั้น เจ้าจะตาย”
ทว่ามุมปากที่ยังคงประดับประดาไปด้วยรอยเลือดของซูฉางอันกลับถูกยกขึ้นเบาๆเขาเงยหน้าขึ้นมองเป่ยทงเสวียน พลันดวงตาที่ใสสะอาดราวธารน้ำกลับทอประกายรังสีที่น่าสยดสยอง
“เจ้าไม่กล้าฆ่าข้าหรอก” เขาบอกแบบนั้น
เป่ยทงเสวียนชะงักกึก เขารู้ดีว่าสิ่งที่ซูฉางอันพูดเป็นความจริง
เขาเป็นศิษย์หลานของอวี้เหิง ตราบใดที่อวี้เหิงยังไม่คืนสู่อ้อมกอดของหมู่ดาวย่อมไม่มีใครในแผ่นดินกล้าสังหารหรือแตะต้องเขาจริงๆ เช่นนั้น
นั่นทำให้เป่ยทงเสวียนเลิกคิ้วขึ้นสูงเขาเคยได้ยินเรื่องของซูฉางอันตั้งแต่ตอนที่เริ่มเดินทางมาที่เมืองฉางอันแล้ว
ศิษย์เพียงคนเดียวในรอบสิบปีของสำนักเทียนหลานชิงตำแหน่งจอมดาราจากงานหลอมดาวมาครองทั้งที่มีพลังเพียงระดับหลอมจิต ทำตัวตามใจผยองอวดดี ทั้งยังกล้าอาละวาดที่หอหมู่ตันแล้วไหนจะเรื่องที่เกิดขึ้นในงานเฉลิมพระชนมพรรษาขององค์จักรพรรดิอีก
เดิมที เขาคิดว่าซูฉางอันเป็นเพียงเด็กด้อยประสบการณ์ที่มีใจรักในความยุติธรรมแต่ไร้ความสามารถหรือพรสวรรค์คนหนึ่งเท่านั้น ทว่าเมื่อได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้เขาถึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้ว เด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ได้แย่เหมือนในคำเล่าลือที่เคยได้ยินมาและที่เขากล้าเสี่ยงอันตรายเข้ามาอาละวาดถึงในงานวิวาห์เช่นนี้ เพราะเขามั่นใจ ว่าไม่มีใครกล้าทำอันตรายเขาอย่างแน่นอน...
“แต่อย่างไรเสีย สักวันอวี้เหิงก็ต้องจากไปอยู่ดี เจ้าสร้างศัตรูไปทั่วเช่นนี้ไม่กลัวว่าหากวันนั้นมาถึง จะเอาชีวิตไม่รอดรึ? ” เป่ยทงเสวียนกล่าวถาม
ทว่าซูฉางอันกลับส่งประกายรอยยิ้มออกมามากขึ้นกว่าเดิม“เมืองฉางอันเต็มไปด้วยหมาป่าและสัตว์ร้าย หากข้าไม่ล่าพวกมันพวกมันก็ต้องออกล่าข้าอยู่ดี ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ไยต้องกลัวที่จะสร้างศัตรู? ”
เป่ยทงเสวียนปรากฏรอยยิ้มขึ้นแต่เพียงไม่นานรอยยิ้มนั้นก็ถูกหุบลงอีกครั้ง เขากล่าวด้วยสีหน้าหนักอึ้ง“แต่เจ้าก็ฆ่าข้าไม่ได้อยู่ดี กลับไปเสียเถอะ”
ทว่าแววตาของซูฉางอันกลับทอประกายแสงเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าเดิม
“ข้าฆ่าเจ้าได้” เสียงใสแจ๋วของเขาดังขึ้นท่ามกลางหิมะที่ปลิวไสว
เขากล่าวอย่างมั่นใจ มั่นใจจนไม่อาจตั้งข้อกังขาใดๆ ได้เลยแม้แต่เป่ยทงเสวียนก็ยังชะงักด้วยความตื่นตะลึกอย่างอดไม่ได้
และในตอนที่เป่ยทงเสวียนกำลังจะพูดบางอย่างออกมา ทันใดนั้น ผู้คนรอบด้านที่เคยชมเหตุการณ์อย่างสงบมาโดยตลอดก็ร้องอุทานขึ้น
เป่ยทงเสวียนสะดุ้งตกใจ จึงรีบหันขวับไปยังที่มาของเสียงแต่กลับพบว่าหอกยาวสีแดงกำลังพุ่งแหวกหิมะเข้ามาแล้ว มันพุ่งตรงเข้ามาที่กลางหว่างคิ้วของเขาอย่างทรงพลังปานเป็นจอมอสรพิษที่ออกล่าเหยื่อก็ไม่ปาน