กระดุมหยกครึ่งซีกนอนนิ่งอยู่กลางฝ่ามือของหลินเซียว
มันเป็ของชิ้นเล็กมาก เล็กเสียจนหากตกอยู่ตามพื้น คนส่วนใหญ่อาจกวาดทิ้งไปพร้อมฝุ่น แต่ในเวลานี้มันกลับหนักกว่าหินทั้งก้อน เพราะทุกคนในลานหลังเรือนรู้ดีว่า ของเล็ก ๆ ชิ้นนี้อาจลากคนผู้หนึ่งออกมาจากเงามืดได้
หลินเหวินซานมองกระดุมหยก สีหน้าขรึมลงเรื่อย ๆ
“เ้าพบมันในเสื้อของเ้าแน่หรือ”
“แน่ขอรับ” หลินเซียวตอบ “ติดอยู่ตรงตะเข็บด้านใน ถ้าไม่ตั้งใจหา คงไม่เห็น”
หลินจิ้งหัวเราะเบา ๆ “น้องสามเพิ่งฟื้นก็ช่างละเอียดนัก คนป่วยทั่วไปคงรีบกินยา แต่เ้ากลับรีบค้นเสื้อผ้า”
หลินเซียวมองเขา “คนป่วยทั่วไปไม่ได้เพิ่งถูกฆ่า”
บรรยากาศเย็นลงทันที
ฮูหยินรองเฉินซื่อขมวดคิ้ว “เซียวเอ๋อร์ เ้ายังไม่มีหลักฐาน อย่าเอ่ยคำว่าถูกฆ่าซ้ำ ๆ ให้คนในจวนแตกตื่น”
“ขอรับ” หลินเซียวยิ้มบาง “เช่นนั้นข้าจะใช้คำว่า เกือบเกิดอุบัติเหตุที่มีมือคนอื่นช่วยผลัก แทนก็ได้”
เหล่าจางยกมือกุมหน้าผากเงียบ ๆ
เขาเริ่มคิดแล้วว่าหมอหลิวอาจวินิจฉัยถูก อย่างน้อยนายน้อยของเขาก็ต้องมีบางส่วนเสียหายไปจริง ๆ ไม่ใช่สมอง แต่เป็ความสามารถในการถนอมน้ำใจคน
หลินเหวินซานตวัดสายตามองบ่าวไพร่รอบลาน
“ทุกคนถอยออกไป ใครพูดเื่วันนี้ออกนอกจวน ข้าจะลงโทษตามกฎตระกูล”
บ่าวไพร่รีบคุกเข่ารับคำ ก่อนทยอยถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ
เหลือเพียงคนในตระกูลกับบ่าวใกล้ชิดไม่กี่คน
หลินเหวินซานหันกลับมาหาหลินเซียว “เ้าคิดจะทำอย่างไร”
“ตรวจเสื้อผ้าของคนในจวนขอรับ”
หลินจิ้งเลิกคิ้ว “ทั้งหมด?”
“ไม่จำเป็ทั้งหมด” หลินเซียวกล่าว “กระดุมหยกเนื้อดีแบบนี้ไม่ใช่ของบ่าวทั่วไป คนที่สวมได้มีไม่มาก ตรวจเฉพาะนายท่าน ฮูหยิน คุณชาย คุณหนู และแขกที่อยู่ในจวนคืนเกิดเหตุก็พอ”
เฉินซื่อกล่าวเสียงเย็น “เ้าจะให้บิดาและพี่น้องของเ้าถูกตรวจเหมือนผู้ต้องสงสัยหรือ”
“ขออภัยขอรับ” หลินเซียวหันไปค้อมศีรษะให้นางอย่างสุภาพ “ข้าลืมไปว่ามีแต่ข้าที่ควรถูกฆ่าอย่างเงียบ ๆ ส่วนคนอื่นไม่ควรถูกรบกวนแม้แต่เื่กระดุม”
ใบหน้าของเฉินซื่อแข็งค้าง
หลินเหวินซานตวาด “หลินเซียว!”
“ลูกอยู่ตรงนี้ขอรับ ไม่ต้องเรียกเสียงดัง เดี๋ยวเจ็บคอ”
“เ้า!”
หลินเหวินซานชี้หน้าเขา แต่ชี้อยู่ครู่หนึ่งก็ลดมือลง เพราะเห็นชัดว่าบุตรชายคนนี้หน้าซีดจนแทบยืนไม่ไหว ทว่ายังฝืนยืนตรงอย่างดื้อรั้น
ความโกรธของเขาจึงกลายเป็ความหนักใจ
“เื่นี้ให้ข้าจัดการเอง” หลินเหวินซานกล่าว “เ้าเพิ่งฟื้น กลับไปพัก”
หลินเซียวมองบิดาของร่างนี้
เขาไม่ได้คาดหวังความรักจากคนแปลกหน้าที่มีความเกี่ยวพันทางสายเืกับร่างกาย ไม่ใช่ิญญาของเขา แต่เขา้ารู้ว่าหลินเหวินซานเป็คนแบบใด
เข้มงวด
รักษาหน้า
กลัวเื่อื้อฉาว
แต่ยังไม่ถึงขั้นไร้ใจ
“นายท่านจะจัดการอย่างไรขอรับ” หลินเซียวถาม
หลินเหวินซานขมวดคิ้ว “ข้าจะเรียกคนมาตรวจสอบ”
“คนของใคร”
“คนของข้า”
“เช่นนั้นถ้าคนร้ายเป็คนใกล้ตัวท่านเล่า”
คำถามนี้ทำให้ลานหลังเรือนเงียบลง
หลินเหวินซานจ้องเขาเขม็ง “เ้าสงสัยแม้แต่คนของข้า?”
“ข้าสงสัยทุกอย่างที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ขอรับ”
“รวมถึงข้าด้วย?”
หลินเซียวเงียบไปครู่หนึ่ง
เหล่าจางหน้าซีด รีบจะพูดแทรก แต่หลินเซียวชิงตอบก่อน
“ใช่ขอรับ”
เฉินซื่อสูดลมหายใจเบา ๆ หลินจิ้งมองเขาเหมือนมองคนบ้า ส่วนหลินมู่ที่เงียบมาตลอดกลับหลุบตาลง คล้ายกำลังซ่อนรอยยิ้มจาง ๆ
หลินเหวินซานโกรธจนหน้าแดง “เ้าคิดว่าข้าจะฆ่าลูกตัวเอง?”
“ลูกไม่ได้คิดว่าท่านทำ” หลินเซียวกล่าว “แต่ถ้าลูกเริ่มจากสมมติฐานว่า ‘บิดาย่อมไม่มีทางฆ่าบุตร’ แล้วคนที่ทำบังเอิญเป็บิดาจริง ๆ ลูกก็จะตายฟรี”
ดวงตาของหลินเหวินซานสั่นไหวเล็กน้อย
เขาอยากตวาด อยากสั่งให้บุตรชายคนนี้กลับไปนอน แต่คำพูดนั้นมีเหตุผลเกินไปจนโต้แย้งยาก
หลินเซียวพูดต่อ “การตรวจสอบที่ดีต้องไม่เริ่มจากความเชื่อว่าคนใดบริสุทธิ์หรือผิด แต่เริ่มจากหลักฐาน แล้วค่อยปล่อยให้หลักฐานพาเราไปหาคน”
“เ้าไปเรียนคำพูดพวกนี้มาจากไหน” หลินเหวินซานถามเสียงต่ำ
หลินเซียวกะพริบตา
จากโลกที่มีละครสืบสวนเก้าร้อยตอน หนังอาชญากรรมอีกนับไม่ถ้วน และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลที่ชอบพูดว่า ‘อย่าเชื่ออินไซต์ที่ยังไม่ล้างข้อมูล’
แต่คำตอบนั้นคงใช้ไม่ได้
“ตอนนอนใกล้ตาย คนเรามีเวลาคิดมากขอรับ”
หลินเหวินซานมองเขาอยู่นาน
สุดท้ายจึงหันไปสั่งพ่อบ้านประจำจวน “ไปนำเสื้อผ้าที่ทุกคนสวมในคืนเกิดเหตุมา ตรวจดูเครื่องประดับ กระดุมหยก เข็มกลัด และของที่มีลายเมฆทั้งหมด”
พ่อบ้านรีบรับคำ “ขอรับนายท่าน”
สีหน้าของหลินจิ้งเปลี่ยนไปเล็กน้อย เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่หลินเซียวจับได้
“ช้าก่อน” หลินเซียวกล่าว
พ่อบ้านหยุดเท้า
หลินเหวินซานถาม “มีอะไรอีก”
“ถ้าส่งคนไปแจ้งก่อน ของที่ควรพบอาจหายไป” หลินเซียวหันไปมองหลินเหวินซาน “ขอให้นายท่านส่งคนไปพร้อมกันหลายฝ่าย และห้ามใครออกจากจวนหรือกลับเรือนก่อนตรวจเสร็จ”
เฉินซื่อเสียงแข็งขึ้น “นี่มันเกินไปแล้ว เ้าคิดจะกักบริเวณคนทั้งจวนหรือ”
หลินเซียวมองนางอย่างจริงใจ “ถ้าไม่มีใครผิด ก็ถือว่าเป็กิจกรรมครอบครัวแบบหนึ่งขอรับ”
“หลินเซียว!”
“ฮูหยินรองไม่ชอบกิจกรรมครอบครัวหรือ”
เฉินซื่อกำผ้าเช็ดหน้าแน่น
หลินเหวินซานสูดลมหายใจลึก ก่อนสั่งอีกครั้ง “ทำตามที่เขาพูด”
ครั้งนี้แม้เฉินซื่อก็ไม่อาจคัดค้านต่อหน้าเขาได้
พ่อบ้านเรียกบ่าวชายหลายคน แบ่งกันไปยังเรือนต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว หลินเหวินซานให้คนยกเก้าอี้มาวางกลางลาน เพราะหลินเซียวหน้าซีดจนน่ากลัว
หลินเซียวไม่ปฏิเสธ
เขานั่งลงอย่างสงบ มือยังกำกระดุมหยกครึ่งซีกไว้
ความเจ็บในหน้าอกเริ่มหนักขึ้น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ร่างนี้อ่อนแอกว่าที่เขาคิดมาก หากเป็ร่างเดิมของคีริน แค่เดินจากห้องมาลานหลังเรือนคงไม่ใช่เื่ใหญ่ แต่ร่างหลินเซียวเหมือนโคมกระดาษที่เพิ่งถูกฝนซัด แค่ลมแรงหน่อยก็พร้อมขาด
เหล่าจางย่อตัวข้างเขา กระซิบเสียงเบา “นายน้อย ท่านไหวหรือไม่ขอรับ”
“ไม่ค่อยไหว”
“เช่นนั้นกลับเรือนก่อนเถอะขอรับ”
“ไม่ได้”
“เพราะเื่หลักฐานหรือขอรับ”
“เพราะถ้าลุกตอนนี้อาจล้ม ข้าจะเสียภาพลักษณ์”
เหล่าจางนิ่งไป
เขาเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่านายน้อยพูดเล่นหรือพูดจริง
บางทีปัญหาคือทั้งสองอย่าง
ผ่านไปไม่นาน เสื้อผ้าและเครื่องประดับของคนในจวนเริ่มถูกนำมาเรียงบนโต๊ะไม้ยาวกลางลาน มีทั้งเสื้อคลุมของหลินเหวินซาน เสื้อของหลินมู่ หลินจิ้ง ฮูหยินรอง คุณหนูสี่ และบ่าวผู้เกี่ยวข้องกับคืนเกิดเหตุ
หลินเซียวไม่ได้แตะต้องทันที
เขามองทั้งหมดก่อน
ในโลกเก่า เวลาตรวจข้อมูลจำนวนมาก เขาไม่เริ่มจากการหาคำตอบ แต่เริ่มจากการหาสิ่งผิดปกติ
ข้อมูลที่ควรมีแต่ไม่มี
ข้อมูลที่ไม่ควรมีแต่โผล่ขึ้นมา
และข้อมูลที่ถูกจัดวางให้ดูธรรมชาติเกินไป
เขาหยิบกระดุมหยกครึ่งซีกขึ้นมาวางข้างเสื้อแต่ละตัว เทียบสี เทียบลาย เทียบขนาด
เสื้อของหลินเหวินซานใช้กระดุมทองแดงเคลือบดำ
ของหลินมู่เป็ไม้แกะลายเรียบง่าย
ของเฉินซื่อเป็กระดุมไข่มุก
ของคุณหนูสี่เป็ผ้าผูก
เหลือของหลินจิ้ง
เสื้อคลุมสีฟ้าเข้มถูกพับไว้อย่างเรียบร้อย กระดุมบนตัวเสื้อเป็หยกขาวลายเมฆ
จำนวนทั้งหมดห้าเม็ด
แต่ตำแหน่งอกด้านซ้ายว่างอยู่หนึ่งช่อง
ลานทั้งลานเงียบกริบ
หลินจิ้งยืนตัวตรง สีหน้ายังรักษารอยยิ้มไว้ได้ “บังเอิญจริง กระดุมของข้าหายไปเม็ดหนึ่ง”
หลินเซียวหยิบกระดุมครึ่งซีกในมือขึ้นเทียบกับกระดุมบนเสื้อของหลินจิ้ง
เนื้อหยกเหมือนกัน
ลายเมฆต่อกันได้พอดี
รอยแตกตรงกันราวกับเคยเป็ของชิ้นเดียว
เหล่าจางเผลอกำหมัดแน่น
เฉินซื่อหน้าซีดวาบ ก่อนรีบพูด “นี่พิสูจน์อะไรไม่ได้! กระดุมอาจหลุดั้แ่ก่อนหน้านั้น แล้วบังเอิญติดเสื้อเซียวเอ๋อร์ก็ได้”
หลินเซียวยิ้ม “แน่นอนขอรับ บังเอิญอีกแล้ว บ้านเรามีความบังเอิญมากจนควรเปิดเป็สำนักพยากรณ์”
“เ้าอย่ามาเล่นลิ้น!”
หลินเหวินซานหันไปมองหลินจิ้ง สีหน้าเคร่งเครียด “จิ้งเอ๋อร์ คืนเกิดเหตุ เ้าอยู่ที่ไหน”
หลินจิ้งค้อมศีรษะอย่างนอบน้อม “ลูกอยู่ในเรือน อ่านตำราขอรับ สาวใช้และบ่าวหน้าห้องยืนยันได้”
“อ่านตำราถึงยามห้าย?”
“ใกล้สอบคัดเลือกขุนนาง ลูกไม่กล้าเกียจคร้าน”
หลินเซียวมองเขาอย่างสนใจ
โกหกได้ดี
ไม่รีบ ไม่ลน ไม่ปฏิเสธเกินจำเป็ และมีพยานเตรียมไว้
ถ้านี่เป็เกม หลินจิ้งคงไม่ใช่ศัตรูระดับแรกที่วิ่งเข้ามาให้ผู้เล่นฝึกกดปุ่มโจมตี แต่เป็ตัวละครที่รู้จักปิดประตูหลังตัวเอง
“พยานของพี่รองเป็คนของพี่รองหรือไม่” หลินเซียวถาม
หลินจิ้งหันมามองเขา “แล้วพยานของเ้าล่ะ ไม่ใช่คนของเ้าหรือ เหล่าจางเป็ข้ารับใช้ของมารดาเ้า เขาย่อมเข้าข้างเ้า”
“ถูกต้อง” หลินเซียวพยักหน้า “เพราะฉะนั้นคำพูดของคนใกล้ตัวทุกฝ่ายต้องลดน้ำหนักลงครึ่งหนึ่ง”
หลินจิ้งชะงัก
เขาเหมือนเตรียมรับการโต้เถียง แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยอมรับง่าย ๆ
หลินเซียวหันไปหาเสี่ยวถังซึ่งยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังเฉินซื่อ
“เ้าบอกว่าได้ยินเสียงน้ำจึงเรียกคนมาช่วย ใช่หรือไม่”
เสี่ยวถังตัวสั่น “เ้าค่ะ”
“ก่อนหน้านั้นเ้าเห็นใครแถวสระหรือไม่”
“ไม่...ไม่เห็นเ้าค่ะ”
“ได้ยินเสียงคนพูดไหม”
“ไม่เ้าค่ะ”
“แล้วเ้าไปเก็บผ้าตอนกลางดึกเพราะใครสั่ง”
ใบหน้าของเสี่ยวถังไร้สีเืทันที
เฉินซื่อกล่าวเสียงเข้ม “นางเป็คนของข้า ข้าใช้ให้นางไปเอง มีอะไรแปลกหรือ”
หลินเซียวหันไปมองนาง “ไม่แปลกขอรับ เพียงแต่อยากรู้ว่าเหตุใดต้องให้สาวใช้ออกไปเก็บผ้าตอนฝนตกกลางดึก”
เฉินซื่อหน้าแข็ง “ข้าจำไม่ได้แล้ว เื่เล็กน้อยในเรือนมีมากมาย ข้าจะจำทุกคำสั่งได้อย่างไร”
“นั่นก็จริง” หลินเซียวยอมรับ “คนสั่งฆ่าก็อาจจำไม่ได้เหมือนกันว่าตัวเองสั่งอะไรไปบ้าง”
“เ้า!”
หลินเหวินซานตบโต๊ะ “หลินเซียว พอได้แล้ว”
หลินเซียวเงียบลง
เขารู้ว่าตอนนี้ยังเอาผิดใครไม่ได้
กระดุมครึ่งซีกชี้ไปที่หลินจิ้ง แต่ยังไม่พอ หลินจิ้งอ้างได้ว่ากระดุมหลุดก่อนเกิดเหตุ เฉินซื่ออ้างได้ว่าเสี่ยวถังไปเก็บผ้าเพราะงานในเรือน ทุกอย่างยังเป็หมอก
แต่หมอกไม่ได้มีไว้ให้มองทะลุทันที
บางครั้งแค่รู้ว่ามีใครรีบพ่นหมอก ก็พอจะรู้ทิศทางลม
หลินเซียววางกระดุมลงบนโต๊ะ
“ข้าขอเสนอให้เก็บเสื้อของพี่รองไว้ก่อน และเรียกหมอมาตรวจรอยช้ำที่คอข้าอย่างละเอียด รวมถึงสอบถามบ่าวสองคนที่ช่วยข้าขึ้นจากน้ำว่าแตะตัวข้าตรงไหนบ้าง”
หลินเหวินซานมองเขา “แล้วจากนั้น?”
“จากนั้นก็รอ”
หลินจิ้งหัวเราะ “รออะไร”
หลินเซียวหันไปยิ้มให้เขา
“รอให้คนที่คิดว่าตัวเองถูกจับได้เริ่มทำผิดพลาด”
รอยยิ้มของหลินจิ้งบางลง
หลินเซียวรู้ว่าอีกฝ่ายได้ยินคำขู่แล้ว
เขาไม่ได้้าจบคดีวันนี้ เพราะคนฉลาดจะไม่ฆ่าพยานกลางลานต่อหน้าบิดา แต่คนฉลาดมักมีข้อเสียอย่างหนึ่ง
พวกเขาเกลียดความไม่แน่นอน
เมื่อไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรู้อะไรบ้าง พวกเขาจะเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อควบคุมสถานการณ์
และการเคลื่อนไหวนั้นแหละคือรอยเท้า
หลินเหวินซานสั่งให้เก็บหลักฐานทั้งหมดไว้ในห้องหนังสือของตนเอง แล้วให้หมอหลิวมาตรวจอาการหลินเซียวอีกครั้ง
เื่ในลานจบลงเพียงเท่านั้น อย่างน้อยก็ในสายตาคนอื่น
แต่หลินเซียวรู้ดีว่า ั้แ่วินาทีที่กระดุมหยกต่อกันได้พอดี คนร้ายย่อมไม่มีทางนอนหลับสนิท
เขาถูกเหล่าจางประคองกลับเรือน ระหว่างทางบ่าวไพร่หลบสายตาเขามากกว่าเดิม บางคนมองเขาด้วยความกลัว บางคนมองด้วยความสงสัย และบางคนมองเหมือนเห็นคนตายเดินได้จริง ๆ
ซึ่งก็ไม่ผิดนัก
พอกลับถึงห้อง หลินเซียวทรุดลงบนเตียงทันที
เหล่าจางใ “นายน้อย!”
“ไม่เป็ไร” หลินเซียวหอบเบา ๆ “แค่ร่างนี้เหมือนบ้านผุที่เ้าของเดิมไม่ซ่อม”
เหล่าจางรีบรินน้ำอุ่นให้ “ท่านไม่ควรฝืนถึงเพียงนั้นเลยขอรับ”
หลินเซียวรับน้ำมาจิบ ความขมจากยาที่ค้างอยู่ในปากทำให้เขาหน้านิ่ว
“ถ้าไม่ฝืน วันนี้กระดุมอาจหายไป”
“แต่ท่านสงสัยคุณชายรองจริงหรือขอรับ”
“สงสัย”
“แล้วฮูหยินรองเล่าขอรับ”
“สงสัย”
“เสี่ยวถัง?”
“สงสัย”
เหล่าจางลังเล “แล้วนายท่าน...”
หลินเซียวมองเขา
เหล่าจางรีบก้มหน้า “ข้าน้อยล่วงเกินแล้ว”
“ข้าไม่รู้จักพวกเขาพอจะไว้ใจใคร” หลินเซียวกล่าวเสียงเรียบ “แต่เ้าของร่างนี้ไว้ใจเ้า”
เหล่าจางชะงัก
หลินเซียวเองก็ชะงักเล็กน้อย
คำว่าเ้าของร่างนี้หลุดออกมาเกือบตรงเกินไป
เขากระแอมเบา ๆ “หมายถึงข้าเมื่อก่อน”
เหล่าจางมองเขาด้วยสายตาอ่อนลง “นายน้อย ท่านเปลี่ยนไปมากจริง ๆ”
“คนเกือบตายมักเปลี่ยน”
“แต่ท่านเหมือน...”
“เหมือนอะไร”
เหล่าจางเงียบไปนาน ก่อนตอบเสียงเบา “เหมือนคนที่กลับมาจากที่ไกลมาก”
หลินเซียวไม่พูด
เพราะชายแก่พูดถูกเกินไป
เขากลับมาจากที่ไกลมากจริง ๆ ไกลจนต่อให้เล่าออกไปก็คงไม่มีใครเชื่อ
โลกที่มีตึกสูง รถยนต์ ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต กาแฟเย็นราคาแพง และงานที่ทำให้มนุษย์สงสัยทุกเช้าว่าตนเองยังมีิญญาอยู่หรือไม่
เทียบกับโลกนี้ที่คนยังเชื่อว่า์เขียนชะตาบนศิลา เขารู้สึกเหมือนถูกโยนเข้าหนังสือประวัติศาสตร์ที่มีคนแอบใส่เวทมนตร์ไว้ท้ายเล่ม
แต่ไม่ว่าจะเป็โลกใด คนโกหกก็ยังโกหกคล้ายกัน
และคนฆ่าก็ยังกลัวถูกจับคล้ายกัน
ค่ำวันนั้น หมอหลิวมาตรวจร่างกายหลินเซียว
หมอหลิวเป็ชายวัยห้าสิบ หน้าตาเคร่งขรึม กลิ่นสมุนไพรติดตัวจนเหมือนทั้งชีวิตแช่อยู่ในหม้อยา เขาตรวจชีพจร ดูรอยช้ำบนคอ และถามอาการหลายอย่าง
หลินเซียวตอบตามจริงบ้าง เลี่ยงบ้าง โดยเฉพาะคำถามที่ว่าเหตุใดจึงพูดจาเปลี่ยนไปมาก
หลังตรวจเสร็จ หมอหลิวหันไปบอกหลินเหวินซานที่ตามมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
“รอยช้ำที่คอคล้ายถูกแรงกดจริงขอรับ แต่อาจเกิดจากตอนช่วยขึ้นจากน้ำก็ได้ ต้องสอบถามคนที่ช่วยอีกที”
หลินเหวินซานพยักหน้า
หลินเซียวถามจากเตียง “หมอหลิว หากคนตกน้ำเอง รอยช้ำที่คอจะเกิดขึ้นได้บ่อยหรือไม่”
หมอหลิวมองเขา “ไม่บ่อย แต่ไม่ใช่ไม่มี”
“แล้วถ้ามีคนกดคอจากด้านหลังเล่า”
“ก็เป็ไปได้”
“สรุปคือเป็ไปได้ทุกอย่าง”
หมอหลิวพยักหน้า “โรคภัยและาแต้องดูหลายอย่างประกอบกัน ไม่อาจตัดสินจากรอยเดียว”
หลินเซียวมองเขาอย่างพอใจ “หมอดี”
หมอหลิวชะงัก “อะไรนะขอรับ”
“ไม่มีอะไร ข้าชมท่าน”
หมอหลิวดูไม่แน่ใจว่าควรดีใจหรือระวังตัว
หลินเหวินซานสั่งให้เขาจ่ายยาแล้วออกไป ก่อนหันกลับมาหาหลินเซียว
“ข้าให้คนสอบบ่าวสองคนแล้ว พวกเขาบอกว่าตอนดึงเ้าขึ้นจากน้ำ คนหนึ่งจับแขน อีกคนจับเอว ไม่มีใครจับคอ”
หลินเซียวพยักหน้า “น่าสนใจขึ้นเรื่อย ๆ”
“เ้าไม่ควรยินดีกับเื่เช่นนี้”
“ลูกไม่ได้ยินดีขอรับ ลูกเพียงไม่ชอบความน่าเบื่อ”
หลินเหวินซานนวดหัวคิ้ว
เขาไม่รู้ว่าบุตรชายคนนี้เกือบตายแล้วเสียสติ หรือแท้จริงที่ผ่านมาเขาไม่เคยรู้จักบุตรชายคนนี้เลย
“ั้แ่วันนี้ เ้าห้ามออกจากเรือนโดยพลการ” หลินเหวินซานกล่าว “ข้าจะให้คนเฝ้าเพิ่ม”
“เฝ้าเพื่อปกป้องข้า หรือเฝ้าไม่ให้ข้าสร้างเื่ขอรับ”
“ทั้งสองอย่าง”
“เช่นนั้นถือว่ายุติธรรมดี”
หลินเหวินซานมองเขานาน ก่อนถอนหายใจ “พักเสีย เื่นี้ข้าจะตรวจสอบต่อ”
หลินเซียวถาม “ถ้าคนร้ายเป็หลินจิ้ง ท่านจะทำอย่างไร”
หลินเหวินซานนิ่งไป
คำตอบนั้นชัดเจนกว่าคำพูด
หลินเซียวหัวเราะเบา ๆ “เข้าใจแล้ว”
“เ้าหมายความว่าอะไร”
“หมายความว่าข้าควรหาหลักฐานที่ท่านปิดตาไม่ได้”
สีหน้าหลินเหวินซานเปลี่ยนไป แต่หลินเซียวหลับตาลงแล้ว
“ลูกเหนื่อย ขอพักก่อนขอรับ”
นั่นเป็การไล่แขกที่สุภาพและหยาบคายพอ ๆ กัน
หลินเหวินซานยืนอยู่ข้างเตียงอีกครู่หนึ่ง ก่อนหมุนตัวออกจากห้องไป
เมื่อประตูปิดลง เหล่าจางจึงเดินเข้ามาเบา ๆ
“นายน้อย ท่านพูดกับนายท่านแรงเกินไปหรือไม่ขอรับ”
“อาจใช่”
“แล้วเหตุใดยังพูด”
“เพราะข้าอยากดูว่าเขาเจ็บตรงไหน”
เหล่าจางไม่เข้าใจ
หลินเซียวลืมตา มองเงาไฟบนเพดาน
“คนเราถูกแทงด้วยคำพูดตรงไหน มักบอกได้ว่าซ่อนอะไรไว้ตรงนั้น”
หลินเหวินซานไม่ได้โกรธที่สุดตอนถูกสงสัยว่าเป็ฆาตกร
แต่เขานิ่งที่สุดตอนถูกถามว่าหากคนร้ายเป็หลินจิ้งจะทำอย่างไร
นั่นแปลว่าในใจเขารู้ดีว่าเื่นี้อาจเกี่ยวกับลูกชายคนโปรด
และรู้ดีด้วยว่า หากเป็จริง เขาอาจไม่กล้าตัดสินอย่างยุติธรรม
จวนตระกูลหลินจึงไม่ได้มีเพียงฆาตกร
ยังมีความลำเอียง ความกลัวเสียหน้า และผลประโยชน์ที่พันกันเหมือนรากไม้ใต้ดิน
หลินเซียวถอนหายใจ
“เหนื่อยจริง ๆ”
เหล่าจางรีบดึงผ้าห่มให้ “เช่นนั้นนอนเถอะขอรับ”
“ไม่ได้”
“ทำไมอีกขอรับ”
“คืนนี้คนร้ายน่าจะเคลื่อนไหว”
เหล่าจางหน้าตึงทันที “ท่านคิดว่าเขาจะมาฆ่าท่านอีก?”
“ถ้าเขาโง่ ก็ใช่”
“แล้วถ้าเขาฉลาดเล่าขอรับ”
หลินเซียวยิ้มจาง ๆ
“เขาจะไปฆ่าคนที่พูดมากกว่าข้า”
คืนนั้น จวนตระกูลหลินเงียบผิดปกติ
หลังเหตุการณ์กลางวัน ทุกเรือนต่างปิดประตูเร็ว บ่าวไพร่ไม่กล้าเดินพลุกพล่าน เสียงสนทนาถูกกดให้เบาลงราวกับกำแพงทุกด้านมีหู
หลินเซียวนอนอยู่บนเตียง ดวงตาปิดสนิท แต่ไม่ได้หลับ
ข้างฉากกั้น เหล่าจางนั่งเฝ้าพร้อมไม้กระบองหนึ่งท่อน สีหน้าจริงจังราวกับเตรียมออกรบ
ยามสามผ่านไป ลมด้านนอกเย็นขึ้น
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบามากดังขึ้นนอกหน้าต่าง
หลินเซียวลืมตา
เหล่าจางก็ได้ยิน เขาค่อย ๆ ลุกขึ้น กำไม้กระบองแน่น
เงาหนึ่งเคลื่อนผ่านกระดาษหน้าต่าง
ไม่ใช่คนตัวใหญ่
ฝีเท้าเบา ลังเล และรีบร้อน
หลินเซียวส่งสัญญาณให้เหล่าจางอย่าเพิ่งขยับ
เงานั้นหยุดอยู่หน้าประตู
จากนั้นมีเสียงเคาะเบา ๆ สามครั้ง
ก๊อก
ก๊อก
ก๊อก
เหล่าจางขมวดคิ้ว
หลินเซียวพูดเสียงเบา “ใคร”
ด้านนอกเงียบไปครู่หนึ่ง
แล้วเสียงสั่น ๆ ของหญิงสาวก็ดังขึ้น
“นายน้อยสาม...บ่าวเสี่ยวถังเ้าค่ะ”
เหล่าจางเบิกตากว้าง
หลินเซียวค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง
มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
มาแล้ว
คนที่พูดมากกว่าข้า.