โหมวซือฉิงยังคงยื่นหน้าออกไปนอกหน้าต่างรถแล้วพูดอย่างอารมณ์ดี“ตรวจตราแถบนี้กับเพื่อนอยู่พอดี เห็นพวกคุณก็เลยขับมาดูหน่อยแค่นั้นไม่มีอะไรหรอก”
สีหน้าโหมวซือฉิง ‘เป็นธรรมชาติ’ มากไม่หลุดเลยสักนิดว่าหัวหน้ารู้เรื่องนี้
‘พี่หวง’ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะมองข้างหลัง เห็นเพื่อนร่วมงานกำลังวุ่นเป็นหนูติดจั่นก็พยักหน้าให้ “ได้ไปดูสิ อย่าเอะอะล่ะ ทีมเฉินกำลังไขคดีกันอยู่”
โหมวซือฉิงพยักหน้าตอบ “วางใจเถอะพี่หวงฉันก็แค่จะไปดูเฉยๆ เรียนรู้ประสบการณ์กับเทคนิคจากพวกคุณไง!”
‘ภูมิหลัง’ ของโหมวซือฉิงนั้น คนในสำนักงานต่างรู้ดีถึงแม้ทั้งสองทีมจะแข่งขันกันดุเดือดและเป็น ‘ศัตรู’ กัน ทว่าทั้งสองฝ่ายล้วน‘อดทน’ กับโหมวซือฉิงประมาณหนึ่ง หนึ่งเพราะฐานะของเธอพิเศษพอๆกับผู้กำกับหูชิงซาน ใครหน้าไหนจะไม่ ‘ไว้หน้า’ เธอบ้างเล่าสองเพราะโหมวซือฉิงเป็นผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่ง การทำ ‘ดี’กับสาวสวยล้วนเป็นจุดอ่อนของผู้ชายทุกคนอยู่แล้ว!
หากเปลี่ยนเป็นใครสักคนในทีมสืบสวนอาชญากรรมพี่หวงคนนี้ไม่มีทางปล่อยให้เข้าไปในที่ที่กำลังปฏิบัติภารกิจอย่างแน่นอน!
“ขอบคุณมากพี่หวง” โหมวซือฉิงยิ้มขอบคุณขณะกำลังจะออกรถ พี่หวงคนนั้นก็ยื่นมือมาขวางไว้อีก
“ช้าก่อน เขาเป็นใคร” พี่หวงเห็นชายแปลกหน้าในชุดตำรวจนั่งอยู่บนเบาะผู้โดยสารจึงรีบหยุดรถอีกครั้งด้วยความระแวง
โหมวซือฉิงอธิบายพร้อมรอยยิ้ม “พี่หวงนี่คือญาติฉันเอง เพิ่งมาฝึกงานที่สถานีตำรวจท้องที่ระดับเริ่มต้นฉันจึงพาเขามาหาประสบการณ์ ดันเจอพวกพี่หวงทำคดีใหญ่อยู่พอดี นี่นับว่าเป็นโชคดีของเขาแล้วได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้ถือว่าเป็นพรเลย!”
สีหน้าพี่หวงอ่อนลงก่อนจะสังเกตว่าหน้าตาท่าทางสวี่ตงดูเด็กนักคงจะเป็นนักเรียนจากโรงเรียนตำรวจที่เพิ่งมาฝึกงาน แถมยังไม่รู้จักเขาด้วยคงไม่ใช่คนในทีมสืบสวนอาชญากรรม อีกอย่างคนในสำนักงานน่ะเขาไม่รู้จักใครบ้างดีกว่า
“งั้นก็ไปเถอะ เงียบๆ กันหน่อยนะ”พี่หวงพยักหน้าพลางโบกมือให้ทางอีกครั้งเพื่อนตำรวจข้างกายเขาจึงไม่เข้าไปขวางและปล่อยให้เข้าไป
โหมวซือฉิงขับรถเข้าไปใกล้ฝั่งนั้น ก่อนจะจอดรถริมถนนแล้วพูดกับสวี่ตงว่า“สวี่ตง ลงไปดูกับฉันหน่อย จำไว้นะ เราจะทำตัวให้เงียบที่สุดถ้าไม่เจออะไรค่อยแอบออกมาเงียบๆ พอ!”
“ผมเข้าใจแล้ว” สวี่ตงพยักหน้ารับปากหลังจากลงรถจึงตามติดด้านหลังโหมวซือฉิงโดยไม่ส่งเสียงแม้แต่แอะเดียว
ตลอดทางเต็มไปด้วยตำรวจอย่างน้อยก็สี่สิบถึงห้าสิบคนได้ ผ่านไปอีกยี่สิบถึงสามสิบเมตรก็เจอตำรวจติดอาวุธอีกยี่สิบกว่าคนที่ยืนเฝ้าคนกลุ่มหนึ่งประมาณแปดเก้าคนที่ถูกใส่กุญแจมือนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นและยังมีตำรวจอีกสิบกว่าคนกำลังตรวจค้นตามโขดหินริมฝั่ง
สวี่ตงเห็นเรือประมงยาวกว่าสิบเมตรลำหนึ่งจอดเทียบท่าอยู่ริมน้ำด้านหน้าและด้านหลังของเรือมีเรือลาดตระเวนของตำรวจและยังมีเรือเร็วอีกเจ็ดแปดลำซึ่งบางลำกำลังปล่อยมนุษย์กบลงน้ำ
โหมวซือฉิงขมวดคิ้วทันควันสิ่งที่เธอคิดได้มีหรือเฉินซิ่วเฟิงที่ผ่านประสบการณ์โชกโชนจะคิดไม่ได้
ทั้งแปดเก้าคนที่จับมาได้คงถูกค้นตัวจนพรุนแล้วเรือประมงลำนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง คงถูกตรวจค้นทั้งข้างนอกและข้างในไปหมดแล้วแม้แต่ใต้น้ำรอบเรือยังมีมนุษย์กบลงค้นหาทว่าดูจากสถานการณ์ตอนนี้คงยังไม่ได้อะไร!
บนโขดหินริมฝั่งมีตำรวจวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปีคนหนึ่งยืนอยู่ดูจากอินทรธนูบนไหล่ของเขาคงจะเป็น ‘เจ้าหน้าที่ระดับสูง’ เขากำลังจ้องมนุษย์กบที่กำลังค้นหารอบเรือด้วยสีหน้า‘เคร่งขรึม’
สวี่ตงเดาว่าคนคนนี้คงเป็น ‘ผู้บัญชาการสูงสุด’ของปฏิบัติการครั้งนี้โหมวซือฉิงเห็นแบบนี้เข้าก็คิดว่าไม่มีทางไปที่เรือหรือลงน้ำเพื่อ‘ตรวจสอบและค้นหา’ ได้แน่ ในสถานการณ์ที่ยังไม่มีความมั่นใจ เธอยังไม่สามารถ ‘ปะทะ’กับเฉินซิ่วเฟิงได้
“สวี่ตง เจออะไรหรือเปล่า” ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งโหมวซือฉิงถึงได้กระซิบถามสวี่ตง
สวี่ตงส่ายหน้าตั้งแต่เห็นคนที่ถูกจับกุมเขาก็เพ่งความสนใจไปตรงนั้นทว่าคนกลุ่มนั้นไม่มีออร่าของยาเสพติดเปล่งออกมาเลยและบริเวณนี้ก็ยังไม่มีออร่าแบบนั้นปรากฏเลยสักนิด
บนเรือประมงก็ไม่มีแสดงว่าบนเรือไม่มียาเสพติดซ่อนอยู่ และบริเวณรอบๆ เรือก็ไม่มี ‘ออร่า’ปรากฏอยู่เลย
สวี่ตงขมวดคิ้วพลางสำรวจอย่างละเอียด บริเวณรอบๆเรือไม่มีออร่าปรากฏอยู่เลยจริงๆ มนุษย์กบเหล่านั้นย่อมกลับมามือเปล่า
เมื่อมองผิวน้ำไกลออกไปล้วนเป็นสีดำสนิทมองไม่เห็นอะไรเลย
ตำรวจที่ขับเรือเร็วลาดตระเวนเปิดไฟดวงใหญ่เพื่อค้นหาในทีมค้นหามีบางคนใช้ ‘กล้องมองกลางคืน’ ค้นหาตอนที่สวี่ตงเห็นของสิ่งนั้นก็ต้องชะงัก ก่อนจะแอบกระซิบกับโหมวซือฉิง “คุณหากล้องมองกลางคืนให้ผมหน่อยได้ไหม”
โหมวซือฉิงอึ้ง มองไปที่เรือลาดตระเวนที่อยู่ใกล้ๆก่อนจะพยักหน้า “ได้ ฉันจะลองดู”
คนที่เข้าร่วมปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ได้มีแต่คนของหน่วยปราบปรามยาเสพติดยังมีคนจากหน่วยอื่นของสำนักงานตำรวจเข้าร่วมด้วย รวมถึงคนจากหน่วยอาชญากรรมก็มีปกติคนที่อยู่บนเรือลาดตระเวนล้วนเป็นตำรวจน้ำ โหมวซือฉิงถึงได้บอกว่าจะลองดูเผื่อขอยืมได้สักอัน
พอดีกับมีเรือลาดตระเวนลำหนึ่งจอดเทียบท่าตำรวจสองคนกระโดดขึ้นฝั่ง หนึ่งในนั้นเดินไปยังตำแหน่งที่เฉินซิ่วเฟิงยืนอยู่ดูเหมือนมีเรื่องจะ ‘รายงาน’ เขา
โหมวซือฉิงรีบพุ่งเข้าไปกระซิบกับเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนอีกคนหนึ่งทันที“พี่ชาย ขอยืมกล้องมองกลางคืนสักอันได้ไหม”
เจ้าหน้าที่คนนั้นตกใจ ก่อนจะมองสำรวจโหมวซือฉิงเดิมทีคิดจะปฏิเสธไปตรงๆแต่เห็นสาวสวยในเครื่องแบบตำรวจสุดเท่จับใจก็เกิดปฏิเสธไม่ลงหลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ยื่นกล้องมองกลางคืนให้เธอและลดเสียงกระซิบกับเธอว่า“อย่าทำพังละ ใช้แล้วก็รีบเอามาคืนนะ”
ถึงอย่างไรก็เป็นตำรวจเหมือนกันตอนนี้ก็กำลังร่วมมือกันปฏิบัติภารกิจ ให้เธอยืมสักหน่อยคงไม่เป็นไรหรอก!
โหมวซือฉิงรีบขอบคุณด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณๆฉันรับรองว่าจะไม่ทำพัง เดี๋ยวเอามาคืนนะ!”
ผู้คนขวักไขว่ ทั้งยังเอะอะวุ่นวาย เฉินซิ่วเฟิงจึงไม่สังเกตเห็นโหมวซือฉิงท่ามกลางผู้คนมากหน้าหลายตา
โหมวซือฉิงได้กล้องแล้วก็กลับไปหาสวี่ตงและยื่นให้เขาก่อนจะพูดด้วยสีหน้าภูมิอกภูมิใจ “เอ้า ยืมได้แล้ว”
ความหมายของมันคือจะบอกว่าหากเปลี่ยนเป็นคนอื่นก็ยืมไม่ได้หรอก!
สวี่ตงยิ้มและไม่พูดอะไร รับกล้องมองกลางคืนมาแล้วก็ศึกษาวิธีใช้ก่อนเขาเคยเห็นเจ้านี่แค่ในหนัง ไม่เคยเห็นของจริงมาก่อน
โหมวซือฉิงรีบสอนเขา “เปิดสวิตช์ก่อนตอนมองก็ค่อยปรับความชัด…”
สวี่ตงทำตามที่โหมวซือฉิงสอนและภาพที่มืดสนิทก็สว่างขึ้นภาพอันเป็นเอกลักษณ์ภายใต้เลนส์กล้องมองกลางคืนปรากฏขึ้นราวกับอยู่หน้าจอโทรทัศน์
แม้แต่จุดไกลๆ ก็ยังซูมเข้ากล้องได้แม้แต่การแสดงสีหน้าเล็กๆ น้อยๆ เขาก็ยังเห็นได้อย่างชัดเจนสวี่ตงมองภาพเหล่านั้นอย่างตื่นตาตื่นใจ
เมื่อมองไปยังจุดที่มีแสงสว่างกลับให้ผลไม่ชัดนักแต่พอหันกล้องไปทางที่มืดไร้แสงไฟ กล้องมองกลางคืนก็สำแดงประโยชน์ทันที!
บริเวณรอบเรือประมงไม่เจออะไรเลย สวี่ตงค่อยๆขยับกล้องไปไกลขึ้น ผิวน้ำอันมืดมิดพลันปรากฏในกล้องราวกับเป็นเวลากลางวัน
สวี่ตงค่อยๆ ขยับกล้องออกจากเรือตอนแรกยังไม่พบอะไร ทว่าตอนที่ขยับกล้องไปมองทางจุดที่ห่างจากชายฝั่งประมาณสามถึงสี่ร้อยเมตรจู่ๆ ก็มี ‘ออร่า’ แบบที่เขาจดจำได้ขึ้นใจปรากฏขึ้นในกล้อง!
สวี่ตงสะดุ้งวาบไปทั้งตัวจ้องตำแหน่งนั้นอย่างละเอียดอยู่พักหนึ่งและเห็นว่าภายในรัศมีหนึ่งร้อยเมตรตรงนั้นมี ‘ออร่า’ ของยาบ้าเปล่งออกมามากกว่าเจ็ดแห่ง!
ดูจากความเข้มและขนาดของออร่าที่เปล่งออกมาสวี่ตงก็เดาได้ว่าปริมาณยาบ้าตรงนั้นมากกว่าในห้องเก็บหลักฐานอย่างน้อยหลายสิบเท่า!
นอกจากนี้ บนผิวน้ำปรากฏออร่าแบบนี้มากกว่าเจ็ดแห่งก็หมายความว่ามียาบ้าจำนวนมากขนาดนั้นมากกว่าเจ็ดแห่งทำเอาสวี่ตงแอบตกใจ จำนวนมากขนาดนั้นหากเล็ดลอดไปได้จะมีอีกกี่ครอบครัวที่ถูกทำลาย
“สวี่ตง หาเจอไหม” โหมวซือฉิงที่อยู่ข้างๆเห็นสวี่ตงส่องกล้องไปทางผิวน้ำไม่ขยับอยู่นานก็เริ่มร้อนใจจึงแอบกระซิบถาม
สวี่ตงลดกล้องลง กำลังคิดว่าจะพูดอย่างไรดี
โหมวซือฉิงอดถามไม่ได้อีกครั้ง “เจออะไรไหม”
เนื่องจากเธอมั่นใจไปแล้วว่าความสามารถของสวี่ตงคือ‘ประสาทรับกลิ่น’ ตำแหน่งนี้อยู่บนหินที่ยื่นออกไปในแม่น้ำพอดีซึ่งถือว่าเป็น‘ทิศเหนือลม’ อากาศจะไหลผ่านแถบนี้ก่อน หากมีกลิ่นสวี่ตงก็น่าจะหาอะไรเจอบ้าง
สวี่ตงตอบด้วยเสียงเคร่งขรึม“เหมือนจะได้กลิ่นหน่อยๆ แต่ยังยืนยันไม่ได้…ให้ผมขึ้นเรือลาดตระเวนไปใกล้ๆกว่านี้ได้ไหม”
โหมวซือฉิงตะลึงไปอีกครั้ง อยากเอ็ดสวี่ตงว่า‘ได้คืบจะเอาศอก’ แต่พอได้ยินสวี่ตงบอกว่า ‘ได้กลิ่นหน่อยๆ’เธอก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันทีต่อให้ยากแค่ไหนขอเพียงหาของเจอก็ไม่สำคัญว่าเฉินซิ่วเฟิงจะโกรธหรือเปล่านี่นา
“ได้ ฉันจะลองดู…” โหมวซือฉิงพยักหน้าก่อนจะเดินไปหาเจ้าหน้าที่คนเดิมที่ให้เธอยืมกล้องแถมยังแอบมองเธอเป็นพักๆอีกครั้ง
เจ้าหน้าที่คนนั้นถูกความ ‘งาม’อันน่าทึ่งของโหมวซือฉิงสะกดไปแล้วพอเห็นโหมวซือฉิงเดินมาหาเขาอีกครั้งจึงฉีกยิ้มให้ราวกับกำลัง ‘รอ’ อยู่
“พี่ชายพาฉันกับเพื่อนไปลาดตระเวนในแม่น้ำหน่อยได้ไหม แค่นิดเดียว!”
เห็นสีหน้าของเจ้าหน้าที่คนนั้นแล้วโหมวซือฉิงก็รู้จักการ‘เล่นละคร’ หลังจาก ‘ร้องขอ’เสียงอ่อนเสียงหวานนิดหน่อยเจ้าหน้าที่คนนั้นก็เหลวไปทั้งตัวเขาเหลือบมองเพื่อนที่ไปรายงานเฉินซิ่วเฟิงนิดหน่อยก่อนจะพยักหน้าให้ “ได้แต่ได้แค่ไม่กี่นาทีนะ”
เมื่อเห็นว่าปฏิบัติการในคืนนี้ล้มเหลวเขาจึงคิดว่าเดี๋ยวเฉินซิ่วเฟิงคงประกาศ‘ถอนกำลัง’ หากพาโหมวซือฉิงไปลาดตระเวนสักหน่อยคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
แน่นอนว่าหากเปลี่ยนเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตำรวจย่อมไม่ได้แต่โหมวซือฉิงกับสวี่ตงใส่ชุดตำรวจ แถมยังอยู่ในพื้นที่ปฏิบัติการหากไม่ใช่ตำรวจแล้วยังเป็นใครได้อีกเล่า
ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการประสานงานกับหน่วยงานหลายฝ่ายการพาเจ้าหน้าที่ตำรวจลงไปลาดตระเวนในแม่น้ำจึงไม่ถือว่าผิดกฎ
แน่นอนว่าประเด็นหลักยังเป็นเพราะ ‘ความสวย’ของโหมวซือฉิง!
สวี่ตงแอบถอนหายใจ ‘หน้าตาดีก็ถือว่ามีต้นทุน!’
หลังจากขึ้นเรือลาดตระเวนเจ้าหน้าที่คนนั้นก็หยิบเสื้อชูชีพสองตัวยื่นให้ “สวมชูชีพด้วย”
โหมวซือฉิงสวมเสื้อชูชีพอย่างรวดเร็วเรื่องแบบนี้เธอเคยเจอมาหลายครั้งแล้วจึงมีประสบการณ์ กลับเป็นสวี่ตงที่เพิ่งเคยสวมเป็นครั้งแรกจึงค่อนข้างเงอะงะ
หลังจากสวมเสื้อชูชีพเสร็จเรียบร้อยอย่างยากลำบากสวี่ตงก็เห็นว่าโหมวซือฉิงกำลังจ้องเขาอยู่ เขารู้ว่าเธอกำลังรอ ‘คำชี้แนะ’ของตนจึงรีบชี้นิ้วไปยังทิศหนึ่ง “พี่ชาย ไปตรวจสอบทางนั้นทีครับ!”