วันต่อมา
หนานหมิงมุ่งหน้ากลับสู่เมืองจิวหยางพร้อมกับคนของเขาไม่กี่คน
ส่วนหนานเทียนอวิ๋นเขาเที่ยวเล่นอยู่ที่เทือกเขาเพลิงผลาญก่อน โดยที่เขามีจ้าวลู่กงและเหมาอี้กังคอยคุ้มครอง
นอกจากนี้หนานหมิงก็ไม่ได้กังวลว่าหนานเทียนอวิ๋นจะเจออันตรายเพราะภายในตัวของหนานเทียนอวิ๋นมีสมบัติปกป้องชีวิตนับไม่ถ้วน แถมยังมีหน่วยลับที่คอยเฝ้าติดตามอยู่อย่างใกล้ชิดอีกสามคน
สมบัติต่างๆที่หนานหมิงมอบให้หนานเทียนอวิ๋นสามารถสังหารได้แม้กระทั้งเซียนนิรันดร์ขั้นสมบูรณ์ แถมภายในตัวของหนานเทียนอวิ๋นก็มีหุ่นเชิดระดับเซียนอมตะขั้นต้นอยู่ถึงสองตัวด้วยกัน เพียงแค่นี้ก็บ่งบอกได้แล้วว่าการที่จะทำร้ายหนานเทียนอวิ๋นแทบจะเป็นไปไม่ได้
จะมีเพียงสิ่งเดียวที่สามารถทำร้ายหนานเทียนอวิ๋นได้ก็คือประสบการณ์ เพราะฉะนั้นแล้วหนานหมิงจึงต้องการให้หนานเทียนอวิ๋นเติบโตขึ้นโดยที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของเขา เพราะฉะนั้นบางครั้งเขาจึงให้หนานเทียนอวิ๋นออกไปเที่ยวเล่นและหาประสบการณ์ด้วยตัวเอง แต่การที่หนานเทียนอวิ๋นจะออกไปข้างนอกได้เขาจะต้องให้ผู้ติดตามติดตามไปด้วยอย่างน้อยสองถึงสามคน
หน่วยลับนี้ก็คือหน่วยองครักษ์เงาของหนานหมิง ซึ่งพวกเขาต่างก็เป็นยอดฝีมือระดับเซียนทองคำขั้นสูงเป็นอย่างต่ำ ซึ่งผู้คุ้มกันก็นำโดยมู่สือจินที่เป็นเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงและยังมีฉินซูกับฉินตงที่เป็นเซียนทองคำขั้นปลายคอยดูแล
เรียกได้ว่าการคุ้มกันของหนานเทียนอวิ๋นแข็งแกร่งอย่างมาก ต่อให้เป็นเซียนนิรันดร์ลงมือก็คงไม่สามารถทำอะไรหนานเทียนอวิ๋นได้เลยด้วยซ้ำ
หลายวันต่อมา
หลังจากที่หนานหมิงกลับมายังเมืองจิวหยาง เขาก็ได้ท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆภายในเมืองจิวหยาง
เวลานี้ภายในเมืองจิวหยางเต็มไปด้วยยอดฝีมือจำนวนมากและยังมีรุ่นเยาว์อัจฉริยะนับไม่ถ้วนที่ปรากฏตัวตามท้องถนน
หนานหมิงมองดูอัจฉริยะเหล่านั้นด้วยความสนใจแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีอัจฉริยะคนไหนที่เข้าตาเหมือนกับอัจฉริยะของกองกำลังใหญ่ๆ เนื่องจากความแข็งแกร่งของพวกเขาแตกต่างกันเกินไป เพราะรุ่นเยาว์อัจฉริยะส่วนมากจะมีความแข็งแกร่งในระดับเซียนนภาขั้นต้นหรือขั้นกลางเท่านั้น ส่วนน้อยที่จะเห็นอัจฉริยะในระดับเซียนนภาขั้นปลายขึ้นไปถ้าหากไม่ใช่มาจากกองกำลังใหญ่จริงๆ
ยามเที่ยง หนานหมิงกำลังเดินทางไปยังโรงน้ำชาแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากที่พักของเขาสักเท่าไหร่
โรงน้ำชาแห่งนี้มีชื่อว่า โรงน้ำชาแห่งความฝัน ซึ่งชาขึ้นชื่อของที่นี้ก็คือชาฝันนิรันดร์ นับว่าเป็นชาที่มีคุณภาพสูงที่สุดในเมืองจิวหยางเลยก็ว่าได้
นอกจากนี้ภายในโรงน้ำชาแห่งความฝันนี้ก็มีสิ่งที่หนานหมิงสนใจก็คือ พวกเขาจะมีนักเล่าเรื่องที่คอยเล่าเรื่องราวต่างๆให้กับแขกฟัง
ซึ่งเรื่องเล่าเหล่านี้อาจจะเป็นความจริงก็ได้หรืออาจจะเป็นเรื่องที่นักเล่าเรื่องแต่งเติมขึ้นมาเองก็ได้ซึ่งไม่มีใครรู้เช่นกัน
หนานหมิงเองก็ได้มาฟังนักเล่าเรื่องที่นี้อยู่สองถึงสามครั้ง ซึ่งเขาก็คิดว่าเรื่องราวเหล่านั้นน่าสนุกไม่น้อย ซึ่งวันนี้ก็จะเป็นวันที่นักเล่าเรื่องที่หนานหมิงกำลังติดตามอยู่มาเล่่าเรื่องในช่วงบ่าย เพราะแบบนี้หนานหมิงจึงไปยังโรงน้ำชาแห่งความฝันเพื่อฟังเรื่องเล่าของนักเล่าเรื่องผู้นั้น
เมื่อหนานหมิงมาถึงเขาก็ได้รับที่นั่งประจำทันที เพราะผู้ดูแลของโรงน้ำชาแห่งความฝันนี้รู้ดีว่าหนานหมิงไม่ใช่คนธรรมดา แถมยังมีผู้ติดตามที่มีกลิ่นอายของเซียนศักดิ์สิทธิ์ ทำให้เจ้าของโรงน้ำชาจัดที่นั่งส่วนตัวให้กับหนานหมิงทุกครั้ง
ผู้ดูแลของโรงเตี๊ยมรีบสั่งอาหารที่หนานหมิงกินประจำให้กับเขาทันที พร้อมกับบอกว่าอีกประมาณครึ่งเค่อ กวนหยาจะพร้อมขึ้นมาเล่าเรื่อง
กวนหยาก็คือนักเล่าเรื่องที่หนานหมิงชอบมานั่งฟัง ซึ่งเรื่องราวที่เขาเล่าเป็นเรื่องที่เขาแต่งขึ้นมาเอง เพราะไม่ว่าจะเป็นฉากหรือตัวละครต่างๆนั้นราวกับจินตนการขึ้นมา
หนานหมิงที่กำลังนั่งกินอาหารพร้อมกับดื่มน้ำชาไปด้วย เขาก็มองดูบรรยากาศรอบๆโรงน้ำชาอย่างสบายๆ
ไม่นานก็มีสตรีผู้หนึ่งเดินออกมา นางสวมชุดสีน้ำตาลอ่อน ใบหน้ายิ้มแย้ม แม้ว่านางจะมีรอยแผลที่แก้มซ้าย แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความงามของนางลดลง ซึ่งสตรีผู้นี้ก็คือกวนหยา นักเล่าเรื่องอันดับต้นๆของโรงน้ำชาแห่งความฝัน
เมื่อกวนหยาปรากฏตัว เสียงตรบมือก็ดังขึ้นมาทันที เนื่องจากกวนหยานับว่าเป็นนักเล่าเรื่องที่มีชื่อเสียงอย่างมาก และอีกอย่างนางก็นับว่าเป็นสตรีที่มีรูปร่างอรชรและใบหน้างดงาม ทำให้นางกลายเป็นจุดสนใจของบุรุษหลายๆคน
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีบุรุษคนไหนกล้าที่จะสร้างปัญหากับกวนหยา เนื่องจากโรงน้ำชาแห่งความฝันนี้ก็ไม่ธรรมดาอย่างที่เห็น ก็เพราะเจ้าของโรงน้ำชาแห่งความฝันนี้เป็นถึงยอดฝีมือระดับเซียนทองคำขั้นสมบูรณ์ที่มีชื่อเสียง
เจ้าของโรงน้ำชาแห่งความฝันมีนามว่า อี๋หู๋เล่ย เขาเป็นยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงอย่างมากในอดีตเมื่อสิบกว่าปีก่อน เพราะเขาสามารถเอาชนะเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นแบบตัวต่อตัวมาแล้ว แถมเขายังทำให้เซียนศักดิ์ศิทธิ์ขั้นต้นคนนั้นได้รับบาดเจ็บสาหัสมาแล้วด้วย
เพราะฉะนั้นแล้วความแข็งแกร่งของอี๋หู๋เล่ยจึงนับว่าแข็งแกร่งมากและเทียบเท่ากับเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นได้เลยทีเดียว เพราะแบบนี้ต่อให้เป็นกองกำลังใหญ่ที่มีเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นก็ไม่อยากที่จะสร้างปัญหาให้กับอี๋หู๋เล่ย เพราะการต่อสู้ระหว่างเซียนศักดิ์สิทธิ์แม้ว่าจะชนะก็อาจจะต้องได้รับบาดเจ็บสาหัส เพราะแบบนี้มันถึงไม่คุ้มที่จะปะทะกับอี๋หู๋เล่ยโดยตรง
อีกทั้งกวนหยาก็นับว่าเป็นบุคคลที่ดึงดูดลูกค้าจำนวนมาก ทำให้โรงน้ำชาแห่งความฝันมีรายได้เยอะมากก็เพราะนาง เพราะฉะนั้นทางโรงน้ำชาแห่งความฝันจึงให้ความคุ้มครองกับกวนหยาและมักจะแสดงน้ำใจต่อนางเป็นอย่างมาก
ไม่มีใครรู้ถึงที่มาของกวนหยา พวกเขารู้แค่ว่าเมื่อไม่กี่ปีก่อนกวนหยาก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับอี๋หู๋เล่ย จากนั้นนางก็เข้ามาเป็นนักเล่าเรื่องของโรงน้ำชาแห่งความฝันแห่งนี้
ทุกๆคนรู้แค่ว่าเจ้าของโรงน้ำชาแห่งความฝันอย่างอี๋หู๋เล่ยจะคุ้มครองและปกป้องกวนหยาเป็นอย่างมาก ราวกับว่านางเป็นคนสำคัญของอี๋หู๋เล่ย
กวนหยาเดินขึ้นมาบนเวทีและนั่งประจำที่ของนางก่อนที่นางจะกล่าวทักทายแขกทุกๆคนอย่างเป็นมารยาท
หลังจากนั้นนางก็จะเล่าเรื่องราวความเดิมในตอนที่แล้วแบบย่อๆให้กับทุกๆคนเพื่อทำให้พวกเขาจำความเดิมได้ ก่อนที่นางจะเล่าตอนใหม่ให้กับคนอื่นๆฟัง
สำหรับเวลาที่จะเล่าเรื่องราวก็จะอยู่ที่หนึ่งชั่วยามจนไปถึงหนึ่งชั่วยามครึ่ง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับนักเล่าเรื่องราวที่จะตัดจบในตอนไหน
หนานหมิงนั่งฟังเรื่องราวที่กวนหยาเล่าอย่างพึงพอใจ เพราะกวนหยามักจะเล่ารายละเอียดต่างๆได้อย่างชัดเจนจนทำให้ผู้ฟังสามารถคิดตามในสิ่งที่กวนหยาเล่า
นอกจากนี้กวนหยาก็มักจะมีภาพวาดขนาดใหญ่เป็นฉากต่างๆพร้อมกับตัวละครที่นางกำลังเล่าเพื่อให้ง่ายต่อการเล่าเรื่อง ทำให้การเล่าเรื่องของกวนหยาจึงจัดว่าอยู่ในระดับสูง จนกระทั้งนางเล่าเรื่องราวจบลง
“ ขอบคุณทุกท่านที่รับฟังเรื่องราวที่ข้าน้อยเล่าไป เรื่องราวในวันนี้ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ อีกสองวันข้างหน้าข้าน้อยจะมาเล่าเรื่องราวต่อจากนี้ ขอให้ทุกท่านมารอข้าน้อยที่นี้ด้วยนะเจ้าคะ ” กวนหยากล่าวด้วยรอยยิ้มที่งดงาม
ในขณะนั้นเองก็มีเสียงปรบมือดังขึ้น จากนั้นก็มีชายหนุ่มรูปงามเดินออกมาและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ แม่นางกวนข้าต้องการให้แม่นางมากินอาหารค่ำกับข้าที่โรงเตี๊ยมมู่ไหล่เคอ ไม่ทราบว่าแม่นางกวนพอจะมีเวลาหรือไม่? ”
การกระทำของชายหนุ่มคนนี้สร้างความสนใจให้กับทุกๆคนอย่างมาก เพราะพวกเขารู้ดีว่าเบื้องหลังของแม่นางกวนหยาผู้นี้มียอดฝีมือระดับเซียนทองคำขั้นสมบูรณ์คุ้มครองอยู่
กวนหยามองไปยังชายหนุ่มและยิ้มให้กับเขาเล็กน้อยพร้อมกับโค้งคำนับและกล่าวว่า “ ข้าน้อยต้องขออภัยคุณชายด้วย เนื่องจากช่วยนี้สุขภาพของข้าไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ จึงต้องกลับไปพักผ่อนให้มากๆเกรงว่าข้าน้อยต้องขอขอบคุณในความหวังดีของคุณชาย ”
เมื่อได้ยินว่ากวนหยาปฏิเสธ ชายหนุ่มก็ไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจแต่อย่างใด เขาเพียงแค่ยิ้มและกล่าวว่า “ ถ้าหากแม่นางกวนไม่สบาย ข้าพอที่จะมีอาจารย์ที่เก่งกาจวิชาแพทย์อยู่ข้าสามารถพาแม่นางกวนไปรักษาได้…จริงสิข้ายังไม่ได้แนะนำตัวเองเลย ข้ามีนามว่า เฟิงเสวี้ยนเจา เป็นบุตรชายของผู้นำตระกูลเฟิง ข้าไม่ได้อยู่ในเส้นทางจิวหยางแต่ข้ามาจากเส้นทางเจียงหยาง ”
หลังจากที่ได้ยินว่าชายหนุ่มคนนี้มาจากตระกูลเฟิงแห่งเส้นทางเจียงหยาง ทุกๆคนก็มองหน้ากันด้วยความสงสัย แต่ไม่นานก็มีคนๆหนึ่งลุกขึ้นยืนและกล่าวว่า “ ตระกูลเฟิง หรือว่าเบื้องหลังของคุณชายคือตระกูลเฟิงหนึ่งในสี่ผู้ปกครองที่แข็งแกร่งที่สุดของเส้นทางจิวหยาง แม้ว่าจะเป็นอันดับที่สี่แต่ก็มีความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าตระกูลจิวอยู่เล็กน้อยด้วย ว่ากันว่าเบื้องหลังของตระเฟิงมียอดฝีมือระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงคอยปกป้องอยู่ถึงสองคน ”
ทันทีที่ชายคนนั้นกล่าวจบ พวกเขาก็มองไปที่เฟิงเสวี้ยนเจาด้วยความตกใจและเคารพขึ้นมาทันที ถึงอย่างไรการที่สามารถแข็งแกร่งกว่าตระกูลจิวก็เพียงพอที่จะทำให้กองกำลังทั้งหมดในเส้นทางจิวหยางให้ความเคารพแล้ว
เวลานี้สีหน้าของกวนหยาถึงกับใบหน้าเปลื่ยนสีเล็กน้อย เพราะสำหรับนางแล้วยอดฝีมือที่คุ้มครองนางเป็นเพียงแค่เซียนทองคำขั้นสมบูรณ์เท่านั้น ไม่สามารถทำอะไรกับกองกำลังที่แข็งแกร่งและมีเซียนศักดิ์สิทธิ์ได้หลายคน
เฟิงเสวี้ยนเจายิ้มจางๆและเต็มไปด้วยความมั่นใจ จากนั้นเขาก็เดินออกมาด้านหน้าและกล่าวว่า “ แม่นางกวนข้าขอเชิญท่านไปทานอาหารเย็นอีกครั้ง ไม่ทราบว่าแม่นางกวนจะให้เกียรติ์ข้าหรือไม่? ”
สีหน้าของกวนหยาเปลื่ยนไปเล็กน้อยและเริ่มมีความลังเลขึ้นมาในสายตา
หนานหมิงมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความสนใจ แม้ว่าคนอื่นๆอาจจะไม่รู้แต่หนานหมิงรู้ดีว่ากวนหยานั้นไม่ได้อ่อนแอเหมือนกับที่ทุกๆคนเห็น เพราะนางเป็นถึงเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น นับว่านางเป็นหนึ่งในยอดฝีมือระดับสูงของโลกใบนี้เลยก็ว่าได้
หนานหมิงคิดว่ากวนหยาน่าจะเป็นคนสำคัญของกองกำลังใดสักแห่งที่มาอาศัยอยู่ที่นี้ เขาจึงคิดว่าการแสดงละครของกวนหยานั้นน่าสนใจไม่แพ้การเล่าเรื่องของนางแม้แต่น้อย
ในขณะนั้นเอง ผู้ดูแลที่เป็นหญิงวัยกลางคนก็เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มจากนั้นนางก็กล่าวว่า “ คุณชายถ้าหากท่านต้องการพูดคุยกับกวนหยาก็ให้ไปคุยกันด้านหลัง ข้าน้อยไม่ต้องการให้แขกคนอื่นรู้สึกไม่ดีนะเจ้าคะ ”
เฟิงเสวี้ยนเจาพยักหน้าและกล่าวว่า “ เช่นนั้นท่านผู้ดูแลก็เชิญนำทาง ”
ไม่นานเฟิงเสวี้ยนเจาและคนของเขาก็เดินเข้าไปด้านหลังของโรงน้ำชาแห่งความฝันพร้อมกับผู้ดูแลและกวนหยา
เมื่อเห็นว่าเฟิงเสวี้ยนเจาและกวนหยาจากไปแล้ว ก็นับว่าไม่มีเรื่องอะไรสนุกๆให้รับชมแล้ว เหล่าแขกทั้งหลายจึงแยกย้ายกันกลับ
ส่วนทางด้านของหนานหมิง เขาไม่ได้กลับไปไหนเพราะเขาได้ส่งหลู่เซียงเข้าไปด้วยเช่นกัน เพราะเขาเองก็อยากรู้ว่าเบื้องหลังของกวนหยาและโรงน้ำชาแห่งความฝันนี้เป็นอย่างไรกันแน่
สำหรับหลู่เซียงแล้ว การเข้าไปตรวจสอบข้อมูลต่างๆนั้นไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
หลังนั้นผ่านไปประมาณสองเค่อ หลู่เซียงก็กลับมาพร้อมกับข้อมูลที่ทำให้หนานหมิงสนใจ
อี๋หู๋เล่ยที่ทุกๆคนคิดว่าเป็นเพียงแค่เซียนทองคำขั้นสมบูรณ์ แท้จริงแล้วเขาเป็นถึงเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงและเขาคือผู้ติดตามของกวนหยา
สำหรับกวนหยา นางก็คือคุณหนูของตระกูลกวนที่หลบหนีมาจากตระกูล เพราะนางไม่ต้องการที่จะแต่งงานกับบุรุษที่พ่อของนางจัดหามาให้
ซึ่งกวนหยาและอี๋หู๋เล่ยพร้อมกับผู้ติดตามบางส่วนได้หลบหนีจากตระกูลกวนจนกระทั้งมาถึงที่โลกเทียนจิวแห่งนี้ และพวกเขาก็ได้ใช้สมบัติบางส่วนของพวกเขาในการสร้างโรงน้ำชาแห่งความฝัน
สำหรับผู้ติดตามของกวนหยาก็คือผู้ดูแลโรงน้ำชาแห่งความฝันที่แท้จริงแล้วเป็นถึงเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง และยังมีเซียนทองคำอีกสี่คนที่ติดตามมาด้วย
ส่วนทางด้านของเฟิงเสวี้ยนเจา เมื่อพวกเขาเจอกับความแข็งแกร่งที่แท้จริงของอี๋หู๋เล่ยพวกเขาก็ไม่กล้าที่จะสร้างปัญหาขึ้นมา เพราะนี้ไม่ใช่พื้นที่ของพวกเขาและกว่าที่คนของพวกเขาจะมาก็ต้องใช้เวลาอีกเป็นเดือน ถ้าหากพวกเขาถูกอี๋หู๋เล่ยสังหารที่นี้ พวกเขาก็อาจจะไม่สามารถติดตามกลุ่มของกวนหยาได้อีกเลย
เพราะแบบนี้เฟิงเสวี้ยนเจาจึงได้แต่จากมาด้วยความไม่พอใจเท่านั้น
ในขณะที่หนานหมิงกำลังนั่งฟังรายงานของหลู่เซียง จู่ๆผู้ดูแลโรงน้ำชาก็เดินเข้ามาพร้อมกับโค้งคำนับให้กับหนานหมิง
“ คุณชาย คุณหนูกวนหยาต้องการพบคุณชาย ไม่ทราบว่าคุณชายสะดวกหรือไม่? ” ผู้ดูแลกล่าวด้วยรอยยิ้ม