เจ้าหมาป่ายักษ์ค่อยๆ ยั้งตัวลุกขึ้นยืนพร้อมกับน้ำหนักตัวของวารุต วารุตสามารถนั่งอยู่บนนั้นได้โดยที่อีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยาต่อต้าน ท่าทางดุร้ายเกรี้ยวกราดเมื่อก่อนหน้านี้หายไปหมดจด สัตว์ป่าที่พยายามจะฆ่าเขา บัดนี้เขากำลังใช้ฝ่ามือสัมผัสขนอ่อนนุ่มของมันอย่างทะนุถนอม
วารุตแทบจะไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่เลย เขากำลังนั่งคร่อมบนแผ่นหลังของมัน เขากำลังใช้ฝ่ามือของตัวเองลูบไล้ขนสีขาวอ่อนนุ่มของมันไปมา ถ้าหากนึกถึงตอนที่เผชิญหน้ากันในตอนแรก กับตอนนี้นั้นราวกับมันเป็นสัตว์ป่าคนละตัว
“เจ้าจงมาเป็นเพื่อนของข้า และข้าก็จะเป็นเพื่อนของเจ้า ต่อไปนี้ข้าจะเรียกเจ้าว่าเจ้าขวาน ชื่อของเจ้าคือเจ้าขวาน เพราะฟันของเจ้ามันแหลมคมและหนักหน่วง ดุจดั่งขวานยังไงล่ะ”
หมาป่าสีเทายักษ์เชิดลำคอมันส่งเสียงเห่าหอนลากยาว เสียงเห่าหอนของมันดังก้องกังวานสนั่นป่า
ความโกลาหลเริ่มเกิดขึ้น ณ อีกทางฟากฝั่งของแผ่นดิน เหล่าชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามตะเข็บชายแดน ในช่วงระยะเวลานี้พวกเขาต่างพากันมีชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวง เนื่องจากการรุกรานของกองโจรสวรรค์ทมิฬเริ่มแผ่กระจายไปทั่ว สร้างความเดือดร้อนและเกิดการสูญเสียให้ใครต่อใครมากมายไม่เว้นหน้า จากเดิมที่พวกมันออกอาละวาดในพื้นที่ของแคว้นเกษพล จนถึงตอนนี้พวกมันเริ่มรุกล้ำแผ่นดินของแคว้นมันตรายาเข้ามาแล้ว
ด้วยเหตุนี้กษัตริย์สิงหลจึงได้เรียกเหล่าทหารระดับแม่ทัพและเสนาอำมาตย์คนสนิทของพระองค์มาเข้าเฝ้าและร่วมปรึกษาหารือ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือภัยอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตที่มีต้นตอมาจากกลุ่มกองโจรนิรนาม
ณ ห้องโถงใหญ่กว้างขวางซึ่งเป็นหอประชุมหลักของแคว้นมันตรายา ประตูหน้าต่างทุกบานถูกปิดสนิท การเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ในครั้งนี้ถูกปิดไว้เป็นความลับ เนื่องจากไม่อยากให้เหล่าพี่น้องประชาชนรู้สึกตื่นตระหนกจนเกิดไป เพราะนี่ถือยังไม่ใช่ภัยพิบัติเร่งด่วนของแคว้นมันตรายา ไม่มีเหตุผลที่จะทำให้สถานการณ์กระโตกกระตากหรือวุ่นวายไปมากกว่านี้
กษัตริย์สิงหลทรงประทับอยู่บนพระราชบัลลังก์สูงสุด มหากษัตริย์ยังคงมีลักษณะท่าทางที่เรียบนิ่ง ในขณะที่ฐานที่นั่งเบื้องล่างซ้ายขวา ต่างก็เต็มไปด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องนั่งเรียงรายกันอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ไม่ว่าจะเป็นเสนาอำมาตย์ชั้นผู้ใหญ่ รวมไปถึงยอดนักรบของแคว้นอย่างเมฆาและศารทูล
บรรยากาศในห้องโถงใหญ่กว้างขวางเงียบเชียบยังไม่มีการเริ่มต้นบทสนทนากันใด ๆ จู่ ๆ ประตูบานใหญ่ก็ถูกเปิดออก ปรากฏเป็นชายรูปร่างสมสัดส่วนท่าทางเป็นการเป็นงานเดินเข้ามา
“ขอประทานอภัย ที่ให้พระองค์ต้องรอขอรับฝ่าบาท”
ชายผู้นั้นเอ่ย หลังจากที่เดินมาหยุด ณ จุดกึ่งกลางของห้อง
“ไม่หรอก พวกเราต่างหากที่ต้องขอบใจเจ้าที่ต้องเหน็ดเหนื่อยเพื่อแคว้น ภาณุ”
กษัตริย์สิงหลตรัสตอบเขาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ท่ามกลางสายตาของคณะเสนาอำมาตย์คนนี้เขามีนามว่า ภาณุ ภาณุเป็นชายที่มีรูปร่างสันทัด สมสัดส่วน แลดูจะปราดเปรียวว่องไวเอาการ จุดเด่นของเขาคือไฝที่หางคิ้วด้านซ้าย ทรงผมถูกเสยขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าสง่างาม
“ข้าก็แค่ทำภารกิจ ที่ตนได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่เพียงเท่านั้นขอรับ”
ภาณุกล่าวตอบอย่างถ่อมตน
“พวกเรามาเริ่มกันเลยดีไหม”
ก่อนที่จะเอ่ยตัดบทยืดเยื้อ เสนอ ณ ใจกลางที่ประชุมเข้าเนื้อหาสาระสำคัญ
มีอยู่เสี้ยววินาทีหนึ่งที่ภาณุเหล่หางตามองไปยังเมฆาและศารทูล ขณะที่ทั้งคู่ก็พยักกลับมาหน้าให้กับเขาเล็กน้อย จากนั้นภาณุก็เชิดหน้ามองตรงไปยังพระมหากษัตริย์และเริ่มต้นกราบทูลสถานการณ์ต่อพระพระองค์ทันที
“เหตุการณ์มันบานปลายกว่าที่พวกเราคิดไว้มากเลยขอรับ จากที่เคยคิดว่าเป็นแค่กองโจรเล็กๆ ที่คอยดักปล้นชาวบ้าน ใช้วิถีชีวิตโฉดชั่วเพื่อออกหากินไปวันๆ แต่มันกลับไม่ใช่เช่นนั้น เพียงช่วงเวลาแค่ไม่ถึงปี กองโจรสวรรค์ทมิฬสามารถแผ่กระจายอำนาจไปได้อย่างรวดเร็ว จนถึงบัดนี้พวกมันได้ทำการยึดครองแผ่นดินหนึ่งในสามของแคว้นเกษพลเป็นที่เรียบร้อย”
กษัตริย์สิงหลตาแข็งทื่อในตอนแรก และต่อมาพระองค์ก็มีท่าทีเหมือนคนกำลังใช้ความคิด หลังจากที่ได้ฟังสิ่งที่ภาณุกราบทูลมา
“ถ้าหากเป็นดั่งที่เจ้าว่ามาจริง ภาณุ ข้าสงสัยเหลือเกินว่า คนพวกนั้นมัวทำอะไรกันอยู่ ทำไมถึงยอมให้พวกกองโจรต่ำช้ายึดครองอาณาเขตของตนได้มากขนาดถึงนั้น”
กษัตริย์สิงหลตรัสถามภาณุด้วยสีหน้าไม่สำราญใจ
“กษัตริย์สหทัศน์แห่งแคว้นเกษพลเลือกที่จะปกป้องประชาชนและอพยพพวกเขาไปยังจุดที่ปลอดภัยก่อน พระองค์จะเคลื่อนทัพเปิดศึกก็ต่อเมื่อคิดว่าตนจะเป็นฝ่ายชนะแค่เพียงสถานเดียวเท่านั้นขอรับ”
ภาณุตอบ
เสียงอื้ออึงของขณะเสนาอำมาตย์ดังขึ้น พวกเขาซุบซิบแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ของแคว้นเกษพล ถึงการตัดสินใจที่ฟังดูไม่เข้าท่าของผู้ที่เป็นเจ้าหัวเมือง
“ -- กษัตริย์สหทัศน์มีอายุเพียงแค่ยี่สิบสองปี พึ่งจะเข้ารับพิธีราชาภิเษกและได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์เมื่อห้าเดือนก่อน”
เสียงของศารทูลเอ่ยแทรกขึ้น โดยมีนัยยะแอบแฝงบางอย่าง
“เจ้ากำลังจะบอกว่าประสบการณ์ของเขายังน้อยอยู่สินะ”
กษัตริย์สิงหลวิเคราะห์ตาม
“เป็นความจริงแท้เลยทีเดียว ข้าคิดว่าเขาต้องการจะปกป้องทุกอย่าง ซึ่งมันไม่สามารถเป็นไปได้อยู่แล้ว ยิ่งในสภาวะขัดแย้งกันเช่นนี้ ยิ่งจะต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาให้เลือกตัดสินใจ มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมเสียสละ กษัตริย์สหทัศน์กำลังทำให้แคว้นเกษพลตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก”
กษัตริย์สิงหลวิจารณ์ ก่อนที่พระองค์จะเอ่ยถามความคิดเห็นจากเมฆาต่อ
“แล้วเจ้าล่ะคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้เมฆา”
เมฆานิ่งไปชั่วขณะ ก่อนที่เอ่ยขึ้น
“ขอรับฝ่าบาท ถ้าเปรียบเปรยกับการกำจัดรังต่อ เราย่อมจะต้องกำจัดตอนที่รังของมันยังไม่ได้ขยายใหญ่มากนัก ถ้าหากปล่อยให้พวกมันขยายรังจนใหญ่โต ทั้งจำนวนและกำลังรบของพวกมันก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น และเมื่อถึงเวลาที่ต้องจัดการ ซึ่งก็เป็นการยากไปซะแล้วที่พวกมันจะไม่ต่อต้านพวกเรา เฉกเช่นเดียวกันกับกองโจรสวรรค์ทมิฬขอรับ ข้าคิดว่าอีกไม่นานสงครามระหว่างทั้งสองฝ่ายจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน กษัตริย์สหทัศน์ปล่อยให้รังต่อรังนี้เติบโตเกินไปแล้ว”
ทุกคนในสถานที่แห่งนั้นต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับสิ่งที่เมฆากล่าวมา แม้แต่กษัตริย์สิงหลเองก็เช่นเดียวกัน ว่าการเผชิญหน้ากันระหว่างแคว้นเกษพลกับกองโจรสวรรค์ทมิฬจะต้องเกิดขึ้นในไม่ช้านี้แน่
“จะอย่างไรก็ตามในนามของแคว้นมันตรายา ในฐานะที่พวกเราเป็นพันธมิตรกับแคว้นเกษพลมาอย่างยาวนาน เราจะให้ความช่วยเหลือแก่พวกเขาอย่างเต็มที่เท่าที่เราจะทำได้ ในฐานะกำลังสนับสนุน ข้าขอย้ำอีกครั้งว่าในฐานะกำลังสนับสนุน พวกเราคงจะไม่ขนไปทั้งกองทัพเพียงเพื่อทำศึกกับกองโจรสวรรค์ทมิฬหรอกนะ เพราะเราเองก็มีแผ่นดินที่ต้องคอยปกป้อง อย่างที่พวกเจ้ารู้กัน ข้าได้ส่งนายทหารระดับแม่ทัพสองคนฝ่ายเราไปสนับสนุนแคว้นเกษพลแล้ว หนึ่งในนั้นก็คือภาณุ ผู้ที่มาส่งข้อมูลข่าวสารให้กับพวกเราในวันนี้”
กษัตริย์สิงหลร่ายยาวสรุปสถานการณ์ ก่อนจะออกคำสั่งทิ้งท้ายกับภาณุไปว่า
“พวกเจ้าทั้งสองที่ข้าส่งไป ล้วนเป็นกำลังรบที่สำคัญของพวกเรา เพราะฉะนั้นจงอย่าเพลี่ยงพล้ำ เพียงเพราะแค่บทนักรบเสริมล่ะ”
“ขอรับฝ่าบาท”
ภาณุโค้งคำนับ