จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 100 ดั่งหัวใจโบยบินเคียงเมฆา ชีวาเสรีไร้กฎเกณฑ์

                หลังจากกระแทกทำลายเศษหินระลอกสุดท้ายไป๋หยุนเฟยก็หันไปมองป้าจ้าวที่ห่างออกไปด้วยแววตาเย็นชา ถึงยามนี้ไป๋หยุนเฟยก็เริ่มมีโทสะขึ้นมาแล้ว

                “ข้าบอกแล้วว่านี่เป็นเรื่องเข้าใจผิดแต่พวกท่านก็ยังคิดจะสร้างความลำบากแก่ข้าอีก ถ้าเช่นนั้นข้าจะเริ่มตอบโต้แล้วนะ!”

                ท่าทีป้าจ้าวราวกับไม่ได้ยินที่ไป๋หยุนเฟยพูดแม้แต่คำเดียวเสียงกระบี่ดังเคร้งยามถูกนางชักขึ้นจากพื้น แต่เมื่อเทียบกับก่อนหน้าแสงจากกระบี่กลับดูอ่อนโทรมลงกว่าเดิมหลังจากสืบเท้าอย่างเข้มแข็งย่นระยะเข้าหาป้าเจาเหินร่างเข้าใกล้ไป๋หยุนเฟยพร้อมกับจ้วงกระบี่แทงใส่

                “เฮอะ!”

                ดวงตาไป๋หยุนเฟยทอแววมุ่งร้ายพร้อมกับเริ่มโคจรพลังวิญญาณทวนเปลวอัคคีในมือก็สั่นระริกก่อนจะแผ่คลื่นความร้อนออกรอบด้านคลื่นความร้อนนี้ถึงกับร้อนแรงจนหญิงสาวที่ห่างออกไปหลายวาอุทานด้วยความตระหนกพร้อมกับถอยไปอีกหลายก้าว

                “เคร้ง!”แสงสีแดงปรากฏขึ้นวูบ ทวนในมือไป๋หยุนเฟยก็ควงฟาดใส่กระบี่ที่แทงเข้าใส่หลังเสียงเคร้งจากการปะทะ กระบี่ก็ถูกกระแทกจนวาดโค้งไปตั้งฉากกับข้างลำตัวป้าจ้าวใช้สายตาแตกตื่นมองดูอีกฝ่าย เนื่องเพราะพลังที่ถ่ายทอดมาตามกระบี่สู่แขนยังทำให้เท้านางไม่อาจทรงตัวต้องเซไปด้านข้างตามกระบี่ไป

                ด้วยพลังของภูตวิญญาณระดับกลางพร้อมกับทวนเปลวอัคคีในมือไป๋หยุนเฟยก็แปรเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างใหญ่หลวง พร้อมกับความเชี่ยวชาญในการใช้พลังธาตุไฟที่เพิ่มขึ้นมันก็เข้าใจกระจ่างถึงพลังที่แท้จริงของทวนเปลวอัคคีหลังจากเพิ่มพูนพลังธาตุไฟภายในร่างความแข็งแกร่งของไป๋หยุนเฟยก็ก้าวหน้าขึ้นอีกหลายเท่า

                พลังวิญญาณของป้าจ้าวก็ถดถอยลงไม่น้อยหลังจากใช้ออกด้วยเคล็ดวิญญาณกระบวนท่าเมื่อครู่ หากไม่ใช่ไป๋หยุนเฟยเจตนารั้งพลังกลับทั้งยังใช้ด้ามทวนปัดป้องแทนที่จะเป็นคมทวนวัตถุวิญญาณชั้นมนุษย์ในมือนางแทนที่จะเพียงถูกปัดออกคงถูกทำลายไปแล้ว

                เมื่อเห็นทวนและสายตาเย็นชาของไป๋หยุนเฟยรวมทั้งเห็นกระบี่ในมือสั่นระริกจากแรงปะทะในที่สุดป้าจ้าวก็ได้สติจากความโกรธจนลืมตัว นางส่งสายตาชำเลืองมองทวนเปลวอัคคีด้วยสายตาพิสดาร“เฮอะ! หรือเจ้าคิดว่าตนเองไร้เทียมทานได้โดยอาศัยพลังของวัตถุวิญญาณ?! ต่อให้ไม่อาจจู่โจมโดนตัวเจ้า แล้วอย่างไร? ข้าจะ...”

                “ข้าเคยบอกไปแล้วท่านจำคนผิดแล้ว” ไป๋หยุนเฟยหรี่ตาทั้งสองข้างลง “ด้วยพลังฝีมือของข้า หากคิดจะ‘ล่วงเกิน’แม่นางท่านนี้ ท่านคิดจริงๆหรือว่าจะอยู่รอดปลอดภัยจนถึงตอนนี้?”

                “เจ้า...”เห็นคนตรงหน้ายังคงมีทีท่า‘ให้ตายก็ไม่ยอมรับ’ ในใจก็รู้สึกโกรธแค้นขึ้นมาอีกแม้แต่กระบี่ในมือขวาก็เริ่มสั่นด้วยความโกรธ

                “ป้าจ้าวหยุดมือเถอะ...”

                ทันใดนั้นน้ำเสียงนุ่มนวลก็ดังมาจากด้านข้าง เมื่อเห็นสตรีวัยกลางคนคิดจะลงมือต่อสู้อีกหญิงสาวก็รีบห้ามนางไว้ขณะเดียวกันก็รีบมายังข้างกายและดึงแขนป้าเจ้าอย่างแผ่วเบาพลางสั่นศีรษะ

                “แต่ว่าคุณหนูมัน...”

                “ป้าเจ้าข้าคิดว่าเราจำคนผิดจริงๆ คนผู้นี้...บางทีอาจจะไม่ใช่คนเดียวกับที่พวกเราพบเมื่อคืนก่อน” หญิงสาวสั่นศีรษะอีกครา

                “ไฉนจะไม่ใช่?ใบหน้ามันกระทั่งน้ำเสียงล้วนเหมือนกันไม่มีผิดมิหนำซ้ำเมื่อครู่มันยังถือชั้นใน...”

                “แต่ดวงตาเขาไม่เหมือน”หญิงสาวตัดบทสตรีวัยกลางคน ขณะมองดูไป๋หยุนเฟยนางก็กล่าวว่า“ไม่ว่าวิธีการพูดจาหรือเคลื่อนไหว ชายผู้นี้และชายคนเมื่อคืนก่อนล้วนแตกต่างอย่างใหญ่หลวงแม้ภายนอกจะเหมือนกัน แต่ข้ารู้สึกได้ว่าทั้งคู่เป็นคนละคนกันอย่างแน่นอนหรือท่านว่าไม่จริง?”

                ดวงตาป้าจ้าวหรี่ลงด้วยท่าทีเตือนสติ“คุณหนู ท่านควรทราบว่าในโลกนี้ ยังมีคนที่ไม่อาจตัดสินจากภายนอกได้บางคนยังรู้จักเสแสร้ง...”

                “ท่านป้าไฉนท่านไม่ลองพิสูจน์สิ่งที่ท่านพูดเล่า! มาดูว่าข้าแสร้งทำเป็นคนอื่นหรือไม่?”คราวนี้เป็นไป๋หยุนเฟยตัดบทนาง เมื่อทราบว่าคงไม่มีโอกาสจะฉีกหน้าลงมือกันอีกก็เก็บทวนเปลวอัคคีกลับคืนก่อนจะแย้งอย่างไม่ยินยอม “หากข้าเป็น‘คนต่ำช้า’ที่ท่านเอ่ยถึงจริงๆ หรือข้าจะโง่เง่าขนาดถือ... สิ่งนั้นไว้ในมือได้?”

                “อีกอย่าง...”ไป๋หยุนเฟยระลึกเหตุการณ์ชั่วขณะก่อนจะอธิบายสิ่งที่ตนจำได้ออกมา “ก่อนหน้านี้มีคนชนใส่ข้าโดยไม่พูดจาแล้วยัดของสิ่งนั้นใส่มือข้า จากนั้นพวกท่านก็ปรากฏตัวขึ้นข้าพอจะทราบแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น...”

                “โอ?หรือคุณชายจะนึกบางอย่างออก?” หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ

                “หากข้าเดาไม่ผิดบุคคลปริศนานั้นดูเหมือนจะพยายาม‘แก้แค้น’ข้า...”ไป๋หยุนเฟยชะงักไปชั่วขณะราวกับตระหนักถึงบางอย่าง “ถ้าเช่นนั้นคนผู้นั้นก็ต้องเป็นมันเมื่อเป็นเช่นนี้มันก็ต้องอยู่ในบริเวณใกล้ๆนี้เพื่อคอยดู‘ความอับอาย’นี้ของข้า ดังนั้น...”

                มันเริ่มหันไปรอบด้านราวกับจะตรวจสอบบริเวณรอบข้างเพื่อหาบางอย่าง

                ห่างไปด้านหลังของไป๋หยุนเฟยหนึ่งลี้เป็นเหล่าสุราสองชั้นซึ่งเหมาะจะใช้เป็นที่ชมดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งสามคนได้อย่างชัดเจนด้วยระยะทางเช่นนี้คนทั่วไปคงไม่อาจมองเห็นได้ชัดตา แต่สำหรับผู้ฝึกปรือวิญญาณระยะทางเพียงเท่านี้นับว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย 

                มีชายหนุ่มจมูกใหญ่โตกำลังนั่งปล่อยตัวบนระเบียงเหลาในมือมันถือเมล็ดแตงโม ข้างกายเป็นจานใส่เมล็ดแตงโมสำหรับแทะเล่นมันจับตาชมดูเหตุการณ์ระหว่างไป๋หยุนเฟยกับสตรีทั้งสองด้วยความกระตือรือร้น ---ไม่ต้องสงสัยเลย คนผู้นี้คือจิ้งหมิงเฟิงที่ปลอมตัวมา

                “หืม?ไฉนไม่สู้กันต่อ? หรือท่านใช้การไม่ได้ปานนี้เล่าท่านป้า? ท่านก็บรรลุด่านภูตวิญญาณระดับกลางเช่นกันไฉนจึงพ่ายแพ้ต่อมันง่ายดายปานนี้?” จิ้งหมิงเฟิงคร่ำครวญอย่างไม่ยินยอมแต่จู่ๆดวงตามันก็พลันเบิกกว้างด้วยความแตกตื่นทั้งลืมเลือนไปสิ้นว่าตนนั่งอยู่บนราวระเบียงจิ้งหมิงเฟิงจึงหล่นลงพื้นพร้อมกับเสียงสะดุ้งตกใจ แต่แทนที่จะลุกขึ้นยืน มันกลับซ่อนตัวหลังราวระเบียงอย่างเงียบงัน

                “หรือมันหาตัวข้าอยู่?แต่ไฉนเป็นเช่นนี้? หรือมันจะทราบแล้วว่าข้าลอบติดตามมันอยู่?”

                ……

                ไป๋หยุนเฟยกวาดตามองรอบบริเวณแต่ก็ไม่พบผู้ที่น่าสงสัย เมื่อมองไปยังร้านน้ำชาซึ่งห่างออกไปหลายร้อยวาด้านซ้าย ไป๋หยุนเฟยก็ละสายตาก่อนจะพึมพำ“ที่นั่นมีผู้ฝึกปรือวิญญาณมากมายกำลังมองมาที่นี่ด้วยความสนใจข้าไม่อาจใช้วิธีนี้หาตัวมัน อีกทั้งด้วยความสามารถในการปลอมตัวอันล้ำเลิศของมันยิ่งทำให้ยากเย็นเข้าไปอีก...”

                “คุณชายข้าเชื่อแล้วว่านี่เป็นการเข้าใจผิดกัน โปรดให้อภัยแก่พวกเราที่ท่านป้าสร้างปัญหาแก่ท่านหวังว่าคุณชายจะไม่ถือสา” ขณะที่ไป๋หยุนเฟยจมอยู่ในภวังค์ครุ่นคิดเสียงของหญิงสาวก็ดังขึ้น

                ไป๋หยุนเฟยมองดูป้าจ้าวซึ่งเรียกมันเป็นคนต่ำช้าชั่วครู่จึงตอบคำ “หากแม่นางยอมพูดจาด้วยเหตุผล ข้าก็ขอขอบคุณ แต่กระนั้น ในเมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นหากว่าหาคนที่ใส่ความข้าพบ ข้าหวังจะได้รับโอกาสพิสูจน์ความบริสุทธิ์!”

                “เช่นนั้นก็ประเสริฐ”หญิงสาวกล่าววาจากับสตรีวัยกลางคนก่อนจะมองไปรอบกาย “ไปจากที่นี่ก่อนเถอะการเผชิญหน้ากันของผู้ฝึกปรือวิญญาณ ทางการอาจแสร้งทำเป็นไม่รู้เห็นได้แต่ก็ไม่ควรรั้งอยู่ที่นี่นานเกินไปเช่นกัน”

                ตั้งแต่เมื่อครู่ไป๋หยุนเฟยเงียบงันมาตลอดมันทราบดีว่าไม่จำเป็นต้องกล่าวอะไรอีกจึงประสานมือคารวะต่อทั้งคู่“ถ้าเช่นนั้นข้าขออำลา สักวันพวกเราคงได้พบกัน!”

                ขณะเก็บกระบี่อย่างไม่ยินยอมหลังจากมองดูไป๋หยุนเฟยเดินจากไปป้าจ้าวก็หันไปมองหญิงสาว “คุณหนู ไฉนท่านจึงให้เกียรติมันนักหรือท่านเชื่อคำพูดมันจริงๆ?”

                “ไม่สำคัญว่าข้าจะเชื่อหรือไม่เพียงดูจากสถานการณ์เมื่อครู่ หากสู้ต่อไปท่านสามารถเอาชนะเขาได้หรือป้าจ้าว?”หญิงสาวมองดูเงาหลังไป๋หยุนเฟยที่จากไปด้วยท่าทางครุ่นคิด แต่เมื่อได้ยินที่ป้าจ้าวกล่าวนางก็สั่นศีรษะ

                “เรื่องนั้น...”ป้าจ้าวอับจนคำพูด แม้นางกับไป๋หยุนเฟยจะมีพลังการฝึกปรือระดับเดียวกันแค่เพียงเคล็ดวิญญาณอันเลิศล้ำที่เสริมท่าร่างของอีกฝ่ายนางก็ตกเป็นรองแล้วมิหนำซ้ำยังมีวัตถุวิญญาณระดับสูงที่น่าแตกตื่นนั้นอีก

                “หมดเรื่องแล้วป้าจ้าวพวกเราคงไม่ได้พบเขาอีก ดังนั้นไม่จำเป็นเก็บมาต้องใส่ใจพวกเราเตรียมออกจากเมืองเหยียนหลินเถอะ”

                หลังจากกล่าวด้วยรอยยิ้มหญิงสาวชักชวนสตรีวัยกลางคนออกเดินไปอีกทาง...

                “เอ๊ะ?”เดินไปได้สองก้าว หญิงสาวก็รู้สึกตัวว่ายังถือของบางอย่างไว้ ---นี่เป็นนกไม้ที่ไป๋หยุนเฟยรีบร้อนยื่นใส่มือนางเมื่อครู่

                เมื่อหันไปหาไป๋หยุนเฟยก็พบว่าอีกฝ่ายจากไปไกลจนลับตาแล้ว นางจึงหันกลับมาก่อนจะก้มลงมองที่นกไม้

                นี่เป็นนกไม้ขนาดเท่ากำปั้นกำลังสยายปีกตรงฐานเป็นแผ่นวงกลมสำหรับวางบนพื้นราบ ปีกทั้งสองข้างกางออกจนสุดสองตาของมันมองตรงไปเบื้องหน้า จะงอยปากอ้าออกเล็กน้อยราวกับจะส่งเสียงดูแล้วนกตัวนี้ราวกับมีชีวิต

                น่าสนใจนักเมื่อหญิงสาวลูบคลำรูปสลักดูก็พบบางอย่างผิดปกติที่ใต้ฐานรูปวงกลมเมื่อพลิกขึ้นมาดูก็รีบพลิกกลับราวกับได้เห็นบางอย่างที่สร้างความตกตะลึงแก่นาง

                ย้อนไปขณะที่ไป๋หยุนเฟยกำลังเลือกซื้อนกไม้ตัวนี้มันก็ขอยืมมีดแกะสลักมาจากนั้นพลิกด้านล่างฐานเพื่อสลักบทกลอนที่จู่ๆก็แวบผ่านความคิดขึ้นมา

                “ดั่งหัวใจโบยบินเคียงเมฆาชีวาเสรีไร้กฎเกณฑ์”

     

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน