ย้อนกลับไปในค่ำคืนดังกล่าว เท่าที่กวีพอจดจำได้ ในยามปกติเซโน่มักแสดงออกถึงสีหน้าอันเคร่งขรึมปิดกั้นตัวตนจากทุกคน เพียงแต่ว่า มีเพียงช่วงเวลาที่เขาได้รับศาสตร์เฉพาะมาอยู่ในมือ สีหน้านั้นแฝงถึงความตกตะลึงน้อยๆ ประหนึ่งบางสิ่งที่มิได้คาดคิดกำลังบังเกิดอยู่เพียงเบื้องหน้า
แต่จนถึงท้ายที่สุด ทุกข้อสันนิษฐานก็ล้วนแล้วแต่มีมูลมาจากการคาดเดา
“ชั้นคงไม่ปฏิเสธว่าชั้นเองก็สงสัยเซโน่” กวีเริ่มเอ่ยขึ้น “ถึงไม่รู้ว่าหมอนั่นจะเป็นคนจากโลกนี้หรือไม่ แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือ หมอนั่นจะต้องรู้บางอย่างที่พวกเราไม่รู้ และบางอย่างที่ว่ามาอาจจะเกี่ยวข้องกับบริษัทFEAR ตัวตนที่แท้จริงของอัลเบิร์ต แองเจโล่ รวมไปถึงความลับเบื้องหลังเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับพวกเรา ซึ่งหากเป็นไปได้ การตามหาและไถ่ถามจากเจ้าตัวคงเป็นเรื่องที่รวดเร็วที่สุด ก็หวังว่าเซโน่จะยังคงอยู่ฝ่ายเดียวกับพวกเรานะ”
สิ่งที่กวีกล่าวล้วนสมเหตุสมผล ทำให้โมมิยะจึงเผลอย้อนคิดกลับไปยังวันวานก่อนหน้าที่เรื่องราวทั้งหมดจะเกิดขึ้น
“นายนี่มันไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆ” โมมิยะเริ่มกล่าวอีกครั้ง “ในวันนั้นก็เหมือนกัน มีเพียงนายเท่านั้นที่สงสัยในตัวของอัลเบิร์ต”
บรรยากาศรอบกายก่อเกิดเป็นความตึงเครียดในฉับพลัน
“เรื่องนั้นจะยังไงก็ช่างมันเถอะ” กระนั้นกวีกลับลบล้างความอึมครึมให้หมดไปในหนึ่งวาจา “จะว่าไป เจ้าอิลไคเป็นยังไงบ้าง ?”
พลันได้ยินนามของชายที่เขารู้จัก เมื่อนั้นโมมิยะจึงหลุดปากหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว
“จะว่ายังไงดีล่ะ พูดไปนายอาจจะไม่อยากเชื่อ แต่ตอนนี้เจ้าหมอนั่นเปลี่ยนไปจนเป็นคนละคนเลยก็ว่าได้ แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา และอีกไม่นานคงใกล้จะเป็นพ่อคนแล้วด้วย”
แววตาของกวีเบิกกว้างประหนึ่งกำลังจ้องตากับภูตผีหรือปีศาจพลันสิ้นสุดวาจาของโมมิยะ “เอาจริงดิ เจ้าเสือผู้หญิงคนนั้นอะนะ” เขากล่าวราวกับไม่เชื่อในหูของตน ภาพในวันวาน ณ บริเวณหน้าระเบียงยังคงกะพริบขึ้นมาในหัวเป็นระยะๆ
โมมิยะเปล่งเสียงหัวเราะดังลั่น สีหน้าของกวีในยามนี้คงเปรียบได้ดังสุดยอดผลงานวิจิตรศิลป์ชิ้นเอก
“ก็จริงที่มันไม่น่าเชื่อ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็คือเรื่องจริง หากกาลเวลาเปลี่ยนได้ คนเราก็คงเปลี่ยนได้ หมอนั่นก็เช่นกัน” โมมิยะกล่าววาจาประหนึ่งสุภาษิตคำพังเพย
ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อน ราว ๆ สามเดือนในระหว่างที่กวียังคงถูกจับกุมอยู่ในคุกใต้ดิน ณ บริเวณตลาดแผงลอยแถบใจกลางใกล้เคียงกับพระราชวังของราชวงศ์อัลบา
“ยัยบ้า! กล้าดียังไงถึงกล้ามาสั่งชั้น แกคงไม่รู้สินะว่าชั้นเป็นใคร !!”
อิลไคแผดเสียงคำรามประหนึ่งสายฟ้าฟาดด้วยสีหน้าดุร้าย ห้อมล้อมไปด้วยผู้คนหลายสิบชีวิตกำลังเฝ้าดูทุกเรื่องราวที่กำลังบังเกิดอยู่ตรงหน้า โดยมีคู่กรณีคือหญิงแก่ผู้หนึ่ง ห่างจากทั้งสองออกไปไม่มากนักปรากฏหนึ่งร่างของหญิงสาวโฉมงามกำลังนั่งลงคุกเข่า
เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะอิลไค เขานั้นต้องตาลูกของหญิงแก่ตรงหน้าเพราะรูปลักษณ์อันงดงาม ด้วยความไม่เกรงกลัวต่อผู้ใด เขาจึงเร่งฝีเท้าเข้าเกี้ยวพาราสีจนผู้เป็นแม่จำต้องขับไล่ไสส่ง
นับตั้งแต่อดีต อิลไคคือเสือผู้หญิงผู้หนึ่ง ร่ำรวยตั้งแต่วัยหนุ่ม จึงมีเรื่องราวของหญิงงามจากหลากหลายดินแดนเข้ามาติดพัน
เมื่อมาถึงโลกใบนี้ ฐานะผู้กล้าของเขาทำให้ทุกคนจำต้องยำเกรง ซึ่งในความจริงแล้ว หญิงสาวผู้ซึ่งยามนี้กำลังคุกเข่ากลับยินยอมให้อิลไคเกี้ยวพาราสีแต่โดยดี
ถึงกระนั้น ในนามของผู้เป็นแม่ ย่อมไม่มีทางที่เธอจะยินยอมให้ผู้ใดกล้าลวนลามลูกสาวต่อหน้าต่อตา
“อย่ามายุ่งกับเฮเรน่า ต่อให้เป็นผู้กล้า ชั้นก็จะไม่ยอมให้แกมาแตะต้องลูกของชั้นเป็นอันขาด !!”
เสียงคำรามของผู้เป็นแม่ก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ แววตาของทุกคนต่างตกตะลึง นางเป็นผู้ใดจึงได้บังอาจหาญกล้าแผดเสียงใส่ผู้ทรงอิทธิพล
ย่อมเป็นที่แน่นอน อิลไคไม่ทางยินยอมให้ตนต้องเสียหน้า เขายื่นมือขวาออกไปเพื่อบีบคอของเธอ ปลายเท้าของหญิงเฒ่าลอยเด่นอยู่เหนือพื้นดิน
“แกคงคิดว่าชั้นจะไม่กล้าทำอะไรคนแก่สินะ งั้นชั้นจะทำให้แกรู้ว่าแกกำลังคิดผิด !!”
สีหน้าของหญิงชราแสดงออกถึงความเจ็บปวดอันเหลือล้นยากเกินพรรณนา ทว่าอิลไคกลับยังคงไม่ยินยอมปล่อยเธอไป เขานั้นกำลังสะใจ
จนกระทั่งในท้ายที่สุด..
อิลไครู้สึกถึงความเจ็บปวด ณ บริเวณใบหน้าซีกขวา พลันตัวเขาหันกลับไปมอง ปรากฏพบหญิงสาวโฉมงามกำลังจ้องมองมาด้วยแววตาดุดัน
“ยัยนี่ !!” อิลไคโมโหโกรธาเป็นฟืนเป็นไฟ ต่อหน้าของเขา หญิงสาวได้ร่ำไห้ออกมา ร่างกายของเธอสั่นเทา ถึงกระนั้น กลับไม่ปรากฏพบความหวาดกลัวใด ๆ แอบแฝงอยู่ในแววตาคู่นั้น
ท่ามกลางความเดือดดาลที่ปะทุขึ้นทะลุขีดจำกัด เสียงของหญิงสาวได้ถูกเปล่งขึ้นด้วยแววตาปราศจากความกลัว
.
“ชั้นไม่สนว่าแกเป็นใครมาจากไหน..”
.
“และชั้นไม่สนว่าแกจะทำอะไรกับร่างกายของชั้น..”
.
“แต่หากแกกล้าแตะต้องแม่ของชั้นแม้แต่ปลายก้อย..”
.
“ชั้นฆ่าแกแน่ !!”
.
กลับคืนสู่ช่วงเวลาในปัจจุบัน กวีเฝ้ารับฟังพลางแสดงสีหน้าราวกับกำลังตกตะลึง
“โลกเรานี่ก็กว้างเนอะ คนแบบนั้นก็มีด้วย” เขากล่าวพลางทดลองหยิกแขนของตน ทว่ากลับรู้สึกเจ็บปวด ณ บริเวณที่โดนหยิก บ่งบอกว่าช่วงเวลาปัจจุบันคือความเป็นจริง
ได้เห็นท่าทีของเขา โมมิยะจึงเผยยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจและพูด “นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เจ้านั่นก็เลิกเป็นเสือผู้หญิงในทันที เลิกเที่ยวกลางคืน เลิกมั่วสุมเรื่องสุราเมรัย และพยายามเปลี่ยนแปลงตนเองให้ดียิ่งขึ้นเพราะต้องการให้เธอคนนั้นหันกลับมามอง จนกระทั่งในท้ายที่สุด ก็เป็นอย่างที่ชั้นพึ่งเล่าไป”
โลกใบนี้ช่างเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ผู้ใดคงไม่เชื่อว่าอิลไคจะแปรเปลี่ยนตัวตนเพื่อหญิงสาวเพียงคนเดียว
ชีวิตเปรียบดังการพบเจอและลาจาก ทั้งโมมิยะและกวีล้วนมีช่วงเวลาที่ดีต่อกัน เรื่องราวของทั้งสองทอดยาวออกไปราวครึ่งชั่วโมง หัวเราะและหัวเราะ ราวกับว่าความเป็นมนุษย์ของกวีกำลังฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง
“ดีจริง ๆ ที่ได้มีโอกาสได้คุยกับนายอีกครั้งและได้ขอโทษ ถ้าไม่อย่างนั้น ชั่วชีวิตนี้ชั้นคงได้รู้สึกผิดไปจนวันตายแน่” โมมิยะเปล่งวาจาว่ากล่าวถึงความในใจที่อัดอั้นมานานเนิ่นนาน
ซึ่งกวีย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ ในวันนั้น หาใช่ว่าโมมิยะไม่ต้องการจะช่วย ทว่าด้วยสถานการณ์อันบีบบังคับ มันจึงช่วยไม่ได้ที่จะเป็นเช่นนั้น
นี่คือโลกแห่งความจริง หาใช่โลกแห่งเกม ทุกคนล้วนมีตัวตนในฐานะตัวเอกในนวนิยายของตนเอง และที่สำคัญที่สุด ผู้ที่ต้องการเป็นวีรบุรุษย่อมตายเยี่ยงสุนัขข้างถนน มันคือเรื่องที่ช่วยไม่ได
“เรามาเปลี่ยนเรื่องกันดีกว่า” กวีเร่งกล่าวเพื่อแปรเปลี่ยนบรรยากาศ “จริงสิ แล้วนายเจอกับกลุ่มพวกเด็ก ๆ ในตอนนี้ได้ยังไง ช่วยบอกชั้นทีสิ ?” เขาเริ่มถามคำถามต่อไป
“หากไม่รวมโมโมซึมิ คนอื่น ๆ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเด็กกำพร้าแทบทั้งสิ้น มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการลักเล็กขโมยน้อย ชั้นจึงตัดสินใจพาพวกเธอมาอยู่ด้วยกับชั้น”
นั่นคือคำตอบของโมมิยะ แม้จะเป็นในต่างโลก ทว่าโลกใบนี้มิได้แตกต่างไปจากโลกใบเก่าที่ทั้งสองเคยจากมามากนัก ผู้มั่งมีด้วยเงินทองย่อมได้ทุกสิ่งที่ต้องการ ในขณะเดียวกัน คนยากไร้กลับจำต้องกระเสือกกระสนโดยไม่รู้ว่าจะรอดไปได้อีกสักกี่วัน และพวกเธอทั้งหมดก็ล้วนเป็นเหยื่อแห่งการแบ่งแยกชนชั้น
“ชั้นนึกว่านายเป็นพวกโลลิค่อนซะอีก” กวีกล่าวพลางแอบหัวเราะตรงมุมปาก
ทำให้โมมิยะพลันแสดงสีหน้าร้อนรนและจึงตอบ “ใช่ก็บ้าแล้ว !!”
แต่เมื่อสิ้นสุดการสนทนา ทั้งสองฝ่ายกลับนิ่งเงียบไปไม่พูดไม่จา
บรรยากาศโดยรอบแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบสงัด จนกระทั่งเสียงของโมมิยะพลันถูกเปล่งขึ้นนับจากช่วงเวลาล่วงผ่านไปราวสามนาที
“ถ้าเกิดวันหนึ่งชั้นต้องเลือกเพียงหนึ่งอย่าง.. ระหว่างนายกับพวกเด็ก ๆ เหล่านี้.. ชั้นจะเลือกพวกเธอ.. และจะตัดสินใจละทิ้งนายโดยไม่มีความลังเล..”
สีหน้าและวาจาแสดงออกถึงความเถรตรง กระนั้นกลับแฝงไปด้วยความสัตย์จริงเท่าที่ชายคนหนึ่งจะมอบให้ได้ เป็นคำพูดที่จริงใจ
ถึงกระนั้น กวีกลับไม่ถือสาว่าความ เขาเผยยิ้มออกมาน้อย ๆ และพูดขึ้น “แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว”
กวีย่อมรู้ดีว่านี่คือเรื่องยาก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม โชคชะตาจะนำพาสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันมาให้ทุกคน เขาเองก็เช่นกัน ไม่ว่าวันใดก็วันหนึ่ง วันที่เขาต้องเลือก ย่อมมาถึง ไม่ช้าก็เร็ว
ทันใดนั้น โมมิยะพลันตระหนักได้ถึงบางสิ่งและจึงเปล่งเสียงพูด
“จริงสิ! จะว่าไปนายยังไม่มีสัญชาติสินะ”
“ก็.. คิดว่าไม่”
แม้กระทั่งกวีก็มิอาจล่วงรู้ว่าโมมิยะกำลังกล่าวถึงสิ่งใด
ซึ่งในความเป็นจริง สถานะของกวีในยามนี้คือไร้ตัวตน ไร้ซึ่งสัญชาติ ไร้ซึ่งหลักฐานใด ๆ มายืนยันถึงความเป็นมนุษย์ จึงเปรียบได้ดังชาวมหานครแห่งเศษซาก หรือเรียกกันในอีกนามว่าเมืองเจริโน่
โดยปกติทั่วไป ผู้ปราศจากสัญชาติมิอาจดำรงชีวิตอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของมนุษย์ ขอทาน คนยากไร้ เด็กกำพร้า บุคคลเหล่านี้ล้วนถูกจัดให้อยู่ในฐานะของผู้ไร้สัญชาติ
พวกเขาไร้ซึ่งสิทธิความเป็นมนุษย์ มีเพียงไม่กี่อาชีพที่สามารถทำได้เพื่อดำรงชีวิต ยกตัวอย่างเช่น อาชีพนักบุกเบิก
ถึงกระนั้น การสร้างสำมะโนครัวหรือปลอมแปลงตัวตนหาใช่เรื่องยากสำหรับโมมิยะ ในยามนี้ ตัวเขานั้นมีศักดิ์เป็นคู่หมั้นขององค์หญิงลำดับที่สองแห่งอาณาจักรซูเมทิส
“งั้นนายว่าชั้นควรเปลี่ยนชื่อดีไหม ?” กวีถาม
โมมิยะจึงคิดครู่หนึ่ง และจึงส่ายหัว
“ไม่ต้องห่วง ถ้านายกำลังกังวลเรื่องที่ว่าฮูโม่จะจับได้ ชั้นบอกได้เลยว่าหายห่วง เจ้าแก่นั่นมันไม่คิดจะจำชื่อของเล่นที่พังไปแล้วหรอก”
พลันได้ยินชื่อของบาทหลวงเฒ่า แววตาของกวีกลับแปรเปลี่ยนไปในฉับพลัน
ใบหน้าอันน่าโสมมภายในคุกใต้ดินอันมืดมิดปรากฏขึ้นในหัวของกวีเป็นครั้งคราว เพียงแค่นึกถึงก็เพียงพอให้กวีกำหมัดแน่นเพราะความโกรธ
แต่แล้วเขากลับปล่อยวางทุกสิ่งในทันใด
“เอาตามนั้นก็ได้” กวียินยอมรับคำแนะนำจากเพื่อนคนนี้แต่โดยดี
พลันสิ้นสุดการสนทนา ทักษะของโมมิยะจึงคลายตัว เขาเร่งเดินทางไปยังมุมหนึ่งซึ่งห่างไกลออกไป หยิบเอาโทรศัพท์ขึ้นมาจากถุงย่ามพลางติดต่อไปหาใครสักคน
ในขณะที่เฝ้ารอ กวีกลับตระหนักได้ถึงความจริงข้อหนึ่งและจึงกล่าว
“จะว่าไป ซูเมทิสคือประเทศที่ราชวงศ์ของแมรี่ปกครองอยู่สินะ แต่.. เอ๊ะ! งั้นถ้าแมรี่คือลูกคนที่สองจากบรรดาพี่น้องทั้งสี่คน ซึ่งคงมีอายุอยู่ที่ราว ๆ สิบแปดถึงยี่สิบปี และหากคู่หมั้นของเจ้านั่นเป็นองค์หญิงลำดับที่สอง ก็หมายความว่าเป็นลูกคนสุดท้องจากบรรดาลูกชายและลูกสาวทั้งสี่คน แล้วเด็กคนนั้นจะมีอายุเท่าไหร่กันล่ะ ?” กวีรำพึงรำพันพลางเฝ้าถามตัวเองด้วยความสงสัย
และแล้ว โมมิยะจึงย่างเท้ากลับมาหา เขายื่นจดหมายฉบับหนึ่งมาให้กวีและพูด “นี่คือ ‘จดหมายแนะนำตัว’ โดยมีลายเซ็นของชั้นกำกับอยู่ นายจะได้ใช้มันในการสอบนักบุกเบิกฝึกหัดที่ใกล้เข้ามาถึง ถ้านายคิดจะสอบละก็นะ”
แม้ไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใดและมีประโยชน์เยี่ยงไร ทว่ากวีกลับรับเอาไว้แต่โดยดี
ถึงกระนั้น กลับมีบางสิ่งที่เขาสงสัยใคร่รู้เป็นที่สุดในช่วงเวลา ณ ปัจจุบัน
“เอ่อ.. พวก อาจจะเป็นเรื่องที่เสียมารยาท แต่ชั้นขอถามอะไรอย่างสิ” กวีเริ่มกล่าว ทว่าโมมิยะกลับมองมาด้วยแววตาฉงน “ว่ามาสิ”
กวีรวบรวมความกล้าอยู่ครู่หนึ่ง ในขณะเดียวกันโมมิยะยังคงเฝ้ารับฟังว่ากวีนั้นต้องการไถ่ถามถึงสิ่งใด
“คู่หมั้นของนายอายุเท่าไหร่ ?” กวีถาม พลางเฝ้ารับคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ
ทันใดนั้น มุมปากของโมมิยะกลับยกขึ้น เขาเผยยิ้มอย่างเริงร่า พลางเอ่ยตอบกลับไปด้วยวาจาฉะฉาน
“สิบสี่ขวบ”
พลันได้ยินคำตอบ กวีจึงรวบรวมลมปราณเข้าสู่ปอด และจึงเปล่งเสียงตะโกนออกมาลั่นไปทั่วทั้งป่าราวกับเสียงฟ้าผ่า
“ไอ้โล่ลิค่อนเวรเอ้ยยย !!”