บทที่ เก้าสิบหก
ม่านแสงตะวันยามเช้าทอแสงฉายเงาบนพื้นหยกที่เย็นเยียบเรียบเนียนเบื้องบนบัลลังก์ทอง ร่างสูงสง่าในชุดคลุมหลวงสีม่วงเข้มประทับนิ่งไม่ไหวติงแม้พระขนงจะเรียบสนิทโม่เหวินหานกวาดพระเนตรมองบรรดาขุนนางที่ยืนเรียงรายทั้งสองฝั่งอย่างไร้ถ้อยคำ
"ข่าวแน่ชัดหรือไม่" พระสุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยพลางวางฎีกาในพระหัตถ์ลงบน
เสียงขุนนางผู้หนึ่งดังขึ้นถัดจากกลุ่มขุนนางกรมทหาร“ขอรับข่าวจากชายแดนตะวันตกส่งมาถี่ขึ้นทุกสามวัน ไพร่พลของเมืองจิงอวิ๋นเริ่มมีการรวมพลข้าราชการในเมืองยากจะติดต่อกับส่วนกลางมากขึ้นทุกวันๆ”
ผู้ที่เอ่ยคือหวังซูเจิ้งขุนนางสูงวัยที่ครองตำแหน่งเสนาบดีกลาโหมมาสองรัชกาลร่างผอมสูงในอาภรณ์แดงเลือดหมู เสียงเจือด้วยความร้อนรนมือข้างหนึ่งยังสั่นเล็กน้อยขณะถือม้วนฎีกาสำเนาข่าวกรอง
โม่เหวินหานยืดพระวรกายขึ้นเล็กน้อยพระเนตรยังคงสงบนิ่ง หากแต่คำที่เปล่งออกกลับดุจสายลมแรกแห่งฤดูเหมันต์ "เมืองจิงอวิ๋น..คิดจะลองของกับราชสำนักเช่นนั้นหรือ"
ท่ามกลางความเงียบวูบหนึ่งมีเสียงขุนนางอีกฝ่ายเอ่ยขึ้นโดยมิอ้อมค้อม “ใต้เท้าเมืองจิงอวิ๋นแต่เดิมก็คือคนพื้นที่ยิ่งได้ที่ปรึกษาจากซีเป่ยที่แฝงตัวก็ยากจะรั้งได้เมื่อราชสำนักรวบแผ่นดินเข้ามาได้ไม่กี่ปีก็เป็นเช่นนี้ข้ากล่าวกับกรมขุนนางด่านนอกแต่แรกแล้วว่าควรส่งคนจากส่วนกลางไปดูแล ไม่ใช่ยกให้คนเดิมปกครองต่อ”
ผู้พูดคือเสี่ยเต้าฮ่าวขุนนางวัยกลางคนแห่งกรมขุนนางผู้เปี่ยมความมั่นใจบุตรชายของอดีตแม่ทัพจากตระกูลใหญ่แห่งนครหลูหรงทว่าสีหน้าเคร่งขรึมของเขากลับแฝงความแค้นลึกๆ ต่อเงาอดีตที่ยังไม่สิ้นไปที่ครอบครัวถูกคนจากจิงอวิ๋นสังหาร
“เรื่องนี้ควรรายงานให้ฮองไทเฮาทรงทราบด้วยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” เสียงเบาแทรกขึ้นมาจากมุมฝั่งฝ่ายพิธีการโจวเซี่ยนผู้ตรวจราชการวัยกลางคน แม้คำพูดจะดูแผ่วเบาแต่ท้องพระโรงพลันเงียบลงอย่างน่าอึดอัด
โม่เหวินหานหรี่พระเนตรลงชั่วครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงหนัก “ไม่จำเป็นเรื่องของชายแดนไม่เกี่ยวกับฝ่ายในจากนี้จะไม่มีเรื่องในราชสำนักส่งถึงวัดซานป๋ออีก” เขารู้ว่ามีขุนนางบ้างคนที่ยังคำนึงถึงฮองไทเฮาแพราะสมัยก่อนนางเคยเข้ามามีส่วนในราชการ
ครั้นแล้วพระองค์ก็ลุกขึ้นจากบัลลังก์“สงครามกับซีเป่ยใกล้จะระอุ เหตุใดราชสำนักจึงต้องรอรับศึกถึงประตูเมืองจงฟังให้ดี..ครานี้เราจะนำออกทัพไปเอง!”
สิ้นสุรเสียงนั้นเหล่าขุนนางบางส่วนอ้าปากพร้อมกันอย่างตกใจหานจวิ้นเสนาบดีกรมวังผู้มีอายุสูงสุดในท้องพระโรงถึงกับก้าวออกมาคุกเข่ากลางโถงสีหน้าเคร่งเครียดแทบไม่ปิดบัง
“ฝ่าบาท..กระหม่อมทูลด้วยใจภักดิ์พระองค์คือมังกรสูงสุด มิควรต้องลุยโคลนกลางสมรภูมิ เกิดเหตุใดขึ้นพระองค์ผู้เดียวเท่านั้นที่พาแผ่นดินสู่ความมั่นคงได้หากทรงเป็นอันตรายแผ่นดินจะกลับสู่กลียุค!”
เสียงสนับสนุนจากข้างฝ่ายหานจวิ้นดังขึ้นหลายเสียง“ฝ่าบาทมิอาจเสี่ยง! กระหม่อมขอถวายชีวิตแทนเสด็จ!”
แต่ยังไม่ทันจะได้โต้ตอบเสี่ยเต้าฮ่าวก็ก้าวเท้าขึ้นมายืนเบื้องหน้ากลุ่มขุนนางที่คัดค้านใบหน้าคมเข้มของเขาเคร่งขรึม สีหน้าแน่วแน่ราวภูผาไร้ไหวเอน
“พระองค์คือโอรสสวรรค์ผู้เด็ดขาดแม้จักเป็นมังกรแต่ก็มิใช่มังกรที่นั่งนิ่งเหนือเมฆา นี่หาใช่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์..พระบิดาของพระองค์ยามหนุ่มก็เคยนำพลฝ่าทัพศัตรูตอนที่ยังอยู่ในรัชสมัยจักรพรรดิพระองค์ก่อนเหล่าศัตรูเกรงอำนาจฮ่องเต้เพราะพระพักตร์..มิใช่เพราะธง!”
บรรดาขุนนางที่เป็นคนหนุ่มสายใหม่ต่างขานรับคำสนับสนุน“พระองค์ทรงชำนาญกระบี่ ฝึกยุทธ์ไม่เคยว่างเว้นตลอดห้าปีหลังครองราชย์ยังไม่เคยใช้กองทัพอย่างเต็มกำลังมีเพียงฮ่องเต้เท่านั้นที่สามารถปลุกขวัญทหารในครั้งนี้!”
หานจวิ้นกัดฟันแน่นมองรอบตัวแล้วรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่ถาโถมจากทุกทิศ ทุกฝ่ายไม่ว่าจะวัยหนุ่มหรือกลางคนก็เริ่มเอียงตามพระประสงค์
เสียงโม่เหวินหานเอ่ยขึ้นอีกครั้ง“เมื่อแผ่นดินเรายังมีเงาศัตรูมุ่งร้ายหากเรายังมิออกศึกด้วยตนเองหัวใจของประชาจะสั่นคลอนกำแพงเมืองอาจสูงแต่หากใจคนหลวม ก็เหมือนมีกำแพงกระดาษเปื่อยฝน”
พระองค์ทรงกวาดพระเนตรไปทั่วก่อนจะเอ่ยคำสั่งเสียงหนักแน่น “จากนี้รั้งเฉียนอ๋องอยู่ที่เมืองหลวงคุมทัพองครักษ์จินอู่ ป้องกันเมืองแทนเรากับกองจตุรทิศ เราจะนำทัพหลวงออกจากต้าเหว่ยในอีกเจ็ดวันเตรียมกองกำลัง หน่วยข่าว สรรพาวุธและเสบียง จัดให้พร้อม! หลัวไท่ข่ายให้ติดตามเป็นที่ปรึกษาวางแผนยุทธศาสตร์”
เมื่อคำสั่งลงไปเหล่าขุนนางทยอยคุกเข่าตามผืนท้องพระโรงสะท้อนแสงจากชุดปักดิ้นเงินระยับและกระเบื้องอย่างเป็นระเบียบ
โม่เหวินหานยืนนิ่งบนแท่นบัลลังก์ภายในใจยังร้อนระอุจากข่าวเมืองจิงอวิ๋นไม่ใช่เพียงเพราะการแข็งข้ออาศัยช่วงสงครามระหว่างซีเป่ย หากแต่คือคำเตือนเงียบๆว่าภายใต้ราชสำนักที่เหมือนหญ้าสงบยังซ่อนงูอยู่มาก
เสียงสนทนาในท้องพระโรงเพิ่งเงียบงันเมื่อไม่นานบรรยากาศตึงเครียดยังไม่คลายลงโดยง่ายภายในห้องทรงงานซึ่งอยู่ด้านหลังตำหนักก็ปะทุร้อนขึ้นมาขุนนางในราชสำนักหลายคนมาเข้าเฝ้าไม่หยุดหย่อน มีทั้งเสียงสนทนา เสียงปลายพู่กันเสียดสีกระดาษขาวบนโต๊ะหยกเขียวรอยอักษรตัวโตตวัด กลิ่นน้ำหมึกเจือจางลอยอบอวล
โม่เหวินหานยังอยู่ในอาภรณ์สีม่วงหลังจัดการเหล่าขุนนางที่มาปรึกษาได้กลุ่มใหญ่ก็นั่งพิงพนักสักครู่ แต่ที่โต๊ะลายสีนิลที่วางอยู่ตรงหน้ามีกองฎีกาวางทับซ้อนกันเป็นชั้นสูงแล้วความเงียบก็ถูกรบกวนอีกครั้ง เสียงที่บานประตูด้านนอก “เฉียนอ๋องขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”เสียงหลี่ต้ากงรายงานแผ่ว
โม่เหวินหานเงยหน้าขึ้นวางฝ่ามือแนบกระดาษฎีกาเบื้องหน้า“เข้ามาเถอะ”
ประตูไม้ถูกผลักเปิดออกช้าๆบุรุษผู้ยังคงสง่างามในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้ม ก้าวเท้าเข้ามาภายในโดยมิได้รีบร้อน เฉียนอ๋องผู้ที่พระองค์ไว้ใจให้คุมกำลังองครักษ์จินอู่ข้างหลังยังมีขันทีคนสนิทเดินตามมาปิดประตูไว้แน่นหนา
“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ประทานเวลาให้กระหม่อมเข้าเฝ้า” เขาค้อมศีรษะต่ำก่อนจะหยัดกายขึ้นมองตรงมาที่ผู้เป็นจักรพรรดิ หากดวงตายังแฝงความเป็นห่วงไม่คลาย
“เหตุใดจึงมาหาเราถึงที่นี่มีเรื่องใดในใจใช่หรือไม่” โม่เหวินหานละสายตาจากปลายพู่กันมองตรงไปยังเฉียนอ๋อง ดวงตาคมที่มักจะหนักแน่นทว่าตอนนี้ดูอ่อนลง
เฉียนอ๋องทอดถอนลมหายใจเบาๆพลางเอ่ย “กระหม่อมเพียงอยากถาม..ที่ฝ่าบาทให้กระหม่อมอยู่ที่เมืองหลวงคุมองครักษ์จินอู่รักษาเมืองกับกองจตุรทิศ นั่นมิใช่เพียงเพื่อเฝ้ารักษาเมืองตามที่แถลงในท้องพระโรงใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้หยัดพระกายขึ้นเล็กน้อยทอดพระเนตรไปนกที่มาเกาะริมบานหน้าต่าง “ชายแดนภายนอกเราคุมไว้ได้ด้วยกระบี่และโล่แล้วแต่ภายในเมืองหลวงนี้ต่างหากที่เปราะบางกว่าสิ่งใด เจ้าต้องดูแลเองแล้ว”
สายตาเฉียนอ๋องสั่นไหวเล็กน้อยเขารู้ทันทีว่าความกังวลของพระองค์มีมากกว่าที่แสดงออกกลางท้องพระโรงนักจะเป็นภัยจากพวกที่รอจังหวะฉวยโอกาส หรืออำนาจเก่าในวังที่ยังไม่สงบแน่นอนว่าไม่มีทางปล่อยให้จักรพรรดิผู้เฉียบขาดออกศึกโดยไม่เตรียมทางหนีทีไล่ไว้เบื้องหลัง
“ฝ่าบาทมิใช่คนที่ยอมวางมือเรื่องใดง่ายๆหากมิได้คาดว่าจะมีภัยลับในเมืองหลวงหรือฝ่ายขุนนางด้วยแล้วเหตุใดถึงต้องให้กระหม่อมเฝ้าเมือง?”
พระองค์ยกพระหัตถ์ขึ้นกุมขมับด้านหนึ่งดวงเนตรยังจับอยู่กับนกที่จิกกินอาหารที่เขามักจะใส่ไว้ในถาดจึงทำให้มีนกหลายตัวแวะมาเกาะบ่อยครั้ง “เพราะภายนอกแม้จะฟาดฟันก็แลเห็นได้แต่ภายในกลับเงียบกว่าถ่านร้อนซ่อนในเตามอด เจ้าต้องสังเกตให้เป็นแล้วตั้งรับให้ได้โดยอย่าลืมว่าการรรับที่มั่นคงคือการจู่โจมเช่นกัน”
เฉียนอ๋องนิ่งเงียบไปนานก่อนจะค้อมศีรษะอย่างนอบน้อม “กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะจะดูแลเมืองหลวงนี้ราวกับกำคอของตนไว้ในเงื้อมมือมิปล่อยให้สิ่งใดเล็ดลอดหลุดรอดไปได้”
คำตอบหนักแน่นสมกับเป็นคนที่เขาไว้ใจทว่าหลังจากนั้นเสียงของเขาก็เบาลง “ฝ่าบาท..แต่ยังมีอีกเรื่องที่กระหม่อมใคร่ขอทูล”
ดวงเนตรของโม่เหวินหานเบนกลับมามองตรงความสงสัยสะท้อนเพียงเล็กน้อยในประกายดวงตา
“หลี่เสวี่ย..นางขอให้กระหม่อมนำคำมาทูลขอ” เฉียนอ๋องกล่าวช้าๆสีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจัง “นางอยากพบหลิวชิงเซียงอีกครั้งก่อนที่จะถูกเนรเทศ กระหม่อมมาเพื่อขอวิงวอนแทน”
บรรยากาศพลันเงียบภายในห้องทรงงานนิ่งสนิททั้งเสียงลมหยอกม่านและเสียงนกที่กรอบไม้ยังฟังชัดเจนโม่เหวินหานมองตรงไปยังเฉียนอ๋อง ผ่านความคิดนับพันในใจ ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ “พบไม่ได้แล้ว..ตอนนี้ชิงเฟยถูกพาตัวไปแล้ว”
พระสุรเสียงแน่วแน่ไม่อ่อนลงแม้แต่น้อย“บอกหลี่เสวี่ยเถอะ..เวลานี้ชิงเฟยเป็นนกที่ออกจากกรงแล้วไม่ต้องติดคาในที่จำกัดอีกน่าจะยินดีปรีดากว่าเดิมนัก ให้นางวางใจอย่าเศร้าไป”
เฉียนอ๋องสีหน้าแปรเปลี่ยนจากเวทนาชะตากรรมของสตรีคนหนึ่งกลายเป็นประหลาดใจแล้วค่อยๆ ค้อมตัวลง “กระหม่อมเข้าใจพ่ะย่ะค่ะ..ทว่าฝ่าบาทตรัสว่า 'ชิงเฟย' แม้จะทรงลงโทษเนรเทศนางแต่ยังเรียกว่าชิงเฟยกระหม่อมขอบังอาจทูลถามทั้งที่เห็นชัดว่าพระองค์มิอาจตัดใจเหตุใดจึงลงโทษรุนแรงถึงเพียงนั้นพ่ะย่ะค่ะ?”
ดวงเนตรของโม่เหวินหานสะท้อนแสงอ่อนลงแต่ยังรักษาท่าทางอื่นได้ไม่มีแม้รอยไหววูบตามมาอีก“เราเนรเทศนางแต่ไม่ได้ปลดนางเสียหน่อยเช่นนั้นนางยังเป็นชิงเฟยของเราอยู่” แม้คำจะราบเรียบแต่แรงกว่าฟ้าคำราม
เฉียนอ๋องถึงกับชะงักหัวใจพลันเย็นวาบ คล้ายเข้าใจความหมายบางอย่างที่ลึกเกินจะเอ่ยถึงเขาค้อมตัวลึกลงจนแทบจะขนานพื้น “กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ..ถ้าฝ่าบาทยืนยันว่าชิงเฟยจะปลอดภัยดีกระหม่อมก็จะยืนยันกับหลี่เสวี่ยเช่นกัน”
นั่นคือคำสัตย์ดั่งหินศิลาที่มั่นคงเสียงนกตีปีกดังเบาๆ อีกครั้ง แต่นกตัวนั้นไม่ได้บินจากไป มันกลับมองกลับมาที่บุรุษในห้องก้มหน้าลงแนบกรอบไม้ คล้ายรอฟังทุกถ้อยคำของเจ้าผู้ครองแผ่นดินกล่าวถึงนางผู้จากไป
รุ่งอรุณแห่งวันที่เจ็ดนับจากวันที่ฮ่องเต้ประกาศนำทัพออกศึกด้วยพระองค์เองท้องฟ้ายามเช้าเหนือเมืองหลวงต้าเหว่ยกลับมิหม่นมัวเหมือนหลายวันที่ผ่านมาหากกลับกระจ่างราวสวรรค์เปิดทางให้มังกรทองแห่งแผ่นดินออกร่ายโดยไร้เมฆหมอกขวางกั้น
ลานกว้างหน้าประตูเจิ้งหยางซึ่งเป็นหนึ่งในประตูเมืองทิศตะวันออกถูกจัดระเบียบอย่างเข้มงวดบนหอกลองเหนือกำแพงมีธงผ้าทอมือปักลายมังกรเงากระพือโบกไหวต้านลมแรงสะบัดเสียงดังวาบๆ เรียงรายหลายชั้น ตามด้วยธงของกองทัพหลวง ธงของกรมอาวุธและธงของหน่วยทหารรบพิเศษหน่วยกู่เฟย เสียงกลองศึกสามจังหวะดังก้องเหนือพื้นหินพาให้พสุธาสะเทือนคล้ายเร้าใจให้ห้าวหาญขึ้นอีกเท่าตัว
ทหารจินอู่ในชุดเกราะดำสลับทองเรียงแถวแน่นทั้งสองฝั่งทางท่ามกลางแถวคือขบวนทัพที่ยิ่งใหญ่อลังการที่สุดเท่าที่ผู้คนจะเคยเห็นมา
ม้าศึกกว่าสองพันตัวยืนเรียงแถวเป็นระเบียบบนหลังพวกมันมีทหารประจำการอยู่ในเครื่องแบบหลากสีตามสังกัด ไม่ว่าหน่วยเกราะเบาหน่วยหน้าไม้ หรือหน่วยควบคุมยุทธอาวุธ ส่วนด้านหน้าสุดของขบวนคือราชรถหลวงประดับลายมังกรทองซึ่งถูกลากโดยอาชาสีเทาเข้มสี่ตัวทว่าในยามนี้ กลับไม่มีผู้ใดนั่งอยู่บนราชรถหลวงนั้น
เสียงลือจากประชาชนที่แน่นขนัดตลอดสองฝั่งทางดังอื้ออึงเต็มถนนหลักสายใหญ่ต่างมายืนเฝ้ามองขบวนเสด็จของจักรพรรดิอย่างใจจดใจจ่อ ขายดอกไม้ริมทางพากันจัดช่อสีแดงสดสีม่วงอ่อนหรือสีขาวปลายกลีบแดงหลายหลายสีสรรเพื่อจะมอบให้เหล่าทหารคล้ายจะอวยพรให้ขบวนทัพปลอดภัยและได้รับชัยชนะกลับมา
แล้วทันใดเสียงกลองย่อลงเหลือเพียงจังหวะเดียวเสียงแตรเสียงปี่ของพลเป่าปล่อยเสียงต่ำ เสียงฆ้องทองประสานท่วงทำนองขบวนทหารแยกตัวอย่างพร้อมเพรียง
บุรุษร่างสูงในชุดเกราะทองฉลุลายมังกรทรงพลังขี่ม้าศึกสีดำสนิทก้าวออกจากกลางขบวนอย่างสง่าผ่าเผยโม่เหวินหานทรงม้าด้วยพระองค์เอง พระเกศามัดไว้ด้วยเส้นไหมแดงทองอาภรณ์คลุมยาวปลิวไปตามแรงลมเช้าผ้าคาดเอวประดับหยกน้ำผึ้งขนาดใหญ่ที่สะท้อนแสงแดดยามเช้าเป็นประกายแวววาวดวงพักตร์เข้มคมกลับไม่ได้แข็งกร้าว
เสียงของประชาชนที่เห็นพระองค์ทรงอาชากับตาต่างกู่ร้องกึกก้อง“ทรงพระเจริญ! ฮ่องเต้จงเจริญ!” กลายเป็นสายเสียงยาวต่อเนื่องราวคลื่นทะเลโม่เหวินหานเพียงยกมือขวาขึ้นเล็กน้อยแทนการโบกโฉบสายตาไปทั่วฝูงชน ดวงตาคมกริบดั่งคมศร
เมื่อขบวนมาถึงหน้าประตูเจิ้งหยางเฉียนอ๋องซึ่งยืนคอยด้วยเครื่องแบบแม่ทัพเฉพาะกิจของจินอู่ในชุดเกราะเงินสลักลายพยัคฆ์ก็ขยับมาคุกเข่าลงตรงหน้าก่อนจะชูกระบี่พิธีขึ้นเหนือหัว
“กระหม่อมเฉียนอ๋อง ขอถวายชัยมงคลขอให้ฝ่าบาทนำทัพกลับมาด้วยชัยชนะดั่งแสงตะวันแรกแห่งฤดูร้อน!”
ถ้อยคำนั้นกระแทกใจผู้คนเบื้องหลังประชาชนที่ยืนเบียดกันสองข้างทางต่างพากันคุกเข่าหรือโค้งศีรษะตามด้วยเสียงดังกึกก้องรอบเมือง
“ขอให้ทรงชัย! ขอให้ทัพหลวงปลอดภัย!”
โม่เหวินหานชะงักม้าหันพระพักตร์มองเฉียนอ๋องเนิ่นนาน แววตานิ่งสนิทแต่แฝงความฝากฝังไว้เต็มเปี่ยมก่อนจะกล่าวเสียงกังวานกลางลานกว้าง “เมืองหลวงฝากเจ้าแล้ว”คำพูดนี้จากผู้เป็นจุดศูนย์กลางของแผ่นดินที่มอบความเชื่อใจให้กับคนหนึ่ง
เฉียนอ๋องค้อมศีรษะต่ำลงยิ่ง“กระหม่อมขอรักษาเมืองหลวงและบัลลังก์ของพระองค์ด้วยชีวิต!” เสียงม้าร้องก้องดาบและหอกในมือเหล่าทหารสะท้อนแสงยามเช้าเป็นแนว
โม่เหวินหานโน้มตัวเพียงเล็กน้อยคล้ายเอ่ยกับลมเบาๆ“ไปกันเถอะ” ก่อนจะตวัดเชือกบังคับม้าม้าศึกเงาดำพุ่งนำ
เสียงกลองเร่งขึ้นขบวนทัพเคลื่อนตาม พื้นหินสั่นสะเทือนราวภูเขา ปลุกเร้าจิตใจราษฎรให้หัวใจจะหลุดจากอกด้วยอารมณ์พลุ่งพล่านบนกำแพงประตูเมืองธงผืนใหญ่สะบัด ขบวนทัพเคลื่อนออกจากเมืองหลวงอย่างทรงเกียรติ
ผู้ซึ่งไม่ได้เพียงเป็นจักรพรรดิ..แต่คือขุนศึกที่กล้าฝ่าแดนศัตรูเพื่อรักษาปกบ้านป้องเมืองให้สงบมั่นคง