ณห้องรับแขก
ทันทีที่บานประตูเปิดออกไอเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศก็พุ่งเข้าปะทะผิวกายที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อจนเย็นวาบไปทั้งตัวภายในห้องกว้างขวางถูกตกแต่งอย่างประณีตสะท้อนรสนิยมอันมั่งคั่งของเจ้าของบ้าน
แต่สิ่งแรกที่ดึงสายตาของริวคือชุดโซฟาหลุยส์หนังแท้สีขาวตัวใหญ่ที่เรียงเป็นรูปตัวยูและหมอนอิงผ้าไหมเนื้อดีขลิบทองที่วางอยู่ดูมีราคาแพงลิบฟ้า และที่ตรง กลางโต๊ะกระจกใสทรงกรมขอบทองตั้งเด่นอยู่บนพรมผืนหนานุ่มสีแดงที่ปูลาดอยู่บนพื้นหินอ่อนตรงข้ามกันในระยะห่างที่พอเหมาะ มีตู้โชว์บิลต์อินไม้เนื้อดีที่ประดับด้วยทีวีจอแบนขนาดมหึมา
ทว่า...สิ่งที่ทำให้ห้องนี้ไม่ดูแข็งกระด้างจนเกินไปคือโคมไฟระย้าคริสตัลที่ห้อยดิ่งลงมาจากเพดานสูงที่ส่องลงมา แสงไฟสีเหลืองอ่อนๆที่ส่องสะท้อนประกายระยิบระยับเคลือบผิวเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นทำให้บรรยากาศโดยรวมดูอบอุ่นและหรูหราในเวลาเดียวกัน
สวนทางกับกระแสลมเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศที่ยังคงทำหน้าที่ส่งไอเย็นยะเยือกให้ปกคลุมไปทั่วทั้งห้องอย่างเงียบเชียบความรู้สึกของริวตอนเดินเข้าไปในห้องรับแขกเหมือนอยู่คนละโลกกับด้านนอก
ธันวาเดินตรงดิ่งไปที่โซฟาตัวยาวทรุดตัวนั่งลงแล้วเอนหลังพิงพนักอย่างหมดแรง ก่อนจะยกขายาวๆทั้งสองข้างขึ้นก่ายบนโต๊ะกระจกอย่างสิ้นสภาพ...ความน่าเกรงขามในตำแหน่งประธานสภานักเรียนที่เคยมี ภาพนั้นทำให้เด็กหนุ่มรุ่นน้องแอบขำในใจ
ธันวาปรายสายตาเหลือบมองรุ่นน้องที่ยังคงยืนทื่ออยู่“มองอะไรริว ทำไม… มันดูไม่สุภาพใช่ไหมล่ะ แต่เอาเถอะปกติไม่มีใครเคยเห็นพี่ในสภาพนี้หรอก”
ริวอมยิ้มบางๆ “ครับ...ผมจะคิดซะว่า ผมก็ไม่เห็นครับ”
“หึๆ”ธันวาหัวเราะในลำคอพลางผายมือ “น้องนั่งลงพักขาก่อนเถอะ”
“ครับ” สิ้นคำรับเขาเดินไปนั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้าม
ทันทีที่ริวนั่งลงธันวาก็รีบชักเท้าลงจากโต๊ะแล้วปรับท่านั่งให้อยู่ในท่าปกติทันที กลัวว่าปลายเท้าของตัวเองจะชี้ไปใส่รุ่นน้องที่นั่งตรงข้ามทั้งสองนั่งเงียบซึมซับความเย็นอยู่ด้วยกันสักพักใหญ่ อาการภูมิแพ้ของริวก็เริ่มดีขึ้นจมูกที่เคยแดงก็กลับมาเป็นสีปกติ ไม่นานธันวาก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน
“ว่าแต่น้องน่ะ... หิวไหม”
“ก็ไม่เท่าไหร่ครับปกติผมกินข้าวเย็นค่อนข้างดึก ไว้กลับไปที่ห้องพักแล้วผมค่อยทำอะไรกินเองก็ได้ครับ”ริวตอบด้วยความเกรงใจตามนิสัย
ธันวาส่ายหน้าเบาๆ “ไม่ต้องกลับไปกินที่ห้องหรอกกินที่บ้านพี่ก็ได้... พี่จะได้มีคนอยู่ด้วย”
“รออยู่นี่นะเดี๋ยวพี่ไปหาขนมห้องครัวมาให้กินรองท้องก่อน”
“ครับ…” ริวรับคำอย่างว่าง่าย
หลังจากแผ่นหลังของธันวาเดินหายลับออกไปจากห้องบรรยากาศก็กลับคืนสู่ความสงบเงียบ เหลือเพียงริวที่นั่งอยู่เพียงลำพัง เขาค่อยๆปิดเปลือกตาลงแล้วเอนหลังพิงเข้ากับเบาะโซฟานุ่มๆพลางผ่อนลมหายใจออกมาแผ่วเบา
เพียงไม่นาน ความเหนื่อยล้าเมื่อครู่ก็ค่อยๆก็หายไปเด็กหนุ่มค่อยๆลืมตาขึ้นแล้วตัวกลับขึ้นมานั่งตรงเหมือนเดิม แต่สายตาช่างสังเกตในมุมกว้างของเขากลับไปสะดุดเข้ากับโต๊ะกระจกตรงหน้าที่เต็มไปด้วยปึกกระดาษเอกสารที่วางระเกะระกะกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ เขาจึงเอื้อมมือไปหยิบแผ่นกระดาษเหล่านั้นขึ้นมาดู
นี่มัน… เอกสารเชิญชวนผู้ปกครอง ให้มาร่วมงานนิทรรศการวันภาษาไทยที่กำลังจะจัดขึ้นหนิครับ
เมื่อเห็นแบบนั้นแล้ว เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจช่วยจัดเก็บเอกสารที่กองพะเนินอย่างไร้ทิศทางนั้นให้นิ้วเรียวยาวค่อยๆหยิบจับกระดาษขึ้นมาเรียงทีละแผ่น… ทีละแผ่น…จัดแต่งมุมหัวและท้ายกระดาษให้หันไปในทิศทางเดียวกัน ก่อนจะยกปึกเอกสารขึ้นมาเคาะลงบนโต๊ะเบาๆสองสามครั้งให้ขอบกระดาษเสมอกัน แล้ววางมันลงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ทางฝั่งของธันวาหลังจากหายเข้าไปในห้องครัวพักใหญ่ เขาก็เดินกลับมายังห้องรับแขกพร้อมกับถือจานกระเบื้องสีขาวขอบทองที่ใส่คุกกี้เนยสดกลิ่นหอมกรุ่นโชยมาแต่ไกล
ขณะที่เขาก้าวพ้นขอบประตูเข้ามานัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนของเขาก็เห็นภาพนั้นพอดี ความเกรงใจก็มีมากกว่าธันวารีบสาวเท้าเดินตรงเข้าไปหารุ่นน้องทันที
“น้องทำอะไรน่ะ! พี่ไม่ได้บอกให้ทำสักหน่อยวางมันลงเดี๋ยวนี้เลยนะ” เสียงของเขาทุ้มต่ำฟังดูเหมือนดุเบาๆแต่กลับเต็มไปด้วยความเกรงใจ
“อุตส่าห์มาช่วยงานพี่จนเสร็จเพิ่งจะได้นั่งพักแท้ๆยังจะมานั่งจัดเอกสารให้อีก ทำไมไม่พักล่ะเรา”
ริวเงยหน้าขึ้นมาสบตาพลางตอบด้วยท่าทีนิ่งๆ“ไม่เป็นไรครับ ผมเห็นมันวางสลับกันอยู่... เลยเรียงให้ใหม่ ไม่ได้ถึงกับเหนื่อยอะไรหรอกครับ”
ประโยคซื่อๆนั้นทำเอาธันวาถึงกับพูดไม่ออกเขาอมยิ้มบางๆอย่างยอมแพ้ในความรั้นของรุ่นน้องตรงหน้า จากนั้นตรงดิ่งไปทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาตัวเดิมแล้ววางจานคุกกี้ลงบนโต๊ะกระจกทรงกรมตรงหน้า แล้วพยักพเยิดหน้าไปทางจานคุกกี้
“กินรองท้องไปก่อนนะ พี่ขอโทษด้วยที่ไม่มีอะไรให้กินเป็นชิ้นเป็นอันพอดีวันนี้แม่บ้านกับคนงานในบ้านไม่อยู่เลยสักคนน่ะ”
“พวกเขาน่าจะถูกคุณปู่เรียกตัวไปใช้งานที่โรงเรียนหมดแล้ว”
สายตามุมกว้างของริวที่กำลังประมวลผลข้อมูลรอบตัวสะดุดกึกกับประโยคนั้นทันทีความสงสัยผุดขึ้นมาในหัวจนอดไม่ได้ที่จะถาม
“ให้คนรับใช้ในบ้าน...ไปช่วยงานที่โรงเรียนเหรอครับ”
ธันวาถอนหายใจออกมาเบาๆพลางเอนหลังพิงโซฟา “อืม ปู่พี่เขาเป็นพวกชอบใช้งานคนไปเรื่อยน่ะ”
“ใครมาทำงานเป็นคนรับใช้ที่บ้านหลังนี้ก็ต้องทำใจว่าเหมือนถูกจ้างให้ไปทำงานได้ทุกที่นั่นแหละ...แกเห็นใครว่างเป็นไม่ได้หรอก”
“แสดงว่าคุณปู่ของพี่เป็นคุณครูอยู่ที่โรงเรียนเหรอครับ” ริวถามซื่อๆเพื่อเก็บข้อมูล
ธันวาส่ายหน้าช้าๆก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เปล่าหรอกปู่พี่ไม่ใช่ครู... แต่แกทำงานเป็น ผอ. ของโรงเรียนน่ะ”
เขาเหลือบสายตามองไปยังรุ่นน้องที่นั่งอยู่โซฟาฝั่งตรงข้ามอย่างพิจารณาคาดเดาความคิดล่วงหน้าไว้เสร็จสรรพก่อนจะพูดต่อเพื่อดักความสงสัยของรุ่นน้องเอาไว้ก่อน
“แกเป็น ผอ. ของโรงเรียนที่พวกเรากำลังเรียนอยู่นี่แหละ”
ประโยคนั้นทำให้นัยน์ตาของริวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยร่างกายที่เพิ่งจะผ่อนคลายกลับมาแข็งทื่อไปในฉับพลัน เขานั่งนิ่งงันริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น ลำพังแค่ปกติเวลาต้องอยู่กับคนที่ไม่ค่อยสนิทด้วยเขาก็มักจะวางตัวไม่ถูกอยู่แล้ว แต่วินาทีนี้...คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขากลับเป็นถึงประธานสภานักเรียน และพ่วงด้วยสถานะหลานชายแท้ๆของผู้อำนวยการโรงเรียน
ริวเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงเศษฝุ่นเล็กๆที่ไม่คู่ควรจะมานั่งร่วมโต๊ะกับคนระดับนี้เลยด้วยซ้ำ...ความรู้สึกกดดันและความเจียมตัวตีตื้นขึ้นมาจนทำให้เขาหลุบตาลงต่ำไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับรุ่นพี่ตรงหน้า
ทว่า... ปฏิกิริยาทั้งหมดนั้นมีหรือที่จะรอดพ้นจากสายตาที่เจาะจงมองแค่เขาเพียงคนเดียวของรุ่นพี่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามได้
ธันวาสังเกตเห็นไหล่ที่ห่อลงแววตาที่สั่นไหวและสีหน้าที่เปลี่ยนจากความผ่อนคลายกลายเป็นความตึงเครียดของรุ่นน้องเขารู้ได้ในทันทีว่ารุ่นน้องกำลังคิดอะไรอยู่ ก่อนจะยิ้มออกมาบางๆอย่างเอ็นดู แล้วโน้มตัวเข้าไปใกล้พลางยื่นมือไปตบไหล่ริวเบาๆ
“น้องไม่ต้องเกร็งหรอก พี่ไม่ได้ถือตัวสูงอะไรขนาดนั้น”
ธันวาก็เลื่อนจานคุกกี้เนยสดบนโต๊ะขยับเข้าไปใกล้ๆรุ่นน้องอีกนิด “เลิกคิดมากได้แล้วน่ากินคุกกี้ก่อน”
“ครับ…”
ริวค่อยๆเอื้อมมือไปหยิบเอาคุกกี้เนยสดบนจานกระเบื้องตามที่รุ่นพี่บอกในจังหวะนั้นเอง สายตาอันเฉียบคมของเขาก็มองเห็นเงาของแสงไฟสีส้มสลัวระยิบระยับสะท้อนมาจากโคมไฟระย้าคริสตัลที่ห้อยอยู่บนเพดานสูงลงมาตกกระทบบนผิวจานกระเบื้องสีขาวขอบทองจนขึ้นเงาวับ ความวิจิตรนั้นเป็นสิ่งที่เด็กกำพร้าอย่างริวไม่เคยคิดฝันว่าจะได้สัมผัสมาก่อนในชีวิต
เด็กหนุ่มหยิบคุกกี้ขึ้นมากัดคำเล็กๆขณะที่เขากำลังเคี้ยว กลิ่นละมุนของเนยสดแท้ชั้นดีก็อบอวลตีขึ้นมาในปากแม้ว่านี่จะเป็นเพียงแค่ขนมกินเล่นรองท้องสำหรับธันวา แต่สำหรับริวแล้วมันอร่อยมากจนแทบจะกินแทนข้าวเย็นได้เลย
หลังจากนั้นความเงียบอันแสนสงบก็ค่อยๆคืบคลานเข้ามาในห้องรับแขกอีกครั้ง ไม่นานต่อมาธันวาก็เหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เขาลุกขึ้นจากโซฟาแล้วเดินตรงไปยังตู้โชว์กระจกบานใหญ่ พลางค้นหาอะไรบางอย่างอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินเปิดประตูออกไปจากห้อง
ริวทอดสายตามองตามหลังจนกระทั่งแผ่นหลังของรุ่นพี่หายลับไปจากกรอบประตูแต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรทำเพียงแค่นั่งกินคุกกี้ในมือเงียบๆเพื่อรออยู่ในห้องคนเดียวในห้องรับแขก
เพียงไม่นานประตูห้องก็ถูกเลื่อนเปิดออกอีกครั้งธันวาก้าวเดินกลับเข้ามาพร้อมกับขวดไวน์แดงขวดหนึ่งในมือส่วนมืออีกข้างก็คีบก้านแก้วไวน์มาด้วยอีกสองใบ เขาเดินกลับมานั่งลงที่โซฟาตัวเดิมทว่าสีหน้าและแววตาของเขาในยามนี้มันดูผ่อนคลายลงจากก่อนหน้ามาก
มือหนาจัดการเปิดจุกค็อกขวดไวน์อย่างชำนาญก่อนจะรินของเหลวสีแดงทับทิมส่งกลิ่นหอมบ่มละมุนลงในแก้วแล้วยื่นส่งให้รุ่นน้องฝั่งตรงข้าม แต่ริวก็ส่ายหน้าเบาๆพลางยกมือขึ้นโบกปฏิเสธทันควัน
“เอ่อ... ผมไม่เอาหรอกครับ”
ธันวาหัวเราะในลำคอเบาๆแววตาทอดมองมาอย่างนุ่มนวล “เอาหน่อยเถอะน่า มันเป็นไวน์แดงรสหวานกินคู่กับคุกกี้แล้วเข้ากันดี”
“อีกอย่าง แอลกอฮอล์มันต่ำมากไม่เมาหรอก คิดซะว่าดื่มเนื่องในโอกาสก็ได้”
“ปกติพี่เองก็ไม่ค่อยได้เอาออกมากินอะไรแบบนี้เท่าไหร่หรอกเพราะที่บ้านไม่ค่อยมีคนพิเศษมา และที่นี่ไม่จัดงานเลี้ยงสังสรรค์น่ะ” เขาพูดพลางหมุนแก้วไวน์ในมือเบาๆ
“แล้ว... ที่ดื่มวันนี้เนื่องในโอกาสอะไรเหรอครับ”
คำถามของริวทำให้ธันวาอมยิ้มเล็กๆนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนส่องประกายระยิบระยับยามที่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของรุ่นน้อง
“ก็... เนื่องในโอกาสที่น้องมาบ้านพี่ไง”
ประโยคนั้นถูกหยอดมานิ่มๆ มันทำให้ทั้งสองดูเป็นกันเองมากขึ้นและมากพอที่จะทำให้ริวกล้าพูดคุยกับธันวาขึ้นมาบ้าง แต่ถึงอย่างนั้น…เขาก็ยังคงมีความเจียมตัวอยู่เต็มอก และยังคงปฏิเสธที่จะดื่มไวน์ขวดหรูนั้นอยู่ดี
เมื่อเห็นท่าทีดื้อเงียบและขี้เกรงใจแบบนั้นธันวาก็ไม่ได้คิดจะบังคับแต่อย่างใด เขาหยิบแก้วกลับมาแล้วยกขึ้นจิบไวน์แดงรสเลิศนั้นเอง
“จริงสิ... น้องมีเกมอะไรที่ชอบเล่นไหมที่บ้านพี่มีแผ่นเกมกับพวกเครื่องเพลย์สเตชันอยู่นะ เล่นน้องไหม จะได้ไม่ให้มันน่าเบื่อเกินไป”
ริวครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบ “ปกติผมไม่ค่อยเล่นเกมหรอกครับ…ส่วนใหญ่ผมหยิบไพ่ขึ้นมาสับเล่นคนเดียวครับ ไม่ก็นั่งอ่านข่าวแก้เบื่อ”
ธันวาเลิกคิ้วขึ้น “หืมน้องเล่นไพ่ด้วยเหรอ แต่น่าเสียดาย บ้านพี่ไม่มีไพ่เลยเนี่ยสิ…”
“ผมมีครับ พอดีผมพกติดตัวมาในกระเป๋านักเรียนด้วย”
ธันวาถึงกับหลุดขำออกมากับความคาดไม่ถึงของรุ่นน้อง“หึๆ เอาจริงดิ พกไพ่ไปโรงเรียนด้วยเหรอเรา”
“ผมก็แค่… พกติดตัวไปเฉยๆครับแต่ก็ไม่ค่อยได้เล่นสักเท่าไหร่”
“งั้นก็เอาออกมาเล่นตอนนี้เลย”
ริวพยักหน้ารับเขาเอื้อมมือไปเปิดซิบกระเป๋านักเรียน ค้นหาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบกล่องไพ่ออกมา ปลายนิ้วเรียวยาวทั้งสิบพลิกสลับไพ่เล่นแต่มันยากจะแยกได้ว่าใบไหนอยู่ตรงไหน ในตอนแรกไพ่ถูกแบ่งออกเป็นหลายส่วนระหว่ามือทั้งสองข้างก่อนจะหมุนวนผ่านง่ามนิ้วราวกับเฟืองที่ทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อทุกอย่างจบลง ไพ่ทั้งหมดก็กลับมาเรียงเป็นแบบเดิมในมือของเขาเห็นเพียงเท่านั้น ริวเงยหน้าขึ้นถามรุ่นพี่ตรงหน้า
“แล้วพี่... อยากเล่นอะไรเหรอครับ”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบพร้อมกับสีหน้าและแววตาซื่อๆแต่ท่าทางการสับไพ่นั้นทำให้ธันวารู้ได้เลยว่าเรื่องไพ่นี้ รุ่นน้องที่อยู่ตรงหน้าต้องไม่ธรรมดาแน่ๆเขาเอนหลังพิงโซฟาจิบไพน์แดง แล้วจึงตอบ
“เล่นอะไรก็ได้ที่มันง่ายๆ”
“ถ้าเล่นง่ายๆมีแค่ไม่ไพ่แคงก็ดัมมี่ครับ”
“อืม… งั้นเอาเป็นไพ่แคงก็แล้วกันน้องแจงมาเลย”
“พี่จะให้ผมแจกไพ่จริงๆเหรอครับ”
“ก็ใช่ มาดูกันสิว่าน้องจะแคงชนะพี่ไหม”
“หืม แคงกับผมระวังคว่ำนะครับ”
“ไม่หรอกมั้ง ตัวพี่มันมาพร้อมดวงและวาสนาอยู่แล้ว”เขาเหยียดยิ้มมุมปากพลางหลุบตาลงมองแก้วไวน์ในมือ “พนันด้วยไวน์นี่เลย”
นัยน์ตาคมกริบเลือบมองไปที่ใบหน้าของรุ่นน้องที่อยู่ตรงหน้าอย่างท้าทาย
“ใครแพ้กิน!”
“พี่ไหวเหรอครับ…”
“อ้าว! ดูตัวเองก่อนเถอะริว น้องคงไม่อยากเห็นสภาพตัวเองที่พี่ต้องหามขึ้นรถไปส่งกลับห้องหรอก… ใช่ไหม”
ริวเอียงศีรษะเล็กน้อยพร้อมกับส่งยิ้มบางๆให้กับรุ่นพี่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามทว่าในตอนที่ธันวาไม่ทันได้สังเกตเห็นเลยว่า แววตาของเด็กหนุ่มก็เผยความเจ้าเล่ห์ออกมา
ผมไม่ได้บอกว่าจะกินสักหน่อยนะครับ…